INICIAR SESIÓNก่อนหน้านี้ตอนที่กำลังนั่งอยู่บนชั้นสอง ถานเจียงมองเห็นรถม้าของตระกูลซูวิ่งเข้ามาจอดหน้าร้านเครื่องประดับ และเมื่อเขามองเห็นว่าผู้ที่ก้าวลงมาจากรถม้าก็คือซูฉิงเยี่ยน เขาไม่รอช้ารีบขอตัวกับสหายทั้งสามคนที่กำลังร่ำสุรา แล้วเดินลงมาหานางทันที
ตั้งแต่เขาได้เลื่อนจากเจ้าหน้าที่เล็กๆ ขึ้นมาเป็นมือปราบ เขาก็ได้พบกับซูฉิงเยี่ยน ในตอนที่เขาไปเยี่ยมเยียนซูเหวิ่นผู้เป็นดังอาจารย์อีกคนของเขา
เขารู้สึกชอบพอท่าทีเยือกเย็นของนาง ทั้งยังบอกกับตัวเองทันทีว่าเขาจะแต่งนางเป็นฮูหยินให้ได้ และหลังจากนี้อีกหนึ่งเดือนเขาก็กำลังจะสมหวัง
“เยี่ยนเอ๋อร์”
“มือปราบถาน” ซูฉิงเยี่ยนย่อกายลงคารวะ ใบหน้านวลเนียนเคร่งขรึมลงเล็กน้อย
“มาทำธุระแถวนี้หรือ”
“เจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นให้ข้าไปเป็นเพื่อนเถิด”
“เกรงว่าจะเป็นการรบกวน ข้ายังต้องไปทำธุระให้ท่านพ่ออีกหลายที่ ดังนั้นไม่อาจรบกวนท่านมือปราบ” ซูฉิงเยี่ยนเอ่ยด้วยท่าทีสุภาพ
“วันนี้ข้าว่างจึงไม่ได้เป็นการรบกวนแต่อย่างใด ข้าเต็มใจ ทั้งยังต้องการพูดคุยกับเจ้าด้วย เพราะถึงอย่างไรเดือนหน้าก็จะถึงวันมงคลของเราแล้ว”
“มือปราบถาน...”
“เรียกข้าว่าพี่เจียง เรามิใช่คนอื่นคนไกล” ถานเจียงเอ่ยทั้งยังยิ้มละไมทว่าคนฟังกลับขมวดคิ้ว
“อย่าปฏิเสธเลยนะ เราสองคนควรจะทำความคุ้นเคยกันให้มากกว่านี้ ให้ข้าได้คุยกับเจ้าสักครู่เถิด” ถานเจียงยังคงพยายามอย่างไม่ยอมแพ้
“เช่นนั้นก็ได้ ข้าเองก็สมควรสนทนากับท่านให้ชัดเจนเช่นกัน”
ได้ยินนางเอ่ยเช่นนั้น ถานเจียงอดที่จะร้อนรนขึ้นมาไม่ได้ เขากังวลว่านางจะถือเรื่องที่เขามีอนุอยู่ก่อนแล้ว ทว่าจะอย่างไรเขาก็จะแต่งนางเป็นฮูหยินเอก และตั้งใจจะให้อำนาจนางเหนืออนุของเขาทุกคน ดังนั้นเขาจึงคิดที่จะฉวยโอกาสนี้อธิบายให้นางเข้าใจว่าเป็นมารดาเขาเองที่เสนอให้เขารับอนุก่อนแต่งงาน เนื่องจากพวกนางเป็นญาติของแม่นมของผู้เป็นมารดาที่นำมาฝากฝังไว้ก่อนสิ้นใจ
“หากไม่รังเกียจ ข้ามากับสหายสามคนพวกเขานั่งอยู่ชั้นสองของหอซุนฮวานี่เอง ข้าจะแนะนำให้เจ้ารู้จัก” เอ่ยแล้วก็เงยหน้าขึ้นมองสหายที่จ้องมองมาอยู่ก่อนแล้ว
ซูฉิงเยี่ยนเงยหน้ามองไปยังชั้นสองของหอซุนฮวา ใบหน้าที่เคร่งขรึมของนางยิ่งดูย่ำแย่กว่าเดิม เมื่อมองเห็นใบหน้าของสหายของเขาแต่ละคน
พวกเขามองนางด้วยสายตาแทะโลมอย่างโจ่งแจ้ง ไร้มารยาทของผู้ที่เจริญแล้วอย่างเห็นได้ชัด
“ข้าต้องการสนทนากับท่านเพียงลำพัง เรื่องนี้สำคัญมาก” เมื่อดึงสายตากลับมาหาถานเจียง นางก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ราบเรียบที่สุด ไม่ให้เขารู้ว่านางกำลังอดกลั้นไม่ให้ตนก้าวเดินขึ้นรถม้ากลับจวน
“อ้อ เช่นนั้นก็ได้ ข้าจะให้พวกเขาจัดห้องอีกห้องก็แล้วกัน” ถานเจียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงยินดียิ่ง การได้พบกับนางในวันนี้ทำให้เขายินดีเป็นล้นพ้น จนลืมสังเกตสีหน้าของอีกฝ่ายไปสนิท
ซูฉิงเยี่ยนรู้สึกอึดอัดกับสายตาของถานเจียง เพราะมันสื่อความหมายออกมาอย่างโจ่งแจ้งว่าเขาชอบพอในตัวนาง
‘มิใช่ว่าเขาชอบพออยู่กับเย่เอ๋อร์หรอกหรือ’
ซูฉิงเยี่ยนขมวดคิ้วรำพึงในใจ นางมิใช่เด็กสาวไร้เดียงสาเพราะสายตาเช่นนี้นางออกจะคุ้นชินอยู่บ้าง เนื่องจากนางต้องออกมาจัดการธุระของตระกูลเ สมอ จึงได้พบปะกับคุณชายตระกูลต่างๆ
หลายคนมักจะพยายามเกี้ยวพาราสีนางอย่างโจ่งแจ้ง ทั้งยังใช้สายตาสื่อความนัยออกมาให้นางสนองตอบ ทว่าถึงตอนนี้นางก็ยังไม่เคยพานพบบุรุษที่ทำให้นางหวั่นไหวสักคน
“มือปราบถานเรื่องการแต่งงานของท่านกับข้า จะเป็นไปได้หรือไม่ที่ท่านจะยกเลิก”
เมื่อขึ้นไปถึงห้องพิเศษที่อยู่บนชั้นสองของหอซุนฮวา ซูฉิงเยี่ยนไม่รอช้านางเอ่ยเข้าประเด็นทันที เพราะนางไม่อยากจะอยู่ตามลำพังกับถานเจียงนานนัก
“เจ้าว่าอะไรนะ ยกเลิกหรือ” ถานเจียงขมวดคิ้ว เขาทวนคำของนางเสียงแผ่วในหัวใจวูบไหวแปลกๆ
“เจ้าค่ะ”
“เจ้าไม่เต็มใจหรือ หรือว่าเจ้าจะกังวลเรื่องอนุของข้า ข้าอธิบายได้นะ พวกนาง...”
“ไม่เกี่ยวกับพวกนางหรอกเจ้าค่ะ เรื่องนั้นข้าไม่อาจตำหนิท่าน เพราะบุรุษที่มีฐานะและตำแหน่งหน้าที่โดดเด่นย่อมเป็นธรรมดาที่ไม่อาจมีรักเดียว ข้าเข้าใจได้”
ถ้อยคำของนางกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ทว่าทุกช่างทิ่มแทงคนฟังให้ไม่สามารถหาถ้อยคำใดมาโต้แย้ง โดยไม่ให้ตนเองเสียหน้าได้
“แล้วทำไม”
“เพราะข้าไม่พร้อมที่จะออกเรือน ข้ายังอยากจะอยู่ดูแลท่านพ่อเช่นนี้ไปอีกสักพัก”
“เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ถึงเจ้าจะแต่งเข้าตระกูลถานไปแล้วเจ้าก็ยังกลับมาดูแลท่านซูได้เหมือนเดิม ดังนั้น...”
“นั่นไม่เหมือนกัน” ซูฉิงเยี่ยนส่ายหน้าด้วยความหนักใจ
“เจ้ารังเกียจข้าหรือ”
“มิใช่เจ้าค่ะ ข้าบอกได้เพียงข้ายังไม่อยากออกเรือนในตอนนี้ ดังนั้นหวังว่าท่านจะเห็นใจ ความจริงข้าได้อธิบายต่อท่านพ่อไปแล้ว แต่ท่านพ่อบอกว่าได้รับปากท่านเอาไว้แล้ว เกรงว่าจะเสียคำพูด ดังนั้น...”
“ดังนั้นเจ้าจึงจะให้ข้าเป็นฝ่ายยกเลิกหรือ”
“เจ้าค่ะ”
“เจ้า...มิใช่ว่าเจ้ามีคนที่ชอบพออยู่แล้วหรือจึงปฏิเสธข้า”
“เอ่อ...” ซูฉิงเยี่ยนมองใบหน้าของถานเจียงแล้วขมวดคิ้ว ในหัวของนางกำลังครุ่นคิดเงียบๆ ว่าจะตอบเขาอย่างไรดี เพราะหากตอบว่าไม่มี เขาจะยินยอมช่วยนางยกเลิกงานมงคลครั้งนี้หรือไม่
แล้วหากนางตอบว่ามี เช่นนี้หากเขาถามว่าคือผู้ใดนางจะทำอย่างไร
“มือปราบถาน...น้องเย่เอ๋อร์น้องสาวของข้า นางหน้าตางดงามกิริยาอ่อนหวาน...”
“มีหรือไม่มีเยี่ยนเอ๋อร์” เขากำลังตกตะลึงเพียงเพราะรู้ว่านางไม่ได้ยินดีที่จะแต่งให้เขา
ห้าวันแล้วที่นางออกมาจากเมืองหลวง ไร้ข่าวคราวใดๆ ไม่รู้ว่าป่านนี้บิดา ตระกูลซู พ่อบ้านและซวงเอ๋อร์จะเป็นเช่นไรบ้าง วันนี้อาหลัวบอกว่าทั้งสองจะเข้าสู่เขตเมืองเย่ นางเห็นว่าผ่านไปหลายวันแล้วคนเหล่านั้นน่าจะถอดใจ หรือไม่ก็คิดว่านางติดตามอาหลัวไปยังทางเหนือ หากนางยังอยู่กับเขาต่อไม่แน่ว่าอาหลัวจะต้องเดือนร้อน นางจึงตัดสินใจที่จะแยกจากเขาที่เมืองเย่ โดยเลือกที่จะปลอมตัวเป็นบุรุษ ทั้งยังตั้งใจเอาผงถ่านมาป้ายตามหน้าตาและเสื้อผ้าที่อาหลัวให้มาเพื่อให้ตัวเองดูมอมแมมการแยกจากอาหลัวทำให้ซูฉิงเยี่ยนหวาดหวั่นก็จริง ทว่าหลายวันมานี้นางก็พยายามปลุกปลอบใจตัวเอง ไม่ว่าจะอย่างไรนางก็มิอาจเป็นภาระของอาหลัวอีกต่อไปนางจะต้องกลับตระกูลซู กลับไปบอกความจริงกับบิดาว่าเกิดอะไรขึ้น แม้ว่าเรื่องตระกูลถานนางจะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ แต่อย่างไรเสียตอนนี้ซูรุ่ยเย่ก็แต่งกับถานเจียงไปแล้ว ดังนั้นนางก็ได้แต่หวังว่าตระกูลถานจะไม่ใจไม้ไส้ระกำ ถึงกับไม่ดูดำดูดีสะใภ้ที่เพิ่งแต่งเข้าไปในขณะที่กำลังครุ่นคิดเพียงลำพัง เท้าทั้งสองก็ตรงเข้าไปยังเพิงขนาดใหญ่ที่มุงเอาไว้ด้วยหญ้าแห้ง มองไกลๆ ก็รู้ว่ามันคือโรงน้ำชาก่อนถึงประตูเมื
“หลังจากที่ข้าน้อยบอกกับพ่อบ้านว่าจะลากลับบ้านไปแต่งงาน ฮูหยินรองก็เรียกข้าน้อยไปพบขอรับ นางเสนอให้ข้าน้อยพาตัวคุณหนูออกไปจากคฤหาสน์ แล้วนางจะมอบเงินให้ข้าน้อยเป็นการตอบแทน ขอเพียงคุณหนูไม่อยู่ในวันที่เกี้ยวเจ้าสาวส่งมารับ ซึ่งตอนนั้นข้าน้อยปฏิเสธเพราะคุณหนูพระคุณกับข้าน้อยมาก แต่ได้ยินสาวใช้ต้นห้องของคุณหนูรองแอบปรึกษากับคนสวนในเรือนว่าให้หาคนทำแทน ข้าน้อยคิดว่าหากข้าน้อยพาคุณหนูออกมาน่าจะปลอดภัยกว่า แล้วค่อยย้อนกลับไปส่ง ข้าน้อยผิดไปแล้วขอรับ”อาหลัวยังคงผงกหัวโขกพื้นอย่างสำนึกผิด“ถึงกับ....ถึงกับต้องทำกับข้าเช่นนี้เลยหรือ” ซูฉิงเยี่ยนเข่าอ่อนนางทรุดตัวลงนั่งบนพื้นอย่างหมดแรง “แล้วจะอย่างไรต่อ จะเกิดอะไรขึ้น...ท่านพ่อ” หญิงสาวใจหายวาบเมื่อนึกถึงผู้เป็นบิดา“คุณหนูรองถูกส่งตัวไปแทนขอรับ ตระกูลถานเองก็จัดงานใหญ่โตจึงเกรงว่าจะเสียหน้า แต่มือปราบถานพรวดพราดออกมาตามหาทันทีที่ทราบว่าท่านหายไป ข้าน้อยรู้มาว่าฮูหยินให้คนปลอมลายมือท่าน โดยเขียนบอกเอาไว้ว่าท่านหนีไปกับคนรัก มือปราบถานโกรธมาก แต่เพราะเขารู้เรื่องหลังจากที่ไหว้ฟ้าดินแล้ว ดังนั้น....ดังนั้นตอนที่เขาพุ่งออกมา ใต้เท้าถานก็เอ่ยปาก
“วันนี้องค์ชายรองทรงให้คนนำผิงกั่ว[1] มาให้ท่านตะกร้าใหญ่ ทั้งยังบอกว่าเป็นพระอัครมเหสีพระราชทานมาให้โดยเฉพาะ ข้าน้อยนำไปเก็บไว้ที่คฤหาสน์นอกเมืองเพราะไม่คิดว่าองค์จักรพรรดิจะเสด็จ แล้วตะกร้านั้นก็อยู่ในห้องนอนของท่าน” ฉวนจินเอ่ย“อ้อ” เยวี่ยเทียนฉีพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ แต่ฉวนจินกลับเงยหน้ามองเขาด้วยใบหน้ากังวล แน่ล่ะเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าจักรพรรดิจะถึงกับเปิดเข้าไปห้องนอนของผู้อื่น ถึงคนผู้นั้นจะเป็นน้องชายก็เถอะ“เช่นนั้นกลับกันเถิด” เยวี่ยเทียนฉีหันหลังกลับ และเดินไปยังทิศทางที่ทอดไปยังคฤหาสน์ด้วยใบหน้าเรียบเฉยฉวนจินเดินตามเขาไปด้วยความกังวล เขากลัวเหลือเกินว่าตนจะทำให้ผู้เป็นนายเดือดร้อน ในตอนที่เห็นพระพักตร์ของจักรพรรดิ ทั้งยังกลัวว่าผู้เป็นนายอาจจะโกรธที่เขาสะเพร่า ทว่าคาดไม่ถึงเยวี่ยเทียนฉีกลับหยิบผิงกั่วมานั่งกินหน้าตาเฉย ทั้งยังโยนมาให้เขาอีกลูกฉวนจินได้แต่มองงงๆ ก่อนถอนหายใจออกมาไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่เข้าใจเยวี่ยเทียนฉีสักนิด แต่เขาอาจจะโชคดีก็ได้ที่ไม่เข้าใจ เพราะหากเข้าใจเขาอาจจะไม่ได้มายืนอยู่เคียงข้างอีกฝ่ายเช่นในวันนี้“นั่นอะไรขอรับ” ฉวนจินเพิ่งจะถอนหายใจอย่างปลงตกก็
“นายท่าน!!”เสียงคุ้นเคยที่ดังขึ้นด้านหลังทำให้เยวี่ยเทียนฉีอดถอนใจออกมาไม่ได้ เดิมทีเขาวางแผนกลับเข้าไปในเมืองหลวงทันที่ฝนหยุดตก ทว่าหลังจากพบกับซูฉิงเยี่ยน เขาคล้ายลืมสิ้นว่าวางแผนสิ่งใดไว้ และนั่นไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลยใบหน้าถมึงทึงและร่างเปียกปอนของฉวนจิน ทำให้ดวงตาเรียบเฉยปรากฏแววขบขัน ทว่าเขาไม่ได้เอ่ยอันใดเพียงยืนรอให้อีกฝ่ายเดินเข้ามาฉวนจินเป็นคนสนิทที่เขาเคยช่วยชีวิตเอาไว้เมื่อหลายปีก่อน เนื่องจากเห็นว่าอีกฝ่ายนิสัยใจคอไม่เลว ทั้งยังอ่านออกเขียนได้ เยวี่ยเทียนฉีจึงรับเอาไว้ โดยให้เป็นคนดูแลเรื่องใหญ่น้อยภายในตำหนักหยางจื้อแม้จะสงสัยว่าด้วยความสามารถของฉวนจิน ไม่น่าจะใช่ชาวบ้านที่เดินทางเข้าเมืองหลวงมาขายตัวเป็นทาส แต่เห็นอีกฝ่ายไม่อยากจะพูดถึง เขาเองก็เลือกที่เงียบหลายปีที่ผ่านมา ฉวนจินพิสูจน์ให้เขาเห็นแล้วว่าตนสามารถเชื่อใจอีกฝ่ายได้ อีกทั้งเขาได้ตรวจสอบแล้วว่าฉวนจินไม่ได้เป็นนักโทษของกรมอาญา เยวี่ยเทียนฉีจึงรอให้อีกฝ่ายพร้อมที่จะพูด“ข้าน้อยตามหาท่านไปทั่ว ฝนก็ตก” ฉวนจินเอ่ยเสียงหอบเล็กน้อย“หาข้า...มีเรื่องอันใด” เขาแสร้งเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ“นายท่าน” ฉวนจินรู้ดีว่าผ
ในที่สุดเขาก็ยอมแพ้แรงต่อดึงดูดบางอย่าง ซึ่งฉุดรั้งเขาอยู่เงียบๆใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ภายใต้ชุดมอซอมอมแมมไม่สะดุดตา หันกลับมาจดจ้องหญิงสาวอีกครั้ง เขาไม่รู้ว่าคนอื่นจะมองนางเช่นไร แต่ในสายตาของเขา บุคลิกของนางนั้นดูขัดแย้งกันเองอย่างน่าประหลาดท่วงท่านิ่งเฉยเยือกเย็น ใบหน้าเรียบเฉยที่ไร้การแต่งแต้มโดยสิ้นเชิง ทำให้นางดูสุขุม สงบ เยือกเย็น และน่าเกรงขาม เกินกว่าที่เด็กสาวในวัยเดียวกันควรจะมีบุคลิกเช่นนี้ทำให้ผู้คนอดที่จะแสดงความยำเกรงในตัวนางออกมาไม่ได้ทว่าในทางตรงกันข้าม มันกลับกีดกันผู้คนออกไป ทำให้พวกเขาไม่กล้าเข้าใกล้นางจนเกินไปแม้ว่าคนอื่นจะเห็นในสิ่งที่นางพยายามแสดงออกภายนอก แต่เขากลับมองเห็นในสิ่งที่แตกต่าง เพราะดวงหน้าเนียนใสที่ดูราบเรียบเฉยชาจนเกือบเย็นชานั้น กลับมีแววตาที่อ่อนล้าจนเขารู้สึกได้เมื่อมองเข้าไปในดวงตาของนาง เขาเพียงรู้สึกว่านางช่างอ่อนไหว อ่อนแอ และบอบบางคล้ายกลีบบัวสีชมพูดอกหนึ่งที่โดนสายฝนสาดซัดโหมกระหน่ำ กระทั่งไม่อาจทานความรุนแรง กลีบบัวอ่อนบางหลุดร่วง และปลิวหายลับไปกับสายลมตลอดกาล...‘ช่างคล้ายกับว่านางพร้อมที่จะแตกสลายไปทันที หากประคองนางเอาไว้ในมือ โ
แม้ว่าจะชูช่ออยู่เพียงดอกเดียว ทว่ากลีบดอกที่กำลังจะเผยอบานกลับยังคงยืนหยัดงดงาม แม้ว่าพระพิรุณจะสาดซัดครั้งแล้วครั้งเล่าแม้ว่าลมแรงจะพัดโบกจนเอนไหว บัวดอกนั้นก็ยังคงชูช่อเหนือน้ำอย่างมั่นคงเช่นเดิม“ข้าจะเป็นดังปทุมดอกนั้น” ซูฉิงเยี่ยนพึมพำคนเดียวเบาๆ สายตายังคงจดจ้องไปยังบัวดอกนั้นใบหน้าเรียบเฉยปรากฏรอยยิ้มแห่งความหวังขึ้นมา ชั่วขณะกลับมีสายลมหอบหนึ่ง ซัดสาดสายฝนเข้ามายังศาลา ทว่าร่างของนางยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง ขณะที่คนอื่นๆ บ้างก็ถอยหลังกลับเข้าไปหลบ บ้างก็รีบยกมือขึ้นบดบัง บ้างก็โค้งตัวหลบสายฝนพัลวัน“คุณหนูเจ้าคะ” ซวงเอ๋อร์เรียกเสียงเบาทั้งยังเดินเข้ามาสะกิดซูฉิงเยี่ยนขมวดคิ้ว เมื่อมองเห็นบ่าวไพร่ของคฤหาสน์ที่กำลังกางร่มเดินเข้ามายังศาลา ด้านหลังบ่าวคนนั้นยังมีรถม้าของตระกูลจอดอยู่นางไม่ต้องเดาก็แน่ใจแล้วว่าบิดาให้คนมารับนางกลับ และสาเหตุก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องการมาเยือนจวนตระกูลซูของถานเจียง เพราะก่อนหน้านี้บิดาให้คนมาเร่งรัดนางหลายครั้งเพื่อให้นางกลับให้ทันเวลา“ไปเถิด ข้าถ่วงเวลาได้เพียงเท่านี้ อย่างไรเสียก็ต้องกลับไปเผชิญหน้า” ซูฉิงเยี่ยนหมุนตัวไปมองบัวดอกนั้นเป็นครั้งสุดท้







