Share

บุปผาแดง ลมพัดดั่งเมามาย
บุปผาแดง ลมพัดดั่งเมามาย
Author: กากา

บทที่ 1

Author: กากา
กิริยานั้นนุ่มนวลยิ่งนัก ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยวเด็ดขาดอย่างถึงที่สุด

"เช่นนั้น... แล้วลูกทั้งห้าคนของเจ้าล่ะ? ต่างก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเจ้า เจ้าจะ... ไม่รู้สึกอาลัยอาวรณ์สักนิดหรือ?”

ลูก...

หัวใจของซ่งซูฉือบีบเกร็งอย่างรุนแรงในทันควัน ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมากระชากกุมไว้แน่น เจ็บปวดเสียจนนางเกือบจะหายใจไม่ออก

พวกเขาคือเลือดเนื้อที่นางอุ้มท้องมานานถึงสิบเดือน และต้องผ่านความเป็นความตายกว่าจะให้กำเนิดออกมาได้

ลูกคนแรก นางแอบซุกซ่อนเอี้ยมตัวน้อยเอาไว้หนึ่งตัว ลูกคนที่สอง นางเก็บปอยผมแรกเกิดไว้หนึ่งปอย ลูกคนที่สาม... นางไม่กล้าแม้แต่จะปล่อยให้ตนเองคิดถึงเค้าโครงหน้าของพวกเขาอย่างละเอียด เพราะเกรงว่าหากคิดถึงมากไป แล้วตนจะใจแข็งไม่ไหวอีกต่อไป

ทว่าพวกเขา กลับไม่มีใครอยู่ข้างกายนาเลยสักคน

พวกเขาถูกเลี้ยงดูอยู่ข้างกายชุยเหวินอิง และเอ่ยเรียกชุยเหวินอิงว่าเสด็จแม่

ส่วนมารดาผู้ให้กำเนิดอย่างนาง บางทีอาจเป็นเพียงเงาร่างเลือนรางที่ไม่สำคัญนักในชีวิตของพวกเขา

“ลูกๆ... ล้วนถูกองค์รัชทายาทพาตัวไปแล้ว พวกเขามีมารดาผู้เปี่ยมเมตตาคอยเลี้ยงดู ย่อมมีชีวิตที่ปลอดภัยและสูงศักดิ์ หม่อมฉัน... ไม่มีสิ่งใดให้ต้องห่วงอีกแล้วเพคะ”

ฮองเฮามองท่าทีเด็ดเดี่ยวของนาง และรู้ว่าคงไม่อาจรั้งนางไว้อีกต่อไป "เอาเถิด หน้าที่ของเจ้าเสร็จสิ้นลงแล้วจริงๆ ข้าสามารถปล่อยเจ้าไปได้ แต่ยามนี้ร่างกายของเจ้าทรุดโทรมถึงเพียงนี้ อย่างไรเสียก็จงคอยอยู่พักฟื้นหลังคลอดให้ครบกำหนดเสียก่อน ถึงเวลานั้นค่อยมารับป้ายอนุญาตออกจากวังจากข้า นับแต่นี้ไป เจ้าไม่ใช่พระชายารองขององค์รัชทายาทอีกต่อไป เจ้าเป็นอิสระแล้ว"

เป็นอิสระแล้ว

ถ้อยคำนี้ ราวกับสายฟ้าที่ผ่าแหวกเมฆหมอกหนาทึบในใจของซ่งซูฉือ ทั้งยังเปรียบเสมือนหยาดน้ำชโลมใจที่หลั่งไหลสู่แผ่นดินแห้งแล้งแตกระแหง

ความยินดีอันมหาศาลและความโล่งใจจนแทบไม่อยากเชื่อเข้าถาโถมนางในพริบตา พังทลายความด้านชาและความอดกลั้นที่สะสมมาตลอดห้าปี

นางแทบจะโซเซคุกเข่าลงถวายคำนับอีกครั้ง น้ำเสียงสะอื้นจนแทบขาดห้วง “ขอบพระทัยในพระเมตตาของฮองเฮาเพคะ!”

ยามที่ก้าวออกจากตำหนักเฟิ่งอี๋ ฟ้าก็มืดลงแล้ว ทางเดินในวังยาวไกล นางพยุงตัวเดินช้าๆ โดยใช้มือเกาะกำแพง นึกย้อนกลับไปเมื่อห้าปีก่อน

ในยามนั้น ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างรู้ดีว่าองค์รัชทายาทฉู่เซ่อและคุณหนูใหญ่ตระกูลชุยอย่างชุยเหวินอิง เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กเป็นคู่กิ่งทองใบยกที่เหมาะสมกันดั่งเทพ ในวันอภิเษก ฉู่เซ่อถึงขั้นเอ่ยคำสาบานต่อหน้าขุนนางน้อยใหญ่ในวันอภิเษกสมรสว่าจะ "จะมีเพียงนางคนเดียวไปตลอดชีวิต"

ทว่าโชคชะตากลับเล่นตลก หลังจากชุยเหวินอิงตบแต่งเข้าตำหนักบูรพามาสามปี ครรภ์กลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เลย

ฮองเฮาทรงร้อนรุ่มดั่งไฟลน ทรงวิตกเรื่องทายาทของราชวงศ์ และยิ่งกังวลว่าตำแหน่งรัชทายาทของฉู่เซ่อจะไม่มั่นคง ในที่สุด ฮองเฮาจึงใช้ชีวิตของชุยเหวินอิงมาบีบบังคับให้ฉู่เซ่อรับพระชายารอง

ฉู่เซ่อเคยขัดขืน เคยโต้เถียง แต่ท้ายที่สุดก็ยอมจำนน

เขาเอื้อมมือสุ่มเลือกม้วนภาพของคุณหนูตระกูลขุนนางที่เตรียมไว้อย่างพิถีพิถัน ชี้ไปยังสตรีที่ดูธรรมดาและมีฐานะทางบ้านเรียบง่ายที่สุดอย่างซ่งซูฉือ บุตรีของรองเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ

ยามที่ฮองเฮาเรียบร้อยซ่งซูฉือเข้าวัง ซ่งซูฉือหมอบคุกเข่าลงกับพื้นแล้วเอ่ยว่า "หม่อมฉันไม่ประสงค์จะแต่งเข้าเพคะ"

นางมีคนที่พึงใจอยู่แล้ว

เขาคือเสิ่นหวยจิ่น แม่ทัพน้อยแห่งจวนเจิ้นเป่ย ทั้งสองเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก แลกเปลี่ยนของแทนใจกันไว้แล้ว เพียงคอยให้บิดาพยักหน้ารับคำก็จะได้หมั้นหมายกัน

ทว่าฮองเฮากลับไม่รีบร้อน เพียงค่อยๆ จิบชาแล้วพูดว่า "ได้ยินมาว่าแม่ทัพน้อยเสิ่นจะออกเดินทางไปฝึกฝนที่ชายแดนเดือนหน้านี้แล้วใช่หรือไม่? สถานที่เช่นนั้นคมดาบไร้ปรานี หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา..."

ซ่งซูฉือเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว

"ขอเพียงเจ้าตบแต่งเข้าตำหนักบูรพา ให้กำเนิดบุตรห้าคน เพื่อให้ราชวงศ์มีทายาท" ฮองเฮาวางถ้วยชาลง "ข้าจะปล่อยเจ้าไป ถึงเวลานั้น เจ้าอยากไปหาใคร ข้าก็จะไม่ขัดขวาง"

ซ่งซูฉือกัดริมฝีปาก เล็บจิกลงกลางฝ่ามือ

"หากเจ้าไม่ยอมแต่ง" ฮองเฮาตรัสเสริมอีกประโยค "ข้าจะสั่งคนให้แก้คำสั่งทหารของเสิ่นหวยจิ่นเสียเดี๋ยวนี้ ปล่อยให้เขาไปตายที่ชายแดน"

"คุณหนูซ่ง อย่าได้แค้นเคืองข้าเลย เซ่อเอ๋อร์รักพระชายารัชทายาทยิ่งกว่าชีวิต ในเมื่อยามนี้เลือกเจ้าแล้ว เพื่อทายาทของราชวงศ์ เจ้า... จำต้องตบแต่งเข้าตำหนักบูรพา”

ซ่งซูฉือคุกเข่าอยู่บนพื้น ร่างกายเย็นเยียบไปทั้งตัว

นางรู้ดีว่า นี่ไม่ใช่การปรึกษาหารือ แต่คือคำสั่ง

ใช้การแต่งงานและช่วงเวลาไม่กี่ปีของนางคนเดียว เพื่อแลกกับความปลอดภัยของชายผู้เป็นที่รัก

นางหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง และในดวงตาคู่นั้นเหลือเพียงความยอมจำนนอันด้านชา “หม่อมฉัน... น้อมรับพระบัญชาเพคะ”

ซ่งซูฉือยอมแต่งงานแล้ว

เพื่อทำภารกิจให้สำเร็จโดยเร็ว เพื่อจะได้จากไปในเร็ววัน นางจึงทำทุกวิถีทางเพื่อดึงดูดความสนใจของฉู่เซ่อ และร่วมหลับนอนกับเขา

นานวันเข้า ในวังก็เริ่มเล่าลือกันว่า พระชายารองซ่งคนใหม่เป็นหญิงเจ้าเล่ห์ หลงรักองค์รัชทายาทหัวปักหัวปำ เพื่อแย่งชิงความโปรดปรานแล้ว ถึงขั้นยอมใช้อุบายทุกอย่าง โดยไม่สนใจกิริยางดงามหรือศักดิ์ศรีของสตรีเลยสักนิด

ซ่งซูฉือมีความทุกข์อยู่เต็มอก แต่กลับพูดออกมาไม่ได้ และไม่มีที่ให้ระบาย

ยังดีที่ครรภ์ของนางกลับไม่ทำให้นางต้องรอนาน บางทีอาจเป็นเพราะฉู่เซ่อมีพละกำลังมาก หรืออาจเป็นเพราะนางเป็นคนตั้งครรภ์ง่าย ไม่นานนางก็ตั้งครรภ์ลูกคนแรก

ในวันคลอด ฉู่เซ่อเดินทางมา ทว่ากลับทำเพียงยืนอยู่หน้าประตู

ทารกส่งเสียงร้องอุแว้ลืมตาดูโลก เป็นทารกชายที่สมบูรณ์แข็งแรง นางยังไม่ทันจะได้โอบกอด ฉู่เซ่อก็เดินเข้ามา แล้วเอ่ยกับนางที่กำลังอ่อนแรงว่า "เหวินอิงเหงาหงอยยิ่งนัก นางอยากมีลูกมาโดยตลอด เด็กคนนี้... ก็ยกไปเลี้ยงในนามของนางเถิด"

นางนอนจมกองเลือด มองดูเขา มองดูข้าหลวงด้านหลังเขาอุ้มห่อผ้าผืนน้อยนั้นออกไป โดยที่นางไม่อาจเอ่ยคำคัดค้านได้เลยแม้แต่คำเดียว

ลูกคนที่สอง ก็ยังคงเป็นเด็กผู้ชายอีกคน

ข้ออ้างของฉู่เซ่อในครั้งนี้คือ "ทางฝั่งเหวินอิง อยากหาเพื่อนให้ลูกคนโต เด็กคนนี้ ก็ให้อยู่เลี้ยงดูข้างกายนางเถิด"

คนที่สาม คนที่สี่... เหตุผลแตกต่างกันไป แต่ผลลัพธ์กลับเหมือนเดิมทุกประการ

เพียงเด็กน้อยลืมตาดูโลก เสียงร้องไห้ยังไม่ทันจางหาย ก็ถูกเช็ดตัวจนสะอาดแล้วอุ้มออกไป ส่งไปยังพระตำหนักของพระชายารัชทายาท

จนกระทั่งคนที่ห้าในครั้งนี้ เป็นเด็กผู้หญิง

ฉู่เซ่อก็จะอุ้มไปอีกเช่นกัน

ก่อนจากไป เมื่อมองซ่งซูฉือที่นอนอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าซีดไร้สีเลือดและแววตาว่างเปล่า ในใจของฉู่เซ่อก็เกิดความรู้สึกคล้ายสงสารขึ้นมาอย่างที่หาได้ยาก

เขาอุ้มห่อผ้าทารกไว้ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะทิ้งคำสัญญาไว้ข้อหนึ่ง "เจ้าอดทนรออีกหน่อยเถิด คนต่อไป... จะยอมให้เจ้าเป็นคนเลี้ยงดูเองอย่างแน่นอน"

ซ่งซูฉือค่อยๆ เงยหน้าขึ้น มองไปยังเขา

ฉู่เซ่อมีรูปโฉมงดงามยิ่ง คิ้วคมดุจกระบี่ ดวงตาเป็นประกายดุจดวงดาว สันจมูกโด่งเป็นสัน อีกทั้งยังเปี่ยมด้วยสง่าราศีอันสูงศักดิ์ขององค์รัชทายาท ยามนี้เมื่อเขาอุ้มทารกไว้ในอ้อมแขน บนใบหน้ากลับดูอ่อนโยนลงเล็กน้อย

ทว่าในใจของซ่งซูฉือกลับไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ

เพราะจะไม่มีลูกคนต่อไปอีกแล้ว

หน้าที่ของนางเสร็จสิ้นลงแล้ว

ทุกสิ่งทุกอย่างในตำหนักบูรพาแห่งนี้ ตำหนักอันเหน็บหนาว สามีผู้เย็นชา เลือดเนื้อที่ไม่สามารถทักทายยอมรับกันได้... ต่างก็ไม่ได้เป็นของนางเลยสักสิ่งเดียว

แม่ทัพหนุ่มในดวงใจของนางยังคงรอนางอยู่ที่ชายแดน

นางจะต้องออกไปจากที่นี่ และจากไปชั่วนิรันดร์

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • บุปผาแดง ลมพัดดั่งเมามาย   บทที่ 24

    “ฝ่าบาท! จะทำเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ! พระองค์ทรงเป็นองค์เหนือหัวผู้สูงศักดิ์ ร่างกายของพระองค์เกี่ยวพันกับความมั่นคงของแผ่นดิน! วิธีการอันชั่วร้ายเช่นนี้อาจทำร้ายร่างกายของพระองค์ได้ กระหม่อมมิกล้าทำเช่นนั้น ต่อให้ต้องตายหมื่นครั้งก็ตาม!”“ข้าบอกว่า ให้ใช้ของข้า” ฉู่เซ่อเอ่ยย้ำอีกครั้ง น้ำเสียงเด็ดขาดจนไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้ง “ไม่ต้องพูดให้มากความ รีบเตรียมการเดี๋ยวนี้ หากช่วยชีวิตเขาไม่ได้ เจ้าก็เตรียมตัวตายตามไปได้เลย และหากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปแม้เพียงคำเดียว ข้าจะสั่งประหารเก้าชั่วโคตร!”หมอหลวงหน้าซีดเผือด ร่างกายอ่อนแรงจนทรุดลงกับพื้น ตลอดเจ็ดวันต่อจากนั้น ฉู่เซ่ออ้างว่าจะปิดตำหนักบำเพ็ญตน จึงไม่พบผู้ใดทั้งสิ้น ทุกวัน หมอหลวงจะตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ก่อนดึงเลือดสดอุ่นร้อนหนึ่งชามออกจากบริเวณหัวใจของเขา ในทุกๆ คราวที่กรีดเอาเลือด คล้ายกับได้ก้าวผ่านหน้าประตูนรกไปคราวหนึ่ง ความเจ็บปวดรุนแรง ความอ่อนแรง ความหนาวเย็น และสติที่พร่าเลือนถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ฉู่เซ่อขบฟันแน่น ไม่ส่งเสียงคร่ำครวญแม้แต่น้อยภาพที่ปรากฏตรงหน้าเขาคือภาพซ่งซูฉือกอดกระบี่ของเสิ่นหวยจิ่นไว้แน

  • บุปผาแดง ลมพัดดั่งเมามาย   บทที่ 23

    ไม่นาน ข่าวจากชายแดนก็ถูกส่งกลับมา ซ่งซูฉือกับเสิ่นหวยจิ่นได้กราบไหว้ฟ้าดินเข้าพิธีสมรสกันที่จวนแม่ทัพเล็กๆ ที่เรียบง่ายแต่อบอุ่นในเมืองชายแดน ทันทีที่พิธีเสร็จสิ้น หิมะโปรยปรายบางๆ ก็เริ่มตกลงมาในดินแดนชายแดนที่แทบไม่เคยมีหิมะ เกล็ดหิมะปลิวว่อน ตกลงบนชุดเจ้าสาวและเส้นผมของซ่งซูฉือ นางเงยหน้ามองหิมะที่โปรยปรายเต็มท้องฟ้า ในชั่วขณะหนึ่ง ราวกับได้เห็นภาพเมื่อหลายปีก่อนอีกครั้ง วันที่นางพบองค์รัชทายาทเป็นครั้งแรกที่ตำหนักบูรพา บุรุษผู้ยืนอยู่ท่ามกลางตำหนักอันโอ่อ่าและมองนางด้วยสายตาเย็นชาและหยิ่งทะนง นางเหม่อลอยไปเล็กน้อย ทันใดนั้น ก็ยิ้มออกมาด้วยความปล่อยวางเรื่องราวในอดีตทั้งหมด ทั้งความรัก ความแค้น ความลุ่มหลง ความเจ็บปวด การดิ้นรน รวมถึงการพรากจากและความตาย… ล้วนร่วงหล่น ละลาย และซึมลงสู่ผืนดินไปพร้อมกับหิมะแห่งชายแดน เมื่อฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ สถานการณ์ในราชสำนักก็ค่อยๆ มั่นคงขึ้น เหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ต่างพากันถวายฎีกา ขอให้ฝ่าบาททรงรับพระสนมเข้าวังเพิ่ม เพื่อสืบทอดสายเลือดของราชวงศ์ ฉู่เซ่อปฏิเสธฎีกาเหล่านั้นทั้งหมด มีอยู่คราวหนึ่งในพิธีเข้าเฝ้าขุน

  • บุปผาแดง ลมพัดดั่งเมามาย   บทที่ 22

    นางยืนนิ่งอย่างเหม่อลอย มองริมฝีปากของทหารที่มารายงานข่าวขยับขึ้นลง ทว่าในหูกลับมีเพียงเสียงอื้ออึง จนไม่ได้ยินอะไรเลย มีเพียงถ้อยคำไม่กี่คำอย่าง "ร่วงหล่นลงสู่หน้าผา" และ "เป็นตายไม่อาจทราบ" ที่กระแทกกระทบแก้วหูของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่านางค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่ง ท่ามกลางความยุ่งเหยิงตรงนั้น โดยไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย นั่งตั้งแต่ยามกลางวัน จวบจนยามค่ำคืนดึกดื่นแล้วก็นั่งจากยามค่ำคืนดึกดื่น จวบจนกระทั่งยามรุ่งสางยามเย็นของวันที่สาม เสิ่นหวยจิ่นกลับมาถึงค่ายใหญ่พร้อมบาดแผลทั่วร่างและความเหนื่อยล้า เขาพบฉู่เซ่อห้อยติดอยู่กับต้นไม้แห้งต้นหนึ่งตรงช่วงกลางหน้าผา ร่างของฉู่เซ่อเต็มไปด้วยเลือด กระดูกหักหลายแห่ง ลมหายใจโรยแรงจนแทบสัมผัสไม่ได้ทว่าภายในมือของเขา กลับกุมปิ่นหยกที่เปรอะคราบเลือดเล่มหนึ่งไว้แน่นเสิ่นหวยจิ่นจำได้ว่า นั่นเป็นของของซ่งซูฉือเสิ่นหวยจิ่นช่วยฉู่เซ่อกลับมาด้วยความรู้สึกซับซ้อน ก่อนส่งคนเสี่ยงชีวิตไปเก็บสมุนไพรหายากที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดจากหน้าผาสูงชันบนภูเขาหิมะ เพื่อใช้ยื้อชีวิตเขา ยามที่ฉู่เซ่อถูกแบกกลับมา ก็อยู่ในช่วงเวลาใกล้สิ้นลมหายใจแล้วหมอทหารส่ายห

  • บุปผาแดง ลมพัดดั่งเมามาย   บทที่ 21

    ไข้สูงทำให้สายตาของเขาพร่ามัว ทว่ากลับทำให้การได้ยินของเขาไวผิดปกติ เสียงสะอื้นไห้แผ่วเบาของสตรี เสียงถอนหายใจกระหึ่มต่ำของบุรุษ เสียงเตียงนอนขยับไหวเบาๆ ที่เล็ดลอดมาจากภายในกระโจมข้างๆ อย่างแผ่วบาง...ราวกับมีดร้อนแดงนับเล่มที่ค่อยๆ กรีดเฉือนแก้วหูและหัวใจของเขาทีละน้อย เขากัดริมฝีปากล่างแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือดคล้ายสนิมแผ่ซ่านอยู่ในปาก เล็บจิกลงบนฟูกใต้ร่างลึกจนแทบจะทำให้เลือดไหล เขาอยากจะขยับตัวข้ามไปอยากจะแผดเสียงคำรามอยากจะสังหารคนทว่าร่างกายของเขาเจ็บปวดไปทั่วตัว ไข้สูงจนไร้เรี่ยวแรง แม้แต่จะขยับนิ้วสักนิ้วยังเป็นเรื่องยาก เขาทำได้เพียงลืมตาแดงก่ำ ฟังเสียงที่หมายถึงการสูญเสียทุกสิ่งไปอย่างสิ้นเชิง และฟังเสียงของสตรีอันเป็นที่รักของเขา ขณะอยู่ใต้ร่างของชายอื่น ตลอดทั้งคืนราวกับถูกทรมานอยู่ในกระทะน้ำมันเดือดแห่งนรกตลอดทั้งคืน ยามฟ้าสาง เสียงเหล่านั้นหยุดลงนานแล้วประกายแสงสุดท้ายในดวงตาของฉู่เซ่อ ก็มอดสูญลงเช่นกันเหลือเพียงความมืดมนอันไร้ชีวิตชีวาเท่านั้นในช่วงไม่กี่วันต่อมา บาดแผลของฉู่เซ่อค่อยๆ ดีขึ้นเล็กน้อย พอจะพยุงตัวลงจากเตียงได้บ้างซ่งซูฉือคล้ายกับต

  • บุปผาแดง ลมพัดดั่งเมามาย   บทที่ 20

    ความโกรธที่ไร้ชื่อปนกับความกังวลอย่างรุนแรงพลันพุ่งขึ้นในใจ ฉู่เซ่อไม่ทันคิดให้มากความ ควบม้าพุ่งไปทางนั้นทันที หมายจะลากตัวนางออกมาแล้วส่งกลับไปยังพื้นที่ด้านหลังที่ปลอดภัย ทว่าในชั่วขณะที่เขากำลังควบม้าพุ่งไปข้างหน้า เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็บังเกิดขึ้น!ลูกธนูเย็นเฉียบดอกหนึ่งถูกยิงออกมาอย่างเงียบเชียบจากกลุ่มทหารที่กำลังชุลมุนทางด้านข้าง พุ่งตรงเข้าใส่กลางหลังของเสิ่นหวยจิ่น! เสิ่นหวยจิ่นกำลังทุ่มกำลังทั้งหมดรับมือกับทหารม้าศัตรูหลายนายด้านหน้า จึงไม่ทันรู้ตัวแม้แต่น้อย!“หวยจิ่น!” ม่านตาของซ่งซูฉือหดเกร็ง นางร้องออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะพุ่งไปข้างหน้าโดยไม่คิดชีวิต ทว่ากลับถูกฝูงชนที่กำลังชุลมุนขวางเอาไว้ ในชั่วพริบตา ร่างในชุดสีดำสนิทพุ่งเข้ามาจากด้านข้าง ก่อนจะกระแทกเสิ่นหวยจิ่นจนตกจากหลังม้าลงไปกับพื้นอย่างแรง! "ฉึก!"เสียงลูกธนูแทงทะลุเนื้อดังขึ้นอย่างชัดเจน ลูกธนูที่เดิมควรพุ่งทะลุกลางหลังของเสิ่นหวยจิ่น กลับปักลึกเข้าไปที่สะบักขวาของฉู่เซ่อ ตำแหน่งนั้น...แทบจะตรงกับจุดที่ซ่งซูฉือเคยรับลูกธนูแทนเขาในวันนั้น ราวกับเวลาหยุดนิ่งไปชั่วขณะ เสิ่นหวยจิ่นถูกกระแทกล้มลง

  • บุปผาแดง ลมพัดดั่งเมามาย   บทที่ 19

    ฉู่เซ่อค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองนางภายใต้แสงเทียน ใบหน้าของนางสงบนิ่ง เย็นชาเหินห่าง และยังแฝงไว้ด้วยความรังเกียจจางๆ ในแววตานั้น ไม่มีความว่าว่าง่าย หรือความอดทนเหมือนในอดีตอีกต่อไป และยิ่งไม่มีความรักที่เขาเคยคิดว่านางซุกซ่อนไว้อยู่ภายใน มีเพียงความเย็นชาอย่างสิ้นเชิงเท่านั้นในที่สุด เขาก็ตระหนักรู้อย่างชัดเจนยิ่งว่าเขาเสียนางไปแล้วเสียไป...ตลอดกาลเขาพยุงตัวกับขอบเตียง ค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างโซเซ ก่อนจะมองนางเป็นครั้งสุดท้ายอย่างลึกซึ้ง ราวกับต้องการสลักใบหน้าของนางเอาไว้ในส่วนลึกของจิตวิญญาณ จากนั้นเขาก็หันหลังกลับ เดินโซเซออกจากห้องไป ราวกับร่างไร้วิญญาณที่ถูกดึงเอาจิตวิญญาณออกไปจนหมด ก่อนจะเลือนหายเข้าไปในราตรีอันมืดมิดด้านนอก คืนนั้น ฉู่เซ่อเดินไปตามถนนหนทางอันเหน็บหนาวของเมืองชายแดนอย่างไร้จุดหมายในที่สุด เขาเดินเข้าไปในร้านสุราซบเซาที่ยังไม่ปิดร้าน ควักของมีค่าทั้งหมดบนตัวออกมา แลกกับสุราดีกรีแรงที่สุดมาหนึ่งไหเขานั่งลงบนขั้นบันไดหินอันเย็นเยียบ เงยหน้าขึ้นแล้วกรอกสุรารสเผ็ดร้อนเข้าคอทีละอึกใหญ่ ราวกับมีเพียงวิธีนี้เท่านั้น จึงจะข่มความเจ็บปวดปวดร้าวถึงกระดูกและคว

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status