LOGIN“ชาตินี้โยมจำอะไรไม่ได้... แต่ว่ากระแสจิตแห่งความแค้นของเขาไม่เคยลืม” พระอาจารย์หลับตาลงนั่งนิ่งระลึกจิตอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ท่านจะลืมตาขึ้น “ในอดีตชาตินั้น... โยมเคยเป็นนางละครหลวงผู้ที่มีชื่อเสียงอย่ทงมาก และเป็นที่โปรดปรานจนทำให้เกิดความทะนงตน และได้ลงมือทำการกระทำอันโหดร้ายยิ่ง โยมตัดสินใจที่จะทำลายชีวิตและใบหน้าของนางรำอีกคน ด้วยความอิจฉาริษยา จนหล่อนต้องตายตกลงไปพร้อมความทุกข์ทรมานในชุดรำ”
คำบอกเล่าของพระอาจารย์มันคล้ายกับสายฟ้า ที่ผ่าลงมากลางใจของพราวฟ้าอย่างแรง ภาพสะท้อนของวิญญาณร้ายที่กรีดร้องว่า ‘ทุกรอยแผลที่มึงฝากไว้ในชาติตอนโน้น กูจะกรีดคืนบนหน้ามึงในชาตินี้!’ ลอยวาบผ่านเข้ามาในสมองของเธออย่างชัดเจน “แล้ว... แล้วพราวต้องทำยังไงคะหลวงพ่อ ถ้าพราวทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้เขาๆจะยอมอโหสิกรรมให้ไหมคะ?” เธอกราบพระอาจารย์ถามด้วยความหวัง พระอาจารย์บุญส่งมองใบหน้าของพราวฟ้าก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ “จิตที่ผูกไปด้วยความอาฆาตและความแค้นมันไม่ได้แก้ได้ง่ายๆด้วยการ กรวดน้ำธรรมดาหรอกนะโยมพราวฟ้า บ่วงกรรมนี้มันผูกด้วยเงื่อนตาย ฝ่ายนั้นเขาไม่ได้ต้องการบุญ... เขาต้องการ ‘ชีวิต’ และ ต้องการ‘ความย่อยยับ’ ของโยมให้สาสมกับที่เขาเคยพบเจอ” “พระอาจารย์คะ... ได้โปรดช่วยพราวด้วยเถอะค่ะ พราวไม่อยากตาย” ดาราสาวก้มลงกราบแทบเท้าพระอาจารย์ ร่างกายของเธอสั่นสะท้านด้วยความกลัวตาย “อาตมาช่วยโยมได้เพียงแค่ให้เครื่องมงคลที่ช่วยประวิงเวลาเอาไว้ชั่วคราวเท่านั้น” พระอาจารย์ส่งสายสิญจน์ที่ลงอาคมเส้นหนึ่งให้กัยพราวฟ้า “โยมจงผูกสิ่งนี้เอาไว้ที่ข้อมือห้ามถอดออกเด็ดขาด มันจะช่วยบังตาและป้องกันไม่ให้วิญญาณดวงนั้นเข้าไกล้โยมและเข้ามาควบคุมร่างของโยมได้ชั่วคราว... แต่จำไว้เถิดหนา เงื่อนกรรมนี้ โยมต้องเป็นคนไปแก้ด้วยตัวเองที่ ‘จุดเริ่มต้น’ ของมัน” “จุดเริ่มต้น... ที่ไหนหรือคะ?” “เรือนไทยโบราณที่ๆโยมอาศัยอยู่ในตอนนี้อย่างไรเล่า... ที่นั่นก็คือสถานที่ที่โยมและเขาเคยร่วมผูกกรรมกันเอาไว้ในอดีตชาติ” คำตอบของพระอาจารย์บุญส่ง ทำให้พราวฟ้ารู้สึกเย็นวาบไปถึงขั้วหัวใจ บ้านเรือนไทยที่เธอคิดว่าเป็นที่พักผ่อนอันแสนสวยงามและเงียบสงบ แต่แท้จริงแล้วมันคือโรงละครแห่งความตายที่เตรียมเอาไว้ให้เธอ... และเป็นกรงขังลึกลับที่เจ้ากรรมนายเวรกำลังรอคอยเวลา เวลาที่จะลากตัวเธอลงไปชดใช้กรรมอย่างโหดเหี้ยมที่สุด! พราวฟ้าประคองสายสิญจน์เส้นบางจากมือของพระอาจารย์บุญส่งมาผูกเอาไว้ที่ข้อมือขวาอย่างทะนุถนอม ทันทีที่ปมผ้าถูกผูกติดกัน ความอุ่นวาบสายหนึ่งก็พลันแล่นพล่านจากข้อมือของเธอเข้าสู่หัวใจอย่างรวดเร็ว และอาการปวดระบมที่ฝังลึกอยู่ในกระดูกของเธอก็คล้ายกัยว่ามันจะทุเลาเบาบางลงไปอย่างน่าอัศจรรย์ พราวฟ้ากราบลาพระอาจารย์ด้วยหัวใจที่ยังคงหนักอึ้งไม่หาย คำเตือนของท่านที่ว่า “ที่นั่นมันคือสถานที่ที่โยมและเขาเคยร่วมผูกกรรมกันเอาไว้” ยังคงดังก้องอยู่ในหูและมันก็ตามหลอกหลอนเธออยู่ตลอด ตลอดการเดินทางกลับกรุงเทพฯ พราวฟ้าเอาแต่นั่งเหม่อสายตาของเธอมองออกไปนอกหน้าต่างรถตู้ ท้องฟ้าภายนอกยังคงมืดครึ้มด้วยเมฆฝนไม่ต่างจากจิตใจของเธอ “พราว...พราว เป็นอะไรหรือเปล่าลูก? ตั้งแต่หนูออกจากวัดมาหน้าตาก็ดูเครียดๆนะ” พี่บีที่นั่งอยู่ข้างๆ เอ่ยถามขึ้นด้วยความอดเป็นห่วงไม่ได้ มือท้วมๆของเธอเอื้อมมาลูบแขนพราวฟ้าเบาๆ “แต่ถ้าหนูยังไม่สบายใจ เรื่องเรือนไทยหลังนั้นอยู่... พี่ว่าเราย้ายออกก่อนดีไหมคะ? ไปนอนที่คอนโดพี่ก่อนก็ได้น่ะ” พราวฟ้าหันมาส่งยิ้มบางๆ ให้กับผู้จัดการส่วนตัว “ไม่เป็นไรค่ะพี่บี... พราวต้องกลับไปที่นั่นค่ะจริงๆค่ะ” เธอรู้ดีว่า ถึงจะหนีไปที่ไหนก็คงหนีไม่พ้นหรอก ในเมื่อจุดเริ่มต้นของเรื่องราวและจุดจบของบ่วงกรรมนี้ของเธอมันผูกติดอยู่กับบ้านเรือนไทยหลังนั้น การเผชิญหน้ากับมันอาจเป็นทางรอดเดียวที่เธอมีก็ได้ รถตู้คันหรูแล่นเข้ามาจอดนิ่งสนิทเพื่อส่งดาราสาวที่หน้าประตูรั้วเหล็กดัดของเรือนไทยหมู่ในเวลาพลบค่ำ พราวฟ้าปฏิเสธไม่ให้พี่บีเข้ามาส่งเธอที่ด้านใน เธออยากอยู่คนเดียวเพื่อรวบรวมสติ ทันทีที่ขายาวก้าวพ้นรั้วบ้าน ลมราตรีที่เย็นเยือกก็พัดกรรโชกเข้าใส่ร่างของพราวฟ้าจนเส้นผมยาวสลวยของเธอปลิวไสวตามแรงลม เสียงใบไม้เสียดสีกันฟังดูแล้วมันคล้ายกับเสียงกระซิบกระซาบของสิ่งลี้ลับ จนเธอขนลุก พราวฟ้าเดินขึ้นบันไดเรือนไม้สักทองโบราณทีละขั้นอย่างระแวดระวัง ความเงียบเชียบของตัวบ้านในเวลานี้มันชวนให้เธอรู้สึกหวาดหวั่น พราวฟ้ารีบตรงเข้าไปในห้องนอนทันที ก่อนที่เธอจะล็อกประตูหน้าต่างอย่างหนาแน่น พอทำอะไรเสร็จเธอก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งที่โต๊ะเครื่องแป้ง +++++มาคัสที่ยังไม่พอกับรสรักอันร้อนแรงเขาจับนิชาให้พลิกคว่ำหน้าลงกับที่นอนอย่างรวดเร็ว “อื้อ! คุณมาคัส... จะทำอะไรอีกคะ!” นิชาอุทานออกมาด้วยความตกใจและหอบกระเส่า “ก็ทำในสิ่งที่เธอร่านอยากได้ไง!” มาคัสตอบเสียงทุ้มต่ำดุดัน ชายหนุ่มใช้มือหนาจับสะโพกมนของเธอให้ลอยสูงขึ้นในท่าคุกเข่าโก้งโค้ง “ก้มหน้าลงไปนิชา! ยกรูกระสันของเธอขึ้นมาต้อนรับควยฉันเดี๋ยวนี้!” มาคัสตวาดสั่งเสียงกระสัน “อื้อ... ใจร้ายที่สุดเลยค่ะ” นิชาตอบพึมพำเสียงพร่า แต่กลับยกสะโพกโก่งขึ้นตามสั่งอย่างยอมจำนนและร่านร้อน มาคัสไม่รอช้า ชายหนุ่มจับแก่นกายอันมหึมาขึงตึงแน่น จ่อลงบนรอยแยกหวานที่ฉ่ำปรือ แล้วกระแทกเสียบเข้าไปในรูร่านของนิชารวดเดียวจนมิดโคน! สวบ! ตรึง! “กรีดดดด! อ๊า! คุณมาคัส... จุก! จุกรูไปหมดแล้วค่ะ!” นิชาครางลั่นพร้อมกับสะอื้นเสียว รูรักตอดรัดแก่นกายหนุ่มแน่นจนสมองขาวโพลน มาคัสเริ่มกระแทกสะโพกเข้าใส่จากด้านหลังอย่างรุนแรงและเอาแต่ใจ! พั่บ! พั่บ! พั่บ! “ซี๊ดดด! Tight ชะมัด! โดนแทงจากด้านหลังแบบนี้ รูร่านๆ ของเธอมันบีบตอดควยฉันจนแทบแตกเลยนะนิชา!” มาคัสพูดคำลามกหยาบโลนใส่เธอขณะซอยสะโพกถี่ระทึก ก่อนที่
เสียงหายใจหอบกระเส่าของนิชาดังก้องท่ามกลางความเงียบสงบภายในห้องนอนสลัว เรือนร่างบางชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อซ่านรักยามที่เธอนอนระทวยอยู่ใต้แผงอกแกร่งของมาคัส ทว่าในห้วงความคิดที่ยังคงปรือฉ่ำไปด้วยไฟราคะ ความคิดหนึ่งก็ผุดแวบขึ้นมาอย่างเด่นชัด... ถ้าทำให้ชายคนนี้หลงใหลในเรือนร่างและรสรักของเธอจนหัวปักหัวปำได้... เขาก็ตอบไม่ได้ว่าจะหนีหรือหายหน้าไปจากเธออีก! สัญชาตญาณมารยาและทักษะการแสดงอันยั่วยวนที่เคยร่ำเรียนมาถูกปลุกขึ้นทันที นิชาส่งสายตาฉ่ำปรือมองสบกับนัยน์ตาคู่คมของมาคัส มือเรียวสั่นเทายกขึ้นลูบไล้ผ่านแผงอกกำยาม สะกิดยอดอกของเขาเบาๆ ก่อนจะบิดสะโพกร่อนแนบชิดกับแก่นกายใหญ่โตที่ยังคงแช่แน่นอยู่ในช่องทางรัก "คุณมาคัสคะ..." เสียงหวานเอ่ยกระซิบพร่าข้างใบหูชายหนุ่ม รอยยิ้มยั่วยวนจุดขึ้นที่มุมปาก "หายไปเจ็ดวันเต็มๆ... คิดว่าจะลงโทษนิชาแค่รอบเดียวแล้วจบเหรอคะ?" นิชาไม่รอให้เขาได้ตั้งตัว เธอใช้สองมือยันแผงอกแกร่งแล้วพลิกเรือนร่างบางขึ้น ‘คล่อมทับอยู่บนตัวเขา’ ชายหนุ่มยกยิ้มร้ายในลำคอ นัยน์ตาคมวาววับมองเหยื่อสาวที่บัดนี้กลายเป็นผู้ควบคุมเกม "หึ... ปากบอกโดนทิ้ง แต่พอได้ควยแล้วกลับร่านอยาก
ตลอดสี่วันที่เหลือต่อจากนั้น บรรยากาศภายในกองถ่ายซีรีส์พีเรียดเต็มไปด้วยความอึมครึมและเงียบเหงา นิชาทำหน้าที่ดาราสาวแถวหน้าได้อย่างไม่บกพร่องต่อหน้ากล้อง ทุกบทบาท ทุกฉากการแสดงถูกถ่ายทอดออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ ทว่าทันทีที่เสียงผู้กำกับสั่ง “คัต!” ร่างบางก็กลับมานั่งซึมเศร้าเหม่อลอยอยู่ลำพัง แววตาคู่สวยหมองคล้ำและไร้ชีวิตชีวา เธอจ้องมองโทรศัพท์มือถือที่เงียบสนิท ไร้ข้อความ ไร้สายโทรเข้าจากชายหนุ่มนามว่า มาคัส ความรู้สึกหน่วงจุกในอกขยายตัวจนกลายเป็นความรวดร้าวลึกๆ นิชาพยายามกดข่มความรู้สึก พยายามบอกตัวเองว่าเธอควรจะดีใจที่ฝันร้ายและการโดนย่ำยีด้วยสัมผัสอัน SM ดุดันและคำพูดหยาบคายจบลงเสียที แต่ทว่าทุกค่ำคืนเมื่อหลับตาลง ช่องทางรักเบื้องล่างกลับตอดเกร็ง กระตุกต้อนรับความทรงจำอันเร่าร้อนอย่างทรยศ ร่างกายของเธอโหยหาสัมผัสรุนแรงและกลิ่นไม้สนหอมนุ่มลึกของเขาจนแทบคลั่ง “นิชา... ทานข้าวหน่อยสิลูก สัปดาห์นี้ทั้งสัปดาห์นิชากินข้าวไปแค่นับคำได้เลยนะ” พี่ต่ายเดินเข้ามาถือถาดอาหาร เอ่ยด้วยน้ำเสียงเปี่ยมด้วยความห่วงใย “นิชาไม่ค่อยหิวค่ะพี่ต่าย...” นิชาฝืนยิ้มแผ่วเบา รอยยิ้มเจื่อนๆ นั้นปิดความเจ็
สามวันเต็มๆ ที่คฤหาสน์หรูใจกลางป่าเบญจพรรณเงียบสงบ แต่ความตึงเครียดกลับพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ มาคัสเดินตรวจค่ายกลอาคมรอบผืนป่าหลายสิบไร่ตั้งแต่เช้าตรู่ ผิวกายท่อนบนเปลือยเปล่าเผยมัดกล้ามกำยามและเหงื่อไคลที่เกาะกรูด แสงแดดอุ่นๆ สาดกระทบแผ่นหลังกว้างอันเต็มไปด้วยรอยข่วนจากเล็บของนิชาที่ยังคงทิ้งร่องรอยไว้ไม่จางหาย พ่อบ้านเดินถือถาดเครื่องดื่มเข้ามาหยุดอยู่ข้างกายชายหนุ่ม “ท่านมาคัสครับ ทุกอย่างเรียบร้อยดีไหมครับ?” “อืม... อาคมแน่นหนาพอแล้ว สิ่งแปลกปลอมเข้าไม่ได้แน่นอน” มาคัสคว้าแก้วไวน์ขึ้นจิบ เสียงทุ้มต่ำเอ่ยราบเรียบ “พี่มาร์กิสส่งข่าวมาหรือยัง?” “เมื่อสักครู่คุณมาร์กิสโทรมาแจ้งว่า เคลียร์งานทางมาเก๊าเสร็จสิ้นแล้วครับ กำลังเดินทางขึ้นเครื่องบินส่วนตัว จะมาถึงคฤหาสน์ในตอนค่ำวันนี้ครับ” “ดี” มาคัสหมุนแก้วไวน์ในมือ สายตาคมกริบจ้องมองออกไปทางทิศทางของเมืองหลวง “เอ่อ... ท่านมาคัสครับ เรื่องคุณนิชา...” พ่อบ้านเอ่ยถามด้วยความระมัดระวัง “ท่านไม่ได้ไปหาเธอเลยสามวันแล้ว และถ้าต้องเตรียมงานพิธีในอีกสองวันข้างหน้า... ท่านอาจจะต้องห่างจากเธอเกือบเป็นอาทิตย์เลยนะครับ” มาคัสแค่นหั
บรรยากาศในกองถ่ายยามเย็นแสนคึกคัก ทีมงานต่างวิ่งวุ่นจัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับฉากกลางคืน ทว่านิชากลับนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้พับหน้าเต็นท์พักนักแสดง ในมือเรียวสวยถือบทละครเล่มหนาที่เปิดค้างไว้ที่หน้าเดิมมาเกือบครึ่งชั่วโมง ดวงตาคู่สวยจ้องมองตัวอักษรบนกระดาษอย่างว่างเปล่า แต่หัวใจและสมองกลับไม่ได้ซึมซับเนื้อหาใดๆ เข้าไปเลยแม้แต่น้อย ในหัวของเธอยังคงวนเวียนอยู่กับเหตุการณ์เมื่อตอนสาย... เหตุการณ์ที่ทำให้หัวใจของเธอร่วงบีบเค้นจนปวดร้าว ยามเช้าที่แสนเร่าร้อนและดุเดือดบนเตียงจบลงด้วยความอบอุ่นอันสับสน มาคัสกกกอดเธอไว้ใต้ผ้านวมผืนหนา แต่แล้วเสียงโทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้น ชายหนุ่มเอื้อมมือไปรับสาย น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยตอบปลายสายนั้นละมุนและอ่อนโยนในแบบที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน และคำพูดสั้นๆ เพียงไม่กี่คำก่อนที่เขาจะรีบผละออกจากเตียง แต่งตัวอย่างรวดเร็วแล้วก้าวออกจากห้องไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองหรือเอ่ยคำลาเธอสักคำ... ‘เสียงผู้หญิง...’ นิชากัดริมฝีปากล่างแน่นจนห่อเลือด ความรู้สึกหน่วงจุกตีขึ้นมาในอก เสียงหวานที่เล็ดลอดออกมาจากโทรศัพท์เครื่องนั้นดังก้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชายคนนั้นคือใครกัน
แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาเต็มห้องกระจกกว้าง ไออบอุ่นของรุ่งอรุณตัดกับความเย็นฉ่ำของแอร์ที่ยังคงทำงานเงียบๆ มาคัสยังคงแช่ความแข็งขึงอันใหญ่โตไว้ภายในช่องทางรักที่ยังคงกระตุกตอดรัดแผ่วเบา ร่างสูงใหญ่ทาบทับโอบกอดนิชาไว้แนบอก ลมหายใจหอบกระเส่าของคนทั้งสองค่อยๆ ปรับเข้าสู่จังหวะสม่ำเสมอ นิชานอนซบหน้าลงกับแผงอกกำยามที่อุดมไปด้วยมัดกล้ามและคราบเหงื่อซ่านรัก นัยน์ตาหวานเชื่อมฉ่ำปรือจ้องมองรอยข่วนจากเล็บของเธอเองที่ประดับอยู่บนไหล่หนาของเขา ความรู้สึกเสียวซ่านลึกๆ ยังคงแล่นผ่านช่องท้องน้อยทุกครั้งที่เขาเคลื่อนไหวร่างกายเพียงเล็กน้อย “มองอะไร... นางเอกตัวดี?” มาคัสเอ่ยกระซิบน้ำเสียงทุ้มต่ำพร่าเสน่ห์ นัยน์ตาคู่คมกริบมองสบตาเธอตรงๆ ขณะที่มือหนาเลื่อนลงไปบีบเค้นบั้นท้ายงอนงามอย่างรุนแรงจนเนื้อนุ่มบิดเบี้ยว “ป...เปล่าสักหน่อยค่ะ” นิชาตอบเสียงแผ่ว พยายามหลบสายตาคมคายที่จ้องมองเหมือนจะกลืนกินเธอเข้าไปอีกรอบ “คุณมาคัส... ถอน... ถอนออกไปได้แล้วค่ะ นิชาหายใจไม่ค่อยออก” “ถอนออกเหรอ?” ชายหนุ่มแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงฟังดูหยาบร้อนและเอาแต่ใจ “แต่รูร่านๆ ของเธอมันยังบีบรัดควยฉันแน่นขนาดนี้... ปากบอก







