เข้าสู่ระบบเมื่อล่วงเข้าสู่ยามแดดร่มลมตก แสงตะวันสีทองเริ่มคล้อยต่ำ แม่นิลจึงขยับกายลุกจากครัวไฟไปที่โอ่งดินใบเล็กที่ใช้สำหรับห่อเก็บดอกไม้สด
ทว่าดอกพุดที่แม่นมอิ่มจัดเตรียมไว้ให้ กลับมีไม่มากพอให้เธอกรองมาลัยถวายพระและถวายพ่อแก่เสียอย่างนั้น อีกทั้งวันพรุ่งจะเป็นวันพระใหญ่เสียด้วยสิ
“แปลกจริง! เมื่อเช้าก็ดูแน่แล้วว่ามีดอกพุดมากพอ แต่ทำไมยามนี้จึงเหลือน้อยนัก”
หญิงสาวมองห่อใบตองที่ใช้สำหรับห่อเก็บดอกพุดในมือด้วยความฉงนใจ เพราะเธอแน่ใจว่าเมื่อเช้าดอกพุดในโอ่งดินนั้นมีในปริมาณที่มากพอให้เธอกรองมาลัยถวายได้แน่ ก่อนจะชั่งใจว่าเธอจะทำอย่างไรต่อดี
เพราะถ้าหากมาลัย หมากพลู เครื่องสดที่ใช้กราบไหว้บูชาในห้องพระไม่เรียบร้อย ใจของเธอก็คงจะรู้สึกเป็นกังวลไม่เป็นสุขตลอดทั้งวัน
“เห็นทีจักต้องไปเก็บเพิ่มเสียแล้ว”
นิลพึมพำกับตัวเองเบาๆ สายตากลมโตตวัดมองไปยังทิศทางของสวนหลังเรือน ซึ่งมีต้นพุดและดอกไม้หอมขึ้นอยู่ชุกชุม ด้วยความลังเลว่าจะไปตามแม่นมอิ่มให้ไปด้วยกัน หรือจะไปเพียงลำพัง แต่เพราะไม่รู้ว่าแม่นมอิ่มอยู่ที่ใดและไม่อยากเสียเวลา เกรงว่ามันจะค่ำมืดเอาเสียก่อนจึงได้ตัดสินใจจะไปเพียงลำพัง
ทว่าสายตาเจ้ากรรมกลับเลยเถิดมองลึกเข้าไปยังทิศทางของผืนป่าทึบเบื้องหลัง ผืนป่าที่ทอดยาวไปสู่ปราสาทพิชัยนาคา ก่อนจะย้ำเตือนบอกตนเองว่าจะรีบไปรีบกลับมา
แม้ว่าลึกๆ ใจหนึ่งก็หวั่นเกรงในคำเล่าอ้างของพวกผู้ใหญ่ เพราะนี่ก็ใกล้เวลาพลบค่ำ และยังเป็นวันโกนอีกด้วย แต่อีกใจหนึ่งกลับรู้สึกวูบไหวในอก หัวใจเต้นแรงระรัวไม่เป็นจังหวะ ราวกับว่าเธอจำต้องไปที่นั้นเสียให้ได้
นิลสะบัดศีรษะไล่ความฟุ้งซ่านในหัวเบาๆ ก่อนมือเรียวจะคว้าตะกร้าจักสานใบเล็กติดมือมาด้วย พร้อมกับเดินลัดเลาะผ่านสวนหลังเรือนที่คุ้นเคย
แสงรำไรของดวงตะวันจวนเจียนจะลับขอบฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงครามแกมสีแสด นิลรีบเอื้อมมือเก็บดอกพุดสีขาวนวลที่ชูช่ออยู่ตามพุ่มไม้หลังบ้านอย่างรวดเร็วเพื่อแข่งกับเวลา
ทว่า ยิ่งเก็บ... สายตาของเธอกลับยิ่งมองลึกเข้าไปในป่าต้องห้ามอย่างควบคุมไม่ได้ นี่ละมั้งที่เขาชอบพูดว่า อะไรยิ่งห้ามก็ยิ่งสนใจใคร่รู้
พรึบ!
พลัน สายตากลมโตก็สะดุดเข้ากับแสงไฟวูบไหวสีนวลส้มดวงหนึ่งจากรอบฐานศิลาแลงอันสลักเสลาของปราสาทพิชัยนาคาที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลๆ
แสงคบเพลิงลึกลับของชาววังบุญเริ่มสว่างไสวขึ้นแล้วในคืนวันโกนดั่งคำเล่าลือ! แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของเด็กสาวแทบหยุดเต้นไม่ใช่แสงไฟเหล่านั้น
หากแต่เป็นสายลมวูบใหญ่ที่หอบเอากลิ่นจันทน์หอม ลอยมาจากทิศทางของปราสาท พร้อมกับม่านหมอกบางเบาสีขาวนวลเริ่มลอยละล่องปกคลุมพื้นดิน ทั้งที่เวลานี้ยังมิใช่ฤดูหนาว
ช่างแปลกประหลาดนัก
ม่านหมอกสีขาวเริ่มปกคลุมมากขึ้นราวกับผืนป่าแห่งนั้นกำลังแผ่ขยายอาณาเขต ขยับเข้ามาใกล้เธอทีละนิดจนชิดลมหายใจ
มือเรียวบางที่เอื้อมเก็บดอกพุดหยุดชะงักลง เท้าเรียวเล็กใต้ผ้านุ่งสีเรียบขยับก้าวไปข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว ราวกับตกอยู่ในภวังค์มนต์สะกด
สายตาของเธอจับจ้องผ่านม่านหมอกไปยังเงาทึบของปราสาทขนาดใหญ่ ราวกับลืมสิ้นทั้งคำเตือนของพ่อแม่ แม้กระทั่งความมืดมิดกำลังจะกลืนกินทุกสิ่งในอีกไม่กี่อึดใจก็ไม่อาจห้ามให้เท้าเล็กนั้นหยุดจังหวะก้าวเดินได้เลยแม้แต่น้อย
แกรก... แกรก...
เสียงใบไม้แห้งสั่นไหวดังไล่เลี่ยกันมาจากโดยรอบ ราวกับมีฝีเท้าหลายคู่กำลังขยับเหยียบย่ำบีบวงล้อมเข้ามาหาเธอ
นิลสะดุ้งสุดตัว เพราะความเย็นเฉียบแล่นปราดจากปลายเท้าขึ้นมาถึงต้นคอ ความรู้สึกนิ่งงันดังมนต์สะกดเมื่อครู่พลันมลายหายไป เหลือเพียงความหวาดกลัวที่เกาะกุมหัวใจ
เมื่อตั้งสติได้คนตัวเล็กก็รีบสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอด มือเรียวกระชับตะกร้าจักสานดอกพุดในมือแน่น ก่อนจะรีบก้าวเท้าถอยหลังเพื่อหันหลังกลับเรือน
ในขณะที่สายตากลมโตยังคงจับจ้องตรงไปยังทิศทางของปราสาทพิชัยนาคาด้วยความระแวดระวัง ราวกับมีบางอย่างกำลังดึงดูดความสนใจไม่ให้เธอละสายตา
ตุบ!
“อ๊ะ!”
แผ่นหลังบอบบางกระแทกเข้ากับแผงอกและร่างสูงใหญ่ของใครบางคนที่มายืนซ้อนหลังอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็มิอาจรู้ได้ ความตกใจทำให้นิลอุทานออกมาแผ่วเบา
ร่างเล็กที่เสียหลักจนเกือบจะล้มพับลงไปกับพื้นดิน ทว่ากลับมีฝ่ามือหนาเย็นเฉียบ ยื่นมาโอบรั้งเอวบางเอาไว้ได้ทัน
กลิ่นจันทน์หอมที่โชยมาตามสายลมเมื่อครู่ พลันชัดขึ้นจนตลบอบอวลอยู่รอบกาย กลิ่นนั้นไม่ได้มาจากผืนป่าด้านใน หากแต่แผ่ออกมาจากตัวของผู้ชายคนนี้
ความเย็นจากสัมผัสของคนตัวโตแทรกซึมผ่านเอวบางที่ไร้อาภรณ์ปกปิดจนคนตัวเล็กสั่นสะท้านไปทั้งตัว ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายเต้นระรัวจนไม่อาจสงบใจได้
“มาเก็บดอกพุดรึ”
เสียงทุ้มต่ำทว่านุ่มเย็นเอ่ยถามขึ้นชิดริมหูอย่างจงใจ น้ำเสียงนั้นนิ่งเย็นแต่ให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด ราวกับสายลมระลอกหนึ่งที่พัดมาช่วยปัดเป่าความหวาดกลัวในใจของหญิงสาวให้มลายหายไป
ต่างกับนิลที่ยังตกใจกลัวจนพูดไม่ออก จึงทำได้เพียงพยักหน้ารับช้าๆ พลางก้มหน้าเอียงอายในยามที่ขนกายลุกชันเพราะลมหายใจอุ่นๆ ของเขาเป่ารดลงตรงต้นคอ
ชายหนุ่มค่อยๆ คลายวงแขนที่โอบรัดเอวบางออกช้าๆ ทว่าก่อนที่นิลจะได้ทันหันไปมองใบหน้าของเขาให้เต็มตา
ชายหนุ่มก็ขยับมือหนาอีกข้างยื่นมาตรงหน้าเธอ ในมือของเขาเต็มไปด้วยดอกพุดสีขาวบริสุทธิ์เต็มมือ ที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งจรุงใจยิ่งกว่าดอกพุดดอกไหนๆ ที่นิลเคยเก็บมา
ชายหนุ่มแบมือออก ก่อนจะเทดอกพุดเหล่านั้นลงในตะกร้าสานของคนตัวเล็กอย่างแผ่วเบา
“ขะ...ขอบน้ำใจมากจ้ะ”
นิลหันกลับไปเผชิญหน้ากับคนตัวโต พร้อมกับเอ่ยคำขอบคุณด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ดวงตากลมโตลอบมองเพียงแผงอกกว้าง ทว่าไม่กล้าเงยขึ้นสบตาตรงๆ ก่อนจะปรายสายตามองมือหนาที่มีขนาดใหญ่กว่ามือเธอมากนัก
มือใหญ่ถึงเพียงนี้ มิน่าเล่าจึงเก็บดอกพุดใส่มือได้มากกว่าเธอนัก
ดวงตากลมโตช้อนสายตาขึ้นมองใบหน้าของคนตัวโตช้าๆ ใบหน้าของคนตัวโตก็ทำเอาหัวใจของเธอแทบหยุดเต้น
รูปงามนัก
งามเหมือนรูปสลักที่ไม่มีอยู่จริง โครงหน้าคมรับกับคิ้วเข้ม และดวงตาสีนิลดำสนิทดูนิ่งขรึม ดุดัน ทว่ากลับมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างน่าประหลาด
แม้แต่สันจมูกโด่งยังตรงสวย ยิ่งเวลาที่สายตาคมคู่นั้นทอดมองลงมา พร้อมกับมุมปากที่ยกยิ้มเล็กน้อย มันทั้งดูเยือกเย็น น่าเกรงขาม แต่ก็ชวนให้หลงใหลจนยากจะละสายตา
ความอบอุ่นจากร่างสูงและกลิ่นจันทน์หอมที่อบอวลอยู่รอบกายทำให้พวงแก้มเนียนของนิลเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ
หญิงสาวรีบก้มหน้าหลบสายตาอย่างเอียงอาย ก่อนจะเบี่ยงกายตั้งท่าจะเดินเลี่ยงออกไปเพื่อกลับเรือน
“รอประเดี๋ยวได้หรือไม่”
เสียงทุ้มเอ่ยเรียกเอาไว้ รั้งให้ฝีเท้าเรียวเล็กต้องหยุดชะงัก นิลหันกลับมามองคนตัวโตด้วยความฉงน แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยถาม ก็พลันเห็นชายหนุ่มเอื้อมมือไปเด็ดดอกพุดซ้อนสีขาวบริสุทธิ์ที่บานสะพรั่งอยู่บนกิ่งก้านยาวเด่นกว่าดอกใดๆ ขึ้นมาถือไว้
ร่างสูงใหญ่ก้าวเดินเข้ามาใกล้คนตัวเล็กอีกครั้ง ระยะห่างที่ลดน้อยลงทำให้ลมหายใจของร่างบางสะดุดไม่เป็นจังหวะ แม้แต่หัวใจก็ยังเต้นโครมครามจนกลัวว่าคนตรงหน้าจะแอบได้ยิน
“ดอกพุดนี้ ช่างเหมาะกับแม่นัก”
กลิ่นจันทน์หอมจากกายเขาล้อมรอบตัวเธอไว้จนไม่กล้าขยับ จึงได้แต่ก้มหน้าลง มือหนาขยับยกขึ้นอย่างนุ่มนวล นิ้วมือของเขาเฉียดผ่านข้างแก้มเนียนไปเพียงเล็กน้อย
ทว่ากลับทิ้งความรู้สึกวูบวาบและเย็นเฉียบราวกับสัมผัสของเกล็ดแก้ว จนอธิบายไม่ถูก
ชายหนุ่มค่อยๆ ปัดกลุ่มเรือนผมที่ปรกหน้าทัดขึ้นเหนือใบหูของหญิงสาวอย่างแผ่วเบา ก่อนจะยื่นดอกพุดซ้อนสีขาวบริสุทธิ์ใส่มือบาง
“…”
ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ เพราะไม่เคยใกล้ชิดชายใดมากถึงเพียงนี้ ก่อนจะเม้มริมฝีปากบางแน่น เพราะสัมผัสที่เกิดอย่างไม่ได้ตั้งใจจากชายแปลกหน้า ที่อยู่ห่างกันเพียงลมหายใจกั้น ทำเอาหัวใจหญิงสาวสั่นระรัวเสียยิ่งกว่าเดิม
“จะค่ำแล้ว... แม่จงเร่งกลับเรือนเถิด”
น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาอย่างอ่อนโยน และแฝงด้วยความห่วงใยในน้ำเสียงนั้นอย่างชัดเจน
สัมผัสจากปลายนิ้วหนาที่ละจากเรือนผมของเธอยังคงติดตรึงในความรู้สึก น่าแปลกนักที่เธอกลับไม่รู้สึกหวาดกลัวชายผู้นี้เลยแม้แต่น้อย
นิลกะพริบตาถี่ๆ ราวกับจะเรียกสติที่หลุดลอยให้กลับคืนมา พลันขยับปากจะเอ่ยถามชื่อเสียงเรียงนามของชายตรงหน้า
แม้เขาไม่ได้เอ่ยถามชื่อเธอ แต่เธอก็อยากรู้ชื่อของเขา
“เอ่อคือ...”
แซ่ก... แซ่ก...
ยังไม่ทันที่คำพูดจะหลุดจากลำคอ เสียงฝีเท้าของใครบางคนจากทางหลังเรือนก็ดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน พร้อมกับแสงไฟดวงหนึ่งจากคบเพลิงที่แกว่งไกวส่องสว่างตรงมายังจุดที่เธอยืนอยู่
“แม่นิล! แม่นิลอยู่แถวนี้หรือไม่!”
เป็นเสียงของแม่นมอิ่มที่ร้องเรียกหาด้วยน้ำเสียงร้อนรน นิลสะดุ้งเล็กน้อยด้วยความตกใจ ก่อนจะหันไปมองตามต้นเสียงและแสงไฟของแม่นมอิ่มตามสัญชาตญาณ
ทว่าเมื่อนึกได้ว่าตนกำลังยืนอยู่กับชายหนุ่มแปลกหน้าที่ไม่อาจบอกได้ว่าเป็นผู้ใดและมาจากที่ไหน อาจจะเกิดเรื่องเข้าใจผิดได้ จึงรีบหันหน้ากลับมาเพื่อจะบอกลา ทว่านิลกลับพบเพียงความว่างเปล่า
ร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มผู้นั้นอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับหลอมละลายไปกับความมืดและสายลม
ไม่มีแม้แต่เสียงฝีเท้า หรือร่องรอยการเคลื่อนไหวใดๆ เหลือทิ้งไว้เพียงกลิ่นจันทน์หอมที่ยังคงอบอวลจางๆ ในอากาศ
และ... ความหนักของดอกพุดที่เต็มพูนอยู่ภายในตะกร้าจักสานในมือ รวมถึงดอกพุดซ้อนกลีบหนาที่ยังคงอยู่ในมือเธอ
คงเป็นสิ่งยืนยันเพียงสิ่งเดียวว่าเรื่องเมื่อครู่นี้ไม่ใช่เพียงแค่ความฝัน
“แม่นิล! อยู่นี่เองเหตุใดมาเดินมืดๆ ค่ำๆ ในคืนวันโกนเล่าลูก”
แม่นมอิ่มที่ตรงมาด้วยท่าทางกึ่งวิ่งกึ่งเดินอย่างร้อนใจ พลางยกผ้าแถบขึ้นซับหน้าผาก
“ฉันแค่ออกมาเก็บดอกพุดไปกรองมาลัยเองจ้ะ”
“กลับเรือนเถิดลูก แม่ครูแก้วเรียกหาแล้ว”
“จ้ะนมอิ่ม...ฉันกำลังจะกลับแล้ว”
นิลเอ่ยตอบเสียงเบา ดวงตากลมโตยังคงลอบมองลึกเข้าไปในป่าใหญ่ที่บัดนี้มืดมิดสนิทตัดกับแสงคบเพลิงที่สว่างไสวรอบปราสาทพิชัยนาคาด้วยหัวใจที่เต้นระทึก
เขาเป็นผู้ใดกัน
หญิงสาวคิดในใจก่อนจะเร่งเท้าเดินตามแรงจูงของแม่นม กลับเข้าสู่เขตเรือน เพราะอีกไม่นานแสงอาทิตย์ก็จะลาลับขอบฟ้าจนมองไม่เห็นแสงจากดวงตะวันแล้ว
“หรือเป็นเพราะเจ้ากำลังเขินอายพี่กันแน่ แม่นิล” “พี่กาฬพูดกระไรเยี่ยงนั้น” หญิงสาวตอบกลับด้วยความรู้สึกเขินอาย ก่อนจะหลบเลี่ยงความขัดเขินด้วยการเดินหนีออกไปเสียดื้อๆเมื่อก้าวพ้นพุ่มไม้และซากปรักหักพังมาได้ สายตาของนิลก็ต้องเบิกกว้างอีกครั้ง ความสวยงามของภาพตรงหน้าและก้อนหินแบบราบขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ริมตลิ่ง เยื้องลงไปในสระน้ำที่เต็มไปด้วยดอกบัวสีขาวตัดกับน้ำสีฟ้าใสราวสระมรกต“เหตุใดที่นี่จึงงามนัก”เสียงหวานเอ่ยพึมพำออกมาแผ่วเบา สายตากลมทอดมองผิวน้ำนิ่งสงบเสียจนสะท้อนเห็นเงาของปราสาทพิชัยนาคาและเงาของตัวเอง ที่บัดนี้กำลังยืนข้างชายหนุ่มได้อย่างชัดเจนดั่งกระจกบานใหญ่ทว่า ยามที่สายตาจับจ้องไปยังภาพสะท้อนของตนเองในน้ำคำพูดของแม่ชบาดังสะท้อนเข้ามาในหัวทันทีหากคิดจะรำเทียบข้า ก็อย่าลืมหาคันฉ่องมาส่องดูเงาตัวเองตอนรำด้วยเล่า จะได้รู้ว่าห่างชั้นกันเพียงใด!นิลชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าที่ดูสดใสเมื่อครู่หมองหม่นลงไปถนัดตา เพราะถึงเธอจะตอบกลับชบาไปอย่างไร แต่ลึกๆ เธอก็รู้ดีว่าฝีมือการรำของชบาเป็นรองเพียงแม่ครูแก้ว แม่ของเธอเท่านั้น“ใจลอยไปถึงที่ใดกัน”เสียงทุ้มต่ำของกาฬ
เมื่อสองเท้าเปลือยเปล่าก้าวพ้นธรณีประตูเรือนใหญ่มาได้ นิลก็แทบจะถลาลงจากบันไดอย่างรวดเร็ว เนื่องจากไม่อยากเจอหน้าขุนอินอีกร่างบางจึงเร่งสาวเท้าไปที่ท้ายเรือนหลังบ้านทันที เกรงว่าหากยังอยู่แถวนี้ขุนอินผู้นั้นอาจจะตามมาได้ เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายคงยังไม่ยอมเลิกราแลกลับไปง่ายๆ เป็นแน่ สุดท้ายนิลจึงตัดสินใจเดินลัดเลาะไปตามพุ่มไม้ใหญ่หลังบ้าน เพื่อหาที่หลบซ่อน เพราะไม่อยากถูกใครตามตัวได้อีกปลายเท้าเล็กเดินไปชมไม้ดอกไม้หอมไปเรื่อยเปื่อย กว่าจะรู้ตัวอีกที ร่างบางก็มาหยุดยืนหน้าปราสาทพิชัยนาคาเสียแล้วแม้จะไม่ใช่สถานที่ต้องห้าม แต่ก็เป็นพื้นที่ที่ไม่ค่อยมีใครกล้าขึ้นมามากนักหากไม่จำเป็น เพราะเกรงว่าอาจจะเดินหลงเข้าไปในป่าต้องห้ามที่อยู่ลึกเข้าไปอีก ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตื่นตาตื่นใจ ยามเงยหน้าขึ้นมองเทวสถานเก่าแก่ขนาดใหญ่ ที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางแมกไม้ปราสาทหินทรายที่สลักลวดลายพญานาคราชเลื้อยพันรอบเสาปราสาทช่างดูน่าเกรงขามนัก ไม่อยากเชื่อว่าเธอจะเดินมาถึงที่นี่ ใบหน้าหวานเหลียวมองรอบกายด้วยความหวาดระแวงว่าจะมีภัยอันตราย“ไม่นึกว่าจะได้เจอแม่ที่นี่อีก” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้น ท
“แม่นิล...มาแล้วรึ”เสียงของพ่อโรงดังขึ้น เมื่อเห็นร่างเล็กของบุตรสาวเดินเข้ามาในโถงกลางเรือน นิลมองตามเสียงของผู้เป็นพ่อด้วยท่าทีเรียบนิ่ง พยายามไม่แสดงออกหรือสื่อถึงอารมณ์ที่กำลังกระอักกระอ่วนใจใดๆ ออกมาทว่าภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำให้หัวใจของนิลดิ่งวูบ มือเล็กกำเข้าหากันแน่น ก่อนจะเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อสงบสติอารมณ์ขณะที่ขุนอินนั่งเอนกายอยู่บนตั่งที่นั่งด้วยท่าทีสำราญใจ แลถือตัวว่าเป็นขุนนางจึงไม่ได้คิดที่จะเกรงใจหรือสำรวมท่าทีใดๆมือหนาข้างหนึ่งยกน้ำลอยดอกมะลิในขันเงินใบเล็กขึ้นจิบ ขณะที่สายตาคมฉายแววโลมเลียตวัดมามองร่างบางทันทีที่นิลปรากฏตัว มุมปากของขุนอินยกยิ้มกว้างอย่างพึงใจต่างกับร่างบางที่อึดอัดใจกับสถานการณ์ตรงหน้าเป็นที่สุด ยิ่งยามที่สายตาของขุนอินผู้นั้นจับจ้องมายังลาดไหล่บาง นิลก็รู้สึกราวกับมีตัวหนอนไต่ผิวจนรู้สึกระคาย“มาแล้วรึแม่นิล... ปล่อยให้พี่อินตั้งตารอเสียตั้งนาน”น้ำเสียงทุ้มพร่าเอ่ยขึ้น พลางขยับกายลุกขึ้นนั่งตรง สายตายังคงจับจ้องใบหน้าหวานไม่วางตานิลพยายามสะกดกลั้นอารมณ์กรุ่นโกรธในใจ เธอค่อยๆ ย่อกายนั่งลงข้างผู้เป็นบิดาแล้วยกมือขึ้นไหว้ขุนอินตามมารยาทอย่างน
นิลที่ตื่นขึ้นมาจากฝันกลางดึกด้วยความรู้สึกวูบไหวกลางอก ครั้นจะข่มตาให้หลับต่อ ความรู้สึกเห่อร้อนพวยพุ่งขึ้นมาทุกครั้งที่หลับตาหญิงสาวขยับนอนพลิกกายไปมา พลางเม้มริมฝีปากแน่น คิดทบทวนความฝันของตัวเองที่มันดูเสมือนจริง จนเธอไม่มั่นใจว่ามันใช่ฝันจริงๆ หรือไม่ และกว่าจะรู้ตัวอีกทีเธอก็ได้ยินเสียงไก่โห่ขันขึ้นมาบ่งบอกเวลาว่าตอนนี้เข้าสู่ช่วงยามรุ่งเสียแล้วร่างบางตัดใจลุกจากฟูกนอน พร้อมเปลี่ยนใส่กระโจมอกและปิดทับลาดไหล่เล็กด้วยผ้าคลุมไหล่สีพื้น ก่อนจะเปิดประตูเดินออกมาจากหอนอน“ทำไมวันนี้แม่นิลของนมถึงออกจากหอนอนไวนัก”“นิลนอนไม่ใคร่จะหลับน่ะแม่อิ่ม เลยว่าจะลุกไปล้างตัวและเข้าครัวไฟเสียเลย”แม่อิ่มหรือแม่นมอิ่ม ทำหน้าที่เลี้ยงและดูแลบุตรสาวคนเดียวของพ่อโรงและแม่ครูตั้งแต่วันที่คลอด เพราะตั้งแต่คลอด นิลก็ไม่ยอมให้ใครอุ้มเลยนอกจากแม่นมอิ่ม อีกทั้งบ่าวคนอื่นในเรือนต่างก็ขวัญเสีย กลัวอสรพิษสีดำขนาดใหญ่ที่มักจะปรากฏให้เห็นบ่อยครั้ง จนกระทั่งนิลเริ่มโตขึ้นจึงได้พบเจองูดำตัวนั้นน้อยลง“งั้นก็ไปล้างหน้าล้างตัวให้สดชื่นเสียหน่อยเถิดแม่นิล ครั้นเสร็จแล้วก็มาช่วยนมคั้นน้ำกะทิในครัวไฟ”“จ้ะ”“วันนี้น
หลังจากแยกย้ายกันเข้าสู่เรือนนอน เรือนไม้สักทั้งหลังตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมพัดใบไม้ไหวด้านนอกที่แว่วเข้ามาเป็นระยะนิลนอนพลิกกายไปมาบนฟูก หัวใจดวงน้อยยังคงเต้นระรัวด้วยความสับสน คำบอกเล่าจากพ่อที่ว่า ชาวบุญวังนั้น ก็คือเหล่านาคบริวารชั้นสูงขององค์พ่อปู่พญาอนธกาฬนาคราช ยังคงดังก้องอยู่ในหัวและเมื่อยิ่งคิดถึงสัมผัสแผ่วเบาที่ใบหูและกลิ่นหอมฟุ้งของดอกพุดซ้อนบานสีขาวข้างเตียงนอน กลับยิ่งทำให้ร่างบางนอนไม่หลับจนกระทั่งย่ำเข้าสองยาม บรรยากาศรอบกายก็พลันเปลี่ยนไป เสียงจิ้งหรีดเรไรที่เคยร้องระงมกลับเงียบเสียงลงอย่างฉับพลันสายลมนอกหอนอนที่เคยพัดเอื่อยกลับหยุดนิ่งสนิท ทั่วทั้งบริเวณอบอวลไปด้วยกลิ่นจันทน์หอมที่ชัดขึ้นเรื่อยๆ ชัดเสียจนหัวใจของนิลเริ่มเต้นผิดจังหวะดวงตากลมมองไปยังหน้าต่างหอนอนที่ยังลงดาลปิดสนิท แล้วกลิ่นนี้มาจากที่ใด มันไม่ใช่กลิ่นจางๆ ตามลมเหมือนตอนเย็นหากแต่เป็นกลิ่นหอมที่ลอยวนอยู่รอบกายเธอ นิลรู้สึกเหมือนร่างกายหนักอึ้งจนขยับไม่ได้ พร้อมกับพยายามเพ่งมองหาที่มาของกลิ่นภายใต้มุ้งขาวบาง ก่อนที่สายตาของเธอจะไปสะดุดเห็นเงาร่างสูงใหญ่ ก้าวเดินเข้ามาใกล้เตียงนอนอย่างเง
บรรยากาศในค่ำคืนปกคลุมไปด้วยความมืดมิดทั่วทุกพื้นที่ พร้อมกับความหนาวเย็นของอากาศที่ทำเอาร่างเล็กขนลุกชันไปทั่วร่างร่างบางที่เพิ่งเดินพ้นชายป่าเข้าเขตเรือนจึงเร่งฝีเท้าเพื่อกลับเรือน ท่ามกลางเสียงจิ้งหรีดเรไรที่พากันส่งเสียงร้องระงมเซ็งแซ่อยู่ตามพุ่มไม้หลังบ้าน แต่ไม่ได้ฟังดูน่ากลัวเลยสักนิดหากแต่เป็นเสมือนบทเพลงขับกล่อมไพเราะของธรรมชาติ ที่ยิ่งช่วยให้ค่ำคืนนี้ดูสงบและผ่อนคลายยิ่งขึ้นดวงตากลมโตมองขึ้นไปบนเรือนในยามนี้ แสงตะเกียงน้ำมันนวลตาถูกจุดขึ้นจนสว่างไสวไปทั่ว ส่งให้บรรยากาศรอบกายดูอบอุ่นและปลอดภัยขึ้นมาทันตาความร้อนใจจากความห่วงใยจากคนบนเรือนใหญ่เริ่มผ่อนคลายลง พลันเห็นร่างของแม่นิลก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา“ไปไหนมารึแม่นิล มืดค่ำป่านนี้แล้วยังอยู่ข้างล่าง รู้ไหมว่าพ่อกับแม่เป็นห่วง”เสียงทุ้มใจดีของคนเป็นพ่อที่นั่งขัดสมาธิอ่านตำราอยู่กลางโถงเรือนดังขึ้นในยามที่สวมบทบาทเป็นพ่อโรง ผู้เป็นพ่อมักจะเคร่งครัดไปด้วยระเบียบที่ต้องปฏิบัติตามอย่างไม่อาจขัดและค่อนข้างจะดุ จนดูน่าเกรงขามแต่เมื่อยามทำหน้าที่พ่อ ผู้ชายตรงหน้าเธอตอนนี้กลับเป็นผู้ให้กำเนิดที่มีแต่ความรัก ความเอาใจใส่และควา







