LOGIN"หลันเอ๋อร์เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง"
อวี้จิ้งเอ่ยถามบุตรสาวน้ำเสียงเจือความร้อนใจ เมื่อเห็นว่านางนิ่งเงียบไปไม่ตอบคำ
อวี้หลันเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ปรายตามองไปยังสตรีที่ยืนเงียบๆ อยู่ด้านหลังของอวี้จิ้ง ก่อนจะถอนสายตากลับมา เอ่ยตอบเสียงแผ่วเจืออาการอ่อนแรง สายตานิ่งเรียบราวไม่มีอะไร ทว่าในความนิ่งนั้นกลับมีประกายบางอย่างซ่อนอยู่
"ท่านหมอกำลังจะตรวจเจ้าค่ะ"
"อ้อ เช่นนั้นหรือ"
อวี้จิ้งพยักหน้ารับคำ ก่อนจะหันไปมองชายชราที่ยืนอยู่ด้านข้าง สายตาสำรวจด้วยความสงสัยอยู่ชั่วครู่ แม้จะรู้สึกประหลาดใจที่อีกฝ่ายดูเป็นเพียงหมอชาวบ้าน แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามสิ่งใด เพียงบอกให้อีกฝ่ายเร่งตรวจดูอาการบุตรสาว
"เชิญท่านหมอ"
ท่านหมอตู้ที่ลุกขึ้นหลีกทางให้อวี้จิ้งตั้งแต่แรก พอได้ยินเช่นนั้นก็ค้อมศีรษะลงทำความเคารพเจ้าของจวน
เขาไม่ใช่คนโง่ ย่อมพอเข้าใจได้ว่าเหตุใดคุณหนูผู้นี้จึงตอบออกมาเช่นนั้น เมื่อเข้าใจเจตนาของอีกฝ่ายก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด รีบก้าวเข้าไปนั่งลงตรงที่เดิมอย่างสงบ ยื่นมือไปจับชีพจรของนางอีกครั้ง ทำราวกับพึ่งจะตรวจรักษา
ปลายนิ้วของเขาวางลงบนข้อมืออย่างมั่นคง ผ่านไปครู่หนึ่งก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสุขุม
"ชีพจรยังอ่อนอยู่ แต่ไม่ถึงขั้นอันตรายถึงชีวิต ขอเพียงพักผ่อนให้เพียงพอและรับยาให้ครบตามตำรับ อาการก็จะค่อยๆ ดีขึ้นขอรับ"
ขณะที่ท่านหมอตู้เอ่ยรายงาน อวี้หลันรับฟังเงียบๆ สายตามองผ่านอวี้จิ้งไปยังเงาร่างของสตรีที่ยืนอยู่ข้างหลัง หญิงผู้นั้นยังคงยืนอย่างสงบ กิริยาเรียบร้อยสมเป็นสตรีในจวนใหญ่ ดวงตาคู่นั้นไม่ได้มองมาทางนางโดยตรง แต่ก็คล้ายจับจ้องทุกถ้อยคำทุกการกระทำไว้อย่างไม่พลาดสักอย่าง
หลังท่านหมอตู้บอกอาการ หัวคิ้วของอีกฝ่ายก็ขมวดมุ่น แม้จะเพียงครู่เดียวแต่ก็หาได้รอดจากสายตาของนาง และถึงแม้ตอนนี้ใบหน้านั้นจะกลับมาเรียบนิ่งดังเดิม หากแต่แววตากลับเย็นชาเกินจะปกปิด
อวี้หลันหัวเราะในใจเบาๆ ดวงตายังคงว่างเปล่า ทว่าภายในกลับตื่นรู้มากขึ้นเรื่อยๆ
ดูเหมือนว่าเพียงแค่ได้พบกับคนที่เจ้าของร่างเคยรู้จัก ความทรงจำและเรื่องราวของคนผู้นั้นก็จะปรากฏขึ้นมาในหัวของนางเอง นับว่าสวรรค์ก็ไม่ได้ใจร้ายกับนางมากนัก ถึงได้มอบความพิเศษนี้ให้
หญิงผู้นี้ คือ เซิ่งซื่อ ฮูหยินรองที่อวี้จิ้งแต่งเข้าจวนด้วยเหตุผลทางการเมืองและปูเส้นทางสู่อำนาจ
นางเป็นบุตรีของสกุลเซิ่ง ตระกูลสายทหารที่แม้จะมิได้มีรากเหง้าสูงศักดิ์เทียบเท่าตระกูลขุนนางชั้นสูง แต่ก็เริ่มมีหน้ามีตาในสายทหาร บิดาของนางดำรงตำแหน่งรองแม่ทัพ และมีบทบาทไม่น้อยในแนวชายแดน ชื่อเสียงของเขากำลังเป็นที่จับตา และไม่อาจมองข้ามอิทธิพลในกองทัพได้โดยง่าย ทั้งความสามารถของตระกูลเซิ่งก็ไม่ด้อย ภายหน้าย่อมทะยานขึ้นสูงได้ไม่ยาก
ด้วยพื้นเพจากตระกูลทหาร เซิ่งซื่อเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่เข้มแข็งและเด็ดเดี่ยว นางเรียนรู้มาตั้งแต่ยังเยาว์ว่าในโลกของสตรี โดยเฉพาะใน "เรือนหลัง" ซึ่งเต็มไปด้วยกลอุบายและการชิงดีชิงเด่น ผู้ใดอ่อนแอ ย่อมถูกกลืนหายไปโดยไร้ร่องรอย นางจึงไม่ยอมให้ตนเองเป็นเช่นนั้น
นางมิใช่หญิงไร้สติ หากแต่ฉลาดหลักแหลม เยือกเย็น รู้จักอ่านสถานการณ์และเล่นบทอ่อนอย่างแยบคาย ความอ่อนน้อมของนางไม่ใช่เพราะไร้ทางสู้ แต่เป็นเพียงฉากหน้าที่พรางคมดาบในใจไว้ให้ลึกที่สุด
ไม่นานหลังจากแต่งเข้าสู่จวนรองเสนาบดีอวี้ นางก็ตั้งครรภ์ และนี่ถือเป็นชัยชนะก้าวแรกในเรือนหลังของนาง
แต่โชคชะตาก็ยังเล่นตลกไม่เลิก เพราะหลังจากที่เซิ่งซื่อตั้งครรภ์ ไป๋ซูเหยาที่ไม่มีวี่แววว่าจะตั้งครรภ์กลับตั้งครรภ์ขึ้นมาเสียอย่างนั้น
ต่อมาเซิ่งซื่อก็ให้กำเนิดธิดาคนโตของจวนนามว่า อวี้เหมย
และสามเดือนถัดมา ไป๋ซูเหยาก็ให้กำเนิดทารกฝาแฝด แฝดผู้พี่นั้นเป็นบุตรสาวนามว่า อวี้หลัน
ส่วนแฝดน้องนั้นเป็นชาย และยังเป็นบุตรชายคนโตของตระกูลนามว่า อวี้เฉิง
ถัดมาอีกหนึ่งปี เซิ่งซื่อก็ตั้งครรภ์และให้กำเนิด อวี้คุน บุตรชายคนรอง
จึงนับว่าทั้งไป๋ซูเหยาและเซิ่งซื่อ ต่างมีบุตรธิดาเป็นหลักเป็นฐานมั่นคง
แต่โชคชะตากลับพลิกผันอย่างไม่คาดคิด...
ไม่กี่ปีต่อมาตระกูลไป๋ ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพันกับต่างแคว้น ผู้ถูกกล่าวหาคือ ไป๋เยี่ยนหรง พี่ชายแท้ๆ ของไป๋ซูเหยา และข้อกล่าวหาคือแอบขายข้อมูลภายในให้ต่างแคว้น
แม้ไม่มีหลักฐานแน่ชัด แต่ตระกูลไป๋ก็ถูก "ปลดสถานะตระกูลขุนนางราชวงศ์" ทรัพย์สมบัติถูกยึด ราชโองการลงดาบ "เงียบ" อย่างไม่มีคำอธิบาย
เรื่องที่เกิดขึ้นไม่เพียงส่งผลกระทบต่อตำแหน่งของอวี้จิ้งผู้เป็นบุตรเขยของตระกูล หากแต่ยังกระทบถึงการหมั้นหมายของอวี้หลันกับองค์ชายห้าที่ทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยกันไว้ก็จำต้องหยุดชะงัก
ในขณะเดียวกันตระกูลเซิ่งกลับยิ่งเปล่งประกาย สร้างผลงานจนเป็นที่กล่าวขวัญถึง
วันวานที่เคยรุ่งเรืองของไป๋ซูเหยากลับหม่นมัวเกินกว่าฝันร้ายใดจะเทียบเคียง ในปีเดียวกันนางล้มป่วยหนักด้วย โรคปริศนา อาการทรุดหนักลงอย่างไม่มีสาเหตุ แม้จะเชิญหมอหลวงและหมอฝีมือดีจากทั่วทุกสารทิศมารักษาก็ยังไร้ผล หยกผกาที่เคยงามที่สุดในเมืองหลวงกลับโรยร่วงลงอย่างน่าใจหาย
ในคืนที่นางสิ้นใจ เด็กแฝดชายหญิงในวัยเพียงเจ็ดขวบนั่งกอดกันแน่น ซุกตัวอยู่ข้างเตียงรอให้มารดาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
แต่ไม่ว่าจะรอนานเพียงใด ก็ไม่มีเสียงอ่อนโยนที่เคยปลอบโยนใจดังขึ้นจากริมฝีปากอันอบอุ่นนั้น
"ท่านแม่ ตื่นเถิดเจ้าคะ หลันเอ๋อร์กลัว"
ดวงตากลมโตเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา มองใบหน้าซีดเผือดของมารดาที่หลับใหลไร้เสียงตอบรับ
เสียงแผ่วเบาราวกระซิบถูกกลืนหายไปในความเงียบงันของค่ำคืน
ไม่มีเสียงตอบรับ
ไม่มีอ้อมกอดอันอบอุ่น
เหลือเพียงความเงียบเย็นชืด ที่โอบล้อมหัวใจน้อยๆ ไว้อย่างไร้ความปรานี
"พี่หญิงอย่าร้องไห้ เฉิงเฉิงจะดูแลและปกป้องพี่หญิงเอง"
เสียงปลอบโยนแผ่วเบาดังขึ้นจากเด็กชายตัวน้อย ใบหน้าเล็กเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ทั้งยังไหลลงมาไม่หยุด แม้เจ้าตัวจะพยายามฝืนกลั้นไว้แค่ไหนก็ตาม
อวี้หลันกอดน้องชายแน่นขึ้น สะอื้นอยู่เงียบๆ ข้างเตียงของมารดา หัวใจที่ยังไร้เดียงสาเต็มไปด้วยความสับสน หวาดกลัว และเจ็บปวด
แต่หลังจากพิธีศพของมารดาจบลง โลกของนางกลับยิ่งเงียบเหงา เมื่อน้องชายฝาแฝด ผู้ที่บอกว่าจะปกป้องนาง กลับถูกชายหนุ่มแปลกหน้าผู้หนึ่งอุ้มเขาจากไป
อวี้หลันไม่อาจขัดขืนหรือช่วยเหลืออีกฝ่ายได้ ทำได้เพียงยืนมองแผ่นหลังสูงใหญ่ตั้งตระหง่านของชายผู้นั้นที่ค่อยๆ เดินห่างออกไป พร้อมกับน้องชายเพียงคนเดียวที่เป็นโลกทั้งใบของนาง
ใบหน้าเล็กๆ ของเฉิงเฉิงยังคงหันมามองนาง น้ำตาไหลอาบแก้ม ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยคำสัญญาที่ไม่ต้องเปล่งเสียง
ว่าเขาจะกลับมาปกป้องนาง
แม้เขาจะไม่พูดออกมา แต่แววตานั้นก็ชัดเจนเกินกว่าคำพูด
นับแต่นั้น อวี้หลันก็ไม่เคยเห็นน้องชายฝาแฝดอีกเลย...
."หลันเอ๋อร์เป็นอะไรไป ร้องไห้ทำไมกัน บอกพ่อเร็วเข้า"
เสียงทุ้มของอวี้จิ้งดังขึ้นอย่างร้อนใจ และเต็มไปด้วยความกังวล ปลุกสติของนางให้กลับคืนมาสู่ปัจจุบัน
อวี้หลันกะพริบตา มึนงงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยกปลายนิ้วแตะไปที่แก้มอย่างเงียบงัน
ปลายนิ้วเปียกชื้นไปด้วยน้ำใสๆ
นาง... ร้องไห้
หญิงสาวมองหยดน้ำตาบนปลายนิ้วราวกับเป็นสิ่งประหลาด
น้ำตา สิ่งที่นางไม่ได้สัมผัสมานานหลายปี จนแทบลืมไปแล้วว่ามันรู้สึกอย่างไร
หัวใจที่ด้านชามานานกลับสั่นสะเทือนเพียงเพราะความทรงจำของเจ้าของร่าง
ไม่คิดเลยว่า แค่ได้มาอยู่ในร่างนี้เพียงไม่นาน นางจะอ่อนแอถึงเพียงนี้
อวี้หลันเบือนหน้าเล็กน้อย หยาดน้ำตาบนขนตายังคงไม่แห้งดี
"ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ ข้าคงเหนื่อยเกินไป"
เสียงของนางแผ่วเบา พยายามควบคุมให้นิ่งที่สุด
"หากเจ้าเหนื่อยเช่นนั้นก็พักผ่อนเสีย พ่อไม่รบกวนเจ้าแล้ว"
อวี้จิ้งไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงหันไปกำชับให้ท่านหมอตู้ดูแลนางให้ดี เขาอนุญาตให้อีกฝ่ายเป็นผู้รักษานาง
ภายในตำหนักรัชทายาท ประดับด้วยแพรไหมและโคมแดงงดงามตระการตา ขบวนขันทีและนางกำนัลขวักไขว่ไปมาด้วยใบหน้ารื่นเริง เสียงดนตรีอ่อนหวานดังคลอในอากาศ อันเป็นสัญญาณของวันมงคลที่ทั้งแผ่นดินรอคอยณ ประตูตำหนัก ขบวนราชรถทองคำค่อยเคลื่อนเข้ามาอย่างสง่างาม องค์ไท่จื่อหลี่เหวินหลงทรงฉลองพระองค์สีแดงปักดิ้นมังกรห้ากรงเล็บ พระพักตร์หล่อเหลาเปี่ยมด้วยสง่าราศีแต่แฝงความอ่อนโยนในแววเนตรส่วนอวี้หลันในชุดเจ้าสาวสีแดงชาด ผ้าแพรเนื้อดีปักลายหงส์ทองกางปีก ลวดลายละเมียดงามประหนึ่งจะโบยบินจากผืนผ้า ผมของนางถูกรวบขึ้นสูง สวมมงกุฎหงส์ทองคำประดับมุกอันล้ำค่า ดวงหน้างามใต้ผ้าคลุมบางเบานั้นเปล่งแสงราวบุปผาแรกแย้มในฤดูวสันต์เสียงฆ้องและพิณบรรเลงประสาน ดอกไม้สดโปรยปรายจากระเบียงสูง ขบวนมงคลเคลื่อนไปยังลานตำหนักหยก สถานที่จัดพิธีอภิเษกซึ่งเต็มไปด้วยม่านแพรแดงโบกสะบัด ภายในหอพิธี โคมทองพันดวงจุดสว่างส่องไปทั่ว"คารวะฟ้า คารวะแผ่นดิน คารวะบิดามารดา"ทั้งสองก้มศีรษะลงพร้อมกันด้วยความเคารพ"สามคำนับ เสร็จพิธีอภิเษก เจ้าบ่าวเจ้าสาวถวายคำนับต่อกัน"หลี่เหวินหลงค่อยประคองมือนางขึ้นจากท่าคำนับ ดวงตาคมดุจมังกรทอดมองใบหน้างามภ
เสียงกลองชัยดังก้องสะท้อนทั่วเมือง เมื่อขบวนทัพขององค์ชายใหญ่หลี่เหวินหลงก้าวเข้าสู่เมืองหลวง ธงสีชาดสะบัดพลิ้วเหนือกำแพงเมือง แสงอาทิตย์อาบเมืองหลวงเปล่งประกายดุจทองคำ ประชาชนต่างออกมายืนเรียงรายสองฝั่งถนนเพื่อรอต้อนรับ เสียงโห่ร้องด้วยความยินดีดังกึกก้อง ดอกไม้หลากสีถูกโปรยปรายทั่วทางเดินที่ทอดยาวสู่ประตูวังหลวง"ถวายพระพรองค์ชายใหญ่! ทรงพระเจริญ!"ผู้คนทั้งแผ่นดินเปล่งเสียงสรรเสริญชัยชนะธงสีชาดสะบัดพลิ้วกลางสายลม ขบวนทหารเคลื่อนเข้าสู่เมืองอย่างองอาจ แววตาส่องประกายด้วยความภาคภูมิองค์ชายใหญ่หลี่เหวินหลงทรงม้านำขบวน ท่วงท่าของพระองค์สง่างามดังวีรบุรุษ ดวงตาคมทอดมองไปยังประตูวังหลวงซึ่งเปิดต้อนรับ ข้างกายของพระองค์คือสตรีในชุดพิชัยศึกสีขาวเงินสะอาด นางมิได้แต่งกายงดงามหรูหราเช่นสตรีในเมืองหลวง แต่สง่างามในแบบนักรบผู้เคียงบ่าเคียงไหล่ดวงอาทิตย์ส่องกระทบเกราะโลหะของทั้งคู่จนวาววับราวกับเปลวเพลิง ทหารที่เดินตามหลังใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม ภาพนั้นกลายเป็นขบวนแห่งเกียรติภูมิของแผ่นดินหลังจากองค์ชายใหญ่หลี่เหวินหลงเดินทางกลับเมืองหลวงมิทันข้ามวัน ก็มีราชโองการปลดเสิ่นฮองเฮาออกจากตำแหน่งและ
ชายหนุ่มมองออกไปยังขอบฟ้าที่เริ่มถูกกลืนด้วยแสงสนธยายามอาทิตย์ตก เสียงลมพัดผ่านยอดหญ้าแห้งดังแผ่วเบา ราวกับเสียงวิญญาณของผู้ล่วงลับยังล่องลอยอยู่ในสายลม"สงครามไม่มีสิ่งใดดีเลย"น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเบาๆอวี้หลันที่อยู่ในชุดบุรุษเงยหน้ามองแสงสุดท้ายของวัน ลมพัดเส้นผมของนางปลิวตามจังหวะฝีเท้าม้า"ท่านพูดถูก แต่มันก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากต้องเลือกระหว่างการสูญเสียกับการยอมให้บ้านเมืองล่มสลาย เป็นข้าก็ทำได้เพียงเลือกทางที่เจ็บปวดน้อยกว่า"นางตอบเสียงแผ่ว น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเข้าใจ เอ่ยกับเขาในแบบที่เขาเคยร้องขอ ไม่ใช่ในฐานะองค์ชาย แต่ในฐานะบุรุษของนางหลี่เหวินหลงหันมองนาง สายตาของทั้งสองสบกันในความเงียบงันที่ปกคลุมรอบตัว แววตาของเขาสั่นไหวอย่างไม่อาจห้าม ภายในอกแกร่งรู้สึกอุ่นวาบถ้อยคำต่อมาของนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน"หลังสงคราม...สิ่งที่เราทำได้คือการเยียวยาให้พวกเขา" "และเราจะทำมัน...ไปด้วยกัน"เสียงของนางเบาแต่หนักแน่นหลี่เหวินหลงสบตานาง รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏบนริมฝีปาก พยักหน้าน้อยๆ แววตามั่นคง"เราจะทำมันด้วยกัน"ลมเย็นพัดผ่านกลีบดอกหญ้าที่เริ่มผลิใหม่ ท้องฟ้ายามเย็นคล้
บรรยากาศหลังศึกใหญ่ยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นควันไฟและกลิ่นคาวเลือดเสียงกลองศึกสุดท้ายหยุดลงพร้อมกับเปลวเพลิงแห่งสงครามที่ค่อยๆ มอดดับ เหลือเพียงเสียงลมหอบของม้าและเสียงโห่ร้องแห่งชัยชนะที่ดังขึ้นทั่วสนามรบแสงแรกแห่งอรุณฉาบลงบนผืนดินที่เพิ่งหลั่งเลือด เปล่งประกายเหนือซากศพและธงศัตรูที่ถูกเหยียบย่ำจนแหลกลาญ เหล่าทหารยกอาวุธขึ้นเหนือศีรษะ โบกสะบัดธงสีชาดแห่งแคว้นเป่ยอย่างภาคภูมิ ชายแดนใต้กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง กองทัพศัตรูถูกขับไล่ออกนอกเขตแดนอย่างสิ้นเชิงกลางลานศึกที่ยังมีกลิ่นคาวเลือด องค์ชายใหญ่หลี่เหวินหลงยืนเด่นอยู่ท่ามกลางแสงรุ่งอรุณแรกหลังสงคราม ชุดเกราะของเขาเปรอะไปด้วยคราบฝุ่นและเลือด แต่ดวงตาคมยังคงเปล่งประกายเยือกเย็น เปี่ยมด้วยอำนาจและความสงบแห่งผู้ชนะเขาเงยหน้ามองขอบฟ้า สีทองของรุ่งอรุณสะท้อนในดวงตา แสงนั้นไม่เพียงล้างคราบควันไฟ หากยังปลุกความหวังของดินแดนกลับคืนมาอีกครั้งชายหนุ่มหันไปมองสตรีข้างกาย อวี้หลันในชุดเกราะสีเงินที่สะท้อนแสงทองระยับ แม้เปื้อนฝุ่นและเลือดเล็กน้อย แต่กลับงดงามดุจเทพธิดาผู้ลงมาจากสรวงสวรรค์ นางกำลังมองทิวเขาเบื้องหน้า ดวงตาของนางนิ่งสงบ หากลึกซึ
หลี่เหวินหลงควบม้าเข้าสู่สมรภูมิทันที ดาบในมือกรีดกลางหมอกเลือด ฟาดฟันศัตรูร่วงลงทีละคน ดวงตาเขาสงบนิ่งแต่แฝงแรงอาฆาต"สังหารให้สิ้น อย่าให้เหลือ!"สิ้นคำสั่งสุดท้ายขององค์ชายใหญ่ เสียงโห่ร้องก็ดังสนั่นไปทั่วสมรภูมิ กลิ่นฝุ่นและโลหิตปะปนในลมหายใจ ขบวนทัพขององค์ชายใหญ่ทะยานเข้าสู่สนามรบราวคลื่นคำรามอันบ้าคลั่งโถมเข้าชนแนวศัตรูดุจคลื่นเหล็กแม้จำนวนจะด้อยกว่า หากแต่ธงสีชาดขอแคว้นเป่ยยังคงโบกสะบัดอย่างทรงอำนาจกลางฝุ่นควัน องค์ชายใหญ่หลี่เหวินหลงอยู่แนวหน้าในชุดเกราะดำสนิท ดาบยาวในมือถูกฟาดฟันอย่างเฉียบคม สะบั้นโลหะและเลือดสาดกระเซ็นในทุกครั้งที่เหวี่ยงทหารใต้บังคับบัญชาต่างมององค์ชายของตนเป็นดั่งเพลิงศึกที่ไม่มีวันดับ การเคลื่อนไหวของเขาแม่นยำ หนักแน่น และเด็ดขาด ทุกคำสั่งจากปากนั้นนำพากำลังใจของกองทัพให้พุ่งทะลวงเข้าไปได้ลึกขึ้นเรื่อยๆแต่ศัตรูในครั้งนี้ไม่ใช่พวกไร้ฝีมือ พวกมันเตรียมการมาอย่างรัดกุม รู้จังหวะ รู้จุดอ่อน และบีบเข้ามาเป็นชั้นๆ ราวกับกับดักซ้อนกล ทหารแคว้นเป่ยเริ่มถูกแยกออกจากกัน เสียงเหล็กปะทะกันดังไม่ขาดสายขณะที่หลี่เหวินหลงกำลังฟาดฟันกับแม่ทัพศัตรูคนหนึ่งทางแนวซ้าย หา
แสงอรุณแรกของวันค่อยๆ สาดต้องปลายยอดเขา หมอกบางคลอเคลียยอดหญ้าเหนือทุ่งรบอันกว้างไกล เสียงแตรศึกดังสะท้อนก้องไปทั่วค่ายทัพ ปลุกเหล่าทหารให้ตื่นจากความเงียบงันเข้าสู่เช้าวันใหม่ ธงทัพสีชาดปลิวสะบัดกลางสายลมเช้า แผ่นผ้าขนาดมหึมามีอักษรคำว่า เป่ย ปักด้วยด้ายทองแวววาวราวเปลวเพลิงบนท้องฟ้าองค์ชายใหญ่หลี่เหวินหลงประทับหลังอาชาเบื้องหน้าแถวทหาร ใต้เกราะศึกสีดำสนิทที่สะท้อนแสงอาทิตย์แรก เขากวาดตามองเหล่าทหารกล้าผู้พร้อมพลีชีพเพื่อแผ่นดิน ก่อนจะควบอาชาสีดำสนิทขึ้นไปยังเนินสูง"เหล่าทหารแห่งแคว้นเป่ย!""เราทุกคนต่างมีเลือด มีชีวิต มีครอบครัวอยู่เบื้องหลัง!""พวกมันย่ำยีผืนดินของเรา ฆ่าผู้บริสุทธิ์ เหยียบเกียรติของแผ่นดินของเรา!"เสียงของเขาดังก้องราวสายฟ้าฟาดกลางเวหา"วันนี้! เราจะสู้...เพื่อทวงคืนทุกสิ่งกลับคืนมา!""บดขยี้ทัพศัตรูให้สิ้น! ถึงเวลาให้มันรู้ว่าผู้ใดคือเจ้าของแผ่นดินนี้!""ถวายชีวิตเพื่อแผ่นดิน! ถวายชีวิตเพื่อองค์ชายใหญ่!"เสียงกู่ร้องคำรามตอบกลับดังก้องภูผา"เพื่อแผ่นดิน! เพื่อแผ่นดิน!"เสียงทหารนับหมื่นตะโกนพร้อมกัน โห่ร้องก้องสะเทือนฟ้าดินองค์ชายใหญ่หลี่เหวินหลงยกดาบคู่กายขึ







![ตำนานรักแผ่นดินกงซุน [NC25+]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)