Se connecter“แล้วนายรอดมาได้ยังไง?”
โทเบียสเอ่ยถามด้วยโทนเสียงราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยพลังอำนาจบางอย่าง สายตาคมคู่นั้นของโทเบียสจ้องมองลึกลงไปในดวงตาของคนนัยน์ตาสีเทา ทำให้ฟินลีย์เหมือนต้องมนต์สะกด เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ แต่ยังคงจ้องตาโทเบียสไม่กะพริบ
“ผม...ผม...”
“หืม?”
ฟินลีย์นิ่งงันไปครู่หนึ่ง เขากำลังเรียบเรียงความคิดว่าจะตอบคำถามของโทเบียสว่าอย่างไรดี เพราะตอนนี้เขารู้สึกกดดันจนแทบคิดอะไรไม่ออก ไม่ใช่เพราะว่าเขาทำผิด แต่สายตาของโทเบียสต่างหาก ที่ทำให้เขารู้สึกกดดันจนทำอะไรไม่ถูก
“เงียบทำไม...นายรอดมาได้ยังไง?”
เสียงเคร่งขรึมเอ่ยขึ้น โทเบียสถามย้ำอีกครั้ง เขาจ้องมองฟินลีย์ตาไม่กะพริบ พลางเปลี่ยนท่าเอามือกอดอกตัวเองไว้ แล้วเอียงศีรษะมองอีกฝ่ายด้วยแววตานิ่งเรียบแต่ดูกดดันในคราวเดียวกัน ภายในหัวของโทเบียสเต็มไปด้วยความสงสัย ว่าพยานคนนี้ของเขารอดมาจากเหตุการณ์ระทึกขวัญนั้นได้อย่างไรกัน
“ผมไม่มีอะไรจะคุยกับคุณแล้ว ผมบอกไปหมดแล้ว คุณจะถามซ้ำเพื่ออะไร!!”
“หรือนายกลัวว่าจะตอบไม่เหมือนเดิม?”
โทเบียสเอ่ยเสียงราบเรียบ พลางเลิกคิ้วขึ้นสูงจ้องมองฟินลีย์ด้วยสายตากวน ๆ มุมปากยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย แต่มันไม่ได้ดูเป็นมิตรเอาเสียเลย มันเป็นรอยยิ้มที่หาความจริงใจไม่ได้เลยเสียด้วยซ้ำ
“ทำไมผมต้องกลัวว่าจะตอบไม่เหมือนเดิม เพราะผมไม่ได้พูดโกหก!!"
"วันนั้นผมหนีรอดออกมาได้เพราะหมาของผม มันวิ่งไปหาคนร้าย แล้วกระโจนเข้าใส่ไอ้หมอนั่น เจ้าไตเติลมันขย้ำไอ้สารเลวนั้น แต่.....”
ฟินลีย์หยุดพูดแล้วก้มหน้าลงต่ำ มือทั้งสองข้างจิกเข้าหากันจนเป็นรอยเล็บ ดวงตาของเขาค่อย ๆ แดงก่ำราวกับว่าตอนนี้กำลังจะร้องไห้
เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมามองโทเบียสด้วยแววตาหม่นหมอง สายตาที่แสนเจ็บปวดจ้องมองคนตรงหน้าไม่วางตา ที่โทเบียสจงใจยิงคำถามจี้ใจดำเขา ทำให้เขารู้สึกแย่ครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้ง ๆ ที่คำตอบมันก็ไม่ต่างจากเดิม
ฟินลีย์นั่งเหม่อลอย แล้วคิดวนไปวนมาอยู่อย่างนั้น “ฉันน่าจะอยู่ตรงนั้นกับแก ฉันไม่น่าทิ้งแกไว้ตรงนั้นเลย บางทีแกอาจจะรอด เราอาจจะได้กลับบ้านด้วยกัน” ความเจ็บปวดราวเข็มนับพันทิ่มแทงใจฟินลีย์ เมื่อนึกถึงช่วงเวลาสุดท้ายที่เขาได้อยู่กับสุนัขตัวโปรดของตัวเอง
“แต่เจ้าไตเติลโดนไอ้หมอนั่นยิง ผมได้ยินเสียงปืนดังติดต่อกันสามนัด ผมรู้...ผมรู้ว่ายังไงเจ้าไตเติลคงไม่รอดแน่ ๆ”
“ผมเลยพาตัวเองหนีตายออกมา ทิ้งเจ้าไตเติลไว้ลำพัง ใช่...ผมทิ้งมันไว้ตรงนั้น ผม...ผมทิ้งมัน...”
“.........”
“แล้วก็มาแจ้งตำรวจ คุณพอใจหรือยัง!!...คุณพอใจแล้วใช่ไหม!! อยากจะถามอะไรอีกไหม!!”
ฟินลีย์ตะเบ็งเสียงอย่างดังออกมาจากลำคอของเขา ตอนนี้เขาควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ มันไหลพรากอาบแก้มอย่างห้ามไม่ได้ เมื่อเขานึกถึงสุนัขพันธุ์บลูด็อกสีน้ำตาลคู่ใจ ที่เขาเลี้ยงมันมาตั้งแต่ยังเล็ก ๆ
มันเอาชีวิตของมันเข้าแลกเพื่อช่วยชีวิตเขา ฟินลีย์รีบยกหลังมือข้างขวาปาดน้ำตาออกจากแก้มตัวเอง แล้วรีบก้มหน้าหลุดต่ำไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองโทเบียสและเซบาสเตียนเลยด้วยซ้ำ
"ถ้านายไม่รู้จักคนร้ายจริง แล้วทำไมคนร้ายถึงตั้งใจที่จะฆ่านายตอนนั้น? หรือว่านายมีเรื่องอะไรที่ปิดบังอยู่...มันถึงอยากจะฆ่าปิดปากนาย"
แม้ว่าจะเห็นฟินลีย์ร้องไห้เสียใจ แต่โทเบียสก็ไม่ได้สนใจความรู้สึกของฟินลีย์สักนิดเดียว เขายังคงตั้งคำถามใส่ฟินลีย์ต่อไม่ยอมหยุด เซบาสเตียนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ฟินลีย์ถึงกับยกมือขึ้นมาลูบหน้าตัวเอง แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ เพราะโทเบียสสอบปากคำฟินลีย์ไปตั้งสี่รอบแล้ว ครั้งนี้เป็นครั้งที่ห้า แต่คำตอบของฟินลีย์ก็ยังคงเหมือนเดิม
“ผมบอกทุกอย่างกับคุณไปหมดแล้ว แต่ถ้าคุณรู้จริง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น คุณอาจจะอยากล้มเลิกคดีนี้เสียตั้งแต่ตอนนี้เลยก็ได้”
“เพราะความจริงที่คุณกำลังตามหา...อาจเป็นสิ่งที่คุณไม่อยากรู้ก็ได้ ไปตายซะไอ้คนเฮงซวย!!”
น้ำเสียงเขากระแทกแดกดัน อีกทั้งยังฟังแล้วเหมือนสั่นเครือเจือไปด้วยความเจ็บปวด แสดงถึงความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด ฟินลีย์ไม่ได้ปกปิดความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองเลย เขาคิดอย่างไรก็พูดออกมาอย่างนั้น
คนตัวสูง 183 เซนติเมตร ลุกพรวดขึ้นยืนเต็มความสูง แล้วรีบสืบเท้าก้าวเดินออกจากห้องสอบสวนทันที ด้วยอารมณ์ที่ฉุนเฉียวโกรธจัด พลางนึกในใจทำไมโทเบียสต้องถามจี้ถึงเรื่องนั้นว่าเขารอดมาได้อย่างไร รู้ทั้งรู้ว่าเขารู้สึกแย่แค่ไหน เวลาที่เขาพูดถึงสุนัขตัวโปรดของตัวเอง
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!...ฉันยังสอบสวนไม่เสร็จเลย นายยังไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น!!"
"มาคุยกันให้รู้เรื่องก่อน ที่นายพูดหมายความว่ายังไงฉันไม่เข้าใจ”
โทเบียสตะโกนไล่ตามหลังชายหนุ่ม แต่ฟินลีย์ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเดินแต่อย่างใด เขาเลยวิ่งตามฟินลีย์ไปติด ๆ
“กูว่างานนี้ตีกันยับ”
เซบาสเตียนบ่นพึมพำคนเดียวพลางส่ายศีรษะไปมา ใบหน้าแสดงถึงความเอือมระอากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาคิดว่าคดีนี้ไม่จบง่าย ๆ แน่ ถ้าขืนสองคนนี้ยังตีกันอยู่อย่างนี้
เพราะฟินลีย์กับโทเบียสไม่เคยญาติดีกันเลยแม้แต่ครั้งเดียว ตั้งแต่สอบปากคำมา อาจเป็นเพราะว่าสัญชาตญาณของโทเบียส มันรับรู้ถึงความผิดปกติบางอย่างในตัวฟินลีย์
ใช่...โทเบียสรู้ว่ามันมีบางอย่างผิดปกติ แต่เขาต้องรู้ให้ได้ว่าอะไรที่ฟินลีย์ซ่อนเอาไว้
โทเบียสวิ่งตามฟินลีย์มาถึงหน้าสำนักงานใหญ่ของเอฟบีไอ สายตาคมเหลือบไปเห็นความผิดปกติ เขาสังเกตเห็นชายชุดดำใส่หมวกไหมพรม และมีแมสสีดำปิดปากเอาไว้ กำลังเดินลงจากรถตู้คันสีดำ มันสาวเท้ามุ่งตรงไปหาฟินลีย์ ที่กำลังเปิดประตูรถของตัวเองอยู่
มือข้างขวาของชายชุดดำมีผ้าสีขาว มันเอามาปิดที่จมูกของฟินลีย์ “กลิ่นอะไร? ทำไมมัน...” ไม่ทันที่ฟินลีย์จะได้คิดอะไรมากไปกว่านี้ เพียงไม่กี่วินาทีฟินลีย์ก็หมดสติ แล้วถูกอุ้มตัวขึ้นไปบนรถตู้อย่างไว
โทเบียสที่เห็นเหตุการณ์รีบวิ่งไปที่รถตัวเอง เพื่อที่จะขับตามรถคันนั้นไปให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะพยานคนสำคัญของเขากำลังตกอยู่ในอันตรายแล้ว
“แม่งเอ๊ย!!...ติดซิวะไอ้ลูกพ่อ อย่ามางอแงตอนนี้สิวะ”
เสียงฝีเท้าของคนสองคนเดินเข้ามาหยุดอยู่ด้านหลังของฟินลีย์ โดมินิคเห็นแล้วก็เลยส่งยิ้มให้ทั้งสอง พร้อมกับทักทายอย่างนอบน้อม เฮนรีและแมรี่พ่อแม่ของฟินลีย์เดินมาหยุดอยู่ทางด้านหลังของเขา พลางเอามือลูบศีรษะของลูกตัวเองเบา ๆ“เป็นอะไรไปลูกทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ...ทะเลาะกับโทเบียสเหรอ?”แมรี่เอ่ยถามลูกชายตัวเองด้วยความเป็นห่วง พลางเอียงคอมองคนตัวเล็ก แล้วยิ้มให้ลูกด้วยรอยยิ้มที่แสนอบอุ่น ฟินลีย์หันไปมองตามเสียง เมื่อเห็นเป็นพ่อกับแม่ตัวเองก็ตกใจไม่น้อย ที่อยู่ ๆ ท่านมาโผล่ที่นี่“พ่อกับแม่มาที่นี่ได้ยังไงครับ”ฟินลีย์เอ่ยถามด้วยความสงสัย ก่อนที่ไฟทั้งร้านจะดับลงกะทันหัน เสียงร้องเอะอะโวยวายของคนในร้านเริ่มดังขึ้นด้วยความตื่นตระหนกตกใจ ราวกับว่าตอนนี้กำลังมีภัยร้ายเข้ามาเยือน มันมืดมิดเสียจนไม่รู้ว่าใครเป็นใครอยู่ ๆ ก็มีแสงเทียนส่องสว่างกลางร้านอาหาร พร้อมกับชายหนุ่มรูปร่างกำยำ มือขวาถือกล่องกำมะหยี่สีแดง มาพร้อมกับเทียนหนึ่งเล่มในมือซ้าย โทเบียสทำท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ พลางเอาเทียนวางไว้บนโต๊ะ ก่อนจะคุกเข่าลงช้า ๆ แล้วเปิดกล่องกำมะหยี่สีแดงออกมาแหวนเพชรเม็ดใหญ่แสงระยิบระยับทอประกายเมื่อกระทบกับแ
อากาศเย็นสบายปนกลิ่นหอมของไม้สนจากภูเขาบลูริดจ์ พัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง ที่เปิดกว้างของร้านอาหารท้องถิ่นเล็ก ๆ ใจกลางแอชวิลล์โต๊ะไม้โอ๊กขัดมันตั้งอยู่ริมกระจกบานใหญ่ มองออกไปเห็นถนนสายแคบที่มีบ้านสไตล์วิกตอเรียน และกระท่อมไม้เรียงราย ภายนอกมีเถาไม้เลื้อยสีเขียวปกคลุมระเบียงร้านกาแฟฝั่งตรงข้าม เพิ่มชีวิตชีวาให้ดูน่ามองบนโต๊ะอาหารมีแสงจากเปลวเทียนอ่อน ๆ ส่องกระทบจานเซรามิกสีขาวที่วางเรียงอยู่ ข้างในมีกลิ่นหอมของแพนเค้กโฮมเมด ราดเมเปิลไซรัป และไข่ดาวที่เพิ่งทอดเสร็จใหม่ ๆ เสียงพูดคุยเบา ๆ ของผู้คนในร้านคลอไปกับเสียงกีตาร์อะคูสติก จากนักดนตรีท้องถิ่นที่นั่งเล่นอยู่มุมถนนเสียงหัวเราะหยอกล้อกันบนโต๊ะอาหาร สร้างความเบิกบานให้ทุกคน เซบาสเตียนเป็นคนเปิดประเด็นเล่ามุกตลกให้ทุกคนได้หัวเราะเฮฮา และตอบกลับมุกฝืด ๆ ของโดมินิคที่นาน ๆ ที จะได้ยิน มันยิ่งสร้างความขบขันให้หลายคนไม่น้อยฟินลีย์ตักซุปใส่ถ้วยแล้วเสิร์ฟให้โทเบียส พร้อมกับส่งยิ้มกว้างให้คนพี่ ท่าทางที่มีความสุข และภาพหวาน ๆ นี้ทำให้ทุกคนอิจฉาตาร้อน โดยเฉพาะโดมินิค ซึ่งตอนนี้เขาเข้าใจดีว่าตัวเองเป็นได้เพียงพี่ชายที่แสนดี และไม่ได้คิดอะไ
ว่าจบฟินลีย์ก็ก้าวขาขึ้นไปนั่งคร่อมอยู่บนตักแกร่ง พลางบดสะโพกเคล้าคลึงเอ็นอันใหญ่ที่แข็งตัวเต็มที่ จนคนพี่ถึงกับจิกสะโพกงอนแน่น แล้วเชิดหน้าขึ้นสูงโทเบียสกัดสันกรามคมครั้งแล้วครั้งเล่า หวังระบายความอัดอั้น แต่ทว่ามันยิ่งเสียวกระสัน เมื่อร่างบางควงวนอยู่บนลำกายอันใหญ่ บดคลึงอยู่อย่างนั้นไม่ยอมใส่มันเข้าไปเสียที"อย่าแกล้งกันสิฟินลีย์...เอามันเข้าไปสักที""ขอร้องผมสิครับ""อ่าาา...นายนี่มัน ฉันจะเอาให้คลานลงเตียงไม่ได้เลย"โทเบียสพูดเสียงกระเส่าทั้ง ๆ ที่ยังหลับตาพริ้ม ความเสียวซ่านหวิวกัดกินใจ มันทำให้มัดกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้องหดเกร็ง เมื่อสะโพกงอนถูไถไปมาช้า ๆ เนิบนาบ สายตาเชื้อเชิญจ้องมองอีกฝ่าย พลางกระตุกยิ้มมุมปากอย่างผู้มีชัยคนที่ถูกฟินลีย์นั่งคร่อมอยู่จับแก่นกายตัวเองรูดรั้งไปมาสองสามที ก่อนที่จะยัดมันเข้ามาในกายคนตัวเล็ก ราวกับกลัวว่าเกมราคะครั้งนี้จะจบลง ร่างกำยำเสยลำกายขึ้นไปเต็มแรง พร้อมกับกดสะโพกงอนของคนตัวเล็กลงมา จังหวะที่แสนดิบเถื่อนมันสร้างเจ็บปนเสียวในเวลาเดียวกันโทเบียสกัดริมฝีปากล่างตัวเองแน่น เมื่อคลื่นแรงปรารถนาโหมกระหน่ำเข้าไม่ยอมหยุด มือหนาล็อกเอวคอดไว้มั่น ก
⚠️🔥🔞 คำเตือน : ฉากนี้มีบรรยายการมีเพศสัมพันธ์อย่างชัดเจน ใครไม่ชอบฉาก NC แรง ๆ กดเลื่อนผ่านได้เลยนะคะ รบกวนขอความเห็นใจไรท์ตาดำ ๆ ตัวดำ ๆ คนนี้ อย่าว่าไรท์เหมือนเรื่องที่แล้วเลยนะคะ ความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถ้าไม่ชอบ NC ก็เลื่อนผ่านจ้า จุ๊ฟเหม่ง❤️😘🔞ห้องนอนกว้างขวาง แต่กลับอบอุ่นกว่าที่คิดไว้ สำหรับชายหนุ่มผู้เคร่งขรึม ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยเย็นชากลับแฝงไปด้วยความร้อนแรงผนังทาสีเทาเข้มแซมด้วยโทนไม้โอ๊ก ทำให้บรรยากาศทั้งหรูหราและน่ามอง แสงไฟสีเหลืองอมส้มส่องสว่างจากโคมไฟหัวเตียง เงาไฟกระทบกับพื้นไม้ปาร์เก้พาดผ่านเฟอร์นิเจอร์ตัวหรู มันไม่ได้ดูน่ากลัวแต่กลับให้ความรู้สึกที่อบอุ่นเตียงคิงไซส์กลางห้องปูด้วยผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาดตา ตัดกับผ้าคลุมเตียงสีน้ำเงินเข้ม ที่ฟินลีย์มักจะพับอย่างเป็นระเบียบแต่ค่ำคืนนี้กลับถูกดึงให้คลายตัว ราวกับว่ายอมให้ใครบางคนเข้ามาแบ่งปันพื้นที่ส่วนตัวในห้องนี้ โซฟาหนังสีน้ำตาลเข้มตั้งอยู่ตรงหน้าต่างบานใหญ่ทำให้ห้องดูมีมิติ แสงไฟในเมืองด้านนอกลอดเข้ามาเป็นประกายระยิบระยับ เหมือนมวลหมู่ดาวในท้องนภากลิ่นหอมอ่อน ๆ ของวิสกี้และไม้สนโชยอยู่ในอากาศ เป็นกลิ่นปร
“อย่า!!...อย่ายิง!!”ลูเซียนเอ่ยเสียงแข็งกร้าว พลางขบสันกรามเข้าหากันแน่น เมื่อไม่สามารถทำอะไรอีกฝ่ายได้ในตอนนี้ “ไอ้โทเบียส!!...ยังไงวันนี้อเล็กซ์ก็ต้องกลับไปกับฉัน” คนนัยน์ตาสีแดงก่ำจ้องมองโทเบียสไม่ลดละในหัวลูเซียนมีแต่แผนการผุดขึ้นมา ว่าจะพาอเล็กซ์ออกไปได้อย่างไร ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องพาอเล็กซ์ออกไปให้ได้ ต่อจะให้ฆ่าสักกี่ศพเขาก็ยอม“แกมีสิทธิ์ร้องขอด้วยเหรอ?”โทเบียสเอ่ยเสียงนิ่งเย็น สายตาว่างเปล่าจ้องมองคนตรงหน้าอย่างไม่ปรานี โทเบียสรู้ดีว่าถ้าเกิดเขาไม่สามารถจับ ลูเซียนได้ ทุกคนต้องตกอยู่ในอันตราย ไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติไม่ว่าลูเซียนจะทำแบบนี้ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ทำเพราะคนที่ตัวเองรัก ทำเพราะผิดหวังจากคนรัก ไม่ว่าจะเหตุผลไหน แต่สิ่งที่ลูเซียนทำตอนนี้ มันกลายภัยต่อคนอื่นไปเสียแล้วโทเบียสส่งสัญญาณให้เซบาสเตียนและโดมินิคที่ค่อย ๆ สืบเท้าก้าวเดินมาหยุดอยู่ด้านหลังลูเซียน ให้พวกเขาเคลียร์นักโทษ และเจ้าหน้าที่ที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากที่นี่โดยด่วนตอนนี้สิ่งที่เขาต้องทำคือการจัดการลูเซียนให้สิ้นซาก ไม่เช่นนั้นเรื่องนี้ไม่มีทางจบแน่นอน ทุกคนรีบไปทำตามหน้าที่ของตนเอง ทิ้งให้โทเบียส
ดร.วิลเลียม เอ่ยหลังจากทำการเก็บตัวอย่างเลือดของอเล็กซ์ใส่หลอดแก้ว จนเห็นว่าน่าจะเพียงพอต่อการทดลอง“ไปส่ง ดร.ที่แล็บ...ถึงแล้วรีบรายงานผมด้วย”“ครับ”โทเบียสเอ่ยกำชับเจ้าหน้าที่เสียงเคร่งขรึม เจ้าหน้าที่พา ดร.วิลเลียม มาที่นี่รีบโค้งตัวรับคำสั่งของโทเบียส แล้วพา ดร.วิลเลียม ออกไปจากห้องขังทันทีโทเบียสเกรงว่าไอ้ลูเซียนจะมาทำให้ทุกอย่างพังไม่เป็นท่า เพราะหลังจากที่ได้รับจดหมายฉบับนั้น พวกเขาก็ระวังตัวเป็นอย่างดีแต่กลับมีรายชื่อของผู้สูญหายเพิ่มถึงสองคน ไม่ต้องสืบเลยว่าคนที่ทำเรื่องนี้คือใคร มันต้องเป็นลูเซียนแน่นอน ถ้าไม่รีบกำจัดลูเซียน คนที่ไม่รู้เรื่องต้องตายฟรี โดยที่ไม่มีโอกาสร้องขอชีวิตเสียงชุลมุนวุ่นวายอยู่ด้านนอก เสียงปืนดังติดต่อกันหลายนัด ทำให้โทเบียสถึงกับขมวดคิ้วมุ่นเข้าหากันเป็นปม แล้วเตรียมตัวที่จะวิ่งออกไปดู แต่เขาก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อเห็นร่างกำยำที่ตัวซีดขาวราวกับผีของลูเซียนยืนประจันหน้าตัวเองอยู่“ให้ตายสิ...แกกลายเป็นตัวอะไรไปแล้ววะ!!”โทเบียสสบถออกมาอย่างห้ามไม่ได้ เมื่อเห็นสภาพของลูเซียนที่เป็นเหมือนซากศพเดินได้ไม่มีผิด มันเหมือนกับเอลเลียตในตอนแรกเลยก็ว่าได้“แก
"ความตาย" ควรเป็นจุดจบแต่บางครั้ง มันคือ "จุดเริ่มต้น" ของบางอย่างที่น่ากลัวกว่านั้นในเมืองที่แสงไฟสว่างไสวตลอดคืน มีบางสิ่งกำลังถูกซื้อขายอยู่ในความมืดหัวใจ ไต ปอด ดวงตา และ "ชีวิตของมนุษย์"ไม่มีใครรู้ว่า “ดอกลิลลี่สีดำ” คือใครไม่มีใครรู้ว่าพวกมันควบคุมอะไรได้บ้างแต่ทุกคนรู้ว่า อย่าขวางมัน ถ
เหมือนเส้นบาง ๆ ระหว่างความเป็นและความตายของโทเบียสอยู่เพียงคืบ ฟินลีย์ที่สะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะเสียงเอะอะโวยวาย เขาเห็นภาพเอลเลียตกำลังจะฆ่าโทเบียสมีดปลายแหลมถูกจ่อที่ลำคอคนตัวสูง ฟินลีย์ตกใจสุดขีด ร่างกายของเขาขยับโดยอัตโนมัติ เขารีบพุ่งตัวเข้าไปผลักเอลเลียต ให้ออกจากโทเบียสสุดแรง
โทเบียสยืนนิ่งราวกับต้องมนต์สะกด ดวงตาคมเบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเสียงเรียกชื่อเขาซ้ำ ๆ"โทเบียส!!...โทเบียส!!"สุ้มเสียงคนด้านนอกแหบพร่าฟังดูน่าขนลุก เสียงนั้นมันคือเสียงของ “เอลเลียต” เพื่อนสนิทที่เสียชีว
เสียงฝีเท้าดังขึ้นเบา ๆ ทำให้โทเบียสละสายตาจากพื้นห้องที่เคยมีศพนอนนิ่งอยู่ เขาหันไปมองทางต้นเสียง เป็นฟินลีย์ยืนอยู่ตรงประตูทางเชื่อมระหว่างห้องพักสองห้อง ใบหน้าของเขาซีดขาว ดวงตาเต็มไปด้วยความวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด“คุณคิดว่าเราจะปลอดภัยไหมถ้าอยู่ที่นี่?”คนที่เพิ่งเ







