ลิขิตรัก ไสยมนตรา

ลิขิตรัก ไสยมนตรา

last updateLast Updated : 2026-09-18
By:  PEACH_SHERBETUpdated just now
Language: Thai
goodnovel12goodnovel
Not enough ratings
12Chapters
2views
Read
Add to library

Share:  

Report
Overview
Catalog
SCAN CODE TO READ ON APP

"เมื่อสมบัติประจำตระกูลที่ถูกปิดผนึก กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการจองเวรข้ามภพชาติ" พิมพิลา หญิงสาวสู้ชีวิตหัวสมัยใหม่ผู้ไม่เคยเชื่อเรื่องลี้ลับ กลับพลาดพลั้งปลดปล่อยอาถรรพ์ที่หลับใหลอยู่ในกำไลข้อมือโบราณของตระกูล ท่ามกลางวิกฤตสยองขวัญที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามากัดกินชีวิต เธอจำต้องยอมรับความช่วยเหลือจาก กันต์ธีร์ ทายาทคนสุดท้ายแห่งกระทรวงแพทยาคมที่ซ่อนตัวในคราบนักศึกษาปริญญาโท ชายหนุ่มผู้อ้างว่าเขารอคอยเธอมานานนับร้อยปี ทว่าศัตรูที่แท้จริงกลับซ่อนตัวอยู่ใต้หน้ากากของรุ่นพี่ที่แสนดี ผู้ใช้ศาสตร์มืดชักจงวิญญาณเพื่อนรักในอดีตชาติของพิมพิลาให้ตามมาทวงแค้น! เมื่ออดีตที่ถูกลืมเลือนกำลังจะถูกทวงถาม เธอจะยอมจำนนต่อแรงอาฆาต หรือจะจับมือชายผู้เป็นรักแท้เพื่อสู้กลับและล้างอาถรรพ์นี้ให้สิ้นซาก?

View More

Chapter 1

บทที่ 1: สายลมแห่งอดีต

เปลวแดดสุดท้ายของวันอาบไล้เรือนยอดของต้นจามจุรีจนเป็นสีทองแดง ก่อนจะสาดกระทบพื้นอิฐตัวหนอนเบื้องล่างเป็นเงาทอดยาวบิดเบี้ยว กลุ่มนักศึกษาที่เพิ่งเลิกเรียนทยอยออกจากตัวอาคาร เสียงพูดคุยจ้อกแจ้ก เสียงหัวเราะสดใส และเสียงรองเท้าที่เสียดสีกับพื้นคอนกรีตดังผสมปนเปกันไปหมดจนแทบจับใจความไม่ได้

กันต์ธีร์ยังคงนั่งนิ่งบนม้านั่งหินอ่อนตัวเดิมใต้ร่มไม้ใหญ่ เขาปล่อยให้ความวุ่นวายโกลาหลของโลกรอบกายไหลผ่านไปเหมือนภาพยนตร์ที่ถูกเร่งความเร็ว สายตาคมกริบคู่เดิมยังคงกวาดมองไปในหมู่มวลชนอย่างไม่ลดละ ไม่ใช่การมองหาอย่างไร้จุดหมาย แต่เป็นการสอดส่ายสายตาของผู้รอคอยที่รู้แน่ชัดว่าตนกำลังมองหาสิ่งใด

มันเป็นกิจวัตรของเขามาเกือบสองปีเต็มแล้ว.... การเฝ้ารอคอยโดยปราศจากหลักฐานที่เป็นรูปธรรมใดๆ นอกเสียจากความทรงจำอันแจ่มชัดที่ฝังลึกอยู่ในดวงจิต

เขาวางตำราปรัชญาตะวันออกเล่มหนาเตอะลงข้างตัว ปลายนิ้วขวาไล้ขอบแหวนหยกเนื้อดีสีเขียวเข้มบนนิ้วชี้ข้างซ้ายอย่างเชื่องช้าเป็นวงกลม สัมผัสเย็นเฉียบของเนื้อหินช่วยรวบรวมสมาธิที่กระจัดกระจายให้กลับมาจดจ่ออยู่กับสิ่งที่กำลังค้นหาได้ดียิ่งขึ้น พลังงานชีวิตนับร้อยนับพันสายไหลเวียนปะปนกันอยู่รอบตัวเขา ทั้งความตื่นเต้นของหนุ่มสาวที่นัดพบกัน ความเหนื่อยล้าหลังเลิกเรียน ความกังวลเรื่องสอบปลายภาค

ทว่า ไม่มีแม้แต่คลื่นพลังงานเดียวที่สั่นพ้องกับสิ่งที่สลักลึกอยู่ในวิญญาณของเขามาข้ามภพข้ามชาติ

บางทีวันนี้ก็อาจจะเป็นอีกวันที่สูญเปล่า.... ความคิดนั้นผุดวาบขึ้นมา แต่เขาก็ปัดมันทิ้งไปอย่างรวดเร็ว

ความอดทนคือคุณสมบัติเดียวที่เขามีเหลือเฟือยิ่งกว่าใคร

"พิม.... แกแน่ใจนะว่าจะไม่ไปไหว้พระราหูกับฉันจริงๆ"

เสียงแหลมของมะลิ เพื่อนสนิทร่วมคณะดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของพิมพิลาที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดเรียงกองหนังสือในอ้อมแขน

พิมพิลาถอนหายใจเฮือกใหญ่ไม่เชิงรำคาญ

"ฉันบอกแล้วไงว่าไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ ยิ่งช่วงนี้รายงานเยอะจะตาย ไม่มีเวลาหรอก"

"โธ่เอ๊ย! ก็เพราะรายงานเยอะนี่แหละถึงต้องไปขอพรให้ท่านช่วย เผื่อจะได้เกรดเอสวยๆ ไง" มะลิเถียงพลางหยิบยาดมสมุนไพรขวดจิ๋วขึ้นมาสูดเข้าปอดไปเฮือกใหญ่ "อีกอย่างนะ....พักนี้ฉันรู้สึกไม่ค่อยดีเลยแก เหมือนมีอะไรแปลกๆ รอบตัวแกตลอดเวลา"

"คิดมากน่า" พิมพิลาหัวเราะร่วน "ที่แกรู้สึกแปลกๆ ก็เพราะดมยาดมมากไปจนเบลอหรือเปล่า"

หญิงสาวกอดกองหนังสือเล่มหนาแน่นขึ้นอีกนิด เตรียมจะแยกกับเพื่อนตรงทางเดินหน้าหอสมุดกลาง แต่แล้วจมูกของเธอก็ได้กลิ่นบางอย่างที่ผิดปกติ กลิ่นที่ไม่ควรจะมาอยู่ในบรรยากาศสดชื่นหลังฝนตกเช่นนี้

กลิ่นเหมือนโคลนตมและน้ำเน่าที่ขังนิ่งมานาน....

พิมพิลาขมวดคิ้วมุ่น กัดริมฝีปากล่างของตัวเองตามความเคยชินเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่อธิบายด้วยเหตุผลไม่ได้ เธอลองกวาดตามองไปรอบๆ บริเวณพุ่มไม้เตี้ยๆ และสนามหญ้าที่ชุ่มน้ำฝน แต่ก็ไม่เห็นแอ่งน้ำขังหรือสิ่งใดที่จะเป็นต้นตอของกลิ่นประหลาดนั้นได้เลย

"แกได้กลิ่นอะไรแปลกๆ ไหม มะลิ" เธอถามเพื่อน

มะลิส่ายหน้า "ไม่นี่.... ก็ได้กลิ่นดินกลิ่นหญ้าปกติ ว่าแต่แกเถอะ ได้กลิ่นอะไร"

"ช่างมันเถอะ สงสัยฉันจะเพลียจนจมูกเพี้ยนไปเอง" พิมพิลาสลัดความรู้สึกนั้นทิ้งไป "งั้นฉันกลับก่อนนะ ต้องรีบไปหาข้อมูลทำรายงานต่อ"

"เออๆ ตามใจ" มะลิโบกมือลา "ถ้าโดนผีหลอกกลางทางก็อย่ามาโทษกันนะยะ!"

พิมพิลาได้แต่ส่ายหัวให้กับความขี้เล่นของเพื่อนก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินสวนกระแสผู้คนที่เริ่มบางตาลง มุ่งหน้าไปยังทางเดินกว้างหน้าอาคารหอสมุด ความคิดของเธอกลับไปจดจ่ออยู่กับหัวข้อรายงานประวัติศาสตร์ศิลปะยุคต้นรัตนโกสินทร์จนไม่ได้สังเกตเห็นชายหนุ่มร่างสูงที่นั่งนิ่งอยู่บนม้านั่งหินอ่อนซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว

แล้ววินาทีนั้นเองที่ทุกอย่างรอบกายของกันต์ธีร์พลันเชื่องช้าลง

ท่ามกลางคลื่นมนุษย์ที่กำลังจะสลายตัว ร่างของหญิงสาวคนนั้นก็ปรากฏขึ้นในกรอบสายตา เธอเดินสวนกระแสผู้คนออกมาจากทางแยก ในอ้อมแขนมีกองหนังสือเรียนเล่มหนา ผมยาวสลวยสีดำขลับถูกรวบไว้หลวมๆ ด้วยยางรัดผมธรรมดา ปอยผมบางส่วนหลุดลุ่ยลงมาระใบหน้ายามที่สายลมพัดโชยมา ชุดนักศึกษาพอดีตัวสีขาวสะอาดและกระโปรงพลีตสีเข้มขับเน้นเรือนร่างอรชรที่ดูบอบบางแต่ก็แฝงไว้ด้วยความมั่นคงในทุกย่างก้าว

กันต์ธีร์ไม่ได้เห็นใบหน้าของเธอชัดเจนนัก แต่บางสิ่งบางอย่างในท่วงท่าการเดิน ในองศาของลำคอที่ตั้งตรงสง่านั้น สะกดให้เขาไม่อาจละสายตาได้

จังหวะที่ร่างของเธอเดินเฉียดผ่านม้านั่งที่เขานั่งอยู่นั้นเอง สายลมเย็นวูบหนึ่งก็พัดกรรโชกขึ้นมาราวกับมีใครบางคนสะบัดผืนแพรไหมผืนใหญ่ผ่านอากาศ กลิ่นหอมที่ไม่เคยจางหายไปจากความทรงจำลึกสุดของเขาก็ปะทะเข้ากับปลายจมูกอย่างจัง รุนแรงและแจ่มชัดจนน่าตกใจ

ไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมทันสมัยที่ปรุงแต่งขึ้น ไม่ใช่กลิ่นแป้งหรือโลชั่นยอดนิยมใดๆ ทั้งสิ้น

มันคือกลิ่นแก่นจันทน์หอมที่ถูกบดละเอียดผสมกับกลิ่นหอมหวานอมขมของดอกพิกุลแห้ง.... กลิ่นอายที่เขาคุ้นเคยยิ่งกว่าลมหายใจของตัวเอง กลิ่นกายประจำตัวของสตรีเพียงผู้เดียวที่ตราตรึงอยู่ในทุกอณูของวิญญาณ กลิ่นที่หลับใหลอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุดถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอย่างรุนแรง

หัวใจของกันต์ธีร์กระตุกวูบราวกับถูกกระชากด้วยมือที่มองไม่เห็น เวลาทุกเศษเสี้ยวพลันหยุดนิ่ง เสียงจอแจรอบข้างเงียบสนิทลงฉับพลัน เหลือเพียงเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นรัวอยู่ในอกราวกับจะทะลุออกมานอกซี่โครง

เขาสะบัดหน้าพรืด หันขวับกลับไปมองแผ่นหลังของหญิงสาวคนนั้นที่กำลังเดินห่างออกไปโดยสัญชาตญาณ

แผ่นหลังที่คุ้นตา.... เส้นผมที่คุ้นเคย.... ท่วงท่าที่จดจำได้ไม่เคยลืม....

"เดี๋ยวก่อน!"

เสียงของเขาแหบพร่าและเบาหวิวเกินกว่าจะฝ่าความจอแจไปถึงเธอได้ ร่างสูงใหญ่ลุกพรวดขึ้นจากม้านั่งโดยไม่สนใจตำราที่ร่วงหล่นลงไปกองกับพื้นอิฐ เขาพยายามจะก้าวตาม แต่ฝูงชนกลุ่มสุดท้ายที่เดินตัดหน้าก็กลายเป็นกำแพงมนุษย์ที่ขวางกั้นเขาไว้ชั่วขณะ

สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่ร่างของเธอไม่วางตา พิมพิลาเดินผ่านผนังกระจกบานใหญ่ของอาคารหอสมุดกลาง แสงแดดยามเย็นที่กำลังจะลับขอบฟ้าส่องกระทบแผ่นกระจกจนเกิดเป็นเงาสะท้อนพร่าเลือนของสรรพสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ภายนอก

และในเงาสะท้อนนั้นเอง.... กันต์ธีร์ก็ได้เห็นในสิ่งที่ทำให้เลือดในกายของเขาเย็นเยียบจนชาวาบไปทั้งร่าง

ภาพของนักศึกษาสาวในชุดกระโปรงพลีตค่อยๆ เลือนจางลงเหมือนภาพซ้อนในแผ่นฟิล์มเก่า กลายเป็นภาพของสตรีสูงศักดิ์ในยุคอดีตที่ซ้อนทับขึ้นมาอย่างเชื่องช้าจนเด่นชัด เรือนผมสีดำขลับยาวประบ่าถูกเกล้าขึ้นเป็นมวยสูงอย่างงดงาม ประดับด้วยปิ่นทองลายกนกและอุบะดอกจำปีสีขาวนวล สไบเฉียงสีกลีบบัวปักดิ้นทองพาดผ่านลาดไหล่เปลือยเปล่าที่ผุดผ่อง ผ้านุ่งยกทองลายวิจิตรสีเดียวกันขับให้ช่วงเอวคอดกิ่วดูงดงามจับตา เครื่องทองกรุยกรายทั้งกำไลข้อมือและสร้อยสังวาลสะท้อนแสงแดดยามอัสดงจนเป็นประกายวูบวาบ

แต่สิ่งที่ทำให้กันต์ธีร์แทบหยุดหายใจคือดวงหน้าในเงาสะท้อนนั้น แม้จะเห็นเพียงเสี้ยวหน้าด้านข้าง แต่แววตาที่ทอดมองมานั้นกลับเต็มไปด้วยความรวดร้าว ความโศกเศร้า และคำถามมากมายที่ไร้ซึ่งคำตอบ.... แววตาคู่เดียวกับที่เขาเห็นเป็นภาพสุดท้ายก่อนที่ทุกอย่างจะดับมืดลงในชาติภพนั้น

"แม่พุดตาน...."

เสียงกระซิบแหบพร่าหลุดออกจากริมฝีปากของเขาโดยไม่รู้ตัว ชื่อที่เขาไม่ได้เอ่ยออกมานานแสนนาน....นานจนเกือบจะเลือนลางไปจากความทรงจำ

เขากะพริบตาถี่ๆ เพื่อขับไล่ภาพมายาเบื้องหน้า และในชั่วพริบตานั้นเอง ภาพของสตรีในชุดไทยโบราณก็สั่นไหวแล้วเลือนหายไป เหลือเพียงเงาสะท้อนของพิมพิลาในชุดนักศึกษาที่กำลังเดินลับหายไปจากขอบกระจกบานใหญ่อย่างรวดเร็ว

กันต์ธีร์ไม่รอช้าอีกต่อไป เขาผลุนผลันวิ่งฝ่ากลุ่มนักศึกษาที่ยังเดินขวางทางไปอย่างไม่คิดชีวิต "ขอทางหน่อยครับ! ขอโทษครับ!" คำขอโทษขอทางดังขึ้นเป็นระยะเมื่อไหล่กว้างของเขาไปกระทบกระทั่งกับคนอื่น แต่สติสัมปชัญญะทั้งหมดของเขาพุ่งตรงไปยังเป้าหมายเดียวเท่านั้น

เมื่อเขาวิ่งพ้นจากแนวอาคารและไปหยุดยืนหอบหายใจอยู่ตรงทางเดินกว้างที่มุ่งหน้าสู่ประตูใหญ่มหาวิทยาลัย ร่างของหญิงสาวคนนั้นก็หายไปแล้ว.... กลืนหายไปกับฝูงชนจำนวนมากที่กำลังยืนรอขึ้นรถโดยสารประจำทางกลับบ้านอย่างแออัด

เขาหอบหายใจหนักหน่วงจนไหล่ไหวสะท้าน กวาดสายตามองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไล่ดูใบหน้าของผู้หญิงทุกคนที่สวมชุดนักศึกษาและถือหนังสือ แต่ก็ไร้วี่แววของเธอโดยสิ้นเชิง เหลือทิ้งไว้เพียงกลิ่นแก่นจันทน์และดอกพิกุลที่ยังคงกรุ่นจางๆ อยู่ในอากาศ เป็นหลักฐานเพียงชิ้นเดียวยืนยันว่าสิ่งที่เขาได้สัมผัสเมื่อครู่นี้ ไม่ใช่เรื่องที่เขาจินตนาการขึ้นมาเอง

ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเป็นนานสองนาน กำปั้นที่กำแน่นจนข้อกระดูกขึ้นเป็นสีขาวค่อยๆ คลายออก.... นิ้วโป้งเลื่อนขึ้นไปกอบกุมแหวนหยกบนนิ้วชี้ไว้แน่นราวกับเป็นสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวเขาไว้กับโลกปัจจุบันได้ในขณะนี้

รอยยิ้มบางเบา.... รอยยิ้มแรกในรอบหลายปีปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา มันเป็นรอยยิ้มที่เจือปนทั้งความยินดีที่ได้ค้นพบ ความโล่งใจที่การรอคอยมาถึงจุดสิ้นสุด และความเจ็บปวดที่กัดกินหัวใจมานานแสนนานจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน

กันต์ธีร์หันหลังกลับ เดินตรงไปยังม้านั่งตัวเดิมด้วยท่วงท่าที่มั่นคงและเปลี่ยนไปจากตอนแรกอย่างสิ้นเชิง เขาก้มลงเก็บตำราปรัชญาที่ตกอยู่ขึ้นมาปัดฝุ่นที่เกาะอยู่ตามสันปกออกอย่างใจเย็น แล้วจึงล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง

ปลายนิ้วกดโทรออกไปยังเบอร์ที่บันทึกไว้ รอเพียงไม่กี่วินาทีปลายสายก็กดรับ

( ครับ นายน้อย ) เสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยความภักดีของชายชราดังขึ้น

"ลุงชุ่ม" กันต์ธีร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่กลับแฝงไว้ด้วยอำนาจบางอย่างที่คนฟังรับรู้ได้ทันที "ผมเจอเธอแล้ว....เธออยู่ที่นี่"

ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นกว่าเดิม

( นายน้อยจะให้ผมทำอะไรครับ )

"เตรียมของให้ผมด้วย" กันต์ธีร์กล่าว สองเท้าของเขาหยุดยืนนิ่งอยู่หน้าอาคารหอสมุด สายตาจ้องมองเข้าไปในเงาสะท้อนของตัวเองบนบานกระจก "คืนนี้ผมมีเรื่องต้องทำ"

 

Expand
Next Chapter
Download

Latest chapter

More Chapters
No Comments
12 Chapters
บทที่ 1: สายลมแห่งอดีต
เปลวแดดสุดท้ายของวันอาบไล้เรือนยอดของต้นจามจุรีจนเป็นสีทองแดง ก่อนจะสาดกระทบพื้นอิฐตัวหนอนเบื้องล่างเป็นเงาทอดยาวบิดเบี้ยว กลุ่มนักศึกษาที่เพิ่งเลิกเรียนทยอยออกจากตัวอาคาร เสียงพูดคุยจ้อกแจ้ก เสียงหัวเราะสดใส และเสียงรองเท้าที่เสียดสีกับพื้นคอนกรีตดังผสมปนเปกันไปหมดจนแทบจับใจความไม่ได้กันต์ธีร์ยังคงนั่งนิ่งบนม้านั่งหินอ่อนตัวเดิมใต้ร่มไม้ใหญ่ เขาปล่อยให้ความวุ่นวายโกลาหลของโลกรอบกายไหลผ่านไปเหมือนภาพยนตร์ที่ถูกเร่งความเร็ว สายตาคมกริบคู่เดิมยังคงกวาดมองไปในหมู่มวลชนอย่างไม่ลดละ ไม่ใช่การมองหาอย่างไร้จุดหมาย แต่เป็นการสอดส่ายสายตาของผู้รอคอยที่รู้แน่ชัดว่าตนกำลังมองหาสิ่งใดมันเป็นกิจวัตรของเขามาเกือบสองปีเต็มแล้ว.... การเฝ้ารอคอยโดยปราศจากหลักฐานที่เป็นรูปธรรมใดๆ นอกเสียจากความทรงจำอันแจ่มชัดที่ฝังลึกอยู่ในดวงจิตเขาวางตำราปรัชญาตะวันออกเล่มหนาเตอะลงข้างตัว ปลายนิ้วขวาไล้ขอบแหวนหยกเนื้อดีสีเขียวเข้มบนนิ้วชี้ข้างซ้ายอย่างเชื่องช้าเป็นวงกลม สัมผัสเย็นเฉียบของเนื้อหินช่วยรวบรวมสมาธิที่กระจัดกระจายให้กลับมาจดจ่ออยู่กับสิ่งที่กำลังค้นหาได้ดียิ่งขึ้น พลังงานชีวิตนับร้อยนับพันสายไหลเวียนปะป
last updateLast Updated : 2026-09-17
Read more
บทที่ 2: กล่องไม้ผนึกมนตรา
หยาดเหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายขึ้นตามไรผมและขมับของพิมพิลา ก่อนจะไหลซึมลงอาบใบหน้าเนียนใสที่กำลังแดงก่ำด้วยไอร้อนของเดือนเมษายน ปฏิทินตั้งโต๊ะลายการ์ตูนถูกขีดทับด้วยปากกาสีแดงสดจนถึงวันที่สิบเอ็ดแล้ว หมายความว่าเส้นตายในการชำระค่าลงทะเบียนเรียนใกล้เข้ามาทุกขณะ บิลค่าเช่าห้องและค่าสาธารณูปโภคที่วางซ้อนกันอยู่มุมโต๊ะก็ทำหน้าที่ตอกย้ำสถานการณ์ทางการเงินอันฝืดเคืองของเธอได้เป็นอย่างดีหญิงสาวถอนหายใจยาว ปลายนิ้วเรียวไล้ไปตามขอบกำไลเงินเก่าคร่ำบนข้อมือซ้ายอย่างเผลอไผล สัมผัสเย็นเฉียบของโลหะดูจะช่วยให้ใจที่ร้อนรุ่มของเธอสงบลงได้บ้าง.... มันเป็นของขวัญจากธาม รุ่นพี่ที่คณะที่แสนดีกับเธอเสมอมา เขาบอกว่ามันเป็นเครื่องรางนำโชค แต่ดูเหมือนว่าช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โชคจะไม่เคยโคจรเข้ามาใกล้เธอเลยแม้แต่น้อยพิมพิลาลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้เก่าที่เริ่มส่งเสียงออดแอดเต็มที สองเท้าก้าวไปหยุดยืนอยู่กลางห้องเช่าขนาดกะทัดรัดที่เธออาศัยอยู่มาตั้งแต่เด็กกับยาย บัดนี้มันเหลือเพียงเธอคนเดียวตามลำพัง สายตากวาดมองไปรอบห้องที่แทบไม่มีของมีค่าอะไรหลงเหลืออยู่ หนังสือเรียนกองโตถูกนำไปขายเป็นของเก่าแล้ว เสื้อผ้าสวยๆ บางตัวก็ถ
last updateLast Updated : 2026-09-17
Read more
บทที่ 3: กำไลอาถรรพ์
ฝุ่นละอองในอากาศลอยวนอย่างเชื่องช้าในลำแสงยามบ่ายที่ส่องผ่านช่องเล็กๆ ของหลังคาสังกะสีเก่าคร่ำคร่า เกือบสัปดาห์แล้วที่กล่องไม้สักใบนั้นยังคงตั้งนิ่งอยู่กลางห้อง ไม่ผิดไปจากตำแหน่งเดิมในวันที่ผนึกของมันถูกทำลายลงด้วยปรากฏการณ์ประหลาด พิมพิลาทำได้เพียงเดินเลี่ยงมันไปมาในห้องเช่าแคบๆ ของตัวเอง สัมผัสได้ถึงไอเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาทุกครั้งที่เฉียดเข้าไปใกล้เกินไป ในใจของเธอนั้นส่วนหนึ่งกรีดร้องให้โยนมันทิ้งไปให้ไกลที่สุด แต่อีกส่วนที่ถูกบีบคั้นด้วยใบแจ้งหนี้ค่าลงทะเบียนเรียนฉบับสุดท้ายที่วางอยู่บนโต๊ะ กลับกระซิบซ้ำๆ ว่าทางรอดของเธออาจนอนสงบนิ่งอยู่ภายในนั้นความเงียบในห้องหนักอึ้งจนน่าอึดอัด มีเพียงเสียงเข็มนาฬิกาบนฝาผนังที่เดินไปเรื่อยๆ ราวกับกำลังนับถอยหลังสู่เส้นตายของชีวิต หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึก กลิ่นอับชื้นของไม้เก่าปะปนกับกลิ่นฝุ่นคละคลุ้งอยู่ในโพรงจมูก เธอตัดสินใจแล้ว ความกลัวในสิ่งที่มองไม่เห็นไม่อาจน่าสะพรึงเท่าความจริงอันโหดร้ายที่ว่าเธออาจจะต้องหยุดเรียนสองเข่าของเธอทรุดลงบนพื้นไม้ที่เย็นเฉียบตรงหน้ากล่องปริศนา ปลายนิ้วเรียวสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อยื่นออกไปสัมผัสผิวไม้ที่สากระคาย ล
last updateLast Updated : 2026-09-17
Read more
บทที่ 4: รอยยิ้มลวงตา
ไอแดดสุดท้ายของยามเย็นสาดกระทบพื้นลานจอดรถคอนกรีตจนร้อนระอุ เงาของอาคารคณะทอดยาวบิดเบี้ยวราวกับแขนของอสูรกายที่พยายามจะเอื้อมคว้าทุกสรรพเสียงให้จมดิ่ง เสียงจอแจของเหล่านักศึกษาที่ทยอยกันกลับบ้านเริ่มบางตาลงแล้ว เหลือเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาของพิมพิลาที่ยืนพิงเสาปูนเย็นเฉียบอยู่เพียงลำพังผ่านมาเกือบสัปดาห์แล้วนับตั้งแต่วันที่เธอพยายามอย่างบ้าคลั่งที่จะถอดกำไลทองวงนั้นออกจากข้อมือ รอยขีดข่วนจากเล็บของตัวเองจางลงจนเหลือเพียงรอยแดงเรื่อ แต่โซ่ตรวนสีทองอร่ามยังคงพันธนาการข้อมือซ้ายของเธอไว้ไม่ต่างจากเดิม ความหวาดผวาในวันแรกค่อยๆ ถูกกัดกร่อนด้วยความจำยอม เธอพยายามซ่อนมันไว้ใต้แขนเสื้อคาร์ดิแกนตัวยาว แต่สัมผัสเย็นเฉียบของโลหะที่แนบเนื้ออยู่ตลอดเวลาก็ทำหน้าที่ตอกย้ำถึงความผิดปกติที่เธอไม่อาจหลีกหนีได้เสียงเครื่องยนต์ที่คุ้นเคยดังขึ้นจากทางเข้าลานจอดรถ รถเก๋งซีดานสีดำสนิทแล่นเข้ามาจอดในช่องประจำ ห่างจากจุดที่เธอยืนอยู่ไม่มากนัก ร่างสูงโปร่งของธามก้าวลงจากรถพร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่นที่เป็นเอกลักษณ์ เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนกับกางเกงสแล็คสีเข้ม ดูสะอาดสะอ้านและน่าไว้วางใจเหมือนเช่นทุกครั้ง“น้อง
last updateLast Updated : 2026-09-17
Read more
บทที่ 5: วิกฤตครอบครัว
จานข้าวสวยที่พร่องไปไม่ถึงครึ่งถูกผลักออกไปด้านข้างอย่างแรง เสียงจานเซรามิกขูดกับผิวโต๊ะไม้เก่าจนเกิดเสียงแหลมบาดหู ก่อนจะหยุดกึกที่ขอบโต๊ะอย่างหมิ่นเหม่ พรศรีผู้เป็นแม่สะดุ้งสุดตัว ขณะที่สมชายผู้เป็นพ่อทำได้เพียงวางช้อนลงช้าๆ สายตาทั้งสองคู่จับจ้องไปยังลูกสาวคนเดียวที่นั่งหน้าตึงอยู่ฝั่งตรงข้ามหลายวันแล้ว…. นับจากวันที่พิมพิลาเริ่มมีพฤติกรรมแปลกไปบรรยากาศอุ่นใจในบ้านเช่าหลังเล็กที่เคยมีแต่เสียงหัวเราะ บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความตึงเครียดที่มองไม่เห็น มันหนักอึ้งราวกับมวลอากาศถูกสูบออกไปจนหายใจไม่ทั่วท้อง เหลือทิ้งไว้เพียงความเงียบงันอันน่าอึดอัดที่กัดกินความรู้สึกของทุกคนในครอบครัว“พิม.... อิ่มแล้วเหรอลูก”พรศรีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้เป็นปกติที่สุด แต่ความกังวลที่ซ่อนไม่มิดก็ยังสั่นไหวอยู่ในม่านตาพิมพิลาไม่ตอบสนองต่อคำถามนั้น หญิงสาวลุกพรวดจากเก้าอี้ ดวงตาที่เคยสดใสเป็นประกายบัดนี้แข็งกร้าวและฉายแววขุ่นมัวอยู่ตลอดเวลา เธอหันหลังให้พ่อกับแม่ ก้าวเท้าหนักๆ ราวกับจะกระทืบพื้นไม้ให้ยุบลงไป ตรงไปยังห้องนอนของตัวเองโดยไม่เอ่ยคำขอตัวใดๆ เสื้อแขนยาวสีทึบที่เธอสวมใส่ตลอดหลายวันที่ผ่
last updateLast Updated : 2026-09-17
Read more
บทที่ 6: พานพบอย่างเป็นทางการ
รถยุโรปสีเข้มเคลื่อนตัวไปตามซอยแคบที่ขนาบข้างด้วยบ้านไม้สองชั้นทรงเก่า ก่อนจะหยุดลงหน้าบ้านเช่าหลังหนึ่งซึ่งดูทรุดโทรมกว่าหลังอื่นเป็นพิเศษ สีที่เคยทาผนังไม้ไว้ลอกร่อนเป็นแผ่น เผยให้เห็นเนื้อไม้สีซีดจางที่ถูกแดดเลียฝนสาดมานานหลายปี กันต์ธีร์ดับเครื่องยนต์ ความเงียบเข้าครอบคลุมภายในรถทันที มีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของเขากับลุงชุ่มที่นั่งอยู่ข้างกัน“ดูท่าจะหนักเอาการนะครับ คุณกันต์”ลุงชุ่มเอ่ยขึ้นเบาๆ ทำลายความเงียบ สายตาจับจ้องไปยังตัวบ้านผ่านกระจกหน้ารถ ในน้ำเสียงนั้นเจือความกังวลอย่างเห็นได้ชัด“หนักกว่าที่คิดไว้เยอะเลยล่ะ”กันต์ธีร์ตอบกลับ เสียงเรียบขรึม ดวงตาคมกริบของเขากวาดสำรวจไปทั่วบริเวณบ้าน ไม่ได้มองแค่ตัวบ้าน แต่รวมถึงพลังงานบางอย่างที่มองไม่เห็นซึ่งแผ่ปกคลุมอยู่รอบๆ ราวกับหมอกควันสีดำจางๆ ที่เกาะกินทุกอณูอากาศ บิดเบือนแม้กระทั่งแสงแดดยามบ่ายให้ดูหม่นหมองลงไปถนัดตาเมื่อวานนี้เขาได้รับโทรศัพท์จากชายที่ชื่อสมชาย เสียงสั่นเครือที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังในปลายสายยังคงก้องอยู่ในหูของเขา‘ช่วยลูกสาวผมด้วย.....ได้โปรด.....’ เขาให้คำแนะนำเบื้องต้นเพื่อประคองสถานการณ์ไปก่อน และนั
last updateLast Updated : 2026-09-17
Read more
บทที่ 7: พิธีล้างมนต์ดำ
เสียงกลอนไม้กระทบกับวงกบดังลั่น ปิดกั้นแสงสุดท้ายจากภายนอกจนหมดสิ้น สมชายถอนหายใจหนักหน่วง เช็ดเหงื่อที่ผุดซึมบนหน้าผากด้วยหลังมือที่สั่นเทา พรศรีผู้เป็นภรรยากอดอกตัวเองแน่น ยืนตัวลีบอยู่ข้างเสา แววตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นจับจ้องไปยังภาพตรงหน้าห้องพระขนาดเล็กที่ดัดแปลงจากมุมหนึ่งของบ้านบัดนี้กลายเป็นศูนย์กลางของความตึงเครียด กลิ่นธูปเก่าผสมกับกลิ่นอับของไม้ที่สะสมมานานปีลอยอบอวลไปทั่ว อากาศภายในหนักอึ้งและเย็นเยียบลงอย่างประหลาดราวกับถูกสูบความร้อนออกไปจนหมดสิ้น แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวมาจากหลอดไฟนีออนกลมบนเพดานที่สาดแสงสีขาวซีดลงมา อาบไล้ทุกสิ่งให้ดูไร้ชีวิตชีวากันต์ธีร์คุกเข่าลงบนพื้นไม้กระดานที่ขัดจนขึ้นเงา เขาวางบาตรน้ำมนต์ดินเผาใบย่อมลงตรงหน้าอย่าง หยดน้ำที่เกาะอยู่รอบขอบบาตรสะท้อนแสงไฟวิบวับ ข้างกันนั้นมีมัดหญ้าคาและกลุ่มด้ายสายสิญจน์สีขาวบริสุทธิ์วางเตรียมไว้อย่างเป็นระเบียบ ทุกการเคลื่อนไหวของเขาเชื่องช้า สงบนิ่ง และมั่นคง สวนทางกับบรรยากาศกดดันที่แผ่คลุมไปทั่วทั้งบ้านราวกับพายุที่กำลังก่อตัวพิมพิลาถูกจับให้นั่งพิงเสากลางบ้าน ร่างของเธอดูอ่อนปวกเปียก แต่ดวงตากลับแข็งกร้าวแล
last updateLast Updated : 2026-09-17
Read more
บทที่ 8: ตื่นจากฝันร้าย
เปลือกตาที่หนักอึ้งราวกับมีแท่งตะกั่วถ่วงไว้ค่อยๆ ปรือเปิด แสงแดดยามสายที่ลอดผ่านม่านหน้าต่างลายดอกไม้สาดกระทบม่านตาจนต้องหยีลงอีกครั้ง พิมพิลาขยับตัวช้าๆ ความเจ็บปวดแล่นแปลบไปทั่วแผ่นหลังและต้นแขนราวกับถูกไฟลวก กลิ่นสมุนไพรจางที่ไม่คุ้นเคยผสมกับกลิ่นยาหม่องลอยอบอวลอยู่ในอากาศ ทำให้ห้องนอนของเธอรู้สึกแปลกเปลี่ยนไปหญิงสาวใช้ข้อศอกยันตัวเองขึ้นนั่ง พลันต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บที่แล่นจี๊ดขึ้นมาตามผิวหนัง เธอก้มลงมองแขนตัวเองแล้วเบิกตากว้าง รอยแผลพุพองสีแดงน่ากลัวปรากฏเป็นปื้นยาวตั้งแต่ข้อมือจนเกือบถึงหัวไหล่ บางแห่งเริ่มแห้งตกสะเก็ด แต่บางแห่งยังคงดูช้ำเลือดช้ำหนอง ราวกับถูกประทับด้วยเหล็กร้อนจัด“ตื่นแล้วเหรอลูก”เสียงแหบพร่าของพรศรีดังขึ้นจากข้างเตียง ผู้เป็นแม่นั่งฟุบหลับอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่าๆ ใบหน้าอิดโรย ดวงตาบวมช้ำจากการร้องไห้มาหลายคืนติดต่อกัน ข้างกายมีชามข้าวต้มที่เย็นชืดวางอยู่บนโต๊ะหัวเตียง“แม่…..นี่มัน…..เกิดอะไรขึ้น??”พิมพิลาถามเสียงสั่น พยายามนึกย้อนถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ แต่ความทรงจำของเธอกลับขาดห้วงและสับสนวุ่นวายราวกับฟิล์มภาพยนตร์ที่ถูกตัดต่ออย่างป่าเถื่อนภาพสุดท้าย
last updateLast Updated : 2026-09-17
Read more
บทที่ 9: ข้อเสนอของธาม
สัปดาห์กว่าแล้วที่พิมพิลาพยายามจะหมุนชีวิตกลับเข้าสู่แกนเดิม กลิ่นกาแฟคั่วอ่อนๆ และเสียงเพลงแจ๊สคลอเบาๆ ในร้านกาแฟเจ้าประจำควรจะเป็นสิ่งที่ช่วยปลอบประโลมจิตใจได้เหมือนทุกครั้ง แต่วันนี้มันกลับให้ความรู้สึกห่างเหินเธอนั่งอยู่ริมหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่ในคาเฟ่หน้าคณะมนุษยศาสตร์ มองผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาบนทางเท้าด้วยสายตาเลื่อนลอย แขนเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายสีอ่อนถูกดึงลงมาปิดคลุมข้อมือจนมิดชิด แม้ว่าอากาศภายนอกจะค่อนข้างอบอ้าว สัมผัสของผ้าที่เสียดสีกับผิวหนังบริเวณที่เคยมีรอยไหม้ยังคงสร้างความรำคาญใจอยู่เป็นระยะ แม้ตอนนี้มันจะเริ่มตกสะเก็ดและดีขึ้นมากแล้วก็ตามความทรงจำจากคืนนั้นและหลักฐานที่จับต้องไม่ได้ในซองพลาสติกยังคงวนเวียนอยู่ในหัวเหมือนเงาตามตัว เธอบอกใครไม่ได้ เล่าให้ใครฟังก็คงไม่มีใครเชื่อ แม้กระทั่งตัวเองก็ยังยากจะยอมรับ พ่อกับแม่ก็เปลี่ยนไป พวกท่านเงียบขรึมลงอย่างเห็นได้ชัด บทสนทนาในบ้านมีน้อยลง มีเพียงสายตาห่วงใยที่คอยจับจ้องเธออยู่เสมอ ราวกับกลัวว่าเธอจะสลายหายไปอีกครั้ง“พิม”เสียงทุ้มนุ่มที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันไปตามเสียง ธามยืนส่งยิ้มกว้างอยู่ข้
last updateLast Updated : 2026-09-17
Read more
บทที่ 10: เงามืดที่ตามติด
แสงไฟฟลูออเรสเซนต์บนเพดานสูงของตึกเรียนรวมสาดแสงสีขาวนวลลงมา อาบไล้พื้นกระเบื้องยางที่ขัดจนขึ้นเงาให้สะท้อนเป็นทางยาวเหยียด พิมพิลาเดินไปตามโถงทางเดินที่บัดนี้ว่างเปล่า เสียงส้นรองเท้าของเธอกระทบพื้นดังก้องกังวานในความเงียบ เป็นเสียงเดียวที่บ่งบอกว่ายังมีสิ่งมีชีวิตอยู่ในอาคารเก่าแก่หลังนี้ ยามโพล้เพล้ทำให้เงาของเสาและมุมห้องทอดยาวบิดเบี้ยว ดูคล้ายอสุรกายที่ซุ่มซ่อนรอคอยเหยื่อเกือบหนึ่งสัปดาห์แล้วที่เธอพยายามทำตัวให้ห่างจากธาม ข้อความและสายที่ไม่ได้รับถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีคำตอบ ปฏิกิริยาของร่างกายที่ต่อต้านเขารุนแรงในร้านกาแฟวันนั้นยังคงติดอยู่ในความรู้สึก มันเป็นสัญชาตญาณดิบที่เธอเองก็หาคำอธิบายไม่ได้ ยิ่งคิดถึงแววตาเย็นเยียบชั่ววูบของเขา ความรู้สึกไม่สบายใจก็ยิ่งเกาะกุมแน่นขึ้นหญิงสาวกระชับสายกระเป๋าสะพายให้เข้าที่ เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นอีกนิด ห้องสมุดคณะปิดแล้ว เธอจึงต้องมานั่งทำงานต่อที่ห้องอ่านหนังสือรวมซึ่งเปิดถึงสามทุ่ม แต่ตอนนี้บรรยากาศรอบตัวมันช่างวังเวงเกินไป ความเหนื่อยล้าจากการเตรียมโปรเจกต์ตลอดทั้งบ่ายเริ่มส่งผลต่อจินตนาการ หางตาของเธอจับภาพเงาไหววูบที่ปลายสุดของทางเดิ
last updateLast Updated : 2026-09-17
Read more
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status