تسجيل الدخولบรรยากาศในค่ำคืนปกคลุมไปด้วยความมืดมิดทั่วทุกพื้นที่ พร้อมกับความหนาวเย็นของอากาศที่ทำเอาร่างเล็กขนลุกชันไปทั่วร่าง
ร่างบางที่เพิ่งเดินพ้นชายป่าเข้าเขตเรือนจึงเร่งฝีเท้าเพื่อกลับเรือน ท่ามกลางเสียงจิ้งหรีดเรไรที่พากันส่งเสียงร้องระงมเซ็งแซ่อยู่ตามพุ่มไม้หลังบ้าน แต่ไม่ได้ฟังดูน่ากลัวเลยสักนิด
หากแต่เป็นเสมือนบทเพลงขับกล่อมไพเราะของธรรมชาติ ที่ยิ่งช่วยให้ค่ำคืนนี้ดูสงบและผ่อนคลายยิ่งขึ้น
ดวงตากลมโตมองขึ้นไปบนเรือนในยามนี้ แสงตะเกียงน้ำมันนวลตาถูกจุดขึ้นจนสว่างไสวไปทั่ว ส่งให้บรรยากาศรอบกายดูอบอุ่นและปลอดภัยขึ้นมาทันตา
ความร้อนใจจากความห่วงใยจากคนบนเรือนใหญ่เริ่มผ่อนคลายลง พลันเห็นร่างของแม่นิลก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา
“ไปไหนมารึแม่นิล มืดค่ำป่านนี้แล้วยังอยู่ข้างล่าง รู้ไหมว่าพ่อกับแม่เป็นห่วง”
เสียงทุ้มใจดีของคนเป็นพ่อที่นั่งขัดสมาธิอ่านตำราอยู่กลางโถงเรือนดังขึ้น
ในยามที่สวมบทบาทเป็นพ่อโรง ผู้เป็นพ่อมักจะเคร่งครัดไปด้วยระเบียบที่ต้องปฏิบัติตามอย่างไม่อาจขัดและค่อนข้างจะดุ จนดูน่าเกรงขาม
แต่เมื่อยามทำหน้าที่พ่อ ผู้ชายตรงหน้าเธอตอนนี้กลับเป็นผู้ให้กำเนิดที่มีแต่ความรัก ความเอาใจใส่และความอบอุ่นให้เธอเสมอ
“ลูกหายไปประเดี๋ยว นายโรงผู้เคร่งขรึมก็คิดถึงลูกแล้วหรือจ๊ะ”
ใบหน้านายโรงเปื้อนยิ้มละมุน สายตาเปี่ยมด้วยความเอ็นดูจับจ้องตรงมายังตะกร้าดอกไม้ในมือของบุตรสาว
“ทำเป็นพูดเล่นไปเถอะแม่นิล หากพ่อจะคิดถึงหญิงผู้ใด คนผู้นั้นคงเป็นแม่แก้ว แม่ของเอ็งเพียงผู้เดียว”
“ลูกแค่ออกไปเก็บดอกพุดมาเพิ่ม จะเอามากรองมาลัยจ้ะ”
นิลเอ่ยตอบกลับเสียงหวาน พร้อมทำหน้ายู่ใส่ผู้เป็นพ่อที่แสดงความรักต่อแม่อย่างไม่นึกอายเธอที่เป็นลูกเลยสักนิด พลางส่งยิ้มประจบประแจงเอาใจอีกเล็กน้อย เพราะเกรงว่าอาจจะโดนดุที่กลับมาค่ำมืดเช่นนี้
คนเป็นแม่ที่กำลังจัดเตรียมหมากพลูและเครื่องบูชา หันมาสบตา พลางส่ายหน้ายิ้มๆ ด้วยความเอ็นดู ก่อนจะหันไปสำทับกับลูกสาวและบ่าวไพร่ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าแฝงความละเอียดลออ
“แม่อิ่ม รีบไปตรวจตราดูหน้าต่างเสียหน่อยเถิด แลปิดประตูลงดาลหน้าต่างให้เรียบร้อยดั่งเช่นทุกที แม่นิลก็เหมือนกัน...ไปช่วยแม่อิ่มลงดาลประตูเรือนเร็วเข้า”
เมื่อเห็นว่าลูกสาวกลับขึ้นเรือน แม่ครูแก้วก็เร่งให้บ่าวในเรือนปิดประตูลงดาลหน้าต่างเรือนทันทีทำให้นิลได้แต่ยิ้มรับ และทำตาม
คนตัวเล็กวางตะกร้าดอกพุดลงบนตั่งไม้อย่างเบามือ พร้อมกับเดินไปทางหน้าต่างอีกฟากเพื่อทำตามที่คนเป็นแม่บอก
เมื่อประตูลงดาลปิดสนิท เสียงจิ้งหรีดเรไรภายนอกก็แว่วแผ่วลง กลายเป็นเสียงคลอเบาๆ อยู่เบื้องหลัง
นิลแอบชำเลืองสายตาผ่านหน้าต่างไม้บานสุดท้าย มองออกไปยังทิศทางของป่าทึบและปราสาทพิชัยนาคาอีกครั้ง
แสงไฟสีนวลส้มที่วูบไหวอยู่ไกลๆ ดูงดงามราวกับแสงหิ่งห้อยนับร้อยดวงที่กำลังเริงระบำในคืนวันโกน พร้อมกับส่งกลิ่นจันทน์หอม ลอยอบอวลจางๆ ในอากาศ
มันช่างเข้ากันได้ดีกับกลิ่นหอมของดอกพุดซ้อนบานในตะกร้าสานของเธอ จนทำให้หัวใจดวงน้อยรู้สึกวูบไหวอย่างบอกไม่ถูก
“แม่นิล ลูกเร่งลงดาลหน้าต่างเสียเถิด”
“เปิดไว้สักบานไม่ได้หรือจ๊ะ ลมกำลังพัดเย็นสบาย”
นิลหันไปเอ่ยถามพ่อโรง พ่อของตัวเองด้วยความสงสัย เพราะแต่เล็กจนโต ทุกวันพระ วันโกน ชาวบ้านทุกครัวเรือนจะพากันปิดบ้านเรือนกันจนเงียบเชียบ
“ทำตามที่พ่อเอ็งบอกเถิดแม่นิล ก่อนชาวบุญวังจะออกมา”
นิลมองผู้เป็นแม่ที่กำลังเตรียมหมากพลู จนกระทั่งไม่มีเวลาหันหน้ามามองเธอ คนตัวเล็กจึงลอบออกไปทางหน้าต่างที่ยังเปิดไว้ และมองดูแสงไฟอยู่ไกลๆ
“ชาวบุญวังน่ากลัวมากหรือจ๊ะ”
นิลเอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย เพราะตั้งแต่เล็กจนโต เธอก็ได้ฟังเรื่องเล่าของชาวบุญวังมามากมาย จนเกิดความใคร่รู้ ใคร่สงสัย
“ข้าเกิดมาจนปูนนี้ก็ไม่เคยได้เห็นหรอกนะ ว่าน่ากลัวหรือไม่ แต่คนเฒ่าคนแก่บอกเล่าไว้ว่า ชาวบุญวังนั้นงดงามดั่งคนมีบุญ หากเป็นชายก็รูปงามจนต้องเหลียวมอง หากเป็นหญิงก็สวยหยดจนน่าหลงใหล”
นิลที่ได้ฟังก็พลันคิดถึงหน้าชายแปลกหน้าที่เพิ่งได้เจอกัน ชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลา และดวงตาสีนิลที่จ้องมองมาคล้ายมีมนต์สะกด เข้าเค้ากับคำบอกเล่าของพ่อ และหากเจอกันในที่ห่างไกล ชายหนุ่มรูปงามเช่นนั้นเธอก็คงเหลียวหลังมองเช่นกัน
“ในเมื่องามถึงเพียงนั้น แล้วเหตุใดจึงต้องหลบเลี่ยงละจ๊ะ”
“เพราะว่ารูปงามนั้นละที่น่ากลัว เพราะเมื่อได้พบสบตาก็มักจะหลงใหล ดั่งต้องมนต์จนไม่ได้สติ สุดท้ายก็กลายเป็นคนเลื่อนลอย แลอาจเป็นคนหายสาบสูญได้”
นิลยืนนิ่งค้าง มือที่จับสลักไม้เตรียมจะลงดาลหน้าต่างพลันสั่นไหว กับคำว่ากลายเป็นคนสาบสูญของผู้เป็นพ่อ
ภาพใบหน้าคมคายดั่งรูปสลักของชายแปลกหน้าแล่นผ่านเข้ามาในมโนสำนึกอีกครั้ง ดวงตาสีนิลคู่นั้นเด็ดเดี่ยว ทรงอำนาจ ทว่าแฝงกระแสคลื่นบางอย่างที่ดึงดูดให้เธออยากก้าวเข้าไปหา
แต่เขาอาจจะไม่ใช่ชาวบุญวัง และอาจจะเป็นคนต่างหมู่บ้านก็ได้นี่
“นิล... ลงดาลหน้าต่างเสียทีสิลูก ยืนเหม่ออะไรอยู่”
เสียงนุ่มนวลของแม่แก้วทักขึ้น ทำให้หญิงสาวหลุดจากภวังค์จากความคิดที่กำลังเตลิดไปไกล
“จะ... จ้ะแม่”
นิลสะดุ้งตัวเล็กน้อย ก่อนจะรีบดันสลักไม้ขัดบานหน้าต่างไม้สักหนาเข้าช่องเดือยทันที
ทว่าสายตาของเธอยังคงจับจ้องผ่านช่องว่างเล็กๆ ของเนื้อไม้ มองฝ่าความมืดมิดไปยังทิศทางของปราสาทพิชัยนาคา ที่แทบจะมองไม่เห็นอะไร
แสงไฟวูบไหวที่ละลานตาคล้ายหิ่งห้อยเมื่อครู่ยังคงตราตรึง เช่นเดียวกับกลิ่นจันทน์หอมที่ลอยมาตามลม ผสมปนเปกับกลิ่นดอกพุดซ้อนบนตั่งไม้จนแยกไม่ออก
“ลงกลอนเรียบร้อยดีแล้วใช่ไหมแม่นิล มานั่งนี่มาลูก”
เสียงทุ้มอบอุ่นของผู้เป็นพ่อเอ่ยขึ้นด้วยความเอ็นดู ทลายความเงียบงันและฉุดให้นิลละสายตาจากรอยแยกของบานหน้าต่างไม้สัก
คนตัวเล็กกะพริบตาถี่ๆ เพื่อขับไล่ความคิดและภาพคบไฟลึกลับในป่าทึบออกไป ก่อนจะก้าวเดินพาเรือนร่างบางเข้าไปหาผู้เป็นพ่อทันที
“เรียบร้อยแล้วจ้ะพ่อ”
นิลขยับยิ้มบางส่งไป ทว่าในน้ำเสียงกลับมีความสั่นไหวเล็กๆ และความรู้สึกบางอย่างที่พยายามซ่อนไว้
“ดูทำหน้าเข้า นึกกลัวขึ้นมาหรือไง”
“กลัวจ้ะ แต่ก็ใคร่อยากรู้ด้วย”
นิลสารภาพเสียงอ้อมแอ้ม ใบหน้าหวานก้มลงต่ำเพื่อหลบสายตารู้ทันของพ่อ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งพับเพียบอยู่ข้างๆ ตั่งไม้ พร้อมกับเอื้อมไปดึงตะกร้าไม้สานเข้ามาใกล้เพื่อเตรียมคัดดอกไม้สำหรับกรองมาลัยถวายพระในวันพรุ่งนี้
“งั้นพ่อจะเล่าให้ฟังดีหรือไม่”
คนเป็นพ่อทำท่าครุ่นคิด ขณะที่นิลเร่งขยับกายไปนั่งพับเพียบใกล้ผู้เป็นพ่อยิ่งกว่าเดิม และไม่ลืมจะติดเครื่องดอกไม้สดในมือไปด้วย
“ดีจ้ะ”
ทว่าเมื่อเธอก้มลงมองในตะกร้าจักสาน แสงจากตะเกียงนวลกลับส่องสว่างให้เห็นดอกพุดซ้อนบานสีขาวนวลที่ชายผู้นั้นเด็ดใส่มือเธอ ยิ่งพิศดูก็ยิ่งชวนพิสมัยให้นึกถึงคนให้ แถมยังส่งกลิ่นหอมฟุ้งจรุงใจ ราวกับใครคนนั้นกำลังคลี่ยิ้มให้เธออยู่
นิลยกนิ้วเรียวขึ้นแตะที่ใบหูของตัวเองเบาๆ นึกถึงสัมผัสที่แสนอ่อนโยนของชายผู้นั้น เพียงเท่านั้นรอยยิ้มบางก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างห้ามไม่อยู่
รูปงามถึงเพียงนั้นหรือว่าเขาจะเป็นชาวบุญวัง
นิลนึกคิดอยู่ในใจพลางลอบถอนหายใจยาว ก่อนจะรีบดึงสติตัวเองกลับคืนมา แล้วแสร้งทำเป็นหยิบเข็มขึ้นมาและเริ่มลงมือกรองมาลัยทีละดอกด้วยท่าทางประณีตเฉกเช่นทุกวัน
“อยากรู้เรื่องใดเล่า พ่อและแม่ก็เล่าให้เอ็งฟังมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก” พ่อโรงเอ่ยถามบุตรสาว ที่กำลังก้มหน้ากรองมาลัยอย่างตั้งใจ เรียกได้ว่ากรองได้งามไม่แพ้ผู้ใดเลยสักนิด
“เล่าแต่ว่าหากพบเห็นต้องหลบซ่อน แต่ลูกจะซ่อนได้อย่างไร ในเมื่อไม่เคยรู้ว่าเขาเป็นผู้ใดแลมาจากที่ไหน แล้วคนที่หายสาบสูญนั้น หายไปที่ใดเล่า”
นิลเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่สวยทอประกายระยับด้วยความกระหายใคร่รู้
“อยากรู้มากจริงนะเรา”
ผู้เป็นพ่อหัวร่อในลำคอ ทว่านิลกลับถามต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง จนคนเป็นแม่ที่ฟังอยู่อดไม่ได้ที่จะส่งสายตาปรามในกิริยาท่าทางนั้นของลูกสาวตัวเอง จนผู้เป็นพ่อต้องยกมือห้ามเพื่อบอกว่าไม่เป็นไร
“ก็ข้าอยากรู้นี่จ้ะ ในเมื่อบอกว่าคนที่เคยเจอก็สาบสูญไปหมด แล้วเช่นนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าเรื่องเล่าพวกนั้นเป็นเรื่องจริง มิใช่เรื่องที่ผู้ใหญ่กุขึ้นมาหลอกเด็ก”
มือหนาของผู้เป็นพ่อลูบลงบนเรือนผมสีดำยาวเป็นแพเงางามของบุตรสาวด้วยความรักและทะนุถนอมดั่งดวงใจ
“เพราะเคยมีคนรอดกลับมาบอกเล่าให้ฟังอย่างไรเล่า”
“…”
สายตาของพ่อแปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง ในขณะที่มือเล็กของนิลกลับหยุดชะงักไปในตอนที่กำลังกรองดอกพุด แล้วนิ่งฟังอย่างตั้งใจ
“มันเป็นเรื่องเล่าที่บอกเล่าต่อๆ กันมาว่าเคยมีแม่หญิงผู้หนึ่ง หลงเข้าไปในเมืองของชาวบุญวังนานนับเดือน ชาวบ้านแลญาติพี่น้องพากันตามหา แต่หาอย่างไรก็หาไม่พบ จนกระทั่งวันหนึ่ง หญิงผู้นั้นก็เดินกลับออกมาด้วยตนเอง”
“…”
พ่อโรงเว้นจังหวะ สายตาทอดมองไปข้างหน้าคล้ายกำลังนึกถึงเรื่องราวในอดีต
“ทว่าหลังจากที่กลับออกมา แม่หญิงผู้นั้นก็มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน แลหมดวาสนาสิ้นใจไป ตอนนั้นใครๆ ต่างก็พากันคิดว่าแม่หญิงผู้นั้นจิตเลอะเลือน เพราะเธอมักจะพร่ำเพ้ออยู่ตลอดเวลาว่าตัวเองอาศัยอยู่ในเมืองอันงดงามนั้นนานนับปี ทั้งที่ความจริง เธอหายไปจากเรือนเพียงแค่เดือนเดียวเท่านั้น”
นิลรู้สึกเย็นเยียบขึ้นมาในอก ความสับสนแล่นริ้วในความรู้สึก มันจะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไรเล่า ที่เวลาจะห่างกันนานถึงเพียงนั้น
“ชาวบ้านเลยพากันตั้งข้อสงสัยว่า คนที่หายสาบสูญไปอาจจะไม่ได้หายไปไหน แต่คงหมดสิ้นอายุขัยหลังจากหลงเข้าไปที่นั่น”
“หมายความว่าผู้ที่หลงเข้าไปและไม่ได้กลับออกมา มิใช่ว่าโดนทำร้ายแต่อายุสั้นลงและจากไปในเมืองนั้นหรือจ๊ะ”
“ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะเป็นเมืองทิพย์ที่อยู่อาศัยจากการสร้างบุญ หากไม่สร้างบุญก็คงอยู่ไม่ได้และสุดท้ายก็โดนกัดกินอายุขัยไปไงเล่า เพราะแบบนี้เราถึงเรียกพวกเขาว่าชาวบุญวังไงล่ะ”
“หากเป็นเช่นนั้นทำไมไม่กลับออกมาแต่แรกละจ๊ะ”
“ก็คงเพราะความงดงามของผู้คนในเมืองนั้น ที่ทำให้มนุษย์เช่นเราหลงใหลจนไม่มีสติไงละแม่นิล”
“แล้วเคยมีคนของชาวบุญวังหลงออกจากเมืองมาอาศัยปะปนกับพวกเราๆ บ้างหรือไม่จ๊ะ”
“ไม่เคยมีหรอก” พ่อโรงส่ายหน้าปฏิเสธหนักแน่น
“เพราะชาวบุญวังจะออกมาปรากฏแก่สายตาได้เพียงช่วงวันโกนแลวันพระเท่านั้น”
“ทำไมต้องเป็นแค่วันโกนกับวันพระละจ๊ะ”
“อันนี้พ่อก็ไม่แน่ใจนัก แต่เคยมีพระธุดงค์ที่มาปักกลดใกล้เขตปราสาทพิชัยนาคา ท่านว่าท่านเคยสื่อสารกันทางจิต บอกว่าแท้จริงแล้วชาวบุญวังนั้น ก็คือเหล่านาคบริวารชั้นสูงขององค์พ่อปู่พญาอนธกาฬนาคราช ที่คอยปักหลักปกป้องคุ้มครองผืนป่าและปราสาทพิชัยนาคาแห่งนี้อย่างไรเล่าแม่นิล”
เสียงปี่พาทย์โหมท่วงทำนองชั้นครู บีบคั้นอารมณ์ผู้คนจนแทบหยุดหายใจ บนยอดปราสาทชานพักขั้นที่ห้า นิลยังคงยังหยัดกายร่ายรำท่ามกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย แต่ไม่อาจลดทอนรอยยิ้มและความงดงามของนางได้เลยแม้แต่น้อยทว่าท่ามกลางสายตาชื่นชมของชาวบ้านรอบปราสาทกลับมีเพียงชบาที่ยืนอยู่เบื้องหลังเท่านั้นที่กำลังทอดสายตามองภาพตรงหน้าด้วยน้ำตาสภาพของนางรำเอกที่หลายคนชื่นชมจากที่ไกลๆ ในเวลานี้กลับทำให้รู้สึกสะเทือนใจจนน่าใจหาย ร่างระหงในชุดยกทอปักดิ้นทองระยิบระยับเริ่มสั่นเทาอย่างรุนแรง ลมหายใจของนิลขาดห้วงและถี่รัวจนน่าหวาดหวั่นศิลาแลงใต้ฝ่าเท้าเจิ่งนองไปด้วยหยาดฝนและหยาดน้ำตา แต่ละจังหวะที่นิลก้าวขยับกลับดูดเรี่ยวแรงของนางให้สูบหายไปทีละนิดเรียวแขนคู่งามที่เคยร่ายรำอย่างมั่นคง บัดนี้เริ่มอ่อนล้าจนสั่นระริก ทุกท่วงท่าดูราวกับฝืนทนต่อสู้กับแรงกดดันมหาศาลที่ไม่มีใครมองเห็นหากแต่รอยยิ้มนั้นกลับส่งสว่างไปถึงดวงตาจนดูงดงามและไม่อาจจะละสายตาไปจากนางได้เลยสักวินาทีแม้จะงดงามเพียงใด แต่ชบากลับยิ่งรู้สึกปวดใจยิ่งกว่า เพราะมาบัดนี้นางถึงได้เข้าใจ เมื่อได้ย้อนคิดตั้งแต่วันที่บุตรสาวพ่อโรงล้มป่วยอย่
บรรยากาศในช่วงสี่โมงเช้าที่เต็มไปด้วยเมฆหมอกหนาทึบ แต่พระอาทิตย์ที่ทอแสงขึ้นบนท้องฟ้ากลับสาดทอรัศมีเปล่งประกาย ไล่เรียงสีอ่อนไปจนถึงสีเหลืองและสีฟ้าที่ขอบด้านนอก คล้ายกับแถบสีของรุ้งกินน้ำหัวขบวนที่เดินบนทางหินศิลาแลงที่ปูทอดยาวขึ้นไปบนปราสาท นำโดยพราหมณ์พิธี ตลอดสองข้างทางถูกตกแต่งด้วยธงผ้าหลายสีงดงาม ที่เต็มไปด้วยชาวบ้านในพื้นที่ที่มารอชมขบวนนางรำในครานี้ท่ามกลางเสียงกระซิบกระซาบด้วยความตื่นเต้นของชาวบ้าน และเสียงดนตรีปี่พาทย์สลับกับเสียงกลองชัย ที่ดังกึกก้องไปทั่วทั้งบริเวณและในที่สุด ขบวนนางรำในเครื่องแต่งกายประณีตงดงามก็ค่อยๆ เยื้องกรายปรากฏกายเข้ามาเป็นริ้วขบวน ราวกับกลุ่มนางอัปสรที่ถูกสลักลวดลายลงบนหินทรายรอบปราสาทนิลทอดสายตามองตรงไปยังยอดปราสาท ดวงตาคู่สวยสั่นระริกเล็กน้อยก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความนิ่งสงบ นางก้าวเท้าขึ้นสู่ชานพักบันไดศิลาแลงขั้นแรกท่ามกลางสายตาชาวบ้านนับร้อยทันทีที่เท้าของนิลหยุดลงที่ชานพักขั้นแรก นางรำแถวหลังสุดห้าคนก็ลดมือลงและแยกตัวออกไปยืนเรียงแถวนิ่งบนชานพักบันไดตามตำแหน่งที่นัดแนะอย่างพร้อมเพรียงนิลอาศัยจังหวะปี่พาทย์โหมท่วงทำนองต่ำ ขยับริม
แสงทองของวันใหม่เพิ่งจับขอบฟ้า ทว่าบรรยากาศยามเช้าที่ควรจะเต็มไปด้วยรอยยิ้มชื่นมื่น แต่กลับเต็มไปด้วยความเศร้าที่ปกคลุมบรรยากาศไปทั่วตั้งแต่ในเรือนจนถึงริมท่าน้ำ“แม่ช่อ...แม่ชบา...ตื่นกันหรือยัง พ่อครูสั่งให้เร่งพาแม่นิลเตรียมตัวลงเรือแล้วนะ”สิ้นเสียงเรียกขาน บานประตูไม้ก็ถูกเปิดออกช้าๆ โดยแม่ช่อ ใบหน้าของนางดูอิดโรยราวกำลังแฝงความอมทุกข์มาทั้งคืน“พร้อมกันหรือยัง”แม่นมอิ่มชะโงกหน้าเข้าไปมองภายในห้อง ก็พบเพียงช่อและแม่นิลอยู่กันสองคนเท่านั้น เพราะชบาได้เดินทางไปเตรียมตัวที่ลานพิธีตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่าง“แล้วเอ็งแต่งตัวกระไรเช่นนี้แม่ช่อ”“โธ่นมอิ่ม ข้านอนที่นี่ทั้งคืนจะให้ผลัดชุดใด หากไม่ยืมของแม่นิลมาใส่เล่า”“อย่าเศร้าเลยนะทูนหัวของนมอิ่ม”หญิงร่างท้วมส่ายหน้าระอาใจให้แม่ช่อเบาๆ พลางหันไปกุมมือบางของคนที่ยังอยู่บนฟูกหนา“นมไปรอหน้าเรือนเถอะ ขอข้าหยิบของสักชิ้นจะตามไป”หญิงสาวปรายตามองปิ่นไม้ที่พันก้านดอกพุดซ้อนแห้ง ดวงตาคู่สวยที่เคยบวมช้ำจากการร่ำไห้บัดนี้กลับเรียบนิ่งสนิทจนดูน่ากลัวหลังจากนั้นไม่นานนิลก็ก้าวออกมาจากหอนอน ทว่าบนศีรษะกลับมีผ้าผืนหนาคลุมทับยาวลงมาปิดบังใบหน้าจนม
พ่อโรงจันเมื่อได้ยินว่าบุตรสาวฟื้นแล้ว ก็มิได้รั้งรอสิ่งใดอีก เขาตะลีตะลานกราบลาหลวงพ่อมั่นแล้วสาวเท้าวิ่งกลับเรือนไม้หลังใหญ่อย่างไม่คิดชีวิต ฝ่าสายลมยามเย็นที่เริ่มกรรโชกแรงขึ้นเรื่อยๆทว่าเมื่อเขาก้าวขึ้นเรือนมาถึงหน้าหอนอน แผ่นอกที่เคยสะท้อนขึ้นลงด้วยความเหนื่อยหอบกลับต้องชะงักไปภาพตรงหน้าคือบุตรสาวที่เคยนอนซม จนแทบจะลืมตาไม่ไหวแต่บัดนี้กลับลุกขึ้นมานั่งอยู่บนฟูกหนาด้วยรอยยิ้มสดใสผิวพรรณที่เคยซีดเซียวราวกระดาษเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน บัดนี้กลับดูเปล่งปลั่งอมชมพูมีน้ำมีนวลชวนอัศจรรย์ ท่าทีอ่อนแรงมลายหายไปสิ้นเขารู้ว่าบุตรสาวฟื้นแล้ว แต่ไม่คาดคิดว่าจะหายจากอาการทั้งหมดราวกับไม่เคยเจ็บป่วยเช่นนี้“พี่จัน... ดูสิพี่ แม่นิลลูกเราหายดีแล้ว”แม่ครูแก้วเงยใบหน้าที่นองน้ำตาขึ้นบอกสามีที่เพิ่งเดินขึ้นเรือนมาด้วยความดีใจ พ่อโรงจันก้าวเข้าไปทรุดกายนั่งลงบนตั่งนอนด้วยความรู้สึกไม่อยากเชื่อสายตาสายตาคมกวาดตามองบุตรสาวตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความระแวงระคนแคลงใจ ก่อนจะเอื้อมมือที่สั่นเทามาจับเรียวแขนบางอย่างเบามือเพื่อให้รู้สึกมั่นใจว่าบุตรสาวไม่เป็นไรแล้วจริงๆ“เจ้า... เจ้าไม่เป็นไรแล้วจริงๆ หรือ
แสงแดดยามบ่ายทอแสงสลัวลงทว่าบรรยากาศในเรือนไม้หลังใหญ่รอบเรือนกลับอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออกหลังจากเสร็จสิ้นงานไหว้ครูครานั้น คนในคณะต่างก็วุ่นวายอยู่กับการซ้อมรำ โดยเฉพาะนิลที่ต้องแยกตัวออกมาต่อเพลงลำพัง ทว่านิลกลับมีอาการเหนื่อยอ่อนจนน่าแปลกใจ จากที่หลายๆ คนต่างก็คิดว่าเป็นเพียงเพราะหญิงสาวเหนื่อยจากการฝึกซ้อมอย่างหนัก ทว่าอาการเหนื่อยล้าของนิลกลับแย่ลงเรื่อยๆ จนน่าหวั่นใจแม่ครูแก้วนั่งกุมมือตัวเองไว้แน่น นิ้วมือสั่นระริกด้วยความวิตกกังวล แววตาของนางหม่นแสงลงราวกับคนไม่ได้นอนมาหลายคืนสายตาคอยชำเลืองมองไปทางหอนอนของบุตรสาวเพียงคนเดียวด้วยความรู้สึกบีบคั้นในอก ทนไม่ไหวจนต้องเอ่ยปากทำลายความเงียบเสียงสั่น“วันพรุ่งก็จะถึงวันงานแล้ว ลูกจะไหวหรือพี่และยิ่งไปกว่านั้นข้ากลัวนักว่าลูกจะ...”คำพูดของนางขาดห้วงไป ริมฝีปากบางสั่นเทาจนต้องเม้มเข้าหากันเพื่อสะกดก้อนความสะอื้น แม่ครูแก้วและพ่อโรงพยายามตามหมอมารักษานิลนับไม่ถ้วน แต่ทุกครั้งหมอเหล่านั้นต่างก็ส่ายหน้าและจากไปด้วยความงุนงงแม่ครูแก้วมองสบตาพ่อโรงผู้เป็นสามีด้วยความรู้สึกกังวลเป็นห่วงระคนหวั่นใจ เพราะตั้งแต่เสร็จสิ้นงานไหว้ครู อาการขอ
“แต่เจ้าก็เก็บซ่อนเสียงหวานไว้ได้เป็นอย่างดีมิใช่หรือ”อนธกาฬยกยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น นัยน์ตาสีนิลทอประกายวาวโรจน์ด้วยความกระหายยามจ้องมองร่างเล็กที่กำลังหอบหายใจ“อืมมม”เรียวนิ้วแกร่งสอดเข้าไปในโพรงรักอ่อนนุ่มที่เต็มไปด้วยน้ำรักสีขาวขุ่นผสมกับน้ำหวานสีใสที่ผสมรวมกัน จนเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำหวานรสเลิศที่เขากวาดชิมมานับครั้งไม่ถ้วนอย่างมิรู้เบื่อเขาจงใจลากไล้กวาดต้อนน้ำรักที่หลั่งรินออกมาชโลมจนทั่วร่องรอยแยกอันฉ่ำหวาน ก่อนจะเลื่อนต่ำลงไปยังช่องทางเย้ายวนด้านหลังอย่างช่ำชองสัมผัสอุ่นชื้นที่บดเบียดและสอดแทรกเข้ามาในรูรักอย่างแผ่วเบาทำให้นิลสะดุ้งตัวโยน ขนกายลุกชันด้วยความเสียวซ่านระคนตื่นตระหนก“คนงามของพี่ หากมิอยากให้ผู้ใดได้ยินเสียง ก็ขึ้นมาทำให้มันสงบลงด้วยตนเองดีหรือไม่”“แต่ข้า...”“หากเจ้าขึ้นมาขยับบนตัวพี่ เจ้าจักได้ควบคุมพี่ให้อยู่ในมือเจ้า”“…”“ถึงตอนนั้นเจ้าอยากร้องหรืออยากหยุดก็ขึ้นอยู่แต่ใจของเจ้า” เสียงทุ้มต่ำแหบพร่ากระซิบหยอกเย้า พลางถอนปลายนิ้วออกแล้วปล่อยให้ความแข็งขืนขนาดใหญ่ที่แผ่ไอความร้อนระอุผงาดเด่นชัดขึ้นในความมืดนิลมองภาพตรงหน้าด้วยหัวใจที่เต้นระรัวจนแทบทะล







