เข้าสู่ระบบ“แล้วนายรอดมาได้ยังไง?”
โทเบียสเอ่ยถามด้วยโทนเสียงราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยพลังอำนาจบางอย่าง สายตาคมคู่นั้นของโทเบียสจ้องมองลึกลงไปในดวงตาของคนนัยน์ตาสีเทา ทำให้ฟินลีย์เหมือนต้องมนต์สะกด เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ แต่ยังคงจ้องตาโทเบียสไม่กะพริบ
“ผม...ผม...”
“หืม?”
ฟินลีย์นิ่งงันไปครู่หนึ่ง เขากำลังเรียบเรียงความคิดว่าจะตอบคำถามของโทเบียสว่าอย่างไรดี เพราะตอนนี้เขารู้สึกกดดันจนแทบคิดอะไรไม่ออก ไม่ใช่เพราะว่าเขาทำผิด แต่สายตาของโทเบียสต่างหาก ที่ทำให้เขารู้สึกกดดันจนทำอะไรไม่ถูก
“เงียบทำไม...นายรอดมาได้ยังไง?”
เสียงเคร่งขรึมเอ่ยขึ้น โทเบียสถามย้ำอีกครั้ง เขาจ้องมองฟินลีย์ตาไม่กะพริบ พลางเปลี่ยนท่าเอามือกอดอกตัวเองไว้ แล้วเอียงศีรษะมองอีกฝ่ายด้วยแววตานิ่งเรียบแต่ดูกดดันในคราวเดียวกัน ภายในหัวของโทเบียสเต็มไปด้วยความสงสัย ว่าพยานคนนี้ของเขารอดมาจากเหตุการณ์ระทึกขวัญนั้นได้อย่างไรกัน
“ผมไม่มีอะไรจะคุยกับคุณแล้ว ผมบอกไปหมดแล้ว คุณจะถามซ้ำเพื่ออะไร!!”
“หรือนายกลัวว่าจะตอบไม่เหมือนเดิม?”
โทเบียสเอ่ยเสียงราบเรียบ พลางเลิกคิ้วขึ้นสูงจ้องมองฟินลีย์ด้วยสายตากวน ๆ มุมปากยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย แต่มันไม่ได้ดูเป็นมิตรเอาเสียเลย มันเป็นรอยยิ้มที่หาความจริงใจไม่ได้เลยเสียด้วยซ้ำ
“ทำไมผมต้องกลัวว่าจะตอบไม่เหมือนเดิม เพราะผมไม่ได้พูดโกหก!!"
"วันนั้นผมหนีรอดออกมาได้เพราะหมาของผม มันวิ่งไปหาคนร้าย แล้วกระโจนเข้าใส่ไอ้หมอนั่น เจ้าไตเติลมันขย้ำไอ้สารเลวนั้น แต่.....”
ฟินลีย์หยุดพูดแล้วก้มหน้าลงต่ำ มือทั้งสองข้างจิกเข้าหากันจนเป็นรอยเล็บ ดวงตาของเขาค่อย ๆ แดงก่ำราวกับว่าตอนนี้กำลังจะร้องไห้
เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมามองโทเบียสด้วยแววตาหม่นหมอง สายตาที่แสนเจ็บปวดจ้องมองคนตรงหน้าไม่วางตา ที่โทเบียสจงใจยิงคำถามจี้ใจดำเขา ทำให้เขารู้สึกแย่ครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้ง ๆ ที่คำตอบมันก็ไม่ต่างจากเดิม
ฟินลีย์นั่งเหม่อลอย แล้วคิดวนไปวนมาอยู่อย่างนั้น “ฉันน่าจะอยู่ตรงนั้นกับแก ฉันไม่น่าทิ้งแกไว้ตรงนั้นเลย บางทีแกอาจจะรอด เราอาจจะได้กลับบ้านด้วยกัน” ความเจ็บปวดราวเข็มนับพันทิ่มแทงใจฟินลีย์ เมื่อนึกถึงช่วงเวลาสุดท้ายที่เขาได้อยู่กับสุนัขตัวโปรดของตัวเอง
“แต่เจ้าไตเติลโดนไอ้หมอนั่นยิง ผมได้ยินเสียงปืนดังติดต่อกันสามนัด ผมรู้...ผมรู้ว่ายังไงเจ้าไตเติลคงไม่รอดแน่ ๆ”
“ผมเลยพาตัวเองหนีตายออกมา ทิ้งเจ้าไตเติลไว้ลำพัง ใช่...ผมทิ้งมันไว้ตรงนั้น ผม...ผมทิ้งมัน...”
“.........”
“แล้วก็มาแจ้งตำรวจ คุณพอใจหรือยัง!!...คุณพอใจแล้วใช่ไหม!! อยากจะถามอะไรอีกไหม!!”
ฟินลีย์ตะเบ็งเสียงอย่างดังออกมาจากลำคอของเขา ตอนนี้เขาควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ มันไหลพรากอาบแก้มอย่างห้ามไม่ได้ เมื่อเขานึกถึงสุนัขพันธุ์บลูด็อกสีน้ำตาลคู่ใจ ที่เขาเลี้ยงมันมาตั้งแต่ยังเล็ก ๆ
มันเอาชีวิตของมันเข้าแลกเพื่อช่วยชีวิตเขา ฟินลีย์รีบยกหลังมือข้างขวาปาดน้ำตาออกจากแก้มตัวเอง แล้วรีบก้มหน้าหลุดต่ำไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองโทเบียสและเซบาสเตียนเลยด้วยซ้ำ
"ถ้านายไม่รู้จักคนร้ายจริง แล้วทำไมคนร้ายถึงตั้งใจที่จะฆ่านายตอนนั้น? หรือว่านายมีเรื่องอะไรที่ปิดบังอยู่...มันถึงอยากจะฆ่าปิดปากนาย"
แม้ว่าจะเห็นฟินลีย์ร้องไห้เสียใจ แต่โทเบียสก็ไม่ได้สนใจความรู้สึกของฟินลีย์สักนิดเดียว เขายังคงตั้งคำถามใส่ฟินลีย์ต่อไม่ยอมหยุด เซบาสเตียนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ฟินลีย์ถึงกับยกมือขึ้นมาลูบหน้าตัวเอง แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ เพราะโทเบียสสอบปากคำฟินลีย์ไปตั้งสี่รอบแล้ว ครั้งนี้เป็นครั้งที่ห้า แต่คำตอบของฟินลีย์ก็ยังคงเหมือนเดิม
“ผมบอกทุกอย่างกับคุณไปหมดแล้ว แต่ถ้าคุณรู้จริง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น คุณอาจจะอยากล้มเลิกคดีนี้เสียตั้งแต่ตอนนี้เลยก็ได้”
“เพราะความจริงที่คุณกำลังตามหา...อาจเป็นสิ่งที่คุณไม่อยากรู้ก็ได้ ไปตายซะไอ้คนเฮงซวย!!”
น้ำเสียงเขากระแทกแดกดัน อีกทั้งยังฟังแล้วเหมือนสั่นเครือเจือไปด้วยความเจ็บปวด แสดงถึงความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด ฟินลีย์ไม่ได้ปกปิดความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองเลย เขาคิดอย่างไรก็พูดออกมาอย่างนั้น
คนตัวสูง 183 เซนติเมตร ลุกพรวดขึ้นยืนเต็มความสูง แล้วรีบสืบเท้าก้าวเดินออกจากห้องสอบสวนทันที ด้วยอารมณ์ที่ฉุนเฉียวโกรธจัด พลางนึกในใจทำไมโทเบียสต้องถามจี้ถึงเรื่องนั้นว่าเขารอดมาได้อย่างไร รู้ทั้งรู้ว่าเขารู้สึกแย่แค่ไหน เวลาที่เขาพูดถึงสุนัขตัวโปรดของตัวเอง
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!...ฉันยังสอบสวนไม่เสร็จเลย นายยังไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น!!"
"มาคุยกันให้รู้เรื่องก่อน ที่นายพูดหมายความว่ายังไงฉันไม่เข้าใจ”
โทเบียสตะโกนไล่ตามหลังชายหนุ่ม แต่ฟินลีย์ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเดินแต่อย่างใด เขาเลยวิ่งตามฟินลีย์ไปติด ๆ
“กูว่างานนี้ตีกันยับ”
เซบาสเตียนบ่นพึมพำคนเดียวพลางส่ายศีรษะไปมา ใบหน้าแสดงถึงความเอือมระอากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาคิดว่าคดีนี้ไม่จบง่าย ๆ แน่ ถ้าขืนสองคนนี้ยังตีกันอยู่อย่างนี้
เพราะฟินลีย์กับโทเบียสไม่เคยญาติดีกันเลยแม้แต่ครั้งเดียว ตั้งแต่สอบปากคำมา อาจเป็นเพราะว่าสัญชาตญาณของโทเบียส มันรับรู้ถึงความผิดปกติบางอย่างในตัวฟินลีย์
ใช่...โทเบียสรู้ว่ามันมีบางอย่างผิดปกติ แต่เขาต้องรู้ให้ได้ว่าอะไรที่ฟินลีย์ซ่อนเอาไว้
โทเบียสวิ่งตามฟินลีย์มาถึงหน้าสำนักงานใหญ่ของเอฟบีไอ สายตาคมเหลือบไปเห็นความผิดปกติ เขาสังเกตเห็นชายชุดดำใส่หมวกไหมพรม และมีแมสสีดำปิดปากเอาไว้ กำลังเดินลงจากรถตู้คันสีดำ มันสาวเท้ามุ่งตรงไปหาฟินลีย์ ที่กำลังเปิดประตูรถของตัวเองอยู่
มือข้างขวาของชายชุดดำมีผ้าสีขาว มันเอามาปิดที่จมูกของฟินลีย์ “กลิ่นอะไร? ทำไมมัน...” ไม่ทันที่ฟินลีย์จะได้คิดอะไรมากไปกว่านี้ เพียงไม่กี่วินาทีฟินลีย์ก็หมดสติ แล้วถูกอุ้มตัวขึ้นไปบนรถตู้อย่างไว
โทเบียสที่เห็นเหตุการณ์รีบวิ่งไปที่รถตัวเอง เพื่อที่จะขับตามรถคันนั้นไปให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะพยานคนสำคัญของเขากำลังตกอยู่ในอันตรายแล้ว
“แม่งเอ๊ย!!...ติดซิวะไอ้ลูกพ่อ อย่ามางอแงตอนนี้สิวะ”
อากาศเย็นสบายปนกลิ่นหอมของไม้สนจากภูเขาบลูริดจ์ พัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง ที่เปิดกว้างของร้านอาหารท้องถิ่นเล็ก ๆ ใจกลางแอชวิลล์โต๊ะไม้โอ๊กขัดมันตั้งอยู่ริมกระจกบานใหญ่ มองออกไปเห็นถนนสายแคบที่มีบ้านสไตล์วิกตอเรียน และกระท่อมไม้เรียงราย ภายนอกมีเถาไม้เลื้อยสีเขียวปกคลุมระเบียงร้านกาแฟฝั่งตรงข้าม เพิ่มชีวิตชีวาให้ดูน่ามองบนโต๊ะอาหารมีแสงจากเปลวเทียนอ่อน ๆ ส่องกระทบจานเซรามิกสีขาวที่วางเรียงอยู่ ข้างในมีกลิ่นหอมของแพนเค้กโฮมเมด ราดเมเปิลไซรัป และไข่ดาวที่เพิ่งทอดเสร็จใหม่ ๆ เสียงพูดคุยเบา ๆ ของผู้คนในร้านคลอไปกับเสียงกีตาร์อะคูสติก จากนักดนตรีท้องถิ่นที่นั่งเล่นอยู่มุมถนนเสียงหัวเราะหยอกล้อกันบนโต๊ะอาหาร สร้างความเบิกบานให้ทุกคน เซบาสเตียนเป็นคนเปิดประเด็นเล่ามุกตลกให้ทุกคนได้หัวเราะเฮฮา และตอบกลับมุกฝืด ๆ ของโดมินิคที่นาน ๆ ที จะได้ยิน มันยิ่งสร้างความขบขันให้หลายคนไม่น้อยฟินลีย์ตักซุปใส่ถ้วยแล้วเสิร์ฟให้โทเบียส พร้อมกับส่งยิ้มกว้างให้คนพี่ ท่าทางที่มีความสุข และภาพหวาน ๆ นี้ทำให้ทุกคนอิจฉาตาร้อน โดยเฉพาะโดมินิค ซึ่งตอนนี้เขาเข้าใจดีว่าตัวเองเป็นได้เพียง
⚠️🔥🔞 คำเตือน : ฉากนี้มีบรรยายการมีเพศสัมพันธ์อย่างชัดเจน ใครไม่ชอบฉาก NC แรง ๆ กดเลื่อนผ่านได้เลยนะคะ รบกวนขอความเห็นใจไรท์ตาดำ ๆ ตัวดำ ๆ คนนี้ อย่าว่าไรท์เหมือนเรื่องที่แล้วเลยนะคะ ความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถ้าไม่ชอบ NC ก็เลื่อนผ่านจ้า จุ๊ฟเหม่ง❤️😘🔞ห้องนอนกว้างขวาง แต่กลับอบอุ่นกว่าที่คิดไว้ สำหรับชายหนุ่มผู้เคร่งขรึม ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยเย็นชากลับแฝงไปด้วยความร้อนแรงผนังทาสีเทาเข้มแซมด้วยโทนไม้โอ๊ก ทำให้บรรยากาศทั้งหรูหราและน่ามอง แสงไฟสีเหลืองอมส้มส่องสว่างจากโคมไฟหัวเตียง เงาไฟกระทบกับพื้นไม้ปาร์เก้พาดผ่านเฟอร์นิเจอร์ตัวหรู มันไม่ได้ดูน่ากลัวแต่กลับให้ความรู้สึกที่อบอุ่นเตียงคิงไซส์กลางห้องปูด้วยผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาดตา ตัดกับผ้าคลุมเตียงสีน้ำเงินเข้ม ที่ฟินลีย์มักจะพับอย่างเป็นระเบียบแต่ค่ำคืนนี้กลับถูกดึงให้คลายตัว ราวกับว่ายอมให้ใครบางคนเข้ามาแบ่งปันพื้นที่ส่วนตัวในห้องนี้ โซฟาหนังสีน้ำตาลเข้มตั้งอยู่ตรงหน้าต่างบานใหญ่ทำให้ห้องดูมีมิติ แสงไฟในเมืองด้านนอกลอดเข้ามาเป็นประกายระยิบระยับ เหมือนมวลหมู่ดาวในท้องนภา
“อย่า!!...อย่ายิง!!”ลูเซียนเอ่ยเสียงแข็งกร้าว พลางขบสันกรามเข้าหากันแน่น เมื่อไม่สามารถทำอะไรอีกฝ่ายได้ในตอนนี้ “ไอ้โทเบียส!!...ยังไงวันนี้อเล็กซ์ก็ต้องกลับไปกับฉัน” คนนัยน์ตาสีแดงก่ำจ้องมองโทเบียสไม่ลดละในหัวลูเซียนมีแต่แผนการผุดขึ้นมา ว่าจะพาอเล็กซ์ออกไปได้อย่างไร ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องพาอเล็กซ์ออกไปให้ได้ ต่อจะให้ฆ่าสักกี่ศพเขาก็ยอม“แกมีสิทธิ์ร้องขอด้วยเหรอ?”โทเบียสเอ่ยเสียงนิ่งเย็น สายตาว่างเปล่าจ้องมองคนตรงหน้าอย่างไม่ปรานี โทเบียสรู้ดีว่าถ้าเกิดเขาไม่สามารถจับลูเซียนได้ ทุกคนต้องตกอยู่ในอันตราย ไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติไม่ว่าลูเซียนจะทำแบบนี้ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ทำเพราะคนที่ตัวเองรัก ทำเพราะผิดหวังจากคนรัก ไม่ว่าจะเหตุผลไหน แต่สิ่งที่ลูเซียนทำตอนนี้ มันกลายภัยต่อคนอื่นไปเสียแล้วโทเบียสส่งสัญญาณให้เซบาสเตียนและโดมินิคที่ค่อย ๆ สืบเท้าก้าวเดินมาหยุดอยู่ด้านหลังลูเซียน ให้พวกเขาเคลียร์นักโทษ และเจ้าหน้าที่ที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากที่นี่โดยด่วน
เสียงร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวดดังก้องทั่วทั้งห้องสี่เหลี่ยม ที่มีผนังสีขาวหม่น ๆ สีหลุดล่อนเสื่อมสภาพตามกาลเวลา ด้านบนมีเพียงหลอดไฟนีออนสีขาวให้แสงจ้า ส่องสว่างทั่วห้องในห้องนี้มีอุปกรณ์ทดลองมากมายเต็มไปหมด หลอดแก้วสีใสวางเกลื่อนกลาด บางหลอดมีสารเคมีหลงเหลืออยู่ กลิ่นหืนของสารเคมีคละคลุ้งไปทั่วอากาศ ชวนให้คนที่อยู่ในห้องคลื่นไส้จนแทบอาเจียนลูเซียนร้องคำรามออกมาเสียงดังราวกับสัตว์ป่า ดวงตาปูดโปนแดงก่ำราวกับปีศาจ ตามแขนเขามีรอยเข็มที่ทิ่มแทงเข้าไปในเส้นเลือดนับจำนวนแทบไม่ได้ เขาทำการทดลองกับตัวเองให้เป็นคนที่ไม่มีวันตายและกลายเป็นอมตะร่างกายของลูเซียนตอนนี้ราวกับว่า มีบางสิ่งบางอย่างผิดแปลกจากมนุษย์ทั่วไป ผิวซีดขาวจนน่ากลัวราวกับผีดิบไม่มีผิดเพี้ยน เส้นเลือดสีดำขลับเห็นเด่นชัดจนน่ากลัวบรรดาลูกน้องต่างพากันเกรงกลัวนายตัวเองในเวอร์ชันใหม่ เจ้านายที่กลายเป็นผีดิบไปแล้ว พวกเขากลัวจนพากันหนีลูเซียน ไม่มีเหลือใครข้างกายสักคน“ถึงเวลาแล้วที่พวกมันต้องชดใช้”น้ำเสียงแหบห้าวเอ่ยขึ้นพึมพำกับตัวเอง สายตาแดงก่ำจ้องมองตรงอย่างไร้จุดหมาย ดว
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!...พวกคุณทำอะไรคุณลุงกับคุณป้าน่ะ!!”เสียงของคาเรลดังขึ้น เมื่อเห็นลุงกับป้าของตัวเองกำลังยืนร้องไห้ราวกับโดนทำร้าย คนตัวเล็กรีบปรี่เข้ามาเตรียมจะเอาเรื่องคนที่มารังแกลุงกับป้าของตัวเองทันที“คาเรล...นายนี่มันยังแสบเหมือนเดิมเลยนะ พี่เอง”เสียงของเอลเลียตทำให้คาเรลหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง เขาจำได้ว่าเอลเลียตตายไปเมื่อหลายปีก่อน แต่ตอนนั้นเขาไม่มาร่วมงานศพหลังจากงานศพของเอลเลียตจบลง เอเรน่าและฮาเตอร์ก็กลายเป็นคนเศร้าหมอง จนเขาอดเป็นห่วงไม่ได้ ทุกสุดสัปดาห์คาเรลก็จะกลับจากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มาอยู่กับท่านทั้งสอง เพื่อไม่ให้ท่านเหงา“พี่เอลเลียต...พี่กลับมาได้ยังไง? พี่ตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ?”กำปั้นหนา ๆ เคาะลงกลางหน้าผากของคาเรลอย่างแรง เมื่อคนตัวเล็กพูดออกมาไม่คิด เอลเลียตอมยิ้มให้กับน้องชายตัวแสบ ลูกชายของน้าที่ชอบป่วนเขาอยู่เรื่อย“ฉันยังไม่ตาย...แค่หายตัวไปทำภารกิจลับ ก็เลยต้องแกล้งตาย”คำพูดของเอลเลียตทำให้คาเรลพยักหน้าตามอย่างเข้าใจ แต่เขาก็ไม่เข้าใจอยู่ดี ว่าทำไม
ภายในห้องทดลองที่ทาทาบกำแพงด้วยสีขาวสะอาดตา ไฟจากหลอดนีออนสีขาวจ้าสว่างไปทั่วทั้งห้อง อุปกรณ์วิจัย และหลอดแก้วที่มีสารเคมีอยู่ในหลอดหลายชนิด ถูกนำมาทดลองไม่รู้ต่อกี่ครั้งที่นี่เป็นห้องวิจัยหมายเลขหนึ่งขององค์กรดอกลิลลี่สีดำ ที่ทางการอนุญาตให้ใช้ทำการทดลองเพื่อช่วยชีวิตเอลเลียตได้ดร.วิลเลียม หมกตัวอยู่ที่นี่เกือบหนึ่งสัปดาห์ พร้อมกับหลอดเลือดตัวอย่างของอเล็กซ์อีกเพียงสองหลอดที่เหลืออยู่ เขายังหาข้อมูลไม่เจอเลยว่าเพราะอะไร ทำไมอเล็กซ์ถึงมีชีวิตอยู่ได้ โดยไม่ต้องใช้ยาเคมีฉีดเข้าร่างกายตอนนี้เอลเลียตอยู่ได้เพราะยาที่มีอยู่ แต่ ดร.วิลเลียม ต้องการให้เอลเลียตไม่ต้องใช้มันอีก เขาไม่อยากให้เอลเลียตต้องใช้มันไปตลอดชีวิต หากวันใดวันหนึ่งเขาไม่มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ก็เท่ากับว่าเอลเลียตก็ต้องจบชีวิตลงเช่นกัน“ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นหรอก ดร.”เอลเลียตเดินมาหยุดอยู่ข้างหลัง ดร.วิลเลียม พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง เขาคิดไว้แล้วว่าไหน ๆ เขาก็ตายไปแล้ว ความจริงมันก็ไม่ควรที่เขาจะกลับมามีชีวิตฝืนกฎธรรมชาติ นี่เป็นสัจธรรมมนุษย์ ที่ทุกคนล้วนแล้วต้องตายทั้งน
ปัง!!!เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด เลือดสีแดงสดย้อยลงมาตรงกลางหน้าผาก แล้วค่อย ๆ หยดลงมาที่ใบหน้าเป็นทางยาวตามแรงโน้มถ่วงของโลก กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งเต็มไปหมดคนตัวใหญ่รูปร่างกำยำสวมเสื้อผ้าหนังสีดำ ใส่หมวกไหมพรมล้มลงไปนอนกองกับพื้น ฟินลีย์รีบหันไปดูว่าใครกันที่เป็นคนยิงไอ้สารเ
“อ๊ากกกกกก”เสียงร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด เมื่อเสียงปืนดังขึ้นติดต่อกันสามนัด โทเบียสหันปลายกระบอกปืนไปยังคนร้ายอีกคน ที่นอนทรุดอยู่กับพื้น มันกำลังจะหยิบปืนขึ้นมายิงเขา แต่ก็ยังช้ากว่าโทเบียสอยู่ดี สามวินาทีมันก็มากเกินพอแล้วสำหรับโทเบียส กระสุนสองนัดตัดผ่านเส้นเอ็นข้อมือข้างขวาของมัน จนเลือดพุ่
“แม่งเอ๊ย!!...ติดซิวะไอ้ลูกพ่อ อย่ามางอแงตอนนี้สิวะ”ร่างกำยำพยายามสตาร์ทรถอยู่สองสามครั้ง เครื่องยนต์ก็ยังไม่ทำงาน เขาเลยถือวิสาสะไปที่รถของฟินลีย์ แล้วสตาร์ทรถขับตามรถคันนั้นไปมือข้างขวาของโทเบียสทำหน้าที่บังคับพวงมาลัยรถ ส่วนมือข้างซ้ายรีบล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง เพื่อต่อสายหาเซบา
ภายในห้องสี่เหลี่ยมสีเทาเข้ม มีโต๊ะสีดำตรงกลางห้องหนึ่งตัว และเก้าอี้สีดำเพียงตัวเดียวสำหรับผู้ถูกสอบสวน แสงไฟถูกจัดให้ไม่สว่างและไม่มืดจนเกินไป เพื่อให้เห็นสีหน้าท่าทางของผู้ถูกสอบสวนได้อย่างชัดเจนกระจกสองด้านถูกติดไว้ ซึ่งให้เจ้าหน้าที่หรือผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในห้องข้างเคียงสามารถมองเห็นการสอบสวน







