LOGIN"เมื่อสมบัติประจำตระกูลที่ถูกปิดผนึก กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการจองเวรข้ามภพชาติ" พิมพิลา หญิงสาวสู้ชีวิตหัวสมัยใหม่ผู้ไม่เคยเชื่อเรื่องลี้ลับ กลับพลาดพลั้งปลดปล่อยอาถรรพ์ที่หลับใหลอยู่ในกำไลข้อมือโบราณของตระกูล ท่ามกลางวิกฤตสยองขวัญที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามากัดกินชีวิต เธอจำต้องยอมรับความช่วยเหลือจาก กันต์ธีร์ ทายาทคนสุดท้ายแห่งกระทรวงแพทยาคมที่ซ่อนตัวในคราบนักศึกษาปริญญาโท ชายหนุ่มผู้อ้างว่าเขารอคอยเธอมานานนับร้อยปี ทว่าศัตรูที่แท้จริงกลับซ่อนตัวอยู่ใต้หน้ากากของรุ่นพี่ที่แสนดี ผู้ใช้ศาสตร์มืดชักจงวิญญาณเพื่อนรักในอดีตชาติของพิมพิลาให้ตามมาทวงแค้น! เมื่ออดีตที่ถูกลืมเลือนกำลังจะถูกทวงถาม เธอจะยอมจำนนต่อแรงอาฆาต หรือจะจับมือชายผู้เป็นรักแท้เพื่อสู้กลับและล้างอาถรรพ์นี้ให้สิ้นซาก?
View Moreเปลวแดดสุดท้ายของวันอาบไล้เรือนยอดของต้นจามจุรีจนเป็นสีทองแดง ก่อนจะสาดกระทบพื้นอิฐตัวหนอนเบื้องล่างเป็นเงาทอดยาวบิดเบี้ยว กลุ่มนักศึกษาที่เพิ่งเลิกเรียนทยอยออกจากตัวอาคาร เสียงพูดคุยจ้อกแจ้ก เสียงหัวเราะสดใส และเสียงรองเท้าที่เสียดสีกับพื้นคอนกรีตดังผสมปนเปกันไปหมดจนแทบจับใจความไม่ได้
กันต์ธีร์ยังคงนั่งนิ่งบนม้านั่งหินอ่อนตัวเดิมใต้ร่มไม้ใหญ่ เขาปล่อยให้ความวุ่นวายโกลาหลของโลกรอบกายไหลผ่านไปเหมือนภาพยนตร์ที่ถูกเร่งความเร็ว สายตาคมกริบคู่เดิมยังคงกวาดมองไปในหมู่มวลชนอย่างไม่ลดละ ไม่ใช่การมองหาอย่างไร้จุดหมาย แต่เป็นการสอดส่ายสายตาของผู้รอคอยที่รู้แน่ชัดว่าตนกำลังมองหาสิ่งใด
มันเป็นกิจวัตรของเขามาเกือบสองปีเต็มแล้ว.... การเฝ้ารอคอยโดยปราศจากหลักฐานที่เป็นรูปธรรมใดๆ นอกเสียจากความทรงจำอันแจ่มชัดที่ฝังลึกอยู่ในดวงจิต
เขาวางตำราปรัชญาตะวันออกเล่มหนาเตอะลงข้างตัว ปลายนิ้วขวาไล้ขอบแหวนหยกเนื้อดีสีเขียวเข้มบนนิ้วชี้ข้างซ้ายอย่างเชื่องช้าเป็นวงกลม สัมผัสเย็นเฉียบของเนื้อหินช่วยรวบรวมสมาธิที่กระจัดกระจายให้กลับมาจดจ่ออยู่กับสิ่งที่กำลังค้นหาได้ดียิ่งขึ้น พลังงานชีวิตนับร้อยนับพันสายไหลเวียนปะปนกันอยู่รอบตัวเขา ทั้งความตื่นเต้นของหนุ่มสาวที่นัดพบกัน ความเหนื่อยล้าหลังเลิกเรียน ความกังวลเรื่องสอบปลายภาค
ทว่า ไม่มีแม้แต่คลื่นพลังงานเดียวที่สั่นพ้องกับสิ่งที่สลักลึกอยู่ในวิญญาณของเขามาข้ามภพข้ามชาติ
บางทีวันนี้ก็อาจจะเป็นอีกวันที่สูญเปล่า.... ความคิดนั้นผุดวาบขึ้นมา แต่เขาก็ปัดมันทิ้งไปอย่างรวดเร็ว
ความอดทนคือคุณสมบัติเดียวที่เขามีเหลือเฟือยิ่งกว่าใคร
"พิม.... แกแน่ใจนะว่าจะไม่ไปไหว้พระราหูกับฉันจริงๆ"
เสียงแหลมของมะลิ เพื่อนสนิทร่วมคณะดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของพิมพิลาที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดเรียงกองหนังสือในอ้อมแขน
พิมพิลาถอนหายใจเฮือกใหญ่ไม่เชิงรำคาญ
"ฉันบอกแล้วไงว่าไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ ยิ่งช่วงนี้รายงานเยอะจะตาย ไม่มีเวลาหรอก"
"โธ่เอ๊ย! ก็เพราะรายงานเยอะนี่แหละถึงต้องไปขอพรให้ท่านช่วย เผื่อจะได้เกรดเอสวยๆ ไง" มะลิเถียงพลางหยิบยาดมสมุนไพรขวดจิ๋วขึ้นมาสูดเข้าปอดไปเฮือกใหญ่ "อีกอย่างนะ....พักนี้ฉันรู้สึกไม่ค่อยดีเลยแก เหมือนมีอะไรแปลกๆ รอบตัวแกตลอดเวลา"
"คิดมากน่า" พิมพิลาหัวเราะร่วน "ที่แกรู้สึกแปลกๆ ก็เพราะดมยาดมมากไปจนเบลอหรือเปล่า"
หญิงสาวกอดกองหนังสือเล่มหนาแน่นขึ้นอีกนิด เตรียมจะแยกกับเพื่อนตรงทางเดินหน้าหอสมุดกลาง แต่แล้วจมูกของเธอก็ได้กลิ่นบางอย่างที่ผิดปกติ กลิ่นที่ไม่ควรจะมาอยู่ในบรรยากาศสดชื่นหลังฝนตกเช่นนี้
กลิ่นเหมือนโคลนตมและน้ำเน่าที่ขังนิ่งมานาน....
พิมพิลาขมวดคิ้วมุ่น กัดริมฝีปากล่างของตัวเองตามความเคยชินเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่อธิบายด้วยเหตุผลไม่ได้ เธอลองกวาดตามองไปรอบๆ บริเวณพุ่มไม้เตี้ยๆ และสนามหญ้าที่ชุ่มน้ำฝน แต่ก็ไม่เห็นแอ่งน้ำขังหรือสิ่งใดที่จะเป็นต้นตอของกลิ่นประหลาดนั้นได้เลย
"แกได้กลิ่นอะไรแปลกๆ ไหม มะลิ" เธอถามเพื่อน
มะลิส่ายหน้า "ไม่นี่.... ก็ได้กลิ่นดินกลิ่นหญ้าปกติ ว่าแต่แกเถอะ ได้กลิ่นอะไร"
"ช่างมันเถอะ สงสัยฉันจะเพลียจนจมูกเพี้ยนไปเอง" พิมพิลาสลัดความรู้สึกนั้นทิ้งไป "งั้นฉันกลับก่อนนะ ต้องรีบไปหาข้อมูลทำรายงานต่อ"
"เออๆ ตามใจ" มะลิโบกมือลา "ถ้าโดนผีหลอกกลางทางก็อย่ามาโทษกันนะยะ!"
พิมพิลาได้แต่ส่ายหัวให้กับความขี้เล่นของเพื่อนก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินสวนกระแสผู้คนที่เริ่มบางตาลง มุ่งหน้าไปยังทางเดินกว้างหน้าอาคารหอสมุด ความคิดของเธอกลับไปจดจ่ออยู่กับหัวข้อรายงานประวัติศาสตร์ศิลปะยุคต้นรัตนโกสินทร์จนไม่ได้สังเกตเห็นชายหนุ่มร่างสูงที่นั่งนิ่งอยู่บนม้านั่งหินอ่อนซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว
แล้ววินาทีนั้นเองที่ทุกอย่างรอบกายของกันต์ธีร์พลันเชื่องช้าลง
ท่ามกลางคลื่นมนุษย์ที่กำลังจะสลายตัว ร่างของหญิงสาวคนนั้นก็ปรากฏขึ้นในกรอบสายตา เธอเดินสวนกระแสผู้คนออกมาจากทางแยก ในอ้อมแขนมีกองหนังสือเรียนเล่มหนา ผมยาวสลวยสีดำขลับถูกรวบไว้หลวมๆ ด้วยยางรัดผมธรรมดา ปอยผมบางส่วนหลุดลุ่ยลงมาระใบหน้ายามที่สายลมพัดโชยมา ชุดนักศึกษาพอดีตัวสีขาวสะอาดและกระโปรงพลีตสีเข้มขับเน้นเรือนร่างอรชรที่ดูบอบบางแต่ก็แฝงไว้ด้วยความมั่นคงในทุกย่างก้าว
กันต์ธีร์ไม่ได้เห็นใบหน้าของเธอชัดเจนนัก แต่บางสิ่งบางอย่างในท่วงท่าการเดิน ในองศาของลำคอที่ตั้งตรงสง่านั้น สะกดให้เขาไม่อาจละสายตาได้
จังหวะที่ร่างของเธอเดินเฉียดผ่านม้านั่งที่เขานั่งอยู่นั้นเอง สายลมเย็นวูบหนึ่งก็พัดกรรโชกขึ้นมาราวกับมีใครบางคนสะบัดผืนแพรไหมผืนใหญ่ผ่านอากาศ กลิ่นหอมที่ไม่เคยจางหายไปจากความทรงจำลึกสุดของเขาก็ปะทะเข้ากับปลายจมูกอย่างจัง รุนแรงและแจ่มชัดจนน่าตกใจ
ไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมทันสมัยที่ปรุงแต่งขึ้น ไม่ใช่กลิ่นแป้งหรือโลชั่นยอดนิยมใดๆ ทั้งสิ้น
มันคือกลิ่นแก่นจันทน์หอมที่ถูกบดละเอียดผสมกับกลิ่นหอมหวานอมขมของดอกพิกุลแห้ง.... กลิ่นอายที่เขาคุ้นเคยยิ่งกว่าลมหายใจของตัวเอง กลิ่นกายประจำตัวของสตรีเพียงผู้เดียวที่ตราตรึงอยู่ในทุกอณูของวิญญาณ กลิ่นที่หลับใหลอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุดถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอย่างรุนแรง
หัวใจของกันต์ธีร์กระตุกวูบราวกับถูกกระชากด้วยมือที่มองไม่เห็น เวลาทุกเศษเสี้ยวพลันหยุดนิ่ง เสียงจอแจรอบข้างเงียบสนิทลงฉับพลัน เหลือเพียงเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นรัวอยู่ในอกราวกับจะทะลุออกมานอกซี่โครง
เขาสะบัดหน้าพรืด หันขวับกลับไปมองแผ่นหลังของหญิงสาวคนนั้นที่กำลังเดินห่างออกไปโดยสัญชาตญาณ
แผ่นหลังที่คุ้นตา.... เส้นผมที่คุ้นเคย.... ท่วงท่าที่จดจำได้ไม่เคยลืม....
"เดี๋ยวก่อน!"
เสียงของเขาแหบพร่าและเบาหวิวเกินกว่าจะฝ่าความจอแจไปถึงเธอได้ ร่างสูงใหญ่ลุกพรวดขึ้นจากม้านั่งโดยไม่สนใจตำราที่ร่วงหล่นลงไปกองกับพื้นอิฐ เขาพยายามจะก้าวตาม แต่ฝูงชนกลุ่มสุดท้ายที่เดินตัดหน้าก็กลายเป็นกำแพงมนุษย์ที่ขวางกั้นเขาไว้ชั่วขณะ
สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่ร่างของเธอไม่วางตา พิมพิลาเดินผ่านผนังกระจกบานใหญ่ของอาคารหอสมุดกลาง แสงแดดยามเย็นที่กำลังจะลับขอบฟ้าส่องกระทบแผ่นกระจกจนเกิดเป็นเงาสะท้อนพร่าเลือนของสรรพสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ภายนอก
และในเงาสะท้อนนั้นเอง.... กันต์ธีร์ก็ได้เห็นในสิ่งที่ทำให้เลือดในกายของเขาเย็นเยียบจนชาวาบไปทั้งร่าง
ภาพของนักศึกษาสาวในชุดกระโปรงพลีตค่อยๆ เลือนจางลงเหมือนภาพซ้อนในแผ่นฟิล์มเก่า กลายเป็นภาพของสตรีสูงศักดิ์ในยุคอดีตที่ซ้อนทับขึ้นมาอย่างเชื่องช้าจนเด่นชัด เรือนผมสีดำขลับยาวประบ่าถูกเกล้าขึ้นเป็นมวยสูงอย่างงดงาม ประดับด้วยปิ่นทองลายกนกและอุบะดอกจำปีสีขาวนวล สไบเฉียงสีกลีบบัวปักดิ้นทองพาดผ่านลาดไหล่เปลือยเปล่าที่ผุดผ่อง ผ้านุ่งยกทองลายวิจิตรสีเดียวกันขับให้ช่วงเอวคอดกิ่วดูงดงามจับตา เครื่องทองกรุยกรายทั้งกำไลข้อมือและสร้อยสังวาลสะท้อนแสงแดดยามอัสดงจนเป็นประกายวูบวาบ
แต่สิ่งที่ทำให้กันต์ธีร์แทบหยุดหายใจคือดวงหน้าในเงาสะท้อนนั้น แม้จะเห็นเพียงเสี้ยวหน้าด้านข้าง แต่แววตาที่ทอดมองมานั้นกลับเต็มไปด้วยความรวดร้าว ความโศกเศร้า และคำถามมากมายที่ไร้ซึ่งคำตอบ.... แววตาคู่เดียวกับที่เขาเห็นเป็นภาพสุดท้ายก่อนที่ทุกอย่างจะดับมืดลงในชาติภพนั้น
"แม่พุดตาน...."
เสียงกระซิบแหบพร่าหลุดออกจากริมฝีปากของเขาโดยไม่รู้ตัว ชื่อที่เขาไม่ได้เอ่ยออกมานานแสนนาน....นานจนเกือบจะเลือนลางไปจากความทรงจำ
เขากะพริบตาถี่ๆ เพื่อขับไล่ภาพมายาเบื้องหน้า และในชั่วพริบตานั้นเอง ภาพของสตรีในชุดไทยโบราณก็สั่นไหวแล้วเลือนหายไป เหลือเพียงเงาสะท้อนของพิมพิลาในชุดนักศึกษาที่กำลังเดินลับหายไปจากขอบกระจกบานใหญ่อย่างรวดเร็ว
กันต์ธีร์ไม่รอช้าอีกต่อไป เขาผลุนผลันวิ่งฝ่ากลุ่มนักศึกษาที่ยังเดินขวางทางไปอย่างไม่คิดชีวิต "ขอทางหน่อยครับ! ขอโทษครับ!" คำขอโทษขอทางดังขึ้นเป็นระยะเมื่อไหล่กว้างของเขาไปกระทบกระทั่งกับคนอื่น แต่สติสัมปชัญญะทั้งหมดของเขาพุ่งตรงไปยังเป้าหมายเดียวเท่านั้น
เมื่อเขาวิ่งพ้นจากแนวอาคารและไปหยุดยืนหอบหายใจอยู่ตรงทางเดินกว้างที่มุ่งหน้าสู่ประตูใหญ่มหาวิทยาลัย ร่างของหญิงสาวคนนั้นก็หายไปแล้ว.... กลืนหายไปกับฝูงชนจำนวนมากที่กำลังยืนรอขึ้นรถโดยสารประจำทางกลับบ้านอย่างแออัด
เขาหอบหายใจหนักหน่วงจนไหล่ไหวสะท้าน กวาดสายตามองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไล่ดูใบหน้าของผู้หญิงทุกคนที่สวมชุดนักศึกษาและถือหนังสือ แต่ก็ไร้วี่แววของเธอโดยสิ้นเชิง เหลือทิ้งไว้เพียงกลิ่นแก่นจันทน์และดอกพิกุลที่ยังคงกรุ่นจางๆ อยู่ในอากาศ เป็นหลักฐานเพียงชิ้นเดียวยืนยันว่าสิ่งที่เขาได้สัมผัสเมื่อครู่นี้ ไม่ใช่เรื่องที่เขาจินตนาการขึ้นมาเอง
ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเป็นนานสองนาน กำปั้นที่กำแน่นจนข้อกระดูกขึ้นเป็นสีขาวค่อยๆ คลายออก.... นิ้วโป้งเลื่อนขึ้นไปกอบกุมแหวนหยกบนนิ้วชี้ไว้แน่นราวกับเป็นสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวเขาไว้กับโลกปัจจุบันได้ในขณะนี้
รอยยิ้มบางเบา.... รอยยิ้มแรกในรอบหลายปีปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา มันเป็นรอยยิ้มที่เจือปนทั้งความยินดีที่ได้ค้นพบ ความโล่งใจที่การรอคอยมาถึงจุดสิ้นสุด และความเจ็บปวดที่กัดกินหัวใจมานานแสนนานจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน
กันต์ธีร์หันหลังกลับ เดินตรงไปยังม้านั่งตัวเดิมด้วยท่วงท่าที่มั่นคงและเปลี่ยนไปจากตอนแรกอย่างสิ้นเชิง เขาก้มลงเก็บตำราปรัชญาที่ตกอยู่ขึ้นมาปัดฝุ่นที่เกาะอยู่ตามสันปกออกอย่างใจเย็น แล้วจึงล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง
ปลายนิ้วกดโทรออกไปยังเบอร์ที่บันทึกไว้ รอเพียงไม่กี่วินาทีปลายสายก็กดรับ
( ครับ นายน้อย ) เสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยความภักดีของชายชราดังขึ้น
"ลุงชุ่ม" กันต์ธีร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่กลับแฝงไว้ด้วยอำนาจบางอย่างที่คนฟังรับรู้ได้ทันที "ผมเจอเธอแล้ว....เธออยู่ที่นี่"
ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นกว่าเดิม
( นายน้อยจะให้ผมทำอะไรครับ )
"เตรียมของให้ผมด้วย" กันต์ธีร์กล่าว สองเท้าของเขาหยุดยืนนิ่งอยู่หน้าอาคารหอสมุด สายตาจ้องมองเข้าไปในเงาสะท้อนของตัวเองบนบานกระจก "คืนนี้ผมมีเรื่องต้องทำ"
กันต์ธีร์ไม่ได้พูดอะไรอีก เขาก้าวเท้านำออกจากห้องน้ำหญิงที่บัดนี้มีเพียงบานประตูพังยับเยินเป็นประจักษ์พยานแห่งความวิปลาสที่เพิ่งเกิดขึ้น พิมพิลาเดินตามหลังเขาไปอย่างเงียบงัน ร่างกายยังสั่นสะท้านไม่หาย ปลายนิ้วเย็นเฉียบของเธอยกขึ้นแตะลำคอเป็นระยะ สัมผัสถึงรอยนิ้วที่ยังประทับอยู่บนผิวเนื้ออย่างแผ่วเบาโถงทางเดินของตึกคณะยามค่ำคืนเงียบสงัด เขานำเธอลงบันไดมาอย่างรวดเร็ว ผ่านชั้นแล้วชั้นเล่าจนกระทั่งประตูทางออกผลักออกสู่โลกภายนอก ลมยามเย็นพัดวูบเข้าปะทะใบหน้า นำพากลิ่นดินและใบไม้ที่ชื้นฝนเข้ามาด้วย มันเป็นกลิ่นของโลกแห่งความจริงที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนเพิ่งผุดขึ้นมาจากใต้น้ำลึกเขาไม่ได้พาเธอไปที่รถ แต่กลับเดินเลี้ยวไปยังลานหญ้าข้างตึก ที่ซึ่งมีม้านั่งหินอ่อนตัวยาวตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวใต้ร่มเงาของต้นจามจุรีขนาดใหญ่ แสงสุดท้ายของวันกำลังจะลับขอบฟ้า ทิ้งไว้เพียงริ้วสีส้มปนม่วงจางๆ บนท้องฟ้ากว้างกันต์ธีร์หยุดเดินและผายมือไปยังม้านั่งตัวนั้น พิมพิลาทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดแรง เธอกอดกระเป๋าสะพายไว้แนบอกราวกับเป็นเกราะป้องกันสุดท้าย สองตายังคงเหม่อลอยจับจ้องไปยังพื้นหญ้าเบื้องหน้า ความเงียบโรยตัวล
พิมพิลาสะดุ้งสุดตัวเมื่อเสียงปิดประตูห้องน้ำด้านนอกดังปังราวกับมีใครกระแทกมันอย่างจงใจ สองวันแล้วที่ภาพรอยเท้าเปียกโชกซึ่งปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่ากลางโถงทางเดินยังคงตามหลอกหลอนเธอไม่หยุด มันทำให้ทุกเสียงที่ดังผิดปกติ ทุกเงาที่ทอดผ่านหางตา กลายเป็นสิ่งที่น่าหวาดระแวงไปเสียหมดเธอเพิ่งจะเลิกชั้นเรียนสุดท้ายของวันและแวะเข้าห้องน้ำหญิงในตึกคณะที่เริ่มจะร้างผู้คนหญิงสาวสูดหายใจลึก พยายามบอกตัวเองซ้ำๆ ว่ามันเป็นแค่ลมที่พัดประตูปิด ทั้งที่ทางเดินด้านนอกไม่มีหน้าต่างสักบานเธอหันกลับไปเผชิญหน้ากับเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกบานใหญ่เหนืออ่างล้างหน้า แสงไฟจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่เก่าจนเกือบเหลืองอาบไล้ใบหน้าที่ซีดเซียวของเธอให้ดูไร้สีเลือดขึ้นไปอีก ขอบตาคล้ำจางๆ เป็นเครื่องยืนยันถึงการนอนไม่หลับมาสองคืนติดกันเธอเปิดก๊อกน้ำ วักน้ำเย็นๆ ขึ้นล้างหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า หวังให้ความเย็นจะช่วยขับไล่ความหวาดหวั่นและความอ่อนล้าออกไปได้บ้าง เสียงน้ำไหลซ่ากลบเสียงอื่นๆ จนหมดสิ้น เหลือเพียงเสียงหัวใจของเธอที่เต้นระรัวอยู่ในอกเหมือนกลองเฮฟวี่เมทัล กระเบื้องปูผนังสีขาวขุ่นบางแผ่นแตกร้าว เผยให้เห็นรอยดำคล้ำของความ
แสงไฟฟลูออเรสเซนต์บนเพดานสูงของตึกเรียนรวมสาดแสงสีขาวนวลลงมา อาบไล้พื้นกระเบื้องยางที่ขัดจนขึ้นเงาให้สะท้อนเป็นทางยาวเหยียด พิมพิลาเดินไปตามโถงทางเดินที่บัดนี้ว่างเปล่า เสียงส้นรองเท้าของเธอกระทบพื้นดังก้องกังวานในความเงียบ เป็นเสียงเดียวที่บ่งบอกว่ายังมีสิ่งมีชีวิตอยู่ในอาคารเก่าแก่หลังนี้ ยามโพล้เพล้ทำให้เงาของเสาและมุมห้องทอดยาวบิดเบี้ยว ดูคล้ายอสุรกายที่ซุ่มซ่อนรอคอยเหยื่อเกือบหนึ่งสัปดาห์แล้วที่เธอพยายามทำตัวให้ห่างจากธาม ข้อความและสายที่ไม่ได้รับถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีคำตอบ ปฏิกิริยาของร่างกายที่ต่อต้านเขารุนแรงในร้านกาแฟวันนั้นยังคงติดอยู่ในความรู้สึก มันเป็นสัญชาตญาณดิบที่เธอเองก็หาคำอธิบายไม่ได้ ยิ่งคิดถึงแววตาเย็นเยียบชั่ววูบของเขา ความรู้สึกไม่สบายใจก็ยิ่งเกาะกุมแน่นขึ้นหญิงสาวกระชับสายกระเป๋าสะพายให้เข้าที่ เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นอีกนิด ห้องสมุดคณะปิดแล้ว เธอจึงต้องมานั่งทำงานต่อที่ห้องอ่านหนังสือรวมซึ่งเปิดถึงสามทุ่ม แต่ตอนนี้บรรยากาศรอบตัวมันช่างวังเวงเกินไป ความเหนื่อยล้าจากการเตรียมโปรเจกต์ตลอดทั้งบ่ายเริ่มส่งผลต่อจินตนาการ หางตาของเธอจับภาพเงาไหววูบที่ปลายสุดของทางเดิ
สัปดาห์กว่าแล้วที่พิมพิลาพยายามจะหมุนชีวิตกลับเข้าสู่แกนเดิม กลิ่นกาแฟคั่วอ่อนๆ และเสียงเพลงแจ๊สคลอเบาๆ ในร้านกาแฟเจ้าประจำควรจะเป็นสิ่งที่ช่วยปลอบประโลมจิตใจได้เหมือนทุกครั้ง แต่วันนี้มันกลับให้ความรู้สึกห่างเหินเธอนั่งอยู่ริมหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่ในคาเฟ่หน้าคณะมนุษยศาสตร์ มองผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาบนทางเท้าด้วยสายตาเลื่อนลอย แขนเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายสีอ่อนถูกดึงลงมาปิดคลุมข้อมือจนมิดชิด แม้ว่าอากาศภายนอกจะค่อนข้างอบอ้าว สัมผัสของผ้าที่เสียดสีกับผิวหนังบริเวณที่เคยมีรอยไหม้ยังคงสร้างความรำคาญใจอยู่เป็นระยะ แม้ตอนนี้มันจะเริ่มตกสะเก็ดและดีขึ้นมากแล้วก็ตามความทรงจำจากคืนนั้นและหลักฐานที่จับต้องไม่ได้ในซองพลาสติกยังคงวนเวียนอยู่ในหัวเหมือนเงาตามตัว เธอบอกใครไม่ได้ เล่าให้ใครฟังก็คงไม่มีใครเชื่อ แม้กระทั่งตัวเองก็ยังยากจะยอมรับ พ่อกับแม่ก็เปลี่ยนไป พวกท่านเงียบขรึมลงอย่างเห็นได้ชัด บทสนทนาในบ้านมีน้อยลง มีเพียงสายตาห่วงใยที่คอยจับจ้องเธออยู่เสมอ ราวกับกลัวว่าเธอจะสลายหายไปอีกครั้ง“พิม”เสียงทุ้มนุ่มที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันไปตามเสียง ธามยืนส่งยิ้มกว้างอยู่ข้





