ログインนางเกิดเป็นบุตรสาวของแม่ทัพแม้นางจะเป็นดั่งไข่มุกในเปลือกหอยแห่งตระกูล แต่ไข่มุกนั้นกลับถูกจองจำไว้ในเงามืดที่นางมิอาจหลีกหนี ร่างกายของเว่ยจิ้งซินอ่อนแอตั้งแต่แรกเกิด นางเติบโตในห้องที่เต็มไปด้วยยาสมุนไพรและเสียงถอนหายใจของหมอหลวง ใฝ่ฝันถึงอิสรภาพที่ไม่เคยเอื้อมถึง และแม้บิดาของนางจะรักและหวงแหนเพียงใด... ท้ายที่สุด นางก็ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือ เมื่อคำสั่งให้แต่งงานกับบุตรชายของแม่ทัพใหญ่อีกตระกูลหนึ่งถูกประกาศ เว่ยจิ้งซินมิอาจขัดขืน นางเฝ้ารอวันแต่งงานราวนักโทษ แต่แล้ว... เทวดาฟ้าดินกลับยังไม่ละเมตตา การทรยศอันไม่คาดฝันเกิดขึ้น การแต่งงานซึ่งเป็นเส้นทางสู่พันธนาการนิรันดร์จึงถูกยกเลิกกลางคัน และในห้วงเวลานั้นเองนางได้รับสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน… โอกาสที่จะได้ก้าวออกจากจวน โอกาสที่จะได้เผชิญโลกภายนอกด้วยหัวใจของตนเองเป็นครั้งแรก ไม่ใช่ในฐานะบุตรสาวของแม่ทัพผู้โหดเหี้ยม แต่ในฐานะตัวของเว่ยจิ้งซินหญิงสาวที่ยังไม่รู้ว่าตนเองมีค่ามากเพียงใด ในห้วงเวลาเดียวกันนั้นเองชายหนึ่งจากอีกฟากของกาลเวลา ก็กำลังตื่นขึ้นในโลกที่เขาไม่รู้จัก... โชคชะตาเริ่มขีดเส้นแล้ว และหนทางของเขาและนางกำลังจะมาบรรจบกัน
もっと見るเพลิงสงครามลุกโชนกลางผืนแผ่นดินที่แตกร้าว ควันดำทะยานสู่ฟากฟ้าดั่งมังกรบ้าคลั่ง กลิ่นดินปืนคละคลุ้งบดบังแม้แต่กลิ่นเลือด เสียงระเบิดดังสนั่นจนพื้นดินสะเทือนเป็นจังหวะ เสียงตะโกน คำสั่ง และเสียงกรีดร้องของชีวิตที่ถูกพรากดังกระทบโสตประสาทในทุกทิศทาง
แต่ในใจกลางของนรกบนดินนั้น กลับมีหนึ่งบุรุษยืนหยัดอย่างไม่ไหวเอน
ร้อยเอกหลู่หานเฟิงเขามิใช่เพียงนายทหารยศสูง แต่คือสัญลักษณ์ของชัยชนะ ผู้ที่เหล่าทหารนับร้อยเชื่อมั่นถึงขีดสุด เขาคือผู้บัญชาการแนวหน้า ดั่งเสาหลักที่แม้พายุแห่งโลหิตจะพัดกรรโชกเพียงใดก็ไม่เคยเอนลง
ร่างสูงในชุดสนามสีเขียวเข้มเปรอะเปื้อนด้วยคราบควันและดินสีคล้ำ ใบหน้าภายใต้หมวกเหล็กเปื้อนเหงื่อและฝุ่น แต่ดวงตานั้นยังคงคมกริบและนิ่งสงบดั่งกระจกน้ำแข็ง
“กระจายแนวรุกทางขวา ประสานชุด B ทิศ 9 นาฬิกา!”เสียงของเขาดังกังวาน ไม่ดังมาก แต่หนักแน่นจนทะลุผ่านเสียงกลบของสงครามไปถึงทุกหู
ไม่มีความตื่นตระหนก ไม่มีคำสั่งซ้ำซากมีแต่ความแม่นยำ และเด็ดขาด
ทหารของเขาขยับทันทีตามคำสั่ง ราวกับกลไกที่ถูกฝึกจนแม่นยำทุกจังหวะ ทุกก้าวที่เคลื่อนล้วนมั่นคง เพราะพวกเขารู้ตราบใดที่มีหลู่หานเฟิงอยู่แนวหน้า พวกเขาจะไม่พ่าย
เขาเคลื่อนตัวไปพร้อมหน่วยหน้า สอดประสานการยิงกับเหล่าทหาร ปลายกระบอกปืนของเขาไม่เคยลังเล ทุกนัดคือการปิดบัญชีศัตรูอย่างเฉียบขาด วิถีกระสุนดั่งพายุเหล็กที่ไม่เปิดโอกาสให้ความเมตตา
ฝุ่นระเบิดลอยสูงรอบตัวเขา เศษดินและเปลวเพลิงโหมกระหน่ำ แต่ชายผู้นี้ยังคงทะยานฝ่าเข้าไป หัวใจของศึกอยู่ตรงนั้น เขาจะนำชัยออกมาให้ได้...เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาแต่ในขณะที่กองรบกำลังได้เปรียบ ในวินาทีนั้นเองเสียงฟ้าคำรามกึกก้องเหนือศีรษะ
พายุหมุนแปลกประหลาดพัดผ่านกลางสนามรบ เมฆสีดำคลุ้มหนาทึบแผ่ปกคลุมราวม่านมรณะ เสียงกระแสไฟฟ้าแตกกระจายกลางอากาศ ทุกคนหยุดชะงักโดยไม่รู้ตัวแล้วแสงสีขาวก็พุ่งตัดท้องฟ้าฟาดลงบนร่างของเขาโดยตรง ไม่มีเสียงกรีดร้อง ไม่มีการต่อต้านมีเพียงแสงสว่างเจิดจ้าในพริบตาและจากนั้น... ความเงียบ
ร่างของร้อยเอกหลู่หานเฟิง... หายไปอย่างลึกลับ ท่ามกลางสมรภูมิที่ยังคงคุกรุ่นด้วยกลิ่นควันและเสียงครวญครางของผู้บาดเจ็บไม่มีใครเห็นว่าเขาจากไปอย่างไร ไม่มีคราบเลือด ไม่มีอาวุธตกหล่น ไม่มีซากหรือเงา ทุกสิ่งเงียบงัน ราวกับเขาไม่เคยยืนอยู่ ณ ที่นั้นจริง ๆ
สำหรับกองทัพแล้วนี่คือความสูญเสียครั้งใหญ่หลวงที่สุดหลู่หานเฟิงไม่ใช่แค่ทหารฝีมือดี หากแต่คือเสาหลักของเหล่าพลรบ เป็นอัญมณีแห่งสมรภูมิที่แม้แต่ศัตรูยังเกรงกลัวในทุกสงคราม เขาคือผู้นำชัยในทุกความหวัง เขาคือประกายสุดท้ายของแสงไฟภายหลังสิ้นเสียงปืนและหมอกควันจางลง ผู้บัญชาการสูงสุดออกคำสั่งเด็ดขาด“จงค้นหาเขาให้พบถึงแม้ว่าจะเป็นร่างที่ไร้ลมหายใจก็ตาม!”
หน่วยลาดตระเวนพิเศษ ทหารรบแนวหน้า แม้แต่เครื่องตรวจจับความร้อนหรือโดรนบินสำรวจ... ต่างถูกระดมทั้งหมดเพื่อภารกิจเพียงหนึ่งเดียวตามหาร่างของร้อยเอกหลู่หานเฟิง แต่วันแล้ววันเล่า... ภูเขา ทุ่งระเบิด แนวเพลิง รวมทั้งแม่น้ำถูกปูพรมค้นหากลับไม่พบแม้แต่เศษผ้า ในที่สุดเสียงลือก็เริ่มกระซิบจากปากหนึ่งสู่ปากหนึ่งว่า...“เขา...คงตายไปแล้ว” ไม่เหลือแม้แต่ร่องรอยไม่เหลือความหวังแม้จะไร้ร่างให้ฝัง แต่พิธีศพก็จัดขึ้นอย่างสมเกียรติ
ในห้องประชุมกลางฐานบัญชาการ แท่นเหล็กถูกตั้งขึ้นกลางสนามธงธงชาติปักครึ่งเสาเหรียญกล้าหาญมันวาววางเคียงข้างหมวกทหารของเขารูปถ่ายใบหนึ่งวางบนกรอบดำนายพลระดับสูงเข้าร่วมเหล่าทหารแนวหน้าคุกเข่าร่ำไห้และบทสดุดีแห่งความกล้าหาญดังก้องไปทั่วฐานบัญชาการ
“ขอให้ดวงวิญญาณของเขา อยู่ในสมรภูมิที่ไร้เสียงปืนตลอดกาล”
แต่ใครเลยจะรู้... ว่าในขณะที่โลกเบื้องหลังยังคงร่ำไห้ให้กับการจากไปของเขาร้อยเอกหลู่หานเฟิง กลับค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ที่ทอดยาวสุดสายตาเสียงหนึ่งดังเข้ามาในโสตประสาทของเขา... เสียงกรีดร้อง เสียงโห่คำราม เสียงอาวุธฟาดฟันกันอย่างดุดัน มันไม่ใช่เสียงระเบิดหรือปืนกลเหมือนที่เขาคุ้นเคย แต่มันกลับเต็มไปด้วยความโกลาหลที่แปลกประหลาดจนน่าขนลุก
"นี่เราอยู่ที่ไหน..."เสียงทุ้มต่ำของเขาพึมพำออกมาอย่างงุนงง ดวงตาคมกริบกะพริบถี่ก่อนจะปรับสายตาเขาไล่มองไปรอบกายอย่างระแวดระวังเขายกมือขึ้นแตะหัวตัวเองเบา ๆ ไม่มีบาดแผล ไม่มีหมวกกันกระสุน ไม่มีอุปกรณ์สื่อสารเขา... ยังสวมเครื่องแบบทหารแต่นี่ไม่ใช่สนามรบที่เขาคุ้นเคย
เบื้องล่างจากยอดเขาที่เขายืนอยู่เขามองเห็นลานกว้างโล่งที่เต็มไปด้วยกลุ่มคนจำนวนมาก… นับพัน นับหมื่นทุกคนล้วนแต่งกายด้วยชุดเกราะโบราณ หลากสี หลายธง หลายสังกัด พวกเขากำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดกลางทุ่งโล่ง กรีดร้อง สะบัดดาบ ปะทะหอก โล่ไม้กระทบกันเสียงดังกึกก้อง
“นี่มันอะไรกัน?” หลู่หานเฟิงขมวดคิ้วแน่น สายตาจับจ้องลงไปยังภาพตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตาตนเองแล้วเขาก็พูดขึ้น พลางหัวเราะในลำคอเบา ๆ อย่างไม่แน่ใจ“กำลังถ่ายภาพยนตร์กันอยู่เหรอ?” เขาก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว ยืนพิงต้นไม้ใหญ่ สูดลมหายใจลึก“ฉากสมจริงขนาดนี้... เสื้อเกราะ ฉากต่อสู้ เอฟเฟกต์เสียง แถมไม่ให้เห็นกล้องซักตัว” เขาพูดพึมพำกับตัวเอง ไม่ขาดปาก ขณะที่ยังจ้องลงไปเบื้องล่าง เสียงโห่ร้องของแม่ทัพ เสียงธนูปักร่าง เสียงศพล้มครืน...“โห... สมจริงสุดๆ”
เขายังไม่รู้เลย... ว่าสิ่งที่เขาเห็น ไม่ใช่กองถ่ายภาพยนตร์ใดๆ และที่เขายืนอยู่มิใช่สนามรบจำลอง แต่คือโลกอีกใบโลกที่ย้อนกลับไปไกลเกินกว่าจินตนาการของทหารคนหนึ่งจะเข้าใจได้ในทันที
ในระหว่างที่ หลู่หานเฟิง ยังคงยืนอยู่บนเนินเขา เพลิดเพลินกับฉากสนามรบ ทว่า เสียงหนึ่งก็ดังแทรกความคิดของเขาเข้ามาจากทางด้านหลังเสียงชายคนหนึ่ง ทุ้มต่ำ แฝงด้วยอำนาจและความระแวดระวัง
"เจ้าเป็นใคร? ใช่ไส้ศึกของศัตรูหรือไม่? ทำไมแต่งกายแปลกประหลาดนัก!"
หลู่หานเฟิงหันขวับไปตามเสียงเบื้องหลังคือชายสวมเกราะเหล็กเต็มยศ มือหนึ่งจับดาบยาว อีกมือเท้าเอว สีหน้าเย็นชา สายตาจับจ้องเขาไม่กระพริบ ราวกับกำลังประเมินเป้าหมายเขาอึ้งไปชั่วขณะเสียงสนามรบทำให้เขาไม่ได้ยินฝีเท้าของอีกฝ่ายเข้ามาเลยแม้แต่น้อย
"ใจเย็นก่อนพี่ชาย" หลู่หานเฟิงยกสองมือขึ้นในท่าป้องกันตัวแบบไม่เป็นพิษเป็นภัย"ผมเป็นทหาร ผมหลงทางมา ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่กำลังถ่ายหนังอะไรกันอยู่"
คำว่า ทหาร ดูจะจุดประกายบางอย่าง ใบหน้าชายสวมเกราะขมวดคิ้วแน่นขึ้น ดวงตาเปลี่ยนจากเย็นชาเป็นเคร่งเครียดยิ่งกว่าเดิม และก่อนที่หลู่หานเฟิงจะพูดอะไรต่อ ทหารอีกนายก็วิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว คุกเข่ารายงานต่อเขาเสียงดัง
"ท่านแม่ทัพ! ข้าคิดว่าชายผู้นี้ต้องเป็นไส้ศึกของศัตรูแน่! เสื้อผ้าประหลาดเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่ชาวแคว้นเรา!"
เสียงเสี้ยมดังขึ้นอย่างเร่งรีบจากลูกน้องปลายแถว ที่ดูจะหวังสร้างความดีความชอบแต่หลู่หานเฟิงกลับยืนนิ่ง สีหน้าเขาเริ่มเปลี่ยนจากที่เคยคิดว่ากำลังอยู่ในกองถ่ายภาพยนตร์ ตอนนี้หัวใจของเขาเริ่มเต้นแรงขึ้นทีละจังหวะบรรยากาศรอบกาย... เสียงฝีเท้าทหาร... กลิ่นเหงื่อ ดิน และเลือดแม้แต่ความเย็นของโลหะที่สะท้อนแดดบนชุดเกราะของคนตรงหน้า ล้วนจับต้องได้เกินกว่าจะ จำลอง
“นักแสดงอะไรจะอินกับบทได้ขนาดนี้...” เขาคิดในใจแต่ลึกลงไป... มีบางอย่างบอกเขาว่านี่... ไม่ใช่การถ่ายทำนี่คือของจริงและเขาอาจไม่ได้อยู่ในโลกเดิมอีกต่อไปแล้ว
กระแสลมแห่งกาลเวลาพัดผ่านไปอย่างเงียบงัน เวลาก็ล่วงเลยผ่านไปหนึ่งปีเต็ม ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ทั้งโหดร้ายและหนักหน่วงสำหรับตระกูลเว่ยแม่ทัพเว่ยซ่างเทียนผู้เคยเกรียงไกร บัดนี้เหลือเพียงร่างอ่อนแรงที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงไม้ในจวน เสียงหายใจของเขาเบาราวกระซิบ คล้ายคนที่มีชีวิตอยู่เพียงเพื่อรอคอยวันสุดท้ายอย่างเงียบงัน ไม่ใช่ดาบ ไม่ใช่ศัตรู แต่โรคภัยต่างหากที่ลอบแทงเขาจนทรุดลงช้า ๆ อย่างไม่อาจต้านในขณะที่ร่างหนึ่งกำลังโรยรา...อีกหนึ่งกลับเรืองรองเว่ยเจินหง บุตรชายคนโต ผู้เคยถูกสบประมาทว่าไร้ความสามารถ บัดนี้กลับนั่งอยู่บนบัลลังก์อำนาจแทนที่บิดา ด้วยหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความทะเยอทะยานและความกระหายชัยชนะ แม้ในอดีตเขาจะต้องอาศัยมันสมองของน้องสาว ทว่าในวันนี้เขาไม่ต้องการใครอีกต่อไป"ฮ่าฮ่า! วันนี้พวกเจ้าทำได้ยอดเยี่ยม! เพียงครึ่งค่อนวัน ศัตรูก็พ่ายพินาศจนไม่เหลือแม้แต่ธง" เสียงหัวเราะของเว่ยเจินหงดังก้องกังวานทั่วค่าย สีหน้าเปื้อนรอยยิ้มแห่งชัยชนะ ในมือยกจอกสุราฉลองกลางวงเหล่าทหารรอบกองไฟมีทั้งเสียงเฮฮาและเสียงกลองรบที่ถูกตีคล้ายบอกเล่าถึงสงครามที่เพิ่งผ่านพ้น ทว่าเบื้องหลังเสียงเหล่านั้น
หลังจากที่หลู่หานเฟิงได้รับการแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งแผ่นดินอย่างเป็นทางการ เขาจึงย้ายเข้าไปพำนักยังจวนแม่ทัพที่ได้รับพระราชทานโดยตรงจากองค์ฮ่องเต้ จวนหลังนั้นตั้งอยู่ในพื้นที่เงียบสงบ ห่างจากใจกลางเมืองหลวงเพียงเล็กน้อย ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาและแมกไม้ร่มรื่น ดั่งค่ายกลธรรมชาติที่ทั้งปกป้องและแยกขาดจากความวุ่นวายของราชสำนักจวนแห่งนี้มิใช่เพียงที่พักอาศัย หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจใหม่ที่กำลังเติบโตในใต้หล้า กองกำลังทหารภายใต้การบังคับบัญชาของหลู่หานเฟิง ส่วนใหญ่มิใช่ทหารที่ผ่านการฝึกฝนตามแบบแผนของราชสำนัก หากแต่เป็นเหล่าอดีตนักโทษ ผู้ซึ่งต้องโทษในคดีไม่ร้ายแรง บางคนเพียงลักเล็กขโมยน้อย บางคนหลงผิดเพียงชั่วครู่ชั่วยาม พวกเขาถูกคัดเลือกและนำมาฝึกฝนใหม่ภายใต้ระบบวินัยอันเข้มงวด“เจ้ามีความเข้มแข็งถึงเพียงนี้ ข้าย่อมวางใจที่จะฝากบุตรสาวให้เจ้าดูแล”เสียงของแม่ทัพเว่ยซ่างเทียนเปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจ ขณะยืนอยู่หน้าจวนของหลู่หานเฟิง ชายหนุ่มที่ยืนหยัดด้วยตนเอง ฝ่าฟันจากผู้ไร้ยศจนก้าวสู่ตำแหน่งแม่ทัพใหญ่แห่งแผ่นดิน ยิ่งเขาแข็งแกร่งขึ้นเพียงใด อำนาจของตระกูลเว่ยก็ยิ่งสูงส่งขึ้นเท่านั้นเมื่อเ
แม้การศึกครั้งนี้จะกินเวลาเพียงไม่นาน แต่กลับตราตรึงอยู่ในใจของทุกผู้คนอย่างลึกซึ้งเพราะมันมิใช่เพียงชัยชนะธรรมดา หากแต่เป็นการล่มสลายของหนึ่งในตำนานแห่งสนามรบแม่ทัพม่อเสียนอู่ บุรุษผู้เคยได้รับการยกย่องว่า ยอดฝีมือทั้งบุ๋นและบู๊ กลับต้องพ่ายแพ้ให้กับชายหนุ่มรุ่นหลังอย่างหมดรูป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศึกจำลองที่เขาเป็นผู้เสนอเอง การวางแผนบัญชาการที่ผิดพลาด การประเมินศัตรูต่ำเกินไป และการปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล ล้วนสะท้อนถึงจุดจบที่เขาเป็นผู้เลือกเองเสียงกรีดร้องของเหล่าทหารภายใต้การบังคับบัญชาของม่อเสียนอู่ดังขึ้นเป็นระยะ ก่อนจะเงียบหายไปทีละคน เหมือนเสียงลมหายใจสุดท้ายของเกียรติภูมิในอดีตหลู่หานเฟิง ควบม้าแหวกแนวหน้าเข้ามาอย่างองอาจ เขาไม่เพียงแต่ควบคุมสถานการณ์ในสนามรบ หากยังควบคุมอารมณ์ของตนได้อย่างมั่นคง “ท่านแม่ทัพ ศึกนี้จบแล้ว ท่านควรยอมรับความพ่ายแพ้”น้ำเสียงของเขานิ่ง ราบเรียบ ทว่าแฝงด้วยความหนักแน่นและเมตตา ทว่า…ม่อเสียนอู่กลับบิดเบี้ยวด้วยใบหน้าความเคียดแค้นถูกครอบงำด้วยความเย่อหยิ่งที่ไม่ยอมจมให้เด็กรุ่นหลัง“ข้าไม่แพ้! ไปตายซะ!”เสียงตะโกนสุดท้ายเปล่งออกพร้อมธนูที่พุ
การจำลองยุทธการในครั้งนี้ หาใช่เพียงการทดสอบเล่น ๆ เพื่อความบันเทิงของเหล่าขุนนางไม่หากแต่คือพิธีการศักดิ์สิทธิ์ที่มีขึ้นเพียงไม่กี่ครั้งในรอบหลายสิบปี เพื่อเฟ้นหาผู้นำทัพผู้แท้จริง ไม่ใช่เพียงภาพบนแผนที่หรือเสียงโต้เถียงในห้องโถง แต่คือ สนามรบจำลอง ที่เดิมพันด้วยชีวิตจริง เลือดจริง และความตายจริง ๆผู้ที่ถูกเลือกมาเป็นทหารจำลอง มิใช่ทหารในราชการ หากคือเหล่านักโทษต้องโทษประหาร ทาสที่ถูกขายมา หรือผู้ไร้สถานะผู้ที่แผ่นดินเตรียมทอดทิ้งไว้เบื้องหลัง แต่บัดนี้ได้รับโอกาสหนึ่งเดียวในชีวิต“หากรอดออกไปได้เจ้าจะได้รับอิสรภาพ”คือคำประกาศสั้น ๆ ที่ทำให้แววตาของคนซึ่งเคยหมดหวังลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง เสียงโห่ร้องจากเหล่านักโทษดังระงมกลางลานฝึก เหมือนเป็นทั้งเสียงของความสิ้นหวัง และความหวังในคราเดียวกัน หลู่หานเฟิง และม่ออวิ๋นเฉิน จะได้บัญชาทัพในจำนวนเท่ากัน แต่ไม่อาจรู้ว่าใครคือผู้กล้า ใครคือผู้สั่นกลัว ทั้งหมดล้วนถูกแบ่งสุ่มตามชะตา กลยุทธ์และความเป็นผู้นำเท่านั้น ที่จะกำหนดชัยชนะกฎมีเพียงหนึ่งเดียว ทำลายอีกฝ่ายให้สิ้น หรือบีบบังคับให้ยอมจำนนโดยสมบูรณ์ ไม่มีคำว่า กรุณา บนสนามรบนี้ไม่มีผู้ใดช่วยเหล
เว่ยจิ้งซินในยามนี้ อายุล่วงเข้าสู่ยี่สิบปีเต็มวัยแห่งความงามที่เปล่งประกายดั่งดอกเหมยเบ่งบานท่ามกลางหิมะปลายฤดูผู้คนทั้งเมืองหลวงต่างขนานนามนางว่า ดอกไม้งามแห่งเมืองหลวงแต่หากใครคิดว่านางมีดีเพียงรูปโฉมย่อมเป็นการดูแคลนเพราะสิ่งที่ทำให้นางโดดเด่นท่ามกลางวงศ์ตระกูลที่ชิงดีชิงเด่นหาใช่เพียงหน้าตาแต
ห่างออกไปจากหมู่บ้านซื่ออัน... ไกลพอจะลืมเลือนกลิ่นหอมของดิน กลิ่นฟืนยามเช้า และเสียงหัวเราะของผู้คนมีสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งราวกับอยู่ คนละโลก หากหมู่บ้านซื่ออันคือภาพของความเงียบสงบและเรียบง่ายเมืองหลวง ก็เป็นภาพสะท้อนของ ความวุ่นวาย ความทะเยอทะยาน และการหักหลังผู้คนที่นี่ไม่ยิ้มด้วยใจแต่ยิ้มด้วยเล่
นับแต่วันที่ หลู่หานเฟิง เข้ามาตั้งรกรากในหมู่บ้านซื่ออัน ชายหนุ่มก็สามารถปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตและผู้คนในหมู่บ้านได้เป็นอย่างดีแม้จะเป็นคนแปลกหน้า แต่ความสงบเสงี่ยม ขยันขันแข็ง และมารยาทอ่อนน้อมของเขา กลับทำให้ชาวบ้านวางใจ และยอมรับเขาเสมือนหนึ่งในพวกเดียวกันเขาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายปลูกผัก เลี้
เสียงกระสุนทั้งหกนัดที่เจาะกลางหน้าผากอย่างแม่นยำ ดังสะท้านไปทั่วผืนป่าและสนามรบด้านล่าง ราวกับเสียงฟ้าผ่าทันทีที่เสียงนั้นสิ้นสุดลงทั้งสมรภูมิกลับเงียบงันราวหยุดหายใจเสียงดาบที่เคยฟาดฟัน เสียงโห่ร้องของทหารนับพัน เสียงฝีเท้าม้าศึก... ทั้งหมดถูกกลืนหายไปในพริบตาไม่มีใครรู้ว่าเสียงเมื่อครู่คืออะไรใน











