LOGINอากาศเย็นเยียบในลานจอดรถด้านนอกตัดกับความร้อนระอุภายในผับอย่างรุนแรง แสงไฟนีออนสีสลัวจากป้ายไฟกะพริบวิบวับสะท้อนลงบนร่างของน้ำค้างที่ยืนกอดอก ตัวสั่นสะท้านด้วยความโกรธปนความขวัญเสียที่ยังไม่จางหาย กลิ่นควันบุหรี่จางๆ และเสียงเบสที่ยังคงสั่นสะเทือนพื้นคอนกรีตอยู่ใต้ฝ่าเท้า ยิ่งทำให้น้ำค้างรู้สึกคลื่นไส้จนแทบจะทนไม่ไหว
“น้ำ... มึงโอเคมั้ย?”
ฟางวิ่งกระหืดกระหอบมาหยุดลงข้างกาย เสียงหอบหายใจของเพื่อนสนิทดังแทรกผ่านความเงียบของค่ำคืน แต่น้ำค้างกลับเบี่ยงตัวหนี ใบหน้าที่เคยนวลใสบัดนี้ซีดเผือด แววตาสั่นระริกด้วยแรงอารมณ์ที่พุ่งขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ
“กูไม่โอเค! มึงพากูมาทำบ้าอะไรที่นี่วะ... อีเหี้ย!” น้ำค้างระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างเหลืออด คำผรุสวาทที่แทบไม่เคยหลุดจากปากถูกพ่นออกมาใส่หน้าเพื่อนรัก “มึงก็รู้ว่ากูไม่ชอบอะไรแบบนี้ มึงทำกับกูมากไปนะมึงทำกับกูมากไปจริงๆ!”
น้ำค้างชี้นิ้วสั่นเทาลงที่พื้น หัวใจเต้นรัวจนเจ็บหน้าอก “ที่กูยอมมากับมึง เพราะกูเห็นว่าเป็นมึง กูรับปากมึงตั้งหลายครั้ง แต่กูก็ไม่คิดว่ามึงจะทำกับกูแบบนี้... อีเหี้ยเอ๊ย!”
เธอก่นด่าอย่างเดือดดาล ปลายเสียงสั่นพร่าคล้ายคนกำลังจะร้องไห้แต่ถูกแทนที่ด้วยความโกรธแค้น ฟางเห็นท่าไม่ดีจึงรีบปรี่เข้าไปหา แววตาที่เคยโฉบเฉี่ยวเริ่มฉายแววสำนึกผิด
“กูขอโทษ... กูไม่คิดว่าพี่หนึ่งมันจะหน้าหม้อขนาดนี้ รับปากกูเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้วว่าจะไม่ทำอะไรเกินเลย ไอ้เหี้ยหนึ่งนี่แม่ง...” ฟางบ่นอุบพลางขยับเข้าไปโอบไหล่เพื่อนเพื่อปลอบใจ สัมผัสที่คุ้นเคยทำให้กำแพงความโกรธของน้ำค้างสั่นคลอน แต่ความเจ็บช้ำยังคงอยู่
“กูจะกลับหอ มึงจะเข้าไปต่อข้างในก็ตามสบาย” น้ำค้างสะบัดไหล่พยายามผลักไสความห่วงใยนั้นออกไป
“โธ่... อีน้ำ! เจอมาขนาดนี้แล้ว มึงยังคิดว่ากูจะกล้ากลับเข้าไปอีกเหรอวะ?” ฟางร้องขึ้นด้วยท่าทีไม่พอใจตามเพื่อน น้ำเสียงติดจะงอนที่น้ำค้างมองเธอในแง่ร้ายเกินไป
“ไม่รู้ล่ะ... เมื่อกี้กูเห็นมึงกำลังเคลิ้มเลยนี่ บางทีมึงอาจจะอยากควบสองเลยก็ได้ ใครจะไปรู้” น้ำค้างประชดประชันอย่างเจ็บแสบ ก่อนจะหันหลังขยับตัวเดินดุ่มๆ ออกไปจากลานจอดรถอย่างไม่คิดจะเหลียวหลัง
“แล้วมึงจะไปไหน!” ฟางตะโกนไล่หลังอย่างตกใจ
“กูจะเดินกลับเอง มึงกลับเข้าไปเถอะ จะได้หายคัน!”
คำพ่นประชดประชันฉบับเพื่อนสนิทที่รู้ไส้รู้พุงกันดี ทำเอาฟางถึงกับสะอึก เธอรีบวิ่งตามไปคว้าแขนน้ำค้างไว้พลางบ่นพึมพำอย่างไม่สบอารมณ์
“อีบ้า! มึงจะงอนมากไปแล้วอีเวร... มานี่เลย กูก็จะกลับแล้วเหมือนกัน เสียอารมณ์ชิบหายวันนี้!” ฟางกระชากเสียงพลางจูงมือเพื่อนสาวให้เดินกลับไปที่รถมอเตอร์ไซค์คันโปรด
ท่ามกลางความมืดมิดของยามวิกาล ความผูกพันของเพื่อนรักเริ่มดึงรั้งอารมณ์ที่แตกกระเจิงให้กลับเข้าที่เข้าทาง แม้คืนนี้จะจบลงด้วยความขุ่นมัว…
บานประตูไม้เก่าครูดไปกับพื้นห้องเสียงดัง เอี๊ยด บาดลึกเข้าไปในความเงียบสงบที่น้ำค้างโหยหา ร่างสองสาวก้าวผ่านธรณีประตูเข้าไปในห้องพักแคบๆ ที่มีเพียงแสงนวลจากหลอดไฟทางเดินลอดเข้ามา น้ำค้างทิ้งกายลงบนเตียงนอนชั้นล่างอย่างเชื่องช้า สัมผัสจากฟูกแข็งๆ ไม่ได้ช่วยให้เธอรู้สึกมั่นคงขึ้นเลย ตรงกันข้าม หัวใจของเธอกลับเบาโหวงและสั่นไหวราวกับตะกอนดินที่ถูกกวนจนขุ่นคลั่กในสายน้ำ
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอย่างรวดเร็ว เป็นความเงียบที่หนักอึ้งและอึดอัด
ฟางลอบมองแผ่นหลังของเพื่อนรักที่นั่งนิ่งงันดั่งรูปสลัก เธอไม่ได้เอ่ยปากซ้ำเติมหรือชวนคุย แต่กลับเลือกที่จะประคับประคองอารมณ์ที่แตกสลายของเพื่อนด้วยการนิ่งเฉย เธอเดินไปลากเก้าอี้ไม้หน้าโต๊ะอ่านหนังสือของตนออกมานั่งลง
เสียงขาเก้าอี้ครูดไปกับพื้นดัง ครืด แผ่วเบา ฟางหย่อนตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม สายตาที่เฝ้ามองมาเต็มไปด้วยความอึดอัดและรู้สึกผิดไม่ต่างจากคนถูกกระทำ
“น้ำ... กูขอโทษมึงจริงๆ นะ” ฟางกระซิบเสียงแผ่ว ความเงียบในห้องทำให้คำขอโทษนั้นฟังกังวานและหนักอึ้งอย่างประหลาด
น้ำค้างไม่ได้ตอบ เธอเพียงแต่นั่งเหม่อลอย ปล่อยให้ภาพสัมผัสจาบจ้วงและกลิ่นน้ำหอมฉุนกริบที่ยังติดอยู่ที่ผิวเนื้อคอยหลอกหลอนจนนึกขยะแขยงตัวเอง มือที่สั่นเทาค่อยๆ เอื้อมไปหยิบสมุดบันทึกเล่มเก่าข้างหมอนขึ้นมา—สมุดที่เป็นดั่งที่พักพิงเดียวที่เหลืออยู่ในเมืองใหญ่แห่งนี้
เธอบรรจงพลิกเปิดหน้ากระดาษอย่างเชื่องช้า ราวกับกลัวว่าหากออกแรงมากกว่านี้ ความทรงจำที่บรรจุอยู่ข้างในจะบุบสลาย
ซองพลาสติกใสที่บรรจุดอกพลับพลึงป่าแห้งกรอบถูกหยิบขึ้นมาวางไว้ในอุ้งมือ แสงไฟรำไรในห้องตกกระทบกลีบดอกไม้สีขาวหม่นที่เคยเบ่งบานบริสุทธิ์ท้าแสงตะวัน ทว่าบัดนี้มันกลับเปราะบางและซีดจางไปตามวันเวลา
ภาพดอกไม้ในมือเริ่มพร่าเลือนด้วยหยาดน้ำตาที่รื้นขึ้นมาคลอเบ้า ความรู้สึกผิดแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่ลำคอ... รอยราคีที่เพิ่งเผชิญมาเมื่อครู่ช่างดูโสโครกเหลือเกินเมื่อวางเทียบกับความขาวสะอาดของดอกไม้ดอกนี้
“ขอโทษนะ...” น้ำค้างพึมพำออกมาเบาๆ กับดอกไม้ในมือ
คำขอโทษนั้นไม่ได้หมายถึงดอกไม้แห้ง แต่มันสื่อไปถึงเจ้าของดอกไม้และคำสัญญาในวัยเยาว์ที่เธอรู้สึกเหมือนกำลังทรยศมันลงทีละน้อย ความร้อนผ่าวที่โหนกแก้มในตอนนี้ไม่ใช่เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่หลงเหลือ แต่เป็นเพราะความละอายใจที่กัดกินลึกลงไปในจิตวิญญาณ
เธอก้มหน้าลงจนหยดน้ำตาร่วงเผาะลงบนซองพลาสติก น้ำค้างรีบใช้นิ้วปาดมันออกอย่างแผ่วเบาที่สุด ราวกับกลัวว่าความโศกเศร้าของเธอจะซึมลึกเข้าไปทำลายความบริสุทธิ์สุดท้ายที่ยังหลงเหลืออยู่ให้มัวหมองลงไปมากกว่าเดิม
ฟางที่นั่งมองอยู่นอกวงโคจรได้รับรู้ถึงมวลความเจ็บปวดนั้นผ่านแผ่นหลังที่สั่นเทาของเพื่อน
เธอพรูลมหายใจออกมาแผ่วเบาด้วยความรู้สึกเข้าใจในความรู้สึกของเพื่อน เธอรู้ดีว่าดอกไม้แห้งในมือนั้นคือ "หัวใจ" ที่น้ำค้างเฝ้าถนอมยิ่งกว่าชีวิต และความอัปยศที่เจอมาในค่ำคืนนี้... มันกำลังบั่นทอนความภาคภูมิใจเพียงหนึ่งเดียวของดอกพลับพลึงป่าดอกนี้ไปอย่างไม่มีวันเรียกคืนได้อีกเลย
ฟางขยับตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้ง ความเงียบภายในห้องเริ่มกัดกินความรู้สึกจนเธอทนเฉยต่อไปไม่ไหว เธอค่อยๆ ก้าวเท้าอย่างแผ่วเบาเข้าไปหาร่างที่สั่นเทาบนเตียง ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างหลังน้ำค้างอย่างระมัดระวัง
แขนทั้งสองข้างของฟางเอื้อมไปโอบกอดเพื่อนรักไว้จากด้านหลังอย่างทะนุถนอม เธอซบใบหน้าลงกับลาดไหล่ที่ลู่ตกลงของน้ำค้าง สัมผัสได้ถึงไออุ่นปนแรงสั่นสะท้อนจากร่างกายของคนในอ้อมกอด กลิ่นแชมพูอ่อนๆ ของน้ำค้างที่เคยคุ้นเคย บัดนี้ดูเหมือนจะอบอวลไปด้วยมวลความเศร้าที่มองไม่เห็น
ความเงียบเข้าครอบงำห้องพักอยู่ชั่วครู่ มีเพียงเสียงลมหายใจที่ติดขัดของน้ำค้างและเสียงเข็มนาฬิกาที่เดินวนเวียนไปตามหน้าที่ ฟางกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นอีกนิด ราวกับจะช่วยแบกรับความเจ็บปวดนั้นไว้กึ่งหนึ่ง ก่อนจะทำลายความเงียบขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและจริงใจที่สุดเท่าที่น้ำค้างเคยได้ยิน
“น้ำ... ถ้ากูเป็นพี่ตะวัน กูจะรักมึงให้สุดชีวิตเลยนะ”
ฟางเว้นจังหวะพลางสูดลมหายใจเข้าลึก “และกูก็คิดว่า... พี่เขาก็คงรู้เหมือนที่กูรู้ ว่ามึงรักเขามากขนาดไหน”
คำพูดแผ่วเบาที่พ่นผ่านริมฝีปากของเพื่อนสนิทเหมือนกระแสขั้วลบที่เข้ามาปะทะกับความเย็นเยียบในใจน้ำค้าง มันไม่ใช่แค่คำปลอบใจตามมารยาท แต่น้ำค้างสัมผัสได้ถึงความหนักแน่นในถ้อยคำนั้น—ความรู้สึกที่ฟางรับรู้ได้จริงๆ ว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้กำลังแบกรับความรักที่ยิ่งใหญ่เกินตัวเอาไว้เพียงลำพัง
บรรยากาศในห้องพักที่เคยหนาวเหน็บด้วยรอยร้าวเริ่มจางคลายลง แทนที่ด้วยไอร้อนจางๆ จากอ้อมกอดที่ฟางมอบให้ น้ำค้างรู้สึกได้ถึงแรงกระชับที่หัวไหล่ซึ่งแฝงความรู้สึกผิดไว้อย่างท่วมท้น กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่ฟางฉีดไปเมื่อหัวค่ำเริ่มจางลง เหลือเพียงกลิ่นอายของความเศร้าและความเป็นจริงที่น่าอดสู
“กูสัญญานะน้ำ...” เสียงของฟางสั่นพร่าอยู่ข้างหู ลมหายใจอุ่นรดรินลงบนลาดไหล่ “ต่อไปนี้กูจะไม่ทำให้มึงต้องรู้สึกผิดแบบนี้อีก กูขอโทษมึงจริงๆ... กูแค่อยากให้มึงได้ลองมีชีวิตที่มีสีสันเหมือนคนอื่นเขาบ้างก็เท่านั้นเอง”
ถ้อยคำสารภาพผิดที่หลุดออกมาอย่างจริงใจทำให้น้ำค้างชะงักไปครู่หนึ่ง ความโกรธขึงที่เคยพุ่งพล่านเริ่มมอดดับลง เหลือเพียงความอ่อนล้าที่เกาะกินใจ เธอค่อยๆ เอี้ยวตัวกลับไปหาเพื่อนรักที่ยังซบหน้าลงกับไหล่ของเธอ
น้ำค้างยกมือน้อยๆ ขึ้นมาวางทับลงบนมือของฟางที่โอบกระชับเธออยู่ สัมผัสจากปลายนิ้วที่เย็นเยียบของเธอกับความอุ่นจากฝ่ามือของเพื่อนสอดประสานกันเป็นการตอบรับสัญญานั้นโดยไม่ต้องมีคำพูดใดๆ
เธอยกมือที่ยังเย็นเฉียบขึ้นมาวางทับลงบนหลังมือของฟางที่โอบไหล่เธออยู่ สัมผัสแผ่วเบานั้นคือการรับรู้และให้อภัยที่ลึกซึ้งเกินกว่าคำพูด
แววตาของน้ำค้างที่เคยแข็งกร้าวค่อยๆ อ่อนลงเหมือนดอกไม้ที่ได้รับน้ำค้างยามเช้า แม้จะยังบอบช้ำ แต่เธอก็รู้ดีว่าเธอยังมีอ้อมกอดนี้ที่พร้อมจะแตกสลายไปพร้อมๆ กับเธอ
“เออ... กูรู้” น้ำค้างพึมพำตอบรับเบาๆ ในลำคอ
ท่ามกลางความมืดมิดและรอยร้าวในใจ ความผูกพันของเพื่อนรักได้กลายเป็นกาวใจชั้นดีที่ช่วยสมานเศษเสี้ยวของหัวใจที่แตกกระจาย ให้กลับมารวมกันได้อีกครั้ง... แม้มันอาจจะไม่สมบูรณ์เหมือนเดิมก็ตาม
“พี่หาคนอื่นขึ้นงานแทนน้ำหน่อยได้มั้ย เสาร์นี้น้ำไม่ว่างจริงๆ น้ำจะกลับบ้านไปหาลูก...”น้ำค้างมีสีหน้าหนักใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อต้องเอ่ยปากปฏิเสธงานจากลูกค้าขาประจำ ร่างบางยืนแอบอยู่หลังเสาต้นใหญ่บริเวณหน้าโถงทางเข้าอาคารเรียนของคณะ สายตาสอดส่องมองไปรอบกายด้วยความระมัดระวัง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาจนเกือบเป็นเพียงเสียงกระซิบเข้าไปในสายโทรศัพท์“พี่พยายามแล้วน้ำ... พี่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมลูกค้ารายนี้เขาถึงเจาะจงแค่น้ำคนเดียว นี่มันแทบจะวันเว้นวันเลยนะในอาทิตย์นี้” เสียงของติ๊กที่ดังตอบกลับมาจากปลายสายเต็มไปด้วยความหนักใจไม่แพ้กัน“ความจริงพี่ก็ไม่อยากให้น้ำลำบากใจหรอกนะ แต่เขาเร่งพี่จริง ๆ พี่พยายามเสนอให้เจ้ามินต์ไปแทนก่อนในครั้งนี้ เขาก็ปฏิเสธยืนยันคำเดิมว่าจะเอาน้ำคนเดียว ไม่รู้ติดอกติดใจน้ำอะไรหนักหนา” ติ๊กถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยหน่ายเมื่อนึกถึงความเขี้ยวและความตั้งใจของลูกค้ารายสำคัญรายนี้“แกงดกลับบ้านสักอาทิตย์ไม่ได้เหรอน้ำ เอาเงินก่อนไม่ดีกว่าเหรอ? เสียดายโอกาสนะ รายนี้ทิปหนักซะด้วย แกก็รู้อยู่แล้วนี่” ติ๊กพยายามเอ่ยบิ้วต์เพื่อนรุ่นน้องด้วยความปรารถนาดีน้ำค้างนิ่งเงี
“ฟาง... กูว่ากูเอายัยหนูไปให้แม่กูเลี้ยงที่บ้านนอก… ดีมั้ยวะ?”น้ำค้างเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาคล้ายเป็นการปรึกษาและหยั่งเชิงเพื่อนสนิท ท่ามกลางความเงียบสงัดภายในห้องพัก สายตากลมโตช้อนขึ้นมองร่างเล็กกระจิดริดของทารกน้อยที่กำลังนอนหลับสนิทอยู่บนเบาะนุ่มข้างกาย ดวงตาของเธอมองดูลูกน้อยด้วยความรู้สึกที่สับสน ว้าวุ่น และเหนื่อยล้าอย่างถึงที่สุดความชอกช้ำและความเครียดที่สะสมมานานหลายวันบันดาลให้แววตาของเธอหม่นแสงลง ร่างบางสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อความสิ้นหวังแผดเผาเข้ามาในจิตใจ“ทำไมมึงถึงคิดแบบนั้นวะ?”ฟางมีสีหน้าไม่สบายใจขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำพูดของเพื่อนสนิท เธอถลันตัวลุกขึ้นจากขอบเตียง ขยับเข้ามานั่งใกล้ทารกน้อยที่นอนนิ่งไม่รับรู้เรื่องราวความทุกข์ร้อนของผู้ใหญ่“กูคิดเรื่องนี้มาหลายวันแล้ว...” น้ำค้างพูดด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความสะเทือนใจ การตัดสินใจครั้งนี้กัดกร่อนหัวใจของเธอจนแหลกสลาย “เราสองคนไม่รู้เรื่องการเลี้ยงเด็กอ่อนเลยสักนิด มึงเองก็ต้องเรียน ไหนจะต้องมาอดหลับอดนอนช่วยกูเลี้ยงลูกอีก ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องอะไรของมึงเลยสักนิด”น้ำค้างเว้นจังหวะ ถอนหายใจออกมาหนักหน่วง นัยน์ตาคู่
หญิงสูงวัยค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาที่หยาบกร้านจากการทำงานหนัก ประคองรับร่างทารกน้อยจากอ้อมกอดของน้ำค้างขึ้นมากอดแนบอกอย่างโอบอุ้มทะนุถนอม ความรัก ความสงสาร และความเอ็นดูพรั่งพรูขึ้นมาจุกแน่นอยู่ในอก เมื่อได้เพ่งมองใบหน้าจิ้มลิ้มไร้เดียงสาของหลานสาวตัวน้อย นัยน์ตาที่ฝ้าฟางเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความอาภัพเวทนา รำพึงรำพันในใจถึงชะตากรรมของแก้วตาดวงใจดวงใหม่ที่ต้องเกิดมาท่ามกลางความลับและความทุกข์ยากของคนเป็นแม่“โธ่เอ๊ย... ยัยหนูหลานยาย... ทำไมถึงได้อาภัพอย่างนี้นะลูก...”น้ำเสียงแหบพร่าสั่นระริกเอ่ยรำพันออกมาอย่างสุดแสนสงสาร ภาพความรักอันยิ่งใหญ่และความชอกช้ำระกำใจของสองแม่ลูกตรงหน้า บีบคั้นหัวใจของฟางจนกักเก็บความรู้สึกไว้อีกต่อไปไม่ไหว หยาดน้ำตาใสเอ่อล้นคลอเบ้า ก่อนจะค่อยๆ ไหลรินอาบสองแก้มของเธอลงมาอย่างเงียบเชียบ ด้วยความรู้สึกสงสารเพื่อนจับใจและสะเทือนใจกับความรักของผู้เป็นแม่ฟางขยับกายเข้าไปใกล้ รวบโอบกอดแผ่นหลังบางของน้ำค้างและน้านิดไว้แน่น รวมเป็นอ้อมกอดอันอบอุ่นที่ไร้เสียงเอื้อนเอ่ย มีเพียงหยาดน้ำตาและเสียงสะอื้นไห้ที่ดังก้องไปทั่วเรือนไม้ใต้ถุนสูงหลังเก่าท่ามกลางอ้อมกอด
กาลเวลาค่อย ๆ หมุนผ่านไปอย่างสงบ จากวันเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์เป็นเดือน พร้อมกับท้องของน้ำค้างที่ค่อย ๆ ป่องนูนขึ้นทีละน้อย“มึงคิดว่าเราต้องมีอะไรอีกวะ?” ฟางหันไปถามเพื่อนขณะที่ง่วนอยู่กับการจัดเตรียมของใช้เด็กอ่อนใส่กระเป๋าผ้าใบโตเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันคลอด“กูว่าเราคงเตรียมกันหมดแล้วล่ะ... กูต้องขอบใจมึงจริงๆ นะฟาง ถ้ากูไม่มีมึง กูไม่รู้ว่าตอนนี้กูจะเป็นยังไง” น้ำค้างที่นั่งพักผ่อนอยู่บนโซฟาส่งยิ้มอบอุ่น มือเรียวถือแก้วชาไข่มุกจิบเบา ๆ พลางจ้องมองเพื่อนรักที่ตั้งหน้าตั้งตาจัดกระเป๋าใบนี้มาหลายวันโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ร่างบางอุ้ยอ้ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทว่าใบหน้าหวานกลับฉายแววความสุขและความเอิบอิ่มของความเป็นแม่อย่างเต็มเปี่ยม“มึงใกล้คลอดเต็มทีแล้ว... กูเสียดายจัง ที่พี่ตะวันไม่ได้อยู่กับมึงในโมเมนต์แบบนี้” ฟางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและเศร้าหมอง ทว่าเมื่อพูดจบเธอก็ชะงักกึก รู้สึกตัวทันทีว่าได้พลาดพูดสิ่งที่ไม่ควรออกไปจนอาจจะไปกระทบกระเทือนใจเพื่อนรัก“กูขอโทษ... กูแค่...”“ไม่เป็นไรหรอกฟาง ให้พี่เขาเข้าใจอย่างนั้นน่ะดีแล้ว” น้ำค้างระบายยิ้มออกมาอย่างเศร้าสร้อย แววตาสั่นระริ
“นี่เจ้าค่ะ คุณหญิง”ฟางยื่นจานอาหารที่มีเนื้อปลาปรุงสุกอย่างดีสองสามอย่าง พร้อมกับบล็อกโคลีและแครอทต้มสุกสีสดใสมาวางไว้ตรงหน้าน้ำค้าง หญิงสาวสัพยอกเพื่อนรักอย่างสนุกปากด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะเลื่อนจานอาหารอีกจานวางลงที่ด้านหน้าของตัวเอง แล้วค่อย ๆ หย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับน้ำค้าง“พี่ติ๊กล่ะ?” น้ำค้างเอ่ยถามพลางกวาดสายตามองหา“โน่น... กำลังเดินมา รายนั้นรู้สึกจะชอบอาหารญี่ปุ่นสุด ๆ ดูทรงแล้วปลาทูน่าคงหมดเคาน์เตอร์แน่” ฟางตอบกลั้วหัวเราะ“งั้นเดี๋ยวพี่ไปดูก่อนนะ ว่ามีอะไรกินมั่ง”โต้งเอ่ยขึ้นพร้อมกับหยัดกายลุกขึ้นยืนขนาบข้าง ในจังหวะเดียวกับที่ติ๊กเดินถือจานอาหารญี่ปุ่นเลื่อนเก้าอี้ลงนั่งข้างฟางพอดี ชายหนุ่มส่งยิ้มให้แฟนสาวก่อนจะเดินแยกตัวออกไปปล่อยให้สามสาวได้คุยกันตามประสา“เอ... น่าจะมากันแล้วนะ” ฟางชะงักมือที่กำลังถือช้อน ชะเง้อมองไปรอบ ๆ โถงห้องอาหารหรูราวกับกำลังมองหาใครบางคนด้วยท่าทางมีเลศนัย“หาใครของมึงวะ?” น้ำค้างเอ่ยถามเมื่อเห็นท่าทีลุกลี้ลุกลนแปลก ๆ ของเพื่อนสนิท“นัดกับใครบางคนไว้น่ะ เดี๋ยวมึงก็รู้เอง” ฟางพูดลอยหน้าลอยตา ทำเป็นไม่สนใจสายตาอยากรู้อยากเห็นของน
ประตูห้องพักเปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของฟางที่เดินก้าวเข้ามาด้านใน มือเรียวถือถุงน้ำเต้าหู้ร้อนๆ ที่เธอแวะซื้อกลับมาจากหน้ามหาวิทยาลัยเป็นประจำเพื่อนำมาบำรุงครรภ์ของเพื่อนสนิทอย่างเอาใจใส่ทุกครั้งที่มีโอกาส“พรุ่งนี้มึงทำตัวให้ว่างนะ พี่ติ๊กเขาขอเลี้ยงข้าวพวกเรา” ฟางเอ่ยขึ้นพลางวางถุงน้ำเต้าหู้ลงบนโต๊ะกลางห้องน้ำค้างที่กำลังนั่งอ่านนิตยสารแม่และเด็กอยู่บนโซฟาเงยหน้าขึ้น มองหน้าเพื่อนรักเป็นเชิงคำถามทันทีด้วยความสงสัย“ตอนแรกพี่เขาจะขอเป็นข้าวเย็น แต่กูคิดว่ามึงคงไม่รอด ท้องเริ่มโตขึ้นทุกวันแบบนี้กูเลยไม่อยากให้มึงต้องออกไปสมบุกสมบันกลางค่ำกลางคืนมากนัก” ฟางอธิบายเหตุผลยาวเหยียดหลังจากคิดแทนเพื่อนเสร็จสรรพ“กูไม่ไปได้ไหม... มึงไปกับพี่เขาแค่สองคนได้ไหมวะ?” น้ำค้างถอนหายใจออกมาเบาๆ เอ่ยปฏิเสธด้วยน้ำเสียงติดเกรงใจ เมื่อรู้สึกว่าสภาพร่างกายและความอุ้ยอ้ายของคนกำลังตั้งครรภ์ไม่เอื้ออำนวยเหมือนแต่ก่อน“ไม่ได้! สำหรับครั้งนี้กูอยากให้มึงไปด้วยจริงๆ เพราะกูกับพี่ติ๊กมีอะไรจะเซอร์ไพรส์มึง” ฟางหันมาลอยหน้าลอยตาใส่เพื่อน นัยน์ตาคู่สวยทอประกายความลับบางอย่างออกมาอย่างปิดไม่มิด“มีอะไรวะ... ทำเป







