Share

บทที่ 6

last update Terakhir Diperbarui: 2026-01-05 07:32:11

ก่อนหน้านี้ตอนที่กำลังนั่งอยู่บนชั้นสอง ถานเจียงมองเห็นรถม้าของตระกูลซูวิ่งเข้ามาจอดหน้าร้านเครื่องประดับ และเมื่อเขามองเห็นว่าผู้ที่ก้าวลงมาจากรถม้าก็คือซูฉิงเยี่ยน เขาไม่รอช้ารีบขอตัวกับสหายทั้งสามคนที่กำลังร่ำสุรา แล้วเดินลงมาหานางทันที

ตั้งแต่เขาได้เลื่อนจากเจ้าหน้าที่เล็กๆ ขึ้นมาเป็นมือปราบ เขาก็ได้พบกับซูฉิงเยี่ยน ในตอนที่เขาไปเยี่ยมเยียนซูเหวิ่นผู้เป็นดังอาจารย์อีกคนของเขา

เขารู้สึกชอบพอท่าทีเยือกเย็นของนาง ทั้งยังบอกกับตัวเองทันทีว่าเขาจะแต่งนางเป็นฮูหยินให้ได้ และหลังจากนี้อีกหนึ่งเดือนเขาก็กำลังจะสมหวัง

“เยี่ยนเอ๋อร์”

“มือปราบถาน” ซูฉิงเยี่ยนย่อกายลงคารวะ ใบหน้านวลเนียนเคร่งขรึมลงเล็กน้อย

“มาทำธุระแถวนี้หรือ”

“เจ้าค่ะ”

“เช่นนั้นให้ข้าไปเป็นเพื่อนเถิด”

“เกรงว่าจะเป็นการรบกวน ข้ายังต้องไปทำธุระให้ท่านพ่ออีกหลายที่ ดังนั้นไม่อาจรบกวนท่านมือปราบ” ซูฉิงเยี่ยนเอ่ยด้วยท่าทีสุภาพ

“วันนี้ข้าว่างจึงไม่ได้เป็นการรบกวนแต่อย่างใด ข้าเต็มใจ ทั้งยังต้องการพูดคุยกับเจ้าด้วย เพราะถึงอย่างไรเดือนหน้าก็จะถึงวันมงคลของเราแล้ว”

“มือปราบถาน...”

“เรียกข้าว่าพี่เจียง เรามิใช่คนอื่นคนไกล” ถานเจียงเอ่ยทั้งยังยิ้มละไมทว่าคนฟังกลับขมวดคิ้ว

“อย่าปฏิเสธเลยนะ เราสองคนควรจะทำความคุ้นเคยกันให้มากกว่านี้ ให้ข้าได้คุยกับเจ้าสักครู่เถิด” ถานเจียงยังคงพยายามอย่างไม่ยอมแพ้

“เช่นนั้นก็ได้ ข้าเองก็สมควรสนทนากับท่านให้ชัดเจนเช่นกัน”

ได้ยินนางเอ่ยเช่นนั้น ถานเจียงอดที่จะร้อนรนขึ้นมาไม่ได้ เขากังวลว่านางจะถือเรื่องที่เขามีอนุอยู่ก่อนแล้ว ทว่าจะอย่างไรเขาก็จะแต่งนางเป็นฮูหยินเอก และตั้งใจจะให้อำนาจนางเหนืออนุของเขาทุกคน ดังนั้นเขาจึงคิดที่จะฉวยโอกาสนี้อธิบายให้นางเข้าใจว่าเป็นมารดาเขาเองที่เสนอให้เขารับอนุก่อนแต่งงาน เนื่องจากพวกนางเป็นญาติของแม่นมของผู้เป็นมารดาที่นำมาฝากฝังไว้ก่อนสิ้นใจ

“หากไม่รังเกียจ ข้ามากับสหายสามคนพวกเขานั่งอยู่ชั้นสองของหอซุนฮวานี่เอง ข้าจะแนะนำให้เจ้ารู้จัก” เอ่ยแล้วก็เงยหน้าขึ้นมองสหายที่จ้องมองมาอยู่ก่อนแล้ว

ซูฉิงเยี่ยนเงยหน้ามองไปยังชั้นสองของหอซุนฮวา ใบหน้าที่เคร่งขรึมของนางยิ่งดูย่ำแย่กว่าเดิม เมื่อมองเห็นใบหน้าของสหายของเขาแต่ละคน

พวกเขามองนางด้วยสายตาแทะโลมอย่างโจ่งแจ้ง ไร้มารยาทของผู้ที่เจริญแล้วอย่างเห็นได้ชัด

“ข้าต้องการสนทนากับท่านเพียงลำพัง เรื่องนี้สำคัญมาก” เมื่อดึงสายตากลับมาหาถานเจียง นางก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ราบเรียบที่สุด ไม่ให้เขารู้ว่านางกำลังอดกลั้นไม่ให้ตนก้าวเดินขึ้นรถม้ากลับจวน

“อ้อ เช่นนั้นก็ได้ ข้าจะให้พวกเขาจัดห้องอีกห้องก็แล้วกัน” ถานเจียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงยินดียิ่ง การได้พบกับนางในวันนี้ทำให้เขายินดีเป็นล้นพ้น จนลืมสังเกตสีหน้าของอีกฝ่ายไปสนิท

ซูฉิงเยี่ยนรู้สึกอึดอัดกับสายตาของถานเจียง เพราะมันสื่อความหมายออกมาอย่างโจ่งแจ้งว่าเขาชอบพอในตัวนาง

‘มิใช่ว่าเขาชอบพออยู่กับเย่เอ๋อร์หรอกหรือ’

ซูฉิงเยี่ยนขมวดคิ้วรำพึงในใจ นางมิใช่เด็กสาวไร้เดียงสาเพราะสายตาเช่นนี้นางออกจะคุ้นชินอยู่บ้าง เนื่องจากนางต้องออกมาจัดการธุระของตระกูลเ สมอ จึงได้พบปะกับคุณชายตระกูลต่างๆ

หลายคนมักจะพยายามเกี้ยวพาราสีนางอย่างโจ่งแจ้ง ทั้งยังใช้สายตาสื่อความนัยออกมาให้นางสนองตอบ ทว่าถึงตอนนี้นางก็ยังไม่เคยพานพบบุรุษที่ทำให้นางหวั่นไหวสักคน

“มือปราบถานเรื่องการแต่งงานของท่านกับข้า จะเป็นไปได้หรือไม่ที่ท่านจะยกเลิก”

เมื่อขึ้นไปถึงห้องพิเศษที่อยู่บนชั้นสองของหอซุนฮวา ซูฉิงเยี่ยนไม่รอช้านางเอ่ยเข้าประเด็นทันที เพราะนางไม่อยากจะอยู่ตามลำพังกับถานเจียงนานนัก

“เจ้าว่าอะไรนะ ยกเลิกหรือ” ถานเจียงขมวดคิ้ว เขาทวนคำของนางเสียงแผ่วในหัวใจวูบไหวแปลกๆ

“เจ้าค่ะ”

“เจ้าไม่เต็มใจหรือ หรือว่าเจ้าจะกังวลเรื่องอนุของข้า ข้าอธิบายได้นะ พวกนาง...”

“ไม่เกี่ยวกับพวกนางหรอกเจ้าค่ะ เรื่องนั้นข้าไม่อาจตำหนิท่าน เพราะบุรุษที่มีฐานะและตำแหน่งหน้าที่โดดเด่นย่อมเป็นธรรมดาที่ไม่อาจมีรักเดียว ข้าเข้าใจได้”

ถ้อยคำของนางกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ทว่าทุกช่างทิ่มแทงคนฟังให้ไม่สามารถหาถ้อยคำใดมาโต้แย้ง โดยไม่ให้ตนเองเสียหน้าได้

“แล้วทำไม”

“เพราะข้าไม่พร้อมที่จะออกเรือน ข้ายังอยากจะอยู่ดูแลท่านพ่อเช่นนี้ไปอีกสักพัก”

“เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ถึงเจ้าจะแต่งเข้าตระกูลถานไปแล้วเจ้าก็ยังกลับมาดูแลท่านซูได้เหมือนเดิม ดังนั้น...”

“นั่นไม่เหมือนกัน” ซูฉิงเยี่ยนส่ายหน้าด้วยความหนักใจ

“เจ้ารังเกียจข้าหรือ”

“มิใช่เจ้าค่ะ ข้าบอกได้เพียงข้ายังไม่อยากออกเรือนในตอนนี้ ดังนั้นหวังว่าท่านจะเห็นใจ ความจริงข้าได้อธิบายต่อท่านพ่อไปแล้ว แต่ท่านพ่อบอกว่าได้รับปากท่านเอาไว้แล้ว เกรงว่าจะเสียคำพูด ดังนั้น...”

“ดังนั้นเจ้าจึงจะให้ข้าเป็นฝ่ายยกเลิกหรือ”

“เจ้าค่ะ”

“เจ้า...มิใช่ว่าเจ้ามีคนที่ชอบพออยู่แล้วหรือจึงปฏิเสธข้า”

“เอ่อ...” ซูฉิงเยี่ยนมองใบหน้าของถานเจียงแล้วขมวดคิ้ว ในหัวของนางกำลังครุ่นคิดเงียบๆ ว่าจะตอบเขาอย่างไรดี เพราะหากตอบว่าไม่มี เขาจะยินยอมช่วยนางยกเลิกงานมงคลครั้งนี้หรือไม่

แล้วหากนางตอบว่ามี เช่นนี้หากเขาถามว่าคือผู้ใดนางจะทำอย่างไร

“มือปราบถาน...น้องเย่เอ๋อร์น้องสาวของข้า นางหน้าตางดงามกิริยาอ่อนหวาน...”

“มีหรือไม่มีเยี่ยนเอ๋อร์” เขากำลังตกตะลึงเพียงเพราะรู้ว่านางไม่ได้ยินดีที่จะแต่งให้เขา

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • บุปผากลางวสันต์   บทที่ 149 จบ

    “เอาล่ะเช่นนั้นก็ได้ ข้าจะลองไปคุยกับท่านแม่ว่าจะทำเช่นไรท่านพ่อจึงจะยอมให้ท่านเข้าไปดูผาอัคคี เผื่อว่าท่านเห็นแล้วอยากจะเปลี่ยนใจ”“ข้าเข้าไปดูได้หรือ”“ข้าถึงได้บอกว่าจะไปขอท่านแม่อย่างไรเล่า หากไปถามเรื่องนี้กับท่านพ่อ รังแต่จะทำให้เขารู้เท่าทันแผนข้าน่ะสิ” เสวียนจิ้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์“แผนหรือ”“ข้าจะอธิบายเรื่องแผนการของข้าทีหลัง วันนี้ท่านนอนพักผ่อนเถิด ข้าจะกลับมารับพรุ่งนี้เช้า”เสวียนจิ้งมารับฟู่หย่งเจี้ยนในตอนรุ่งเช้าจริงๆ ทว่านางกลับวางยาทำให้เขาไร้ซึ่งเรี่ยวแรง จับเขามัดเพื่อความแน่ใจ ก่อนจะจับเขาโยนขึ้นรถม้า แล้วออกจากเมืองหลวงแคว้นจ้าวมา ท่ามกลางความตื่นตะลึงของชายหนุ่มเขาไม่คาดคิดว่านางจะทำเช่นนี้ ก่อนออกมาจากโรงเตี๊ยมในยามรุ่งสาง เขาได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้น เสียงอ่อนโยนคุ้นเคยของฮูหยินจ้าววัง มารดาของนางที่อุตส่าห์นำเงินค่าเดินทางมาให้ถุงใหญ่คนของวังเมฆาอัคคีนี่ช่างทำอะไรเหนือคาดจริงๆ!!“จิ้ง เจ้าทำเช่นนี้จะยิ่งเป็นการทำให้ท่านจ้าววังไม่ยอมรับข้า” ฟู่หย่งเจี้ยนที่นอนอยู่ในรถม้าเอ่ยขึ้น ในขณะที่เขาจ้องมองแผ่นหลังของหญิงสาวที่กำลังบังคับรถม้า เสวียนจิ้งเปิดม่านหน

  • บุปผากลางวสันต์   บทที่ 148

    เสวียนจิ้งจึงชะงักแล้วมีท่าทีละล้าละลัง จะให้นางคุยกับฟู่หย่งเจี้ยนตรงนี้ต่อหน้าบิดากับมารดา นางยังไม่อยากหาเรื่องตายให้ฟู่หย่งเจี้ยนนะ!!!จะให้พูดได้อย่างไรเล่าว่านางเป็นฝ่ายตามติดเขาก่อน แต่เรื่องที่ฟู่หย่งเจี้ยนเคยปฏิเสธนางก็เป็นเรื่องจริง หากบิดายอมอ่อนข้อให้ฟู่หย่งเจี้ยนง่ายๆ เขาก็ไม่ใช่จ้าววังเมฆาอัคคีแล้ว…ฟู่หย่งเจี้ยนมองจากท่าทางของเสวียนหมิง ก็รู้ได้ในทันทีว่าอีกฝ่ายล่วงรู้เรื่องของเขาโดยละเอียด ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องการให้เรื่องต้องยืดเยื้อต่อไปเขาเป็นเคยเป็นคนของราชสำนักแคว้นฉิน...เขาไม่ปฏิเสธ อย่างไรเสียการเผชิญกับความจริงก็ต้องเกิดขึ้น ดังนั้นร่างสูงจึงแตะมือลงไปยังหลังมือของเสวียนจิ้งที่ยังคงเกาะกุมมือของเขาอยู่เขาพยักหน้าให้นางเพื่อให้นางปล่อย ซึ่งนางก็ยินยอมโดยดีโดยไม่พูดอะไร ดูแล้วนางเองก็เข้าใจตรงกันกับเขากระมัง เพราะหากเสวียนหมิงไม่ยินยอมอนุญาต มีหรือที่นางกับเขาจะได้พบกันอีก“ท่านจ้าววังข้าน้อยจริงใจต่อจิ้ง ขอท่านจ้าววังช่วยส่งเสริมเราสองคนด้วย”เสวียนจิ้งอ้าปากค้างเมื่อได้ยินประโยคนั้น‘เขาไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วกระมัง’บิดาของนางมิใช่คนที่ใครก็สามารถต่อกรได้ ยิ่ง

  • บุปผากลางวสันต์   บทที่ 147

    “จิ้งเอ๋อร์มายืนทำอะไรตรงนี้เล่า มาช่วยแม่ในครัวหน่อย หน้าร้านปล่อยให้เป็นหน้าที่ของท่านน้าของเจ้า กับรั่วหลิงก็พอ”“เจ้าค่ะท่านแม่”แม้จะเดินนำเข้าไปด้านในก่อน แต่กระนั้นสายตาของหญิงวัยกลางคนก็กวาดผ่านเขาไปครั้งหนึ่ง ก่อนจะละไปราวกับไม่ใส่ใจ ทว่ามีเพียงฟู่หย่งเจี้ยนที่รู้ว่าไม่ใช่!!!ท่าทีสำรวมกว่าทุกครั้งของเสวียนจิ้ง ทำให้ฟู่หย่งเจี้ยนรู้สึกหนักอกหนักใจ เสวียนจิ้งที่มีท่าทีไม่เกรงฟ้าไม่กลัวดิน กลับมีท่าทีราวกับเป็นคนละคนในยามที่นางอยู่ต่อหน้ามารดาแล้วเช่นนี้เขาควรเข้าทางมารดาของนางหรือจึงจะดี...แม้ในใจจะครุ่นคิดเช่นนั้น ทว่าฟู่หย่งเจี้ยนก็ไม่ได้ผลีผลาม เพราะรู้ดีว่าหากเขาขอเข้าพบโดยตรงคงไม่ใช่เรื่องง่ายนักแม้ฮูหยินจ้าววังของวังเมฆาอัคคี จะดูเหมือนกลมกลืนกับชาวเมืองหลวง ทว่าเขาไม่เชื่อว่าท่านจ้าววังอย่างเสวียนหมิง จะไม่ส่งคนมาคุ้มกันที่ตระกูลอิ่นแห่งนี้ ดังนั้นดวงตาคมจึงกวาดมองไปทั่วทิศ จุดประสงค์ก็เพื่อมองหาผู้คุ้มกัน ทว่าเขากลับไม่สามารถรับรู้การมีตัวตนของอีกฝ่ายเพื่อไม่ให้ตัวเองผลีผลามเอาชีวิตมาทิ้งโดยใช่เหตุ ฟู่หย่งเจี้ยนจึงได้แต่ถอยกลับไปตั้งหลักที่โรงเตี๊ยมเพื่อคิดหาหนทางเ

  • บุปผากลางวสันต์   บทที่ 146

    ตำหนักเฟยเฟิ่งวังหลวงแคว้นฉิน“ท่านมั่นใจแล้วหรือ” ฉินหยูเฟยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่ใคร่จะมั่นใจนัก ในยามที่ฟู่หย่งเจี้ยนบอกนางว่าเขาต้องการลาออกจากการเป็นองครักษ์“พ่ะย่ะค่ะ หน้าที่ของกระหม่อมเสร็จสมบูรณ์แล้ว ทรงปลอดภัย องค์รัชทายาทจะทรงดูแลองค์หญิงได้ดีกว่าผู้ใด”“ข้ารู้ว่าท่านเองก็เหนื่อยมาก การเดินทางไปแคว้นเยวี่ยครั้งนั้นได้ยินมาว่าไม่มีองครักษ์คนใดที่อาสาไปด้วยตัวเองเลยนอกจากท่าน เพราะพวกเขาสังหรณ์ใจว่าจะไม่ได้กลับมาอีก ซึ่งมันก็จริง” ฉินหยูเฟยเอ่ยเสียงแผ่ว“แม้ทำเช่นนี้อาจดูเหมือนกระหม่อมผิดต่อคำสัตย์ที่ให้ไว้กับ...”“ไม่ใช่!!” ฉินหยูเฟยเอ่ยขัดเขา “ท่านไม่ได้ผิดคำพูดใดๆ ที่ให้ไว้กับเสด็จพ่อ ท่านทำหน้าที่ที่ท่านได้รับมอบหมายลุล่วงแล้ว ท่านแทบจะเอาชีวิตไม่รอดเพราะพยายามรักษาคำสัตย์ เราจะปล่อยท่านไป ท่านจงไปทำในสิ่งที่หัวใจของท่านปรารถนาเถิด” ฉินหยูเฟยเอื้อมมือไปรับตราองครักษ์คืนจากมือฟู่หย่งเจี้ยน“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”“หากท่านมีโอกาสเดินทางไปยังแคว้นเยวี่ย...”“เขาไม่มีทางไปเยี่ยมเยียนเราได้” เยวี่ยเสียนเฉิงที่ไม่รู้ว่าก้าวเข้ามาตั้งแต่เมื่อไรเอ่ยขึ้นฉินหยูเฟยขมวดคิ้วเพราะไม่เข้าใ

  • บุปผากลางวสันต์   บทที่ 145

    แม้ว่านางจะทำผิดและถูกลงโทษ ทว่าการขับออกจากพรรคนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ หากทั้งสองจะคบหา และติดต่อกันมีเพียงเขาต้องละทิ้งในสิ่งที่เขามีเท่านั้น แต่นั่นมันหมายถึงเขาต้องผิดคำสัตย์ที่ให้ไว้กับอดีตจักรพรรดิเสวียนจิ้งมีความหมายต่อความรู้สึกเขาทว่าคำสัตย์ที่ให้ไว้คือการคุ้มกันองค์หญิงให้เดินทางไปเข้าพิธีเสกสมรสอย่างปลอดภัย แล้วในเวลานี้ถือว่าตัวเขาลุล่วงซึ่งหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเอาไว้แล้วหรือยัง..ฟู่หย่งเจี้ยนซึ่งอยู่ในชุดสีฟ้าขาว ไม่ใช่ชุดประจำตำแหน่งองครักษ์สีแดงสลับขาวเช่นเดิม ในมือของเขามีเพียงกระบี่อ่อนคู่กายเป็นอาวุธเท่านั้น มองเผินๆ จึงดูเหมือนชาวยุทธ์ผู้หนึ่ง หาใช่ขุนนางของราชสำนักไม่ร่างสูงเดินเตร็ดเตร่ไปตามท้องถนนด้วยความคิดถึง ในยามที่มองเห็นตลาดที่คึกคักของเมืองหลวงแคว้นฉิน นับตั้งแต่วันที่เขาวางยาสลบเสวียนจิ้ง จนถึงวันที่เขาเองต้องเดินทางมากับขบวนของรัชทายาทเยวี่ยเสียนเฉิง และองค์หญิงฉินหยูเฟยมายังแคว้นฉิน เขาก็ไม่ได้พบนางอีกเลยคำเตือนของเสวียนเฟิ่งยังคงก้องอยู่ในหู เขาพยายามหาคำตอบให้ตัวเองแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่พบ...วันนี้เขานัดพบกันกับสหายชาวยุทธ์ผู้หนึ่ง ซึ่งทั้งส

  • บุปผากลางวสันต์   บทที่ 144

    จุมพิตร้อนแรงหนักหน่วงประทับลงไปยังริมฝีปากของเสวียนจิ้ง พยายามบังคับให้นางกลืนยาเข้าไป ในยามที่สติของนางถูกกลิ่นกายของฟู่หย่งเจี้ยนเข้าครอบงำ เสวียนจิ้งพลันสมองขาวโพลน นางดิ้นรนด้วยพละกำลังที่มี หากแต่กำลังภายในและวรยุทธ์กลับไม่ได้ดึงออกมาใช้ เพราะนางเองก็คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะทำเช่นนี้ฟู่หย่งเจี้ยนใช้มือหนึ่งดันต้นคอของหญิงสาวเอาไว้ ส่วนมือใหญ่อีกข้างก็รวบข้อมือของนางเอาไว้ เพื่อไม่ให้นางขัดขืนได้ถนัดนักลิ้นร้อนพยายามกวาดเข้าไปในโพรงปากอบอุ่น เพื่อบังคับให้นางรับยาสลบเข้าไปอย่างอุกอาจ เขาไม่ยอมให้นางปฏิเสธ ไม่ยอมให้นางผละออกห่างแม้กระทั่งตอนที่ยาทั้งหมดถูกนางกลืนเข้าไปอย่างไม่รู้ตัวจุมพิตหนักหน่วงกดย้ำและหยอกเอินริมฝีปากที่อ้าเผยอออกอย่างไร้ทางสู้ หัวใจของทั้งสองเต้นระรัว ลมหายใจหรือก็หอบโยนไม่ต่างกันเรี่ยวแรงของเสวียนจิ้งลดน้อยลง เมื่อยาสลบออกฤทธิ์ กระนั้นฟู่หย่งเจี้ยนก็หาได้ละไปจากริมฝีปากเย้ายวน ซึ่งบัดนี้แดงช้ำเพราะจุมพิตเร่าร้อนของเขาความรู้สึกอยากครอบครองซึ่งเขาไม่คิดว่าตนจะมีมาก่อนพุ่งขึ้นสูง ดวงตาคมที่เข้มขึ้นเพราะแรงปรารถนา ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะประทับจุมพิตลงไปยังริมฝีป

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status