LOGINตื๊ด..ตื๊ด...
เสียงสัญญาณเตือนของเครื่องวัดชีพจรดังขึ้นมาเป็นจังหวะอย่างสม่ำเสมอ พร้อมกับกลิ่นน้ำยาทำความสะอาดและกลิ่นยาที่ฉุนจนขึ้นจมูกของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังของกรุงเทพฯที่ลอยมาแตะจมูก พราวฟ้าค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก เปลือกตาของเธอหนักอึ้งราวกับว่าถูกถ่วงด้วยก้อนหิน แสงไฟสีขาวนวลจากเพดานห้องพักฟื้นสว่างจ้าจนทำให้เธอต้องหยีตาเพื่อปรับแสงอยู่ครู่ใหญ่ ความรู้สึกแรกที่จู่โจมเข้ามาทันทีที่เธอตั้งสติได้คือ ความเจ็บปวด มันไม่ใช่แค่เป็นอาการปวดเมื่อยธรรมดาๆ แต่มันทั้งเจ็บและระบมลึกเข้าไปถึงในกระดูกของเธอราวกับว่าร่างกายนี้ถูกบดขยี้ ข้อมือและข้อเท้าทั้งสองข้างก็เช่นเดียวกันมันระบมจนแทบระเบิดทุกครั้งที่ขยับเธอขยับแค่นิดเดียว และที่สำคัญคือ ความรู้สึกที่แสบร้อน ตรงแก้มซ้ายมันเด่นชัดกว่าทุกส่วน “พราว!..พราวฟื้นแล้วเหรอลูก!..” เสียงอุทานด้วยความดีใจของพี่บีผู้จัดการสาวดังขึ้นพร้อมกับร่างท้วมที่รีบเดินเข้ามาเกาะขอบเตียง ใบหน้าของพี่บีตัวซีดเผือดและเต็มไปด้วยความเป็นห่วงปนวิตกกังวล ตาทั้งสองข้างของพี่บีบวมเป่งเหมือนกับว่าเธอพึ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก “พี่... พี่บีพราวเป็นอะไรไปคะ?” พราวฟ้าเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้งพร่าราวกับกระดาษทราย “นี่จำอะไรไม่ได้เลยเหรอค่ะ?.."ผู้จัดการสาวถามขึ้นด้วยความตกใจเมื่อเห็นว่าดาราสาวที่เธอดูแลส่ายหน้า" "หนูสลบลงไปกลางกองถ่ายเลยลูก แล้วอยู่ๆ หนูก็..หนู ก็ลุกขึ้นมารำ ท่าทางน่ากลัวมาก..แล้วหนูก็ล้มพับลงไปเลย พี่ตกใจแทบบ้า!” พี่บียกมือทาบอก “คุณหมอบอกพี่ว่าหนูคงเพลียมาก ร่างกายก็เลยอักเสบแบบเฉียบพลันเหมือนไปออกกำลังกายหักโหมมา แถมนี่...” พี่บีชี้มือที่สั่นๆจนเห็นได้ชัด ไปที่แก้มซ้ายของพราวฟ้า ซึ่งตอนนี้มีผ้าก๊อซสีขาวแปะทับไว้ “รอยแผลที่แก้มของหนู... หมอบอกว่ามันเหมือนกับรอยเล็บข่วนเข้าไปลึกมากจนเนื้อเปิด พี่ล้างเครื่องสำอางออกให้แล้ว ถึงเห็นว่าที่ข้อมือกับข้อเท้าของหนูก็มีแต่รอยเขียวช้ำเต็มไปหมดมันเหมือนกับว่าถูกใครจับมัดขึงไว้อย่างนั้นแหละ พราว... บอกพี่บีมาตรงๆ เถอะนะลูก หนูโดนใครทำร้ายมาหรือเปล่าคะ? หรือว่ามีพวกแฟนคลับโรคจิตคอยสะกดรอยตาม?..บอกพี่ได้น่ะ” พราวฟ้านิ่งเงียบไป ก่อนที่น้ำตาเม็ดโตจะไหลรินตรงทางหางตาช้าๆ เธอไม่รู้ว่าจะบอกพี่บีได้อย่างไรว่าคน..หรือ ‘สิ่งที่’ ทำร้ายเธอนั้นมัน ไม่ใช่มนุษย์ และไม่มีใครมองเห็นได้นอกจากตัวเธอเอง “พราว... พราว..ไม่รู้ค่ะพี่บี” พราวฟ้าเลือกที่จะปิดปากเงียบ เพราะว่าเธอรู้ดีว่าพูดอะไรออกไปตอนนี้ก็คงไม่มีใครเชื่อ และมันอาจจะทำให้ทุกคนคิดว่าเธอเป็นบ้าก็ได้ “เอาเถอะๆ..ถ้าหนูไม่อยากพูดก็ไม่เป็นไรพักผ่อนไปก่อน ส่วนเรื่องงานโฆษณาและงานอื่นๆ พี่ช่วยคุยกับทางผู้ใหญ่ให้แล้ว ดีที่เขาคุยง่ายและเข้าใจเลยยอมเลื่อนถ่ายเซตของหนูออกไปก่อนสองสัปดาห์ แต่หนูก็ต้องรีบรักษาตัวให้หายไวๆนะลูก หน้าตาและผิวพรรณของหนูคือเงินคือทองทั่งนั้นนะคะ” พี่บีตบหลังมือของเธอเบาๆ ก่อนที่เธอจะขอตัวออกไปคุยโทรศัพท์ข้างนอกกับนักข่าวที่เริ่มรุมโทรมาถามเรื่องอาการป่วยของดาราสาว เมื่อได้อยู่คนเดียวในห้องพักฟื้นอันเงียบสงัด พราวฟ้าค่อยๆ พยุงตัวเองลุกขึ้นนั่งอย่างลำบาก เธอเอื้อมมือไปหยิบกระจกบานเล็กออกมาจากกระเป๋าถือแบรนดังที่วางอยู่ข้างเตียงมาเปิดดู นิ้วเรียวสั่นเทาเล็กน้อยในขณะที่เธอค่อยๆ แกะขอบผ้าก๊อซที่แก้มซ้ายออกทีละน้อยเพื่อส่องดูแผล พราวฟ้าลมหายใจสะดุดไปด้วยความช็อก... รอยเล็บข่วนสามรอยบนแก้มมันไม่ได้เริ่มสมานตัว แต่มันกลับอักเสบเป็นเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ คล้ายกับผิวหนังที่กำลังไหม้เกรียม และเมื่อพราวฟ้าเพ่งมองดูดีๆ รอยแผลนั้นมันไม่ได้เรียงตัวกันอย่างสะเปะสะปะ แต่มันเริ่มปรากฏสัณฐานอย่างเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ จนดูคล้ายกับเป็นตัวอักษรไทยโบราณที่ถูกขูดขีดลงไปบนผิวเนื้อบนใบหน้าของเธอ มันไม่ใช่แค่รอยข่วนธรรมดา... แต่มันคือการตีตราของความแค้น แต่แล้วแสงไฟในห้องพักฟื้นก็เริ่มกระพริบวูบวาบและดับลงชั่วไปขณะหนึ่ง พร้อมกันนั้นก็มีเสียงดนตรีปี่พาทย์ที่ฟังดูโหยหวนแว่วดังเข้ามาในห้องของพราวฟ้าเสียงนั่นมันมาจากช่องแอร์ที่เย็นเฉียบ พราวฟ้าสะดุ้งเฮือกอย่างหวาดกลัว เธอรีบแปะผ้าก๊อซกลับที่เดิมอย่างลนลานแล้วซุกตัวลงไปใต้ผ้าห่ม ผิวหนังทั่วร่างลุกซู่ด้วยความหนาวสะท้าน ปีนี้เธอกำลังจะอายุครบยี่สิบห้าปีพอดีในอีกไม่ถึงสองเดือนข้างหน้า และทุกวันทุกวินาทีที่ขยับเข้าใกล้วันเบญจเพส สิ่งลี้ลับสายนี้ก็ยิ่งเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวันและแสดงตัวชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่าเวลากำลังนับถอยหลัง... และเป้าหมายของมันคือชีวิตของเธอ สามวันต่อมา พราวฟ้าดื้อดึงที่จะออกจากโรงพยาบาลแม้ว่าร่างกายของเธอจะยังไม่หายดีอย่างเต็มร้อย แต่เธอก็ปฏิเสธที่จะไปพักที่คอนโดหรูใจกลางเมืองตามที่พี่บีอ้อนวอน แต่เธอกลับเลือกที่จะเดินทางไปยัง ‘วัดศรีสะอาด’ วัดเก่าแก่ริมแม่น้ำที่ตั้งอยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตามคำแนะนำที่คนเก่าคนแก่ที่เคยรู้จัก กันเพื่อไปหาทางแก้ไขในสิ่งที่เธอพบเจอและเป็นอยู่ ร่างบางระหงที่อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวและกางเกงขายาวมิดชิด พราวฟ้าสวมแว่นกันแดดสีดำและหมวกปีกกว้างเพื่อปกปิดใบหน้าของเธอ ก่อนจะก้าวเข้าไปในเขตวัดที่เก่าแกอันร่มรื่น แต่ทว่าความเย็นของต้นไม้ใหญ่ในวัดมันกลับไม่ได้ทำให้พราวฟ้ารู้สึกปลอดภัยเลยสักนิด พราวฟ้ายังคงรู้สึกเหมือนกับว่ามีสายตาที่เคียดแค้นคอนจับจ้องตามหลังของเธอมาทุกย่างก้าว “มาหาอาตมา... เพราะเรื่องในอดีตใช่ไหมโยม” เสียงทุ้มต่ำแต่ทว่ากับเต็มเปี่ยมด้วยความเมตตาของ ‘พระอาจารย์บุญส่ง’ พระเกจิอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตตภาวนาเอ่ยทักขึ้นมาทันทีที่พราวฟ้าก้าวขาขึ้นมาบนศาลาไม้เก่าแก่ โดยที่เธอยังไม่ทันได้เอ่ยปากเล่าอะไรเลย พราวฟ้าเดินเข้ามาทรุดตัวลงกราบพระอาจารย์สามครั้งด้วยความรู้สึกที่เหมือนคนกำลังจะจมน้ำแล้วเจอขอนไม้ที่ลอยมา “พระอาจารย์รู้... รู้ได้ยังไงคะ” เธอกราบเรียนถาม และถอดแว่นกันแดดออกเผยให้เห็นดวงตาที่อิดโรยและผ้าก๊อซบนใบหน้า พระอาจารย์บุญส่งมองดาราสาวด้วยสายาที่สงบนิ่ง แต่กลับแฝงไปด้วยความเวทนา “เงาดำมืดเคียดแค้นที่ตามติดหลังของโยมมามันใหญ่โตนัก และมันยังผูกจิตพยาบาทอาฆาตโยมแม้จะข้ามภพข้ามชาติก็ตาม โดยที่ไม่ยอมไปเวียนว่ายตายเกิด และยิ่งโยมเข้าใกล้วัยเบญจเพสเข้าไปเท่าไหร่ ธาตุในตัวยิ่งอ่อนแรงลงมาก แรงกรรมเก่าก็ยิ่งจำแลงกายมาทำร้ายโยมได้ง่ายขึ้น” “พราว..พราวไม่รู้ว่าไปทำอะไรให้เขาคะพระอาจารย์? พราวจำอะไรไม่ได้เลย และชาตินี้พราวก็ไม่เคยทำร้ายใคร ไม่เคยรู้จักกับผู้หญิงคนนั้นเลย!” พราวฟ้าเริ่มร้องไห้ออกมาอย่างอัดอั้น ความเข้มแข็งที่เธอพยายามสร้างขึ้นมาตลอดหลายวันพังทะลายลงมาคัสที่ยังไม่พอกับรสรักอันร้อนแรงเขาจับนิชาให้พลิกคว่ำหน้าลงกับที่นอนอย่างรวดเร็ว “อื้อ! คุณมาคัส... จะทำอะไรอีกคะ!” นิชาอุทานออกมาด้วยความตกใจและหอบกระเส่า “ก็ทำในสิ่งที่เธอร่านอยากได้ไง!” มาคัสตอบเสียงทุ้มต่ำดุดัน ชายหนุ่มใช้มือหนาจับสะโพกมนของเธอให้ลอยสูงขึ้นในท่าคุกเข่าโก้งโค้ง “ก้มหน้าลงไปนิชา! ยกรูกระสันของเธอขึ้นมาต้อนรับควยฉันเดี๋ยวนี้!” มาคัสตวาดสั่งเสียงกระสัน “อื้อ... ใจร้ายที่สุดเลยค่ะ” นิชาตอบพึมพำเสียงพร่า แต่กลับยกสะโพกโก่งขึ้นตามสั่งอย่างยอมจำนนและร่านร้อน มาคัสไม่รอช้า ชายหนุ่มจับแก่นกายอันมหึมาขึงตึงแน่น จ่อลงบนรอยแยกหวานที่ฉ่ำปรือ แล้วกระแทกเสียบเข้าไปในรูร่านของนิชารวดเดียวจนมิดโคน! สวบ! ตรึง! “กรีดดดด! อ๊า! คุณมาคัส... จุก! จุกรูไปหมดแล้วค่ะ!” นิชาครางลั่นพร้อมกับสะอื้นเสียว รูรักตอดรัดแก่นกายหนุ่มแน่นจนสมองขาวโพลน มาคัสเริ่มกระแทกสะโพกเข้าใส่จากด้านหลังอย่างรุนแรงและเอาแต่ใจ! พั่บ! พั่บ! พั่บ! “ซี๊ดดด! Tight ชะมัด! โดนแทงจากด้านหลังแบบนี้ รูร่านๆ ของเธอมันบีบตอดควยฉันจนแทบแตกเลยนะนิชา!” มาคัสพูดคำลามกหยาบโลนใส่เธอขณะซอยสะโพกถี่ระทึก ก่อนที่
เสียงหายใจหอบกระเส่าของนิชาดังก้องท่ามกลางความเงียบสงบภายในห้องนอนสลัว เรือนร่างบางชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อซ่านรักยามที่เธอนอนระทวยอยู่ใต้แผงอกแกร่งของมาคัส ทว่าในห้วงความคิดที่ยังคงปรือฉ่ำไปด้วยไฟราคะ ความคิดหนึ่งก็ผุดแวบขึ้นมาอย่างเด่นชัด... ถ้าทำให้ชายคนนี้หลงใหลในเรือนร่างและรสรักของเธอจนหัวปักหัวปำได้... เขาก็ตอบไม่ได้ว่าจะหนีหรือหายหน้าไปจากเธออีก! สัญชาตญาณมารยาและทักษะการแสดงอันยั่วยวนที่เคยร่ำเรียนมาถูกปลุกขึ้นทันที นิชาส่งสายตาฉ่ำปรือมองสบกับนัยน์ตาคู่คมของมาคัส มือเรียวสั่นเทายกขึ้นลูบไล้ผ่านแผงอกกำยาม สะกิดยอดอกของเขาเบาๆ ก่อนจะบิดสะโพกร่อนแนบชิดกับแก่นกายใหญ่โตที่ยังคงแช่แน่นอยู่ในช่องทางรัก "คุณมาคัสคะ..." เสียงหวานเอ่ยกระซิบพร่าข้างใบหูชายหนุ่ม รอยยิ้มยั่วยวนจุดขึ้นที่มุมปาก "หายไปเจ็ดวันเต็มๆ... คิดว่าจะลงโทษนิชาแค่รอบเดียวแล้วจบเหรอคะ?" นิชาไม่รอให้เขาได้ตั้งตัว เธอใช้สองมือยันแผงอกแกร่งแล้วพลิกเรือนร่างบางขึ้น ‘คล่อมทับอยู่บนตัวเขา’ ชายหนุ่มยกยิ้มร้ายในลำคอ นัยน์ตาคมวาววับมองเหยื่อสาวที่บัดนี้กลายเป็นผู้ควบคุมเกม "หึ... ปากบอกโดนทิ้ง แต่พอได้ควยแล้วกลับร่านอยาก
ตลอดสี่วันที่เหลือต่อจากนั้น บรรยากาศภายในกองถ่ายซีรีส์พีเรียดเต็มไปด้วยความอึมครึมและเงียบเหงา นิชาทำหน้าที่ดาราสาวแถวหน้าได้อย่างไม่บกพร่องต่อหน้ากล้อง ทุกบทบาท ทุกฉากการแสดงถูกถ่ายทอดออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ ทว่าทันทีที่เสียงผู้กำกับสั่ง “คัต!” ร่างบางก็กลับมานั่งซึมเศร้าเหม่อลอยอยู่ลำพัง แววตาคู่สวยหมองคล้ำและไร้ชีวิตชีวา เธอจ้องมองโทรศัพท์มือถือที่เงียบสนิท ไร้ข้อความ ไร้สายโทรเข้าจากชายหนุ่มนามว่า มาคัส ความรู้สึกหน่วงจุกในอกขยายตัวจนกลายเป็นความรวดร้าวลึกๆ นิชาพยายามกดข่มความรู้สึก พยายามบอกตัวเองว่าเธอควรจะดีใจที่ฝันร้ายและการโดนย่ำยีด้วยสัมผัสอัน SM ดุดันและคำพูดหยาบคายจบลงเสียที แต่ทว่าทุกค่ำคืนเมื่อหลับตาลง ช่องทางรักเบื้องล่างกลับตอดเกร็ง กระตุกต้อนรับความทรงจำอันเร่าร้อนอย่างทรยศ ร่างกายของเธอโหยหาสัมผัสรุนแรงและกลิ่นไม้สนหอมนุ่มลึกของเขาจนแทบคลั่ง “นิชา... ทานข้าวหน่อยสิลูก สัปดาห์นี้ทั้งสัปดาห์นิชากินข้าวไปแค่นับคำได้เลยนะ” พี่ต่ายเดินเข้ามาถือถาดอาหาร เอ่ยด้วยน้ำเสียงเปี่ยมด้วยความห่วงใย “นิชาไม่ค่อยหิวค่ะพี่ต่าย...” นิชาฝืนยิ้มแผ่วเบา รอยยิ้มเจื่อนๆ นั้นปิดความเจ็
สามวันเต็มๆ ที่คฤหาสน์หรูใจกลางป่าเบญจพรรณเงียบสงบ แต่ความตึงเครียดกลับพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ มาคัสเดินตรวจค่ายกลอาคมรอบผืนป่าหลายสิบไร่ตั้งแต่เช้าตรู่ ผิวกายท่อนบนเปลือยเปล่าเผยมัดกล้ามกำยามและเหงื่อไคลที่เกาะกรูด แสงแดดอุ่นๆ สาดกระทบแผ่นหลังกว้างอันเต็มไปด้วยรอยข่วนจากเล็บของนิชาที่ยังคงทิ้งร่องรอยไว้ไม่จางหาย พ่อบ้านเดินถือถาดเครื่องดื่มเข้ามาหยุดอยู่ข้างกายชายหนุ่ม “ท่านมาคัสครับ ทุกอย่างเรียบร้อยดีไหมครับ?” “อืม... อาคมแน่นหนาพอแล้ว สิ่งแปลกปลอมเข้าไม่ได้แน่นอน” มาคัสคว้าแก้วไวน์ขึ้นจิบ เสียงทุ้มต่ำเอ่ยราบเรียบ “พี่มาร์กิสส่งข่าวมาหรือยัง?” “เมื่อสักครู่คุณมาร์กิสโทรมาแจ้งว่า เคลียร์งานทางมาเก๊าเสร็จสิ้นแล้วครับ กำลังเดินทางขึ้นเครื่องบินส่วนตัว จะมาถึงคฤหาสน์ในตอนค่ำวันนี้ครับ” “ดี” มาคัสหมุนแก้วไวน์ในมือ สายตาคมกริบจ้องมองออกไปทางทิศทางของเมืองหลวง “เอ่อ... ท่านมาคัสครับ เรื่องคุณนิชา...” พ่อบ้านเอ่ยถามด้วยความระมัดระวัง “ท่านไม่ได้ไปหาเธอเลยสามวันแล้ว และถ้าต้องเตรียมงานพิธีในอีกสองวันข้างหน้า... ท่านอาจจะต้องห่างจากเธอเกือบเป็นอาทิตย์เลยนะครับ” มาคัสแค่นหั
บรรยากาศในกองถ่ายยามเย็นแสนคึกคัก ทีมงานต่างวิ่งวุ่นจัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับฉากกลางคืน ทว่านิชากลับนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้พับหน้าเต็นท์พักนักแสดง ในมือเรียวสวยถือบทละครเล่มหนาที่เปิดค้างไว้ที่หน้าเดิมมาเกือบครึ่งชั่วโมง ดวงตาคู่สวยจ้องมองตัวอักษรบนกระดาษอย่างว่างเปล่า แต่หัวใจและสมองกลับไม่ได้ซึมซับเนื้อหาใดๆ เข้าไปเลยแม้แต่น้อย ในหัวของเธอยังคงวนเวียนอยู่กับเหตุการณ์เมื่อตอนสาย... เหตุการณ์ที่ทำให้หัวใจของเธอร่วงบีบเค้นจนปวดร้าว ยามเช้าที่แสนเร่าร้อนและดุเดือดบนเตียงจบลงด้วยความอบอุ่นอันสับสน มาคัสกกกอดเธอไว้ใต้ผ้านวมผืนหนา แต่แล้วเสียงโทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้น ชายหนุ่มเอื้อมมือไปรับสาย น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยตอบปลายสายนั้นละมุนและอ่อนโยนในแบบที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน และคำพูดสั้นๆ เพียงไม่กี่คำก่อนที่เขาจะรีบผละออกจากเตียง แต่งตัวอย่างรวดเร็วแล้วก้าวออกจากห้องไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองหรือเอ่ยคำลาเธอสักคำ... ‘เสียงผู้หญิง...’ นิชากัดริมฝีปากล่างแน่นจนห่อเลือด ความรู้สึกหน่วงจุกตีขึ้นมาในอก เสียงหวานที่เล็ดลอดออกมาจากโทรศัพท์เครื่องนั้นดังก้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชายคนนั้นคือใครกัน
แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาเต็มห้องกระจกกว้าง ไออบอุ่นของรุ่งอรุณตัดกับความเย็นฉ่ำของแอร์ที่ยังคงทำงานเงียบๆ มาคัสยังคงแช่ความแข็งขึงอันใหญ่โตไว้ภายในช่องทางรักที่ยังคงกระตุกตอดรัดแผ่วเบา ร่างสูงใหญ่ทาบทับโอบกอดนิชาไว้แนบอก ลมหายใจหอบกระเส่าของคนทั้งสองค่อยๆ ปรับเข้าสู่จังหวะสม่ำเสมอ นิชานอนซบหน้าลงกับแผงอกกำยามที่อุดมไปด้วยมัดกล้ามและคราบเหงื่อซ่านรัก นัยน์ตาหวานเชื่อมฉ่ำปรือจ้องมองรอยข่วนจากเล็บของเธอเองที่ประดับอยู่บนไหล่หนาของเขา ความรู้สึกเสียวซ่านลึกๆ ยังคงแล่นผ่านช่องท้องน้อยทุกครั้งที่เขาเคลื่อนไหวร่างกายเพียงเล็กน้อย “มองอะไร... นางเอกตัวดี?” มาคัสเอ่ยกระซิบน้ำเสียงทุ้มต่ำพร่าเสน่ห์ นัยน์ตาคู่คมกริบมองสบตาเธอตรงๆ ขณะที่มือหนาเลื่อนลงไปบีบเค้นบั้นท้ายงอนงามอย่างรุนแรงจนเนื้อนุ่มบิดเบี้ยว “ป...เปล่าสักหน่อยค่ะ” นิชาตอบเสียงแผ่ว พยายามหลบสายตาคมคายที่จ้องมองเหมือนจะกลืนกินเธอเข้าไปอีกรอบ “คุณมาคัส... ถอน... ถอนออกไปได้แล้วค่ะ นิชาหายใจไม่ค่อยออก” “ถอนออกเหรอ?” ชายหนุ่มแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงฟังดูหยาบร้อนและเอาแต่ใจ “แต่รูร่านๆ ของเธอมันยังบีบรัดควยฉันแน่นขนาดนี้... ปากบอก







