INICIAR SESIÓNเมื่อล่วงเข้าสู่ยามแดดร่มลมตก แสงตะวันสีทองเริ่มคล้อยต่ำ แม่นิลจึงขยับกายลุกจากครัวไฟไปที่โอ่งดินใบเล็กที่ใช้สำหรับห่อเก็บดอกไม้สด
ทว่าดอกพุดที่แม่นมอิ่มจัดเตรียมไว้ให้ กลับมีไม่มากพอให้เธอกรองมาลัยถวายพระและถวายพ่อแก่เสียอย่างนั้น อีกทั้งวันพรุ่งจะเป็นวันพระใหญ่เสียด้วยสิ
“แปลกจริง! เมื่อเช้าก็ดูแน่แล้วว่ามีดอกพุดมากพอ แต่ทำไมยามนี้จึงเหลือน้อยนัก”
หญิงสาวมองห่อใบตองที่ใช้สำหรับห่อเก็บดอกพุดในมือด้วยความฉงนใจ เพราะเธอแน่ใจว่าเมื่อเช้าดอกพุดในโอ่งดินนั้นมีในปริมาณที่มากพอให้เธอกรองมาลัยถวายได้แน่ ก่อนจะชั่งใจว่าเธอจะทำอย่างไรต่อดี
เพราะถ้าหากมาลัย หมากพลู เครื่องสดที่ใช้กราบไหว้บูชาในห้องพระไม่เรียบร้อย ใจของเธอก็คงจะรู้สึกเป็นกังวลไม่เป็นสุขตลอดทั้งวัน
“เห็นทีจักต้องไปเก็บเพิ่มเสียแล้ว”
นิลพึมพำกับตัวเองเบาๆ สายตากลมโตตวัดมองไปยังทิศทางของสวนหลังเรือน ซึ่งมีต้นพุดและดอกไม้หอมขึ้นอยู่ชุกชุม ด้วยความลังเลว่าจะไปตามแม่นมอิ่มให้ไปด้วยกัน หรือจะไปเพียงลำพัง แต่เพราะไม่รู้ว่าแม่นมอิ่มอยู่ที่ใดและไม่อยากเสียเวลา เกรงว่ามันจะค่ำมืดเอาเสียก่อนจึงได้ตัดสินใจจะไปเพียงลำพัง
ทว่าสายตาเจ้ากรรมกลับเลยเถิดมองลึกเข้าไปยังทิศทางของผืนป่าทึบเบื้องหลัง ผืนป่าที่ทอดยาวไปสู่ปราสาทพิชัยนาคา ก่อนจะย้ำเตือนบอกตนเองว่าจะรีบไปรีบกลับมา
แม้ว่าลึกๆ ใจหนึ่งก็หวั่นเกรงในคำเล่าอ้างของพวกผู้ใหญ่ เพราะนี่ก็ใกล้เวลาพลบค่ำ และยังเป็นวันโกนอีกด้วย แต่อีกใจหนึ่งกลับรู้สึกวูบไหวในอก หัวใจเต้นแรงระรัวไม่เป็นจังหวะ ราวกับว่าเธอจำต้องไปที่นั้นเสียให้ได้
นิลสะบัดศีรษะไล่ความฟุ้งซ่านในหัวเบาๆ ก่อนมือเรียวจะคว้าตะกร้าจักสานใบเล็กติดมือมาด้วย พร้อมกับเดินลัดเลาะผ่านสวนหลังเรือนที่คุ้นเคย
แสงรำไรของดวงตะวันจวนเจียนจะลับขอบฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงครามแกมสีแสด นิลรีบเอื้อมมือเก็บดอกพุดสีขาวนวลที่ชูช่ออยู่ตามพุ่มไม้หลังบ้านอย่างรวดเร็วเพื่อแข่งกับเวลา
ทว่า ยิ่งเก็บ... สายตาของเธอกลับยิ่งมองลึกเข้าไปในป่าต้องห้ามอย่างควบคุมไม่ได้ นี่ละมั้งที่เขาชอบพูดว่า อะไรยิ่งห้ามก็ยิ่งสนใจใคร่รู้
พรึบ!
พลัน สายตากลมโตก็สะดุดเข้ากับแสงไฟวูบไหวสีนวลส้มดวงหนึ่งจากรอบฐานศิลาแลงอันสลักเสลาของปราสาทพิชัยนาคาที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลๆ
แสงคบเพลิงลึกลับของชาววังบุญเริ่มสว่างไสวขึ้นแล้วในคืนวันโกนดั่งคำเล่าลือ! แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของเด็กสาวแทบหยุดเต้นไม่ใช่แสงไฟเหล่านั้น
หากแต่เป็นสายลมวูบใหญ่ที่หอบเอากลิ่นจันทน์หอม ลอยมาจากทิศทางของปราสาท พร้อมกับม่านหมอกบางเบาสีขาวนวลเริ่มลอยละล่องปกคลุมพื้นดิน ทั้งที่เวลานี้ยังมิใช่ฤดูหนาว
ช่างแปลกประหลาดนัก
ม่านหมอกสีขาวเริ่มปกคลุมมากขึ้นราวกับผืนป่าแห่งนั้นกำลังแผ่ขยายอาณาเขต ขยับเข้ามาใกล้เธอทีละนิดจนชิดลมหายใจ
มือเรียวบางที่เอื้อมเก็บดอกพุดหยุดชะงักลง เท้าเรียวเล็กใต้ผ้านุ่งสีเรียบขยับก้าวไปข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว ราวกับตกอยู่ในภวังค์มนต์สะกด
สายตาของเธอจับจ้องผ่านม่านหมอกไปยังเงาทึบของปราสาทขนาดใหญ่ ราวกับลืมสิ้นทั้งคำเตือนของพ่อแม่ แม้กระทั่งความมืดมิดกำลังจะกลืนกินทุกสิ่งในอีกไม่กี่อึดใจก็ไม่อาจห้ามให้เท้าเล็กนั้นหยุดจังหวะก้าวเดินได้เลยแม้แต่น้อย
แกรก... แกรก...
เสียงใบไม้แห้งสั่นไหวดังไล่เลี่ยกันมาจากโดยรอบ ราวกับมีฝีเท้าหลายคู่กำลังขยับเหยียบย่ำบีบวงล้อมเข้ามาหาเธอ
นิลสะดุ้งสุดตัว เพราะความเย็นเฉียบแล่นปราดจากปลายเท้าขึ้นมาถึงต้นคอ ความรู้สึกนิ่งงันดังมนต์สะกดเมื่อครู่พลันมลายหายไป เหลือเพียงความหวาดกลัวที่เกาะกุมหัวใจ
เมื่อตั้งสติได้คนตัวเล็กก็รีบสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอด มือเรียวกระชับตะกร้าจักสานดอกพุดในมือแน่น ก่อนจะรีบก้าวเท้าถอยหลังเพื่อหันหลังกลับเรือน
ในขณะที่สายตากลมโตยังคงจับจ้องตรงไปยังทิศทางของปราสาทพิชัยนาคาด้วยความระแวดระวัง ราวกับมีบางอย่างกำลังดึงดูดความสนใจไม่ให้เธอละสายตา
ตุบ!
“อ๊ะ!”
แผ่นหลังบอบบางกระแทกเข้ากับแผงอกและร่างสูงใหญ่ของใครบางคนที่มายืนซ้อนหลังอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็มิอาจรู้ได้ ความตกใจทำให้นิลอุทานออกมาแผ่วเบา
ร่างเล็กที่เสียหลักจนเกือบจะล้มพับลงไปกับพื้นดิน ทว่ากลับมีฝ่ามือหนาเย็นเฉียบ ยื่นมาโอบรั้งเอวบางเอาไว้ได้ทัน
กลิ่นจันทน์หอมที่โชยมาตามสายลมเมื่อครู่ พลันชัดขึ้นจนตลบอบอวลอยู่รอบกาย กลิ่นนั้นไม่ได้มาจากผืนป่าด้านใน หากแต่แผ่ออกมาจากตัวของผู้ชายคนนี้
ความเย็นจากสัมผัสของคนตัวโตแทรกซึมผ่านเอวบางที่ไร้อาภรณ์ปกปิดจนคนตัวเล็กสั่นสะท้านไปทั้งตัว ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายเต้นระรัวจนไม่อาจสงบใจได้
“มาเก็บดอกพุดรึ”
เสียงทุ้มต่ำทว่านุ่มเย็นเอ่ยถามขึ้นชิดริมหูอย่างจงใจ น้ำเสียงนั้นนิ่งเย็นแต่ให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด ราวกับสายลมระลอกหนึ่งที่พัดมาช่วยปัดเป่าความหวาดกลัวในใจของหญิงสาวให้มลายหายไป
ต่างกับนิลที่ยังตกใจกลัวจนพูดไม่ออก จึงทำได้เพียงพยักหน้ารับช้าๆ พลางก้มหน้าเอียงอายในยามที่ขนกายลุกชันเพราะลมหายใจอุ่นๆ ของเขาเป่ารดลงตรงต้นคอ
ชายหนุ่มค่อยๆ คลายวงแขนที่โอบรัดเอวบางออกช้าๆ ทว่าก่อนที่นิลจะได้ทันหันไปมองใบหน้าของเขาให้เต็มตา
ชายหนุ่มก็ขยับมือหนาอีกข้างยื่นมาตรงหน้าเธอ ในมือของเขาเต็มไปด้วยดอกพุดสีขาวบริสุทธิ์เต็มมือ ที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งจรุงใจยิ่งกว่าดอกพุดดอกไหนๆ ที่นิลเคยเก็บมา
ชายหนุ่มแบมือออก ก่อนจะเทดอกพุดเหล่านั้นลงในตะกร้าสานของคนตัวเล็กอย่างแผ่วเบา
“ขะ...ขอบน้ำใจมากจ้ะ”
นิลหันกลับไปเผชิญหน้ากับคนตัวโต พร้อมกับเอ่ยคำขอบคุณด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ดวงตากลมโตลอบมองเพียงแผงอกกว้าง ทว่าไม่กล้าเงยขึ้นสบตาตรงๆ ก่อนจะปรายสายตามองมือหนาที่มีขนาดใหญ่กว่ามือเธอมากนัก
มือใหญ่ถึงเพียงนี้ มิน่าเล่าจึงเก็บดอกพุดใส่มือได้มากกว่าเธอนัก
ดวงตากลมโตช้อนสายตาขึ้นมองใบหน้าของคนตัวโตช้าๆ ใบหน้าของคนตัวโตก็ทำเอาหัวใจของเธอแทบหยุดเต้น
รูปงามนัก
งามเหมือนรูปสลักที่ไม่มีอยู่จริง โครงหน้าคมรับกับคิ้วเข้ม และดวงตาสีนิลดำสนิทดูนิ่งขรึม ดุดัน ทว่ากลับมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างน่าประหลาด
แม้แต่สันจมูกโด่งยังตรงสวย ยิ่งเวลาที่สายตาคมคู่นั้นทอดมองลงมา พร้อมกับมุมปากที่ยกยิ้มเล็กน้อย มันทั้งดูเยือกเย็น น่าเกรงขาม แต่ก็ชวนให้หลงใหลจนยากจะละสายตา
ความอบอุ่นจากร่างสูงและกลิ่นจันทน์หอมที่อบอวลอยู่รอบกายทำให้พวงแก้มเนียนของนิลเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ
หญิงสาวรีบก้มหน้าหลบสายตาอย่างเอียงอาย ก่อนจะเบี่ยงกายตั้งท่าจะเดินเลี่ยงออกไปเพื่อกลับเรือน
“รอประเดี๋ยวได้หรือไม่”
เสียงทุ้มเอ่ยเรียกเอาไว้ รั้งให้ฝีเท้าเรียวเล็กต้องหยุดชะงัก นิลหันกลับมามองคนตัวโตด้วยความฉงน แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยถาม ก็พลันเห็นชายหนุ่มเอื้อมมือไปเด็ดดอกพุดซ้อนสีขาวบริสุทธิ์ที่บานสะพรั่งอยู่บนกิ่งก้านยาวเด่นกว่าดอกใดๆ ขึ้นมาถือไว้
ร่างสูงใหญ่ก้าวเดินเข้ามาใกล้คนตัวเล็กอีกครั้ง ระยะห่างที่ลดน้อยลงทำให้ลมหายใจของร่างบางสะดุดไม่เป็นจังหวะ แม้แต่หัวใจก็ยังเต้นโครมครามจนกลัวว่าคนตรงหน้าจะแอบได้ยิน
“ดอกพุดนี้ ช่างเหมาะกับแม่นัก”
กลิ่นจันทน์หอมจากกายเขาล้อมรอบตัวเธอไว้จนไม่กล้าขยับ จึงได้แต่ก้มหน้าลง มือหนาขยับยกขึ้นอย่างนุ่มนวล นิ้วมือของเขาเฉียดผ่านข้างแก้มเนียนไปเพียงเล็กน้อย
ทว่ากลับทิ้งความรู้สึกวูบวาบและเย็นเฉียบราวกับสัมผัสของเกล็ดแก้ว จนอธิบายไม่ถูก
ชายหนุ่มค่อยๆ ปัดกลุ่มเรือนผมที่ปรกหน้าทัดขึ้นเหนือใบหูของหญิงสาวอย่างแผ่วเบา ก่อนจะยื่นดอกพุดซ้อนสีขาวบริสุทธิ์ใส่มือบาง
“…”
ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ เพราะไม่เคยใกล้ชิดชายใดมากถึงเพียงนี้ ก่อนจะเม้มริมฝีปากบางแน่น เพราะสัมผัสที่เกิดอย่างไม่ได้ตั้งใจจากชายแปลกหน้า ที่อยู่ห่างกันเพียงลมหายใจกั้น ทำเอาหัวใจหญิงสาวสั่นระรัวเสียยิ่งกว่าเดิม
“จะค่ำแล้ว... แม่จงเร่งกลับเรือนเถิด”
น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาอย่างอ่อนโยน และแฝงด้วยความห่วงใยในน้ำเสียงนั้นอย่างชัดเจน
สัมผัสจากปลายนิ้วหนาที่ละจากเรือนผมของเธอยังคงติดตรึงในความรู้สึก น่าแปลกนักที่เธอกลับไม่รู้สึกหวาดกลัวชายผู้นี้เลยแม้แต่น้อย
นิลกะพริบตาถี่ๆ ราวกับจะเรียกสติที่หลุดลอยให้กลับคืนมา พลันขยับปากจะเอ่ยถามชื่อเสียงเรียงนามของชายตรงหน้า
แม้เขาไม่ได้เอ่ยถามชื่อเธอ แต่เธอก็อยากรู้ชื่อของเขา
“เอ่อคือ...”
แซ่ก... แซ่ก...
ยังไม่ทันที่คำพูดจะหลุดจากลำคอ เสียงฝีเท้าของใครบางคนจากทางหลังเรือนก็ดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน พร้อมกับแสงไฟดวงหนึ่งจากคบเพลิงที่แกว่งไกวส่องสว่างตรงมายังจุดที่เธอยืนอยู่
“แม่นิล! แม่นิลอยู่แถวนี้หรือไม่!”
เป็นเสียงของแม่นมอิ่มที่ร้องเรียกหาด้วยน้ำเสียงร้อนรน นิลสะดุ้งเล็กน้อยด้วยความตกใจ ก่อนจะหันไปมองตามต้นเสียงและแสงไฟของแม่นมอิ่มตามสัญชาตญาณ
ทว่าเมื่อนึกได้ว่าตนกำลังยืนอยู่กับชายหนุ่มแปลกหน้าที่ไม่อาจบอกได้ว่าเป็นผู้ใดและมาจากที่ไหน อาจจะเกิดเรื่องเข้าใจผิดได้ จึงรีบหันหน้ากลับมาเพื่อจะบอกลา ทว่านิลกลับพบเพียงความว่างเปล่า
ร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มผู้นั้นอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับหลอมละลายไปกับความมืดและสายลม
ไม่มีแม้แต่เสียงฝีเท้า หรือร่องรอยการเคลื่อนไหวใดๆ เหลือทิ้งไว้เพียงกลิ่นจันทน์หอมที่ยังคงอบอวลจางๆ ในอากาศ
และ... ความหนักของดอกพุดที่เต็มพูนอยู่ภายในตะกร้าจักสานในมือ รวมถึงดอกพุดซ้อนกลีบหนาที่ยังคงอยู่ในมือเธอ
คงเป็นสิ่งยืนยันเพียงสิ่งเดียวว่าเรื่องเมื่อครู่นี้ไม่ใช่เพียงแค่ความฝัน
“แม่นิล! อยู่นี่เองเหตุใดมาเดินมืดๆ ค่ำๆ ในคืนวันโกนเล่าลูก”
แม่นมอิ่มที่ตรงมาด้วยท่าทางกึ่งวิ่งกึ่งเดินอย่างร้อนใจ พลางยกผ้าแถบขึ้นซับหน้าผาก
“ฉันแค่ออกมาเก็บดอกพุดไปกรองมาลัยเองจ้ะ”
“กลับเรือนเถิดลูก แม่ครูแก้วเรียกหาแล้ว”
“จ้ะนมอิ่ม...ฉันกำลังจะกลับแล้ว”
นิลเอ่ยตอบเสียงเบา ดวงตากลมโตยังคงลอบมองลึกเข้าไปในป่าใหญ่ที่บัดนี้มืดมิดสนิทตัดกับแสงคบเพลิงที่สว่างไสวรอบปราสาทพิชัยนาคาด้วยหัวใจที่เต้นระทึก
เขาเป็นผู้ใดกัน
หญิงสาวคิดในใจก่อนจะเร่งเท้าเดินตามแรงจูงของแม่นม กลับเข้าสู่เขตเรือน เพราะอีกไม่นานแสงอาทิตย์ก็จะลาลับขอบฟ้าจนมองไม่เห็นแสงจากดวงตะวันแล้ว
เสียงปี่พาทย์โหมท่วงทำนองชั้นครู บีบคั้นอารมณ์ผู้คนจนแทบหยุดหายใจ บนยอดปราสาทชานพักขั้นที่ห้า นิลยังคงยังหยัดกายร่ายรำท่ามกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย แต่ไม่อาจลดทอนรอยยิ้มและความงดงามของนางได้เลยแม้แต่น้อยทว่าท่ามกลางสายตาชื่นชมของชาวบ้านรอบปราสาทกลับมีเพียงชบาที่ยืนอยู่เบื้องหลังเท่านั้นที่กำลังทอดสายตามองภาพตรงหน้าด้วยน้ำตาสภาพของนางรำเอกที่หลายคนชื่นชมจากที่ไกลๆ ในเวลานี้กลับทำให้รู้สึกสะเทือนใจจนน่าใจหาย ร่างระหงในชุดยกทอปักดิ้นทองระยิบระยับเริ่มสั่นเทาอย่างรุนแรง ลมหายใจของนิลขาดห้วงและถี่รัวจนน่าหวาดหวั่นศิลาแลงใต้ฝ่าเท้าเจิ่งนองไปด้วยหยาดฝนและหยาดน้ำตา แต่ละจังหวะที่นิลก้าวขยับกลับดูดเรี่ยวแรงของนางให้สูบหายไปทีละนิดเรียวแขนคู่งามที่เคยร่ายรำอย่างมั่นคง บัดนี้เริ่มอ่อนล้าจนสั่นระริก ทุกท่วงท่าดูราวกับฝืนทนต่อสู้กับแรงกดดันมหาศาลที่ไม่มีใครมองเห็นหากแต่รอยยิ้มนั้นกลับส่งสว่างไปถึงดวงตาจนดูงดงามและไม่อาจจะละสายตาไปจากนางได้เลยสักวินาทีแม้จะงดงามเพียงใด แต่ชบากลับยิ่งรู้สึกปวดใจยิ่งกว่า เพราะมาบัดนี้นางถึงได้เข้าใจ เมื่อได้ย้อนคิดตั้งแต่วันที่บุตรสาวพ่อโรงล้มป่วยอย่
บรรยากาศในช่วงสี่โมงเช้าที่เต็มไปด้วยเมฆหมอกหนาทึบ แต่พระอาทิตย์ที่ทอแสงขึ้นบนท้องฟ้ากลับสาดทอรัศมีเปล่งประกาย ไล่เรียงสีอ่อนไปจนถึงสีเหลืองและสีฟ้าที่ขอบด้านนอก คล้ายกับแถบสีของรุ้งกินน้ำหัวขบวนที่เดินบนทางหินศิลาแลงที่ปูทอดยาวขึ้นไปบนปราสาท นำโดยพราหมณ์พิธี ตลอดสองข้างทางถูกตกแต่งด้วยธงผ้าหลายสีงดงาม ที่เต็มไปด้วยชาวบ้านในพื้นที่ที่มารอชมขบวนนางรำในครานี้ท่ามกลางเสียงกระซิบกระซาบด้วยความตื่นเต้นของชาวบ้าน และเสียงดนตรีปี่พาทย์สลับกับเสียงกลองชัย ที่ดังกึกก้องไปทั่วทั้งบริเวณและในที่สุด ขบวนนางรำในเครื่องแต่งกายประณีตงดงามก็ค่อยๆ เยื้องกรายปรากฏกายเข้ามาเป็นริ้วขบวน ราวกับกลุ่มนางอัปสรที่ถูกสลักลวดลายลงบนหินทรายรอบปราสาทนิลทอดสายตามองตรงไปยังยอดปราสาท ดวงตาคู่สวยสั่นระริกเล็กน้อยก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความนิ่งสงบ นางก้าวเท้าขึ้นสู่ชานพักบันไดศิลาแลงขั้นแรกท่ามกลางสายตาชาวบ้านนับร้อยทันทีที่เท้าของนิลหยุดลงที่ชานพักขั้นแรก นางรำแถวหลังสุดห้าคนก็ลดมือลงและแยกตัวออกไปยืนเรียงแถวนิ่งบนชานพักบันไดตามตำแหน่งที่นัดแนะอย่างพร้อมเพรียงนิลอาศัยจังหวะปี่พาทย์โหมท่วงทำนองต่ำ ขยับริม
แสงทองของวันใหม่เพิ่งจับขอบฟ้า ทว่าบรรยากาศยามเช้าที่ควรจะเต็มไปด้วยรอยยิ้มชื่นมื่น แต่กลับเต็มไปด้วยความเศร้าที่ปกคลุมบรรยากาศไปทั่วตั้งแต่ในเรือนจนถึงริมท่าน้ำ“แม่ช่อ...แม่ชบา...ตื่นกันหรือยัง พ่อครูสั่งให้เร่งพาแม่นิลเตรียมตัวลงเรือแล้วนะ”สิ้นเสียงเรียกขาน บานประตูไม้ก็ถูกเปิดออกช้าๆ โดยแม่ช่อ ใบหน้าของนางดูอิดโรยราวกำลังแฝงความอมทุกข์มาทั้งคืน“พร้อมกันหรือยัง”แม่นมอิ่มชะโงกหน้าเข้าไปมองภายในห้อง ก็พบเพียงช่อและแม่นิลอยู่กันสองคนเท่านั้น เพราะชบาได้เดินทางไปเตรียมตัวที่ลานพิธีตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่าง“แล้วเอ็งแต่งตัวกระไรเช่นนี้แม่ช่อ”“โธ่นมอิ่ม ข้านอนที่นี่ทั้งคืนจะให้ผลัดชุดใด หากไม่ยืมของแม่นิลมาใส่เล่า”“อย่าเศร้าเลยนะทูนหัวของนมอิ่ม”หญิงร่างท้วมส่ายหน้าระอาใจให้แม่ช่อเบาๆ พลางหันไปกุมมือบางของคนที่ยังอยู่บนฟูกหนา“นมไปรอหน้าเรือนเถอะ ขอข้าหยิบของสักชิ้นจะตามไป”หญิงสาวปรายตามองปิ่นไม้ที่พันก้านดอกพุดซ้อนแห้ง ดวงตาคู่สวยที่เคยบวมช้ำจากการร่ำไห้บัดนี้กลับเรียบนิ่งสนิทจนดูน่ากลัวหลังจากนั้นไม่นานนิลก็ก้าวออกมาจากหอนอน ทว่าบนศีรษะกลับมีผ้าผืนหนาคลุมทับยาวลงมาปิดบังใบหน้าจนม
พ่อโรงจันเมื่อได้ยินว่าบุตรสาวฟื้นแล้ว ก็มิได้รั้งรอสิ่งใดอีก เขาตะลีตะลานกราบลาหลวงพ่อมั่นแล้วสาวเท้าวิ่งกลับเรือนไม้หลังใหญ่อย่างไม่คิดชีวิต ฝ่าสายลมยามเย็นที่เริ่มกรรโชกแรงขึ้นเรื่อยๆทว่าเมื่อเขาก้าวขึ้นเรือนมาถึงหน้าหอนอน แผ่นอกที่เคยสะท้อนขึ้นลงด้วยความเหนื่อยหอบกลับต้องชะงักไปภาพตรงหน้าคือบุตรสาวที่เคยนอนซม จนแทบจะลืมตาไม่ไหวแต่บัดนี้กลับลุกขึ้นมานั่งอยู่บนฟูกหนาด้วยรอยยิ้มสดใสผิวพรรณที่เคยซีดเซียวราวกระดาษเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน บัดนี้กลับดูเปล่งปลั่งอมชมพูมีน้ำมีนวลชวนอัศจรรย์ ท่าทีอ่อนแรงมลายหายไปสิ้นเขารู้ว่าบุตรสาวฟื้นแล้ว แต่ไม่คาดคิดว่าจะหายจากอาการทั้งหมดราวกับไม่เคยเจ็บป่วยเช่นนี้“พี่จัน... ดูสิพี่ แม่นิลลูกเราหายดีแล้ว”แม่ครูแก้วเงยใบหน้าที่นองน้ำตาขึ้นบอกสามีที่เพิ่งเดินขึ้นเรือนมาด้วยความดีใจ พ่อโรงจันก้าวเข้าไปทรุดกายนั่งลงบนตั่งนอนด้วยความรู้สึกไม่อยากเชื่อสายตาสายตาคมกวาดตามองบุตรสาวตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความระแวงระคนแคลงใจ ก่อนจะเอื้อมมือที่สั่นเทามาจับเรียวแขนบางอย่างเบามือเพื่อให้รู้สึกมั่นใจว่าบุตรสาวไม่เป็นไรแล้วจริงๆ“เจ้า... เจ้าไม่เป็นไรแล้วจริงๆ หรือ
แสงแดดยามบ่ายทอแสงสลัวลงทว่าบรรยากาศในเรือนไม้หลังใหญ่รอบเรือนกลับอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออกหลังจากเสร็จสิ้นงานไหว้ครูครานั้น คนในคณะต่างก็วุ่นวายอยู่กับการซ้อมรำ โดยเฉพาะนิลที่ต้องแยกตัวออกมาต่อเพลงลำพัง ทว่านิลกลับมีอาการเหนื่อยอ่อนจนน่าแปลกใจ จากที่หลายๆ คนต่างก็คิดว่าเป็นเพียงเพราะหญิงสาวเหนื่อยจากการฝึกซ้อมอย่างหนัก ทว่าอาการเหนื่อยล้าของนิลกลับแย่ลงเรื่อยๆ จนน่าหวั่นใจแม่ครูแก้วนั่งกุมมือตัวเองไว้แน่น นิ้วมือสั่นระริกด้วยความวิตกกังวล แววตาของนางหม่นแสงลงราวกับคนไม่ได้นอนมาหลายคืนสายตาคอยชำเลืองมองไปทางหอนอนของบุตรสาวเพียงคนเดียวด้วยความรู้สึกบีบคั้นในอก ทนไม่ไหวจนต้องเอ่ยปากทำลายความเงียบเสียงสั่น“วันพรุ่งก็จะถึงวันงานแล้ว ลูกจะไหวหรือพี่และยิ่งไปกว่านั้นข้ากลัวนักว่าลูกจะ...”คำพูดของนางขาดห้วงไป ริมฝีปากบางสั่นเทาจนต้องเม้มเข้าหากันเพื่อสะกดก้อนความสะอื้น แม่ครูแก้วและพ่อโรงพยายามตามหมอมารักษานิลนับไม่ถ้วน แต่ทุกครั้งหมอเหล่านั้นต่างก็ส่ายหน้าและจากไปด้วยความงุนงงแม่ครูแก้วมองสบตาพ่อโรงผู้เป็นสามีด้วยความรู้สึกกังวลเป็นห่วงระคนหวั่นใจ เพราะตั้งแต่เสร็จสิ้นงานไหว้ครู อาการขอ
“แต่เจ้าก็เก็บซ่อนเสียงหวานไว้ได้เป็นอย่างดีมิใช่หรือ”อนธกาฬยกยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น นัยน์ตาสีนิลทอประกายวาวโรจน์ด้วยความกระหายยามจ้องมองร่างเล็กที่กำลังหอบหายใจ“อืมมม”เรียวนิ้วแกร่งสอดเข้าไปในโพรงรักอ่อนนุ่มที่เต็มไปด้วยน้ำรักสีขาวขุ่นผสมกับน้ำหวานสีใสที่ผสมรวมกัน จนเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำหวานรสเลิศที่เขากวาดชิมมานับครั้งไม่ถ้วนอย่างมิรู้เบื่อเขาจงใจลากไล้กวาดต้อนน้ำรักที่หลั่งรินออกมาชโลมจนทั่วร่องรอยแยกอันฉ่ำหวาน ก่อนจะเลื่อนต่ำลงไปยังช่องทางเย้ายวนด้านหลังอย่างช่ำชองสัมผัสอุ่นชื้นที่บดเบียดและสอดแทรกเข้ามาในรูรักอย่างแผ่วเบาทำให้นิลสะดุ้งตัวโยน ขนกายลุกชันด้วยความเสียวซ่านระคนตื่นตระหนก“คนงามของพี่ หากมิอยากให้ผู้ใดได้ยินเสียง ก็ขึ้นมาทำให้มันสงบลงด้วยตนเองดีหรือไม่”“แต่ข้า...”“หากเจ้าขึ้นมาขยับบนตัวพี่ เจ้าจักได้ควบคุมพี่ให้อยู่ในมือเจ้า”“…”“ถึงตอนนั้นเจ้าอยากร้องหรืออยากหยุดก็ขึ้นอยู่แต่ใจของเจ้า” เสียงทุ้มต่ำแหบพร่ากระซิบหยอกเย้า พลางถอนปลายนิ้วออกแล้วปล่อยให้ความแข็งขืนขนาดใหญ่ที่แผ่ไอความร้อนระอุผงาดเด่นชัดขึ้นในความมืดนิลมองภาพตรงหน้าด้วยหัวใจที่เต้นระรัวจนแทบทะล







