เข้าสู่ระบบนาฬิกาข้อมือที่ติดตัวมาจากอนาคตตีบอกเวลาว่า 5 โมงเย็นแล้ว มื้อค่ำวันนี้ชลินทราจะเป็นคนลงมือทำต้มยำกุ้ง กุ้งนึ่งมะนาว และกุ้งเผา หญิงสาวจึงวานขอทาสบ่าวชายที่คุณหญิงประทานให้ลงไปงมกุ้งแม่น้ำตัวใหญ่ตั้งแต่บ่าย เมื่อหญิงสาวทำของว่างแล้วเสร็จจึงรีบปลีกตัวมาดูว่าเก็บได้เยอะถึงแค่ไหนแล้ว ยามเย็นของชาวบ้านโบราณนั้นดูสนุกสนานกว่าสมัยที่เธอเคยอยู่เด็กเล็กเด็กแดงแก้ผ้าโทงเทงกระโดดลงน้ำคลายร้อนกันอย่างสนุกสนาน อากาศโลกเมื่อ209ปีก่อนไม่ร้อนอย่างที่คิดออกจะเย็นสบายเสียด้วยซ้ำคงเพราะชั้นบรรยากาศไม่มีมลพิษทางอากาศเช่นโลกปัจจุบัน ต้นไม้ใบหญ้าเขียวขจีมีสีหลังคาเรือนเป็นหย่อมๆ ประปรายไม่มีตึกสูงเช่นบ้านเมืองที่เธอเคยจากมา ชลินทราหัวเราะคิกคักเมื่อเห็นกลุ่มเด็กๆ จากฝ้ากโน้นหยอกเหย้าเล่นกันสนุกสนาน
" มีอันใดน่าสนุกฤา.." เสียงสุขุมนุ่มนวลกระซิบเรียกข้างใบหูของหญิงสาว เสียงนั้นมันช่างบาดลึกลงไปในใจสาวจนเธอรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งกาย " อุ๊ย!! ...ท่านขุนศรีฯ...!!?? " ชลินทราแสร้งทำเป็นตกใจพลางทำท่าทีเขินอายราวสาวน้อยไร้เดียงสา (?) เมื่อเห็นหมอหนุ่มยืนส่งยิ้มอยู่ข้างหลัง แม้หญิงสาวจะมีร่างกายย้อนวัยกลับมาถึง 22 ปีแต่เนื้อแท้นั้นเธอ มีอายุผ่านโลกมาถึง 39 ปี แล้ว.... หุๆ ๆ ๆ พ่อหนุ่มเอ๋ยแม่จะอ่อยให้จนโงหัวไม่ขึ้นเลยคอยดูเถิดดดดด " ข้าถาม...เห็นเจ้าหัวร่อน่าสนุกสนาน....มีอันใดน่าหัวร่อฤา" หมอหนุ่มเลิกคิ้วคมเข้มถามพลางถอดสายตามองไปยังกลุ่มเด็กๆ ที่กระโดดลงน้ำกันอย่างสนุกสนาน เขารู้ว่าเธอมองดูเด็กกลุ่มนั้นอยู่นานแล้วแต่เขาก็มิอาจเข้าใจว่ามันมีอันใดน่าสนุกสนานจนต้องหัวร่อ " ข้า...นึกถึงสมัยยังเด็กเจ้าค่ะ....ข้ากับเพื่อนๆ ก็เคยเล่นแบบนั้นช่างน่าคิดถึงเยี่ยงนัก..." ชลินทราตอบพลางเหม่อมองไปยังคุ้งน้ำที่ทอแสงยามเย็นของวันดวงเนตรคมอ่อนไหวเมื่อนึกถึงเพื่อนรักอีกสองคนที่โลกอนาคต บุพการีที่รัก ญาติๆ รวมถึงสัตว์เลี้ยงแสนรักของเธอ " เจ้าคิดถึงบ้านฤา...." "เจ้าค่ะ" ชลินทราสะบัดความเศร้าโศกที่โจมตีเข้ามาพยายามกระพริบตาข่มน้ำตาไม่ให้ไหลแต่ก็ไม่พ้นสายตาคมกล้าของหมอหนุ่มที่เอาแต่จ้องมองเธอชลินทราหันหน้าหนีด้วยความอาย ตาหมอบ้านี้ก็จ้องเธอราวกับของแปลกหรือเธอจะหน้าตาขี้เหร่กันนะ....ชลินทราสบัดความคิดออกจากหัวพลางหมุนตัวมาคุยกับคนตรงหน้าด้วยใบหน้าที่มั่นใจ เพราะเธอมั่นใจเกินร้อยว่าเธอทั้งสวยมั่นในระดับหนึ่งอ่ะนะ " เจ้าว่าพ่อแม่เจ้าเป็นหมอ....แลสตรีเป็นหมอได้ด้วยฤาข้าเห็นแต่มีหมอตำแยแลหมอตำแยเขาว่าต้องถือครูผีด้วยจริงฤา" ขุนศรีตรีเทพฯ ยิงคำถามด้วยความที่ไม่อยากเห็นว่าคนตรงหน้าเศร้าเมื่อนึกถึงบ้านเขาจึงพยายามหาเรื่องราวบางอย่างมาพูดคุยเปลี่ยนเรื่องในทันที " คูรผี.....เอ้อ...ท่านคงจะหมายถึงอาจาร์ยใหญ่ใช่ฤาไม่เจ้าคะ...ถ้าเช่นนั้นก็ถูกต้องเจ้าค่ะ" " อาจาร์ยใหญ่ฤา...." หมอหนุ่มขมวดคิ้วมุนสงสัย ตั้งแต่เกิดมาเขาเจรจากับสตรีมาก็มากเกี้ยวพามาก็ไม่น้อยแต่ก็มิเคยมีผู้ใดที่เจรจาพางุนงงเท่านางมาก่อน ความใคร่รู้ในสัญชาติญาณของหมอหนุ่มถูกหญิงสาวปลุกจนตื่นขึ้นแต่ครั้นจะอ้าปากถาม เสียงเอะอะมะเทิ่งของทาสที่ลงไปงมกุ้งก็ขัดขึ้นเสียก่อน " โอ๊ย!!! " " เห้ย!! อ้ายเกิ้มเอ็งเป็นอันใดวะ " อ้ายเกิ้มร้องโอดโอยทำหน้าเหยแกหน้าซีดราวไก่ต้ม เมื่อเท้าของมันเหยียบโดนอะไรบ้างอย่างในใต้น้ำ ความเจ็บแปลบแล่นลึกกรีดลงไปบนฝ่าเท้าของมัน ผืนน้ำถูกย้อมเป็นสีเลือดดูน่าหวาดกลัว " สงสัยข้าเหยียบโดนหนามไผ่...โอ๊ย!!! " อ้ายเกิ้มโอดครวญด้วยความเจ็บปวด ความรู้สึกที่เท้าขวาของทาสหนุ่มนั้นปวดตุบๆ จนด้านชา " รีบขึ้นมาก่อนเร็วเดี๋ยวแผลจะติดเชื้อโรคมากไปกว่านี้....แม่คนตรงนั้น...ไปเอาเหล้ามาให้ข้าทีผ้าสะอาดๆ ด้วยด่วนๆ เลย!!! " ชลินทราเผลอตัวรีบปลี่ไปช่วยคนบาดเจ็บตามสัญชาติญาณพลางออกคำสั่งให้ทาสหญิงอีกคนที่อยู่ใกล้ๆ นางทาสน้อมรับคำพลางนึกไปว่า เหตุใดคุณหนูถึงอยากดื่มสุราเอาตอนนี้หนอ เมื่อผู้บาดเจ็บถูกฉุดดึงขึ้นพ้นน้ำบาดแผลที่เผยไห้เห็นนั้นสาหัสสากรรณ์ยิ่งกว่าที่คิดเสียอีก หนามไผ่ขนาดเท่าหัวแม่มึงยาวเกือบห้านิ้วแทงทะลุฝ่าเท้าจนเป็นรู เลือดสีสดทะลักออกมาไม่ขาดสาย " ตายห่าแล้วมึงอ้ายเกิ้มเอ้ย!!! เหยียบทะลุตีนถึงเพียงนี้มึงไปทำอีท่าไหนวะเยี่ยงนี้มิแคล้วมีรูบนตีนเป็นแน่เอ็งเอ้ย!!! " "โอ๊ย!!! พี่!! ไอ้ข้าเอาตีนเขี่ยๆ ก็นึกว่าตัวกุ้งเลยกระแทกเหยียบเต็มตีนมิคิดว่ามันเป็นหนามไผ่นี่ โอยยยยข้าปวดเลยทนพี่" สองหนุ่มทาส มองแผลบนเท้าอันซีดเซียวของอ้ายเกิ้มพลางพยายามดึงออก " จะทำอะไร!!! หยุดเดี๋ยวนี้!!! " ชลินทราร้องห้ามตามที่ใช้สายตาคาดคะเน หนามไผ่ปักลงได้เหมาะเจาะเหลือเกินเพราะมันตัดเส้นเลือดใหญ่จนขาดเป็นเหตุให้เลือดไหลไม่หยุดเสียที " ทำไมเล่า....หากมิดึงออกก็จักทำแผลมิได้นะขอรับ" หมอหนุ่มถามอย่างสงสัยเขายิ่งสงสัยในตัวหญิงสาวกับการกระทำแปลกๆ และการพูดจาไม่คุ้นหูของนางอีกทั้งยังการออกคำสั่งอันเด็ดขาดที่เขาที่เป็นหมอเองถึงกับกลั้นหายใจ " ไม้มันตัดเส้นเลือดใหญ่หรือเปล่าจนก็ไม่รู้เห็นไหมนั่นถ้าดึงออกเดี๋ยวเลือดก็ไหลจนหมดตัวตายหรอก" "ตายเลยฤาขอรับ!!! " สองทาสหนุ่มประสานเสียง อ้ายเกิ้มตัวต้นเหตุถึงกับเป็นลมสลบไป สร้างความตกใจของทุกคนที่มายืนดูมุงดู เพียงไม้ปักทะลุตีนก็ตายได้!!! ความรู้ใหม่เลยหนานั่น!!!! " อ้ายเกิ้มๆ ...เอ็งตื่นสิวะอ้ายเกิ้ม....โธ่!! ถัง...อนิจจังเอ็งเสียเหลือเกิน...งมกุ้งจนตายยยย.....ฮือออออ" อ้ายมั่นที่ประคองร่างเพื่อนต่างวัยปล่อยโฮนึกไปเสียว่าเพื่อนของตนตายจริงดังคำที่นายตนบอกทาสหนุ่มกอดร่างไร้สติไว้แนบอกแล้วปล่อยโฮอย่างลืมอาย ชลินทรากรอกตา...ดูก็รู้ว่าทาสหนุ่มแค่กลัวตายจนสลบตาคนนี้ก็ทึกทักว่า งมกุ้งจนตาย แถมชียังเล่นใหญ่เวอร์ จนคนมุงดูเชื่อกันเป็นตุเป็นตะ " อ้ายเกิ้มมันแค่สลบไป...เอ็งจะเล่นใหญ่ไปไหน...หากไม่รีบเอามันมาทำแผลให้ถูกต้องมีหวังมันจะได้ตายสมใจเอ็งแน่" ชลินทรา รีบห้ามอาการมโนก่อนจะมีคนใดคนหนึ่งในกลุ่มคนมุงใจร้อนด่วนตัดสินไปเตรียมวัดจองศาลา หญิงสาวออกคำสั่งให้นำตัวอ้ายเกิ้มที่สลบอยู่ขึ้นจากท่าไปที่เรือนพักของมัน สั่งให้คู่หูของมันพลัดผ้าเปียกออกและให้นางทาสไปตระเตรียมข้าวของมาให้เธอ "เอ้า!! ไหนทวนสิว่าข้าสั่งไห้เจ้าไปเกียมอันใด " หญิงสาวกลับมาพูดแบบคนทั่วไป (ที่นี่) อีกครั้ง เพราะคนฟังจะได้เข้าใจเพื่อที่จะทำหน้าที่ได้ไม่ขาดตกบกพร่อง " เข็มเย็บผ้า น้ำร้อน เหล้าโรง ด้ายฝ้าย ผ้าสะอาด มีดเล็กที่คมกริบที่สุดเจ้าค่ะ" ทาสหญิงทวนคำสั่งเมื่อเห็นว่าที่มันทวนนั้นถูกต้องจึงรีบวิ่งออกไปเกียมข้าวของอย่างเร่งรีบ มือบางเอื้อมออกมาหมายจะจับต้องบาดแผลเพื่อวินิจฉัยการผ่าตัด แต่ถูกมือหนาของหมอหนุ่มรั้งเอาไว้ " เจ้าจักกระทำอันใด...เป็นนายจักจับต้องตีนบ่าวเห็นมิควร" เสียงนุ่มนั้นเข้มขึ้นเอ็ดนาง เขายอมมองหญิงสาวอยู่อย่างเงียบๆ มาก็นานแล้วเพื่อสังเกตุว่านางจักทำอันใด...แต่ยิ่งดูยิ่งทำเขายิ่งไม่เข้าใจแผลมิใหญ่ให้ใหญ่ได้ เป็นเขาคงให้ดึงหนามนั้นออกแล้วพอกยารักษาราวๆ เดือนเศษก็จักหาย. ชลินทรา มองคนตรงหน้าอย่างหงุดหงิดเธอคิดเกรงอกเกรงใจชายหนุ่มเพราะตำแหน่งท่านขุนหลวง...แต่การที่จะมาห้ามในเรื่องควรมิควรในเรื่องคอขาดบาดตาย...เธอเองก็ไม่อยากเกรงใจเช่นกัน " ควรมิควรก็เรื่องของมันเจ้าค่ะ...บ่าวหรือนายก็คนเช่นเดียวกันมีเลือดมีเนื้อเถือหนังเอาเกลือทาก็รู้สึกเช่นเดียวกัน...ตอนนี้เกิ้มไม่ใช่บ่าวแต่เป็นคนใข้ของอิฉัน...จรรยาบรรณของหมอมิได้มีไว้ค้ำคอแต่มีไว้ช่วยคนเจ้าค่ะ" ชลินทราตวาดเสียงดังลั่นดวงตาคมสวยจ้องมองใบหน้าอึ้งๆ ของหมอหนุ่มด้วยความรู้สึกรังเกียจ ก่อนจะสะบัดหน้าหนีแล้วสนใจบาดแผลของอ้ายเกิ้มต่อ เสียงตวาดของชลินทราดังจนคนเกือบทั้งบ้านได้ยินแม้กระทั้งพระยาบรรลือและคุณหญิงที่วิ่งมาดูตามคำบอกของทาสบ่าวที่ไปแจ้ง " หากท่านขุนรังเกียจคนใข้ของดิฉันนัก...ก็เชิญกลับไปเสียเถิดเจ้าค่ะ.." ชลินทราออกปากไล่ ตัดเยื่อใยหมอหนุ่มที่นั่งใจแกว่ง คำพูดทุกคำของนางเป็นดั่งเข็มทิ่มแทงใจคนเป็นหมอริมฝีปากหนาได้รูปเม้มแน่นเพราะรู้สึกเหมือนโดนตีหัวด้วยของแข็งเข้าอย่างจัง ร่างบางขยับคล่องแคล่วตรวจชีพจรสำรวจบาดแผล น้ำเหล้าราดแผลให้สะอาดพลางรอเครื่องไม้เครื่องมือที่ให้บ่าวไปเอามา " ข้าขออภัยแก่เจ้าแม่หมอ...ให้ข้าช่วยเจ้าเถิดข้าเองก็เป็นหมอเช่นกัน" ด้วยความเกรงกลัวว่าจะโดนไล่อย่างไร้เยื่อใยอีกหนคนนั่งคิ้วขมวดมุ่นครุ่นคิดอยู่ไม่นานก็ออกตัวขอโทษขอโพยหญิงสาว สายตาออดอ้อนของหมอหนุ่มไม่ได้เป็นผลกับชลินทราเท่าไหร่นักแต่เธอก็รับและไล่เขาทางอ้อมแทน " เช่นนั้นท่านรีบไปเกียมยาแก้ใข้แก้อักเสบฝีหนองแลแก้ปวดเถิดเจ้าค่ะทางนี้ข้าจัดการเอง....แม้นข้ามิรู้เรื่องสมุนไพรเท่าไหร่นักแต่เรื่องรักษาคนข้านั้นถนัดเจ้าค่ะ" น้ำเสียงดุดันของชลินทราคลายลงจนเรียบเฉยแต่ยังคงพินิจพิจารณาแผลต่อไป.... เรื่องผู้ชายช่างมันก่อนเถอะยัยเกมส์เอ๋ยแกจะจัดการยังไงกับผ่าตัดตีนไอ้เกิ้มนี้อย่างไร้เครื่องมือหมอกันนะหากไม่เย็บดีๆ มีหวังแผลได้อักเสบตายเพาระติดเชื้อแน่ๆ .... " คุณบัวเจ้าขา...ของที่คุณสั่งได้แล้วเจ้าค่ะ!! " ทาสหญิงที่มีหน้าที่ไปเอาของมาให้ชลินทราวิ่งหอบข้าวของมาพร้อมกับพรรคพวกอีกสองสามคน ตอนนี้หน้าเรือนของอ้ายเกิ้มมีคนมุงดูอยู่แน่นหนารวมถึงผู่้เป็นเจ้าของเรือนทั้งสอง ชลินทรานำมีดมาลวกน้ำร้อนและลนไฟเผา โชคดีที่อ้ายเกิ้มสลบอยู่จึงไม่ต้องกลัวว่ามันจะแหกปากเพราะร้องลั่นด้วยความเจ็บเป็นแน่ สองสามีภรรยาได้ต่ยืนมองอย่างขัดใจแต่ก็มิกล้าดุด่าด้วยเพราะถูกหญิงสาวร้องขอว่าห้ามแคลงใจในการกระทำของพวกนางเป็นอันขาดเว้นเสียแต่ว่าหากพวกนางคิดร้ายจึงค่อยแคลงใจได้. ชลินทราให้คู่หูอ้ายเกิ้มเอาว่านยาใส่ปากผู้บาดเจ็บทั้งสลบด้วยกลัวว่าหากมันสะดุ้งตื่นจะได้ข่มความเจ็บโดยกัดว่านยาเอาไว้ได้ มือบางขยับอย่างชำนาญตวัดปลายมีดลงบนเนื้อเท้าซีดๆ ของทาสหนุ่มใช้น้ำแทรกเกลือแลน้ำตาล ราดล้างเลือดที่ไหลออกมาสลับกับใช้ผ้าสะอาดซับห้ามเลือดเอาไว้. ในที่สุดหนามไผ่เตยอันใหญ่ก็ถูกดึงออกอย่างถูกวิธี มือบางจับแหกบาดแผลชุ่มเลือดอย่างชำนาญ คุณหมอจากอนาคตตรวจดูเสี้ยนที่อาจหลงเหลือบนบาดแผลจนถี่ถ้วนก่อนจะใช้ไหมจุ่มเหล้าโรงเย็บบาดแผลไปทีละขั้นตอน โชคดีที่เส้นเลือดไม่ได้ฉีกขาดตามขาดหากปล่อยไว้ก็สามารถซ่อมแซมตนเองได้ แต่บาดแผลลึกทะลุถึงกันแบบนี้อีกทั้งยังไม่มีไหมละลาย ชลินทราจึงเลือกที่จะเย็บเพียงฝ่าเท้าที่ถูกกรีดก็พอ จวบจนเวลาผ่านไปจนฟ้าเปลี่ยนสี ทาสหนุ่มก็พ้นขีดอันตรายจากการเสียเลือดจนตาย คุณหมอสาวจัดการล้างมือและแนะนำผู้ดูแลคนป่วยอย่างง่ายๆ " ให้ยาทานตามที่ท่านขุนสั่งนะอย่าได้ขาด แลห้ามให้เกิ้มมันทำงานจนกว่าแผลจะหายดีประเดี๋ยวจะอักเสบส่วนแผลข้าก็พันผ้าไว้อย่าแกะออกเป็นอันขาดประเดี๋ยววันพรุ่งข้าจะมาบอกวิธีทำแผลให้พวกเอ็งก็แล้วกัน" ชลินทราลากลับขึ้นเรือน ร่างบางอ่อนล้าเล็กน้อยเพราะความลำบากในการรักษาหากเครื่องไม้เครื่องมือครบคงจะเสร็จภายในครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ทาสหนุ่มคู่หูหมอบกราบด้วยสำนึกในพระคุณอันใหญ่หลวงที่ช่วยให้เพื่อนรุ่นน้องของมันไม่ต้องตกตายเพราะงมกุ้ง!!!ชลินทราลืมตาตื่นขึ้นมาพบเพียงหลังมุ้งลายดอกพิกุลอันคุ้นตาและกลิ่นหอมเย็นๆของเครื่องหอมที่ถูกอบอวลอย่างปราณีต เสียงไก่ขัน เสียงนกร้อง และเสียงของการดำเนินชีวิตของผู้คน ร่างบางบิดกายเล็กน้อยขับไล่ความเมื่อยล้า กายเปล่าที่แอบซ่อนในผ้าห่มสัมผัสกับความอบอุ่นที่มีร่างกำยำของสามีนอนกอดอยู่ หญิงสาวกระพริบตาถี่ๆไล่แสงจ้าจากดวงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างบ่งบอกว่ายามนี้นั้น สายมากแล้ว เธอค่อยๆขยับกายออกจากอ้อมอกของสามีแล้วแต่งกายให้เรียบร้อยก่อนจะเดินไปห่มผ้าให้ร่างกำยำที่ยังคงส่งเสียงกรนเบาๆอยู่บนเตียง เรือนร่างสีน้ำผึ้งยังคงมีร่องรอยของความรักที่ถูกฝากฝังไว้จากเมื่อคืน ทันทีที่ชลินทราก้าวออกจากประตู บ่าวรับใช้ที่นั่งรอหน้าประตูตั้งแต่เช้าตรู่ก็รีบปรี่เข้ามาดูแลตามหน้าที่ของตน หญิงสาวนึกถึงความฝันที่เด่นชัดเสียจนแทบแยกแยะไม่ออกว่านั่นคือฝันหรือความจริง จวบจนส่งสามีของตนไปประจำเวรหมอหลวง เธอจึงได้นำความฝันนั้นมาเล่าสู่กันฟังให้แก่มินตราฟัง " แกก็ฝันเหมือนกันรึ...แปลก...ฉันคิดว่าฉันฝันอยู่คนเดียวเสียอีก" มินตรา ทำหน้ายุ่งพลางเหม่อมองไปยังเตียงรักษาที่ประปรายไปด้วยผู้ป่วยสองสามราย " พูดไ
สิ้นเสียงกัมปนาทของท้องฟ้าที่เคยสว่างสไหว สายฝนห่าใหญ่ก็โปรยลงมาไม่ขาดสาย พลันแดดจ้าก็สาดส่องจนน้ำแห้งเหือดหาย เกิดกลียุค กาลีบ้านกาลีเมืองหาสาเหตุไม่ได้ เจ้าหลวงจึงเร่งรีบหาโหรหลวงเพื่อสอบถามความวิปริตนี้" พระอาญามิพ้นเกล้าเจ้าข้า...เหตุกลียุคนี้เกิดขึ้นเพราะมีคนผิดผีบ้านผีเมืองเจ้าข้า!!!" โหรหลวงทายทัก ราวกับมีเมฆทมึนคุ้มไปทั่วคุ้มหลวง ยิ่งเสียกว่าเสียงผลุสวาทใดๆ เจ้าหลวงผู้ปกครองแค้วน โกรธจนใบหน้าที่ครึ้มหนวดเขียวปนแดง" มันผู้ใดที่บังอาจผิดผี!!! ท่านเสนา!!!ไปตามลากตัวมันมาบัดเดี๋ยวนี้!!!" สิ้นเสียงตรัสสั่งเหล่าข้าหลวงต่างกุลีกุจอแยกย้ายตามหาตัวต้นเหตุกาลีบ้านกาลีเมืองกันจนจ้าละหวั่นตามบัญชาอีกฝั่งของฝากน้ำตก คู่รักหนุ่มสาวสองคู่ยังคงตระกองกอดกันอย่างกลมเกลียวเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็มิอาจนับ ร่างเปลื่อยเปล่าของหญิงชายนวยนาจแก่กันราวกับจะมีสิ่งใดมาพลัดพรากรสสวาทของพวกเขาออกจากกัน"เฮาผิดผีเยี่ยงนี้มิเป็นไรฤาพี่ท่าน" เจ้านางจันทรเงยหน้าออกจากอกแกร่งถามสวามีของตน"ข้าก่อบ่รู้ได้...แต่ตอนนี้ข้าอยากกอดเจ้าถ่ออั้น" แม่ทัพหนุ่มจุมพิศหน้าผากมนอย่างรักไคร่มือหน้าปะป่ายเกาะกุมปทุมถันอันเนียน
ย้อนไปราว 1 พันปีก่อนที่มินตรากับชลินทราจะถูกเจ้าแม่แต่มจันทร์ส่งมายังมิติอีกโลก"เจ้านางน้อย...เจ้าก่อเคยหันแม่ทัพเหมราชนี่เจ้าคะ" อุษา ถามพลางใช้ใบตาลโตนดที่ถูกนำมาตกแต่งอย่างสวยงามพัดวีผู้เป็นนาย ที่กำลัง ทำบายศรีเพื่อนำไปถวายเทวาลัยอยู่" ก่อแล้วเยี่ยงใดเล่า...ข้าเคยหันแม่ทัพเหมราชเถื่อเดียวก่อตอนพิธีสยุมพรพี่นางสว่างเทวีก่อบ่ได้แปลว่าข้าจักปลงใจเกี่ยวดองกับท่านแม่ทัพได้นี่อุษา" เจ้านางน้อยจันทรเทวีทำหน้ามุ่ยเมื่อได้ยินข่าวว่าเจ้าหลวงได้ประธานตนให้กับแม่ทัพหนุ่มที่ชนะศึกหลวงมาได้เป็นรางวัล แต่เธอนั้นกลับไม่ได้ต้องการเกี่ยวดองกับชายใดเลย เธอรู้สึกว่ามันเร็วไปสำหรับตัวเธอที่พึ่งจะศิริอายุได้ 17 ขวบปี" เห้อ!!!เจ้านางเลี่ยงไปก่อบ่พ้นกำตรัสเจ้าหลวงดอกเจ้าค่ะ..." อุษา นางสนองโอษฐ์ ที่ควบตำแหน่งพี่เลี้ยงถอดหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน " เจ้านางจันทรเทวี " เสียงๆหนึ่งร้องเรียกขึ้น หญิงสาวใบหน้าหวานเงยหน้ามองพลางฉีกยิ้มกว้างเมื่อเห็นร่างบางระหงของพี้สาวต่างมารดาเดินเข้ามายังคุ้มของตน"พี่นางสุริยาเทวี!!! " เจ้านางน้อยผละลุกออกจากตั่งไม้ประดับที่นั่งอยู่แล้วรีบเดินมาหาหญิงสาวที่อายุไล่เรี่ยกันตร
ชลินทรา ทำหน้ายุ่ง สติสตังไม่ได้จดจ่ออยู่กับใบสั่งยาตรงหน้าเสียเท่าไหร่ ก็ในเมื่อเเม่เพื่อนรักที่ทำท่าจะไม่ยอมมีผัวง่ายๆ...ตอนนี้กลับเริงร่ากกผัวอยู่บนเรือนไม่ค่อยมาหาตนเสียหลายวันแล้ว แม้ว่าอีกไม่กี่วันเธอก็ต้องเข้าพิธีแต่งงานเหมือนกัน แต่เธอก็รู้สึกเหงาๆอยู่ดี " พิธีอยู่หอสิ้นสุดวันนี้หนาเจ้าคะคุณหมอ...อย่าได้ริษยาแม่นายมินไปใย" เอื้อยเอ่ยขัดขึ้นอย่างอารมณ์ดีเมื่อเห็นผู้เป็นนายทำท่าเหมือนเด็กน้อย " ฉันล่ะ..หมั่นใส้แม่มินนัก...ทำท่าทางราวไม่ยากมีผัวเล่นตัวงี่เง่า...แต่ดันชิงแต่งงานตัดหน้าข้าไปเสีย..." ชลินทราทำปากขมุบขมิบเง้างอนแล้วหันไปให้ความสนใจกับงานที่กองอยู่ตรงหน้าต่อ " น้อยอกน้อยใจอะไรนักหนายัยบ้านี่!!! ฉันออกหอแล้วแกก็ต้องเตรียมตัวสิ...มาคลุกอยู่กับงานแบบนี้ได้ยังไงกัน" เสียงหวานๆร้องดังขึ้น ร่างบางระหงปรากฏขึ้นตรงหน้าประตู ผิวพรรณดูเปล่งปลั่งสะพรั่งจนแสบตา " ชิ!!!!....5 วันที่ผ่านมา....แกเล่นไปกี่ยกเล่านั่น!!!" ชลินทราถามเมื่อเห็นเพื่อนรักดูสดใสเกินต้าน " ก็...นะ....นั่นบ้องข้าวหลามนะเว่ยแก!!!ฉันก็ของขาดมานาน....ก็เลย...ตอนนี้คุณพี่ยังไม่ตื่นเลยเห็นบอกเหนื่อย...." มินตร
มินตราแยกตัวออกมาจากชลินทราที่ตอนนี้กำลังหวานแหววกับขุนศรีฯจนเลี่ยนแทบอ้วก เธอเดินจูงเจ้าครามม้าตัวโปรดที่หลวงหนุ่มมอบให้เป็นของมั่นพลางย่นจมูกใส่เพื่อนสาวอย่างหมั่นใส้ " ริษยาเขาฤาถึงทำหน้าราวกับเหม็นกลิ่นมูล" ชายหนุ่มที่เดินอยู่เคียงข้างกระเซ้าแหย่ " ข้าหาได้ริษยาดอกเจ้าค่ะคุณ...." ชายหนุ่มเลิกคิ้วสูง " คุณพี่..." มินตราหน้าแดงพลางเสมองไปทางอื่นแก้ขวยเขิน " เช่นนั้นก็อยากหยอกเย้าเหมือนเขางั้นฤา" เขาถามอีกครั้ง " คุณ..พี่...ก็ทราบ...ว่าข้าหาได้โปรดแบบนั้นไม่...ลองหยอกข้าเช่นท่านขุนดูทีฤา...มิแคล้วจักโดนข้าไล่ให้ไปกินมูลวัวเป็นยา" มินตราขมวดคิ้วมุ่น ดวงหน้างามละมัยพราวไปด้วยรัศมีที่ทำให้หัวใจชายหนุ่มข้างๆแทบจะกระเด็นกระดอนออกมาจากอกเสียตรงนั้นให้ได้ ชายหนุ่มหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี เมื่อนึกถึงของหมั้นที่นางขอแล้วก็รู้ได้ว่านางนั้นเกิดมาเพื่อเคียงบ่าเคียงไหล่ยอดนักรบเช่นเขา ทั้งม้าพันธุ์ดี ดาบแบบญี่ปุ่น ผ้าลินินชั้นยอด อีกทั้งแก้วแหวนเงินทอง พร้อมด้วยบ่าวอีกหนึ่งคนที่จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจว่า บ่าววิปลาสเช่นอ้ายพาจู่นั่นต้องตานางได้อย่างไร " เจ้า...จักทำเยี่ยงไรกับอ้
ป่าเสลา ที่บานสะพรั่งไปด้วยดอกสีม่วง ขาว บานสะพราวไปหลายลี้ สายลมเอื่อยๆพัดกิ่งใบส่งเสียงซ่าๆ ราวกับเสียงดนตรีบรรเลงเพลงก็มิปาน ม้าสีขาวปลอดค่อยๆเดินย่องตามแรงจูงของชายหนุ่ม ดวงหน้าหวาน ส่วนบนอานม้ามีหญิงสาว นั่งอยู่ ทั้งคู่พูดคุยกันในหลายๆเรื่อง หลายๆครั้งที่มีหยอกเย้ากันตามประสา คู่รัก ที่มีเพียงกันและกันเท่านั้น" ข้าอดสงสัยมิได้...วานแม่ช่วยแถลงใข...ในโลกโน้นของเจ้า...เหตุใดสตรีจึงมีสิทธิเสรีเท่าเทียมกัน....แลหากสตรีผู้เป็นม่าย...จักมีผัวใหม่ได้มิมีข้อกังขาฤาไร" ขุนศรีผู้ไม่เข้าใจตรรกะความนึกคิดของคนในโลกโน้นที่ชลินทราพูดถึงได้ถามใขข้อสงสัย" มีเหตุก็ต้องมีผลแลเจ้าค่ะ....กว่าสตรีจักมีสิทธิ์แลเสียงได้เทียบเท่าบุรุษก็เสียไปก็มาก ไม่ว่าจะเป็น เสียง สิทธิ์ ชีวิต หรือแม้แต่ศักดิ์ศรี....บุรุษชายขึ้นชื่อว่าเป็นชาตินักรบ ยังสยบต่อสตรีนี่เจ้าคะ....ไม่แปลกที่ จักมี นักสิทธิสตรีหลายๆคนออกมาต่อสู้เพื่ออิสระของตน " ชลินทราอธิบาย"ที่เจ้าพูดก็สมเหตุ...แม่บัว...ข้าขออภัยที่จาบจ้วงเจ้ามาก...แต่ข้าจักขอถาม...ถึงผู้ที่เคยเป็นคนรักเก่าของเจ้า...ได้ฤาไม่" ขุนศรีตรีเทพโอสถ หมอหลวงของวังหลวง หยุดเดิน







