Masukซูฉิงเยี่ยนถอนหายใจ นางต้องตัดความหวังของเขาลงเสีย มองจากใบหน้าเขียวคล้ำและมือที่กำแน่นของเขา นางก็รู้ว่าเขากำลังไม่พอใจเป็นอย่างมาก “มือปราบที่ข้ากล่าวไปทั้งหมดนี้ก็เพียงเพราะข้านั้นยังมิพร้อมที่จะออกเรือนจริงๆ ดังนั้นจึงอยากจะขอความเห็นใจจากท่าน ข้ารู้ว่าท่านเป็นคนดี ทั้งยังเป็นถึงมือปราบที่คนในเมืองหลวงต่างก็นับหน้าถือตา มีหญิงสาวจากตระกูลใดบ้างในเมืองหลวงไม่ชมชอบในตัวท่าน ทว่าข้า....”
“เขาคือผู้ใด บุรุษผู้นั้น..” ถานเจียงยังคงมั่นใจว่านางปฏิเสธ เพราะนางมีคนที่นางรักชอบอยู่ก่อนแล้ว มิเช่นนั้นมือปราบที่หญิงสาวทุกคนในเมืองหลวงต่างก็หมายปองอย่างเขา มีหรือที่นางจะปฏิเสธ
“เขาเป็นเพียงคนธรรมดาผู้หนึ่ง ข้าบอกท่านไม่ได้เพราะเรื่องนี้แม้แต่ท่านพ่อเองก็ไม่รู้” ซูฉิงเยี่ยนได้แต่กัดฟันโกหกออกไป “ข้าขอร้อง ท่านอย่าบอกท่านพ่อเรื่องนี้ได้หรือไม่ ข้าไม่อยากให้เขาเดือดร้อน” ซูฉิงเยี่ยนมองเขาด้วยแววตาขอร้อง
มองแววตาของซูฉิงเยี่ยนแล้วทำให้ถานเจียงได้แต่ข่มความโกรธกรุ่น เขาชอบนาง...ไม่สิ...เขารักนาง รักตั้งแต่ครั้งแรกที่พบนางแล้ว ทว่าตอนนี้นางกลับปฏิเสธเขา ทั้งยังบอกว่านางมีคนรักอยู่แล้ว เขารู้สึกแน่นที่หน้าอกคล้ายกำลังหายใจไม่ออก ความรู้สึกที่ประดังประเดเข้ามาในใจทำให้เขากำมือแน่นเข้า
“ข้าขอเวลาคิดสักหน่อยเถิด เรื่องนี้ไม่ใช่ข้าผู้เดียวจะสามารถยกเลิกได้ เพราะท่านซูได้ไปตกลงกับท่านพ่อที่จวนเมื่อวานเรื่องของหมั้น” ถานเจียงเอ่ยเสียงเย็น
เขายกซูเหวิ่นขึ้นมาอ้าง เพราะรู้ดีว่านางไม่อาจปฏิเสธความต้องการของผู้เป็นบิดาแน่นอน
“ท่าน...ท่านพ่อ”
ซึ่งก็ได้ผลซูฉิงเยี่ยนหน้าซีด ไหล่เล็กลู่ลงคล้ายคนหมดแรง นางไม่คาดว่าบิดาของตนจะใจร้อนเช่นนี้ เรื่องของหมั้นและฤกษ์ต่างๆ ตามธรรมเนียมแล้ว จะมีแม่สื่อหรือไม่ก็ผู้ใหญ่ของฝ่ายชายมาตกลงกันที่บ้านของฝ่ายหญิง ทว่าบิดาของนางถึงกับไปที่ตระกูลถานด้วยตัวเอง…
ภาพที่ถานเจียงมองส่งรถม้าที่วิ่งออกไปด้วยสายตาสับสนระคนเจ็บปวด ทำให้หนึ่งในบุรุษรูปงามทั้งสองเลิกคิ้วมองด้วยความประหลาดใจ
ห้องพิเศษของพวกเขาอยู่ตรงกลางระหว่างห้องที่ซูฉิงเยี่ยนกับถานเจียงนั่งสนทนากัน และอีกห้องเป็นห้องที่หม่าหลิงฟู่กับสหายกำลังร่ำสุรากันอยู่
ดังนั้นบทสนทนาเมื่อครู่แม้จะเบา แต่พวกเขาก็ได้ยินทั้งหมด
ห้องพิเศษดังกล่าวนี้สร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์เดียว นั่นก็คือการรวบรวมข่าวสาร เรื่องลับๆ ของขุนนาง รวมไปถึงข่าวซุบซิบต่างๆ ในเมืองหลวง
ผู้ดูแลหอซุนฮวาแห่งนี้เพิ่งจะคบหากันเยี่ยงมิตรที่มีผลประโยชน์ร่วมกันกับเยวี่ยเสียนเฉิง ทำให้บุรุษทั้งสองได้รับความร่วมมือด้วยดี
เยวี่ยเสียนเฉิงกลอกตาขึ้นลง ตามนิ้วเรียวยาวของเยวี่ยเทียนฉีที่นั่งอยู่ตรงกันข้าม อีกฝ่ายกำลังขยับตะเกียบคีบอาหารเชื่องช้า คล้ายไม่เคยตั้งอกตั้งใจทำอะไรเช่นนี้มาก่อน เขาถอนหายใจก่อนจะยกมือขึ้นกดหัวคิ้ว
ที่จริงวันนี้เขาตั้งใจชวนเยวี่ยเทียนฉีมาสืบความเป็นไปของรัชทายาท เนื่องจากเขาซื้อข่าวสำคัญมาจากสหายชาวยุทธ์ซึ่งเป็นผู้ดูแลหอซุนฮวาว่าหม่าหลิงฟู่ เผิงอู่กวน กู่เซียว และถานเจียงนัดพบกันที่นี่
ที่สำคัญไปกว่านั้น การนัดพบกันครั้งนี้พวกเขาคล้ายกำลังรอคนผู้หนึ่งอยู่ เขาคาดหวังเต็มที่ว่าจะได้เบาะแสอะไรเกี่ยวกับแผนการของรัชทายาทบ้าง ทว่านั่งรออยู่ครึ่งชั่วยามแล้ว กลับได้ยินเพียงความไร้มารยาทของคนหลายคน
เขาสู้อุตส่าห์หาเรื่องสนทนาขึ้นมาแก้เบื่อ ทั้งยังชี้ชวนให้เยวี่ยเทียนฉีหันไปสนใจว่าที่เจ้าสาวของถานเจียง ก่อนจะแปลกใจที่เห็นใบหน้าเคร่งขรึมของฝ่ายหญิง แม้ว่านางจะพยายามรักษาสีหน้าให้เยือกเย็น ทว่ามองปราดเดียวก็รู้ว่านางไม่ได้รู้สึกชอบพอในตัวถานเจียงแม้แต่น้อย
“แม่นางตระกูลซูผู้นี้น่าสนใจยิ่ง นางไม่มีท่าทีหวั่นไหวให้บุรุษเพียบพร้อมอย่างถานเจียงแม้แต่น้อย หายากยิ่ง”
“อืม” เยวี่ยเทียนฉีรับคำในลำคอ ทว่าใบหน้ายังคงนิ่งเฉยทั้งเอาแต่มองไปยังอาหารที่วางอยู่ตรงหน้า
“ท่านหิวมากหรือ” เยวี่ยเสียนเฉิงประชด
“อืม”
“เช่นนั้นก็กินเยอะๆ” เยวี่ยเสียนเฉิงถลึงตาใส่เยวี่ยเทียนฉีที่ยังคงมีสีหน้าราบเรียบ
ทว่าในตอนที่เขากำลังจะขยับตะเกียบเพื่อลงมือคีบหน่อไม้หวาน บทสนทนาจากห้องข้างๆ ก็เริ่มหลังการมาถึงของบุรุษผู้หนึ่ง
เสียงของคนผู้นั้นทำให้มือที่กำลังจับตะเกียบของเยวี่ยเทียนฉีชะงัก
“ข้าไม่ได้มาสายกระมัง” หยางเหอซีเอ่ยถามบุรุษในห้องด้วยรอยยิ้ม
“ไม่เลยเจ้ามาก็ดีแล้ว ข้ากำลังรออยู่ มาข้าจะแนะนำให้เจ้ารู้จัก....” หม่าหลิงฟู่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม ทั้งยังแนะนำสหายของตนที่นั่งอยู่ในห้องให้หยางเหอซีได้รู้จัก
ในระหว่างนั้นเยวี่ยเสียนเฉิงกำลังตั้งใจฟัง เขาจึงไม่ได้เห็นดวงตาคมที่ไหววูบไปครู่หนึ่งของเยวี่ยเทียนฉี คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยมีเพียงรอยยิ้มอยู่เสมอ มาตอนนี้กลับฉายแววสับสนครุ่นคิด
‘นานเท่าไหร่แล้วที่ไม่ได้พบกัน...ตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นจนกระทั่งวันนี้เขาเองก็จำไม่ได้’
“เอาล่ะเช่นนั้นก็ได้ ข้าจะลองไปคุยกับท่านแม่ว่าจะทำเช่นไรท่านพ่อจึงจะยอมให้ท่านเข้าไปดูผาอัคคี เผื่อว่าท่านเห็นแล้วอยากจะเปลี่ยนใจ”“ข้าเข้าไปดูได้หรือ”“ข้าถึงได้บอกว่าจะไปขอท่านแม่อย่างไรเล่า หากไปถามเรื่องนี้กับท่านพ่อ รังแต่จะทำให้เขารู้เท่าทันแผนข้าน่ะสิ” เสวียนจิ้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์“แผนหรือ”“ข้าจะอธิบายเรื่องแผนการของข้าทีหลัง วันนี้ท่านนอนพักผ่อนเถิด ข้าจะกลับมารับพรุ่งนี้เช้า”เสวียนจิ้งมารับฟู่หย่งเจี้ยนในตอนรุ่งเช้าจริงๆ ทว่านางกลับวางยาทำให้เขาไร้ซึ่งเรี่ยวแรง จับเขามัดเพื่อความแน่ใจ ก่อนจะจับเขาโยนขึ้นรถม้า แล้วออกจากเมืองหลวงแคว้นจ้าวมา ท่ามกลางความตื่นตะลึงของชายหนุ่มเขาไม่คาดคิดว่านางจะทำเช่นนี้ ก่อนออกมาจากโรงเตี๊ยมในยามรุ่งสาง เขาได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้น เสียงอ่อนโยนคุ้นเคยของฮูหยินจ้าววัง มารดาของนางที่อุตส่าห์นำเงินค่าเดินทางมาให้ถุงใหญ่คนของวังเมฆาอัคคีนี่ช่างทำอะไรเหนือคาดจริงๆ!!“จิ้ง เจ้าทำเช่นนี้จะยิ่งเป็นการทำให้ท่านจ้าววังไม่ยอมรับข้า” ฟู่หย่งเจี้ยนที่นอนอยู่ในรถม้าเอ่ยขึ้น ในขณะที่เขาจ้องมองแผ่นหลังของหญิงสาวที่กำลังบังคับรถม้า เสวียนจิ้งเปิดม่านหน
เสวียนจิ้งจึงชะงักแล้วมีท่าทีละล้าละลัง จะให้นางคุยกับฟู่หย่งเจี้ยนตรงนี้ต่อหน้าบิดากับมารดา นางยังไม่อยากหาเรื่องตายให้ฟู่หย่งเจี้ยนนะ!!!จะให้พูดได้อย่างไรเล่าว่านางเป็นฝ่ายตามติดเขาก่อน แต่เรื่องที่ฟู่หย่งเจี้ยนเคยปฏิเสธนางก็เป็นเรื่องจริง หากบิดายอมอ่อนข้อให้ฟู่หย่งเจี้ยนง่ายๆ เขาก็ไม่ใช่จ้าววังเมฆาอัคคีแล้ว…ฟู่หย่งเจี้ยนมองจากท่าทางของเสวียนหมิง ก็รู้ได้ในทันทีว่าอีกฝ่ายล่วงรู้เรื่องของเขาโดยละเอียด ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องการให้เรื่องต้องยืดเยื้อต่อไปเขาเป็นเคยเป็นคนของราชสำนักแคว้นฉิน...เขาไม่ปฏิเสธ อย่างไรเสียการเผชิญกับความจริงก็ต้องเกิดขึ้น ดังนั้นร่างสูงจึงแตะมือลงไปยังหลังมือของเสวียนจิ้งที่ยังคงเกาะกุมมือของเขาอยู่เขาพยักหน้าให้นางเพื่อให้นางปล่อย ซึ่งนางก็ยินยอมโดยดีโดยไม่พูดอะไร ดูแล้วนางเองก็เข้าใจตรงกันกับเขากระมัง เพราะหากเสวียนหมิงไม่ยินยอมอนุญาต มีหรือที่นางกับเขาจะได้พบกันอีก“ท่านจ้าววังข้าน้อยจริงใจต่อจิ้ง ขอท่านจ้าววังช่วยส่งเสริมเราสองคนด้วย”เสวียนจิ้งอ้าปากค้างเมื่อได้ยินประโยคนั้น‘เขาไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วกระมัง’บิดาของนางมิใช่คนที่ใครก็สามารถต่อกรได้ ยิ่ง
“จิ้งเอ๋อร์มายืนทำอะไรตรงนี้เล่า มาช่วยแม่ในครัวหน่อย หน้าร้านปล่อยให้เป็นหน้าที่ของท่านน้าของเจ้า กับรั่วหลิงก็พอ”“เจ้าค่ะท่านแม่”แม้จะเดินนำเข้าไปด้านในก่อน แต่กระนั้นสายตาของหญิงวัยกลางคนก็กวาดผ่านเขาไปครั้งหนึ่ง ก่อนจะละไปราวกับไม่ใส่ใจ ทว่ามีเพียงฟู่หย่งเจี้ยนที่รู้ว่าไม่ใช่!!!ท่าทีสำรวมกว่าทุกครั้งของเสวียนจิ้ง ทำให้ฟู่หย่งเจี้ยนรู้สึกหนักอกหนักใจ เสวียนจิ้งที่มีท่าทีไม่เกรงฟ้าไม่กลัวดิน กลับมีท่าทีราวกับเป็นคนละคนในยามที่นางอยู่ต่อหน้ามารดาแล้วเช่นนี้เขาควรเข้าทางมารดาของนางหรือจึงจะดี...แม้ในใจจะครุ่นคิดเช่นนั้น ทว่าฟู่หย่งเจี้ยนก็ไม่ได้ผลีผลาม เพราะรู้ดีว่าหากเขาขอเข้าพบโดยตรงคงไม่ใช่เรื่องง่ายนักแม้ฮูหยินจ้าววังของวังเมฆาอัคคี จะดูเหมือนกลมกลืนกับชาวเมืองหลวง ทว่าเขาไม่เชื่อว่าท่านจ้าววังอย่างเสวียนหมิง จะไม่ส่งคนมาคุ้มกันที่ตระกูลอิ่นแห่งนี้ ดังนั้นดวงตาคมจึงกวาดมองไปทั่วทิศ จุดประสงค์ก็เพื่อมองหาผู้คุ้มกัน ทว่าเขากลับไม่สามารถรับรู้การมีตัวตนของอีกฝ่ายเพื่อไม่ให้ตัวเองผลีผลามเอาชีวิตมาทิ้งโดยใช่เหตุ ฟู่หย่งเจี้ยนจึงได้แต่ถอยกลับไปตั้งหลักที่โรงเตี๊ยมเพื่อคิดหาหนทางเ
ตำหนักเฟยเฟิ่งวังหลวงแคว้นฉิน“ท่านมั่นใจแล้วหรือ” ฉินหยูเฟยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่ใคร่จะมั่นใจนัก ในยามที่ฟู่หย่งเจี้ยนบอกนางว่าเขาต้องการลาออกจากการเป็นองครักษ์“พ่ะย่ะค่ะ หน้าที่ของกระหม่อมเสร็จสมบูรณ์แล้ว ทรงปลอดภัย องค์รัชทายาทจะทรงดูแลองค์หญิงได้ดีกว่าผู้ใด”“ข้ารู้ว่าท่านเองก็เหนื่อยมาก การเดินทางไปแคว้นเยวี่ยครั้งนั้นได้ยินมาว่าไม่มีองครักษ์คนใดที่อาสาไปด้วยตัวเองเลยนอกจากท่าน เพราะพวกเขาสังหรณ์ใจว่าจะไม่ได้กลับมาอีก ซึ่งมันก็จริง” ฉินหยูเฟยเอ่ยเสียงแผ่ว“แม้ทำเช่นนี้อาจดูเหมือนกระหม่อมผิดต่อคำสัตย์ที่ให้ไว้กับ...”“ไม่ใช่!!” ฉินหยูเฟยเอ่ยขัดเขา “ท่านไม่ได้ผิดคำพูดใดๆ ที่ให้ไว้กับเสด็จพ่อ ท่านทำหน้าที่ที่ท่านได้รับมอบหมายลุล่วงแล้ว ท่านแทบจะเอาชีวิตไม่รอดเพราะพยายามรักษาคำสัตย์ เราจะปล่อยท่านไป ท่านจงไปทำในสิ่งที่หัวใจของท่านปรารถนาเถิด” ฉินหยูเฟยเอื้อมมือไปรับตราองครักษ์คืนจากมือฟู่หย่งเจี้ยน“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”“หากท่านมีโอกาสเดินทางไปยังแคว้นเยวี่ย...”“เขาไม่มีทางไปเยี่ยมเยียนเราได้” เยวี่ยเสียนเฉิงที่ไม่รู้ว่าก้าวเข้ามาตั้งแต่เมื่อไรเอ่ยขึ้นฉินหยูเฟยขมวดคิ้วเพราะไม่เข้าใ
แม้ว่านางจะทำผิดและถูกลงโทษ ทว่าการขับออกจากพรรคนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ หากทั้งสองจะคบหา และติดต่อกันมีเพียงเขาต้องละทิ้งในสิ่งที่เขามีเท่านั้น แต่นั่นมันหมายถึงเขาต้องผิดคำสัตย์ที่ให้ไว้กับอดีตจักรพรรดิเสวียนจิ้งมีความหมายต่อความรู้สึกเขาทว่าคำสัตย์ที่ให้ไว้คือการคุ้มกันองค์หญิงให้เดินทางไปเข้าพิธีเสกสมรสอย่างปลอดภัย แล้วในเวลานี้ถือว่าตัวเขาลุล่วงซึ่งหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเอาไว้แล้วหรือยัง..ฟู่หย่งเจี้ยนซึ่งอยู่ในชุดสีฟ้าขาว ไม่ใช่ชุดประจำตำแหน่งองครักษ์สีแดงสลับขาวเช่นเดิม ในมือของเขามีเพียงกระบี่อ่อนคู่กายเป็นอาวุธเท่านั้น มองเผินๆ จึงดูเหมือนชาวยุทธ์ผู้หนึ่ง หาใช่ขุนนางของราชสำนักไม่ร่างสูงเดินเตร็ดเตร่ไปตามท้องถนนด้วยความคิดถึง ในยามที่มองเห็นตลาดที่คึกคักของเมืองหลวงแคว้นฉิน นับตั้งแต่วันที่เขาวางยาสลบเสวียนจิ้ง จนถึงวันที่เขาเองต้องเดินทางมากับขบวนของรัชทายาทเยวี่ยเสียนเฉิง และองค์หญิงฉินหยูเฟยมายังแคว้นฉิน เขาก็ไม่ได้พบนางอีกเลยคำเตือนของเสวียนเฟิ่งยังคงก้องอยู่ในหู เขาพยายามหาคำตอบให้ตัวเองแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่พบ...วันนี้เขานัดพบกันกับสหายชาวยุทธ์ผู้หนึ่ง ซึ่งทั้งส
จุมพิตร้อนแรงหนักหน่วงประทับลงไปยังริมฝีปากของเสวียนจิ้ง พยายามบังคับให้นางกลืนยาเข้าไป ในยามที่สติของนางถูกกลิ่นกายของฟู่หย่งเจี้ยนเข้าครอบงำ เสวียนจิ้งพลันสมองขาวโพลน นางดิ้นรนด้วยพละกำลังที่มี หากแต่กำลังภายในและวรยุทธ์กลับไม่ได้ดึงออกมาใช้ เพราะนางเองก็คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะทำเช่นนี้ฟู่หย่งเจี้ยนใช้มือหนึ่งดันต้นคอของหญิงสาวเอาไว้ ส่วนมือใหญ่อีกข้างก็รวบข้อมือของนางเอาไว้ เพื่อไม่ให้นางขัดขืนได้ถนัดนักลิ้นร้อนพยายามกวาดเข้าไปในโพรงปากอบอุ่น เพื่อบังคับให้นางรับยาสลบเข้าไปอย่างอุกอาจ เขาไม่ยอมให้นางปฏิเสธ ไม่ยอมให้นางผละออกห่างแม้กระทั่งตอนที่ยาทั้งหมดถูกนางกลืนเข้าไปอย่างไม่รู้ตัวจุมพิตหนักหน่วงกดย้ำและหยอกเอินริมฝีปากที่อ้าเผยอออกอย่างไร้ทางสู้ หัวใจของทั้งสองเต้นระรัว ลมหายใจหรือก็หอบโยนไม่ต่างกันเรี่ยวแรงของเสวียนจิ้งลดน้อยลง เมื่อยาสลบออกฤทธิ์ กระนั้นฟู่หย่งเจี้ยนก็หาได้ละไปจากริมฝีปากเย้ายวน ซึ่งบัดนี้แดงช้ำเพราะจุมพิตเร่าร้อนของเขาความรู้สึกอยากครอบครองซึ่งเขาไม่คิดว่าตนจะมีมาก่อนพุ่งขึ้นสูง ดวงตาคมที่เข้มขึ้นเพราะแรงปรารถนา ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะประทับจุมพิตลงไปยังริมฝีป






![ไอยคุปต์ มนตรา พันธนาการราคะ [PWP] + [NC30+] #จบแล้ว](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
