คำพูดนั้นทำให้เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยอมหันหลังให้อย่างไม่เต็มใจ เมฆินทร์ใช้ปลายนิ้วดึงปกเสื้อด้านหลังลงเพียงเล็กน้อย ทันทีที่เห็นผิวหนังบริเวณหัวไหล่สีหน้าของเขาก็เคร่งขรึมขึ้นอย่างชัดเจน
บนแผ่นหลังของริสามีรอยอักขระสีแดงคล้ำปรากฏอยู่ใต้ผิวหนัง ลวดลายคดเคี้ยวเป็นวงกลมคล้ายรากไม้พันกันและตรงกลางมีเครื่องหมายเดียวกับที่สลักอยู่บนกำไลเงินที่เขาพึ่งได้มาเมื่อไม่นาน
เมฆินทร์ยกปลายนิ้วขึ้นเหนือรอยนั้นโดยไม่แตะต้องผิวของเธอ ก่อนบริกรรมคาถาอีกบทด้วยเสียงเบาจนแทบกลืนไปกับสายลม
“นะล้อมกาย โมล้อมจิต พุทคุ้มทิศ ธาปิดทาง ยะบังเงา สิ่งชั่วร้ายตนใดอย่ากล้ำกราย รอยใดที่ติดตามมา จงขาด สายใดที่ผูกเอาไว้ จงคลาย ด้วยคุณครูเหนือเศียร ด้วยอำนาจยันต์เหนือกาย...ปิด!”
คำสุดท้ายถูกเปล่งออกมาพร้อมกับการกดผ้ายันต์ลงตรงรอยอาคม แสงสีแดงใต้ผิวหนังวาบขึ้นทันที ริสาสะดุ้งสุดตัวด้วยความเจ็บปวดราวกับถูกเหล็กร้อนนาบลงบนผิวบาง หญิงสาวหันกลับมาผลักอกเขาออกด้วยสัญชาตญาณของตนเอง
“คุณทำอะไรฉัน!”
เมฆินทร์เซถอยไปเพียงเล็กน้อย ดวงตาคมยังคงจับจ้องรอยบนแผ่นหลังของเธอซึ่งแม้จะจางลงแต่กลับไม่หายไปอย่างที่ควรจะเป็น
“ผมปิดทางไม่ให้มันตามคุณออกไป”
“แล้วมันได้ผลหรือเปล่า”
ชายหนุ่มไม่ตอบเพราะในจังหวะนั้นเอง เสียงไม้แตกก็ดังขึ้นจากด้านหลังแท่นบูชา ร่างหญิงผมยาวค่อย ๆคลานออกมาจากเงามืด แขนขาของมันบิดงอผิดรูป ใบหน้าซีดขาวเงยขึ้นช้า ๆ ก่อนเผยให้เห็นเบ้าตาว่างเปล่าและริมฝีปากที่ถูกเย็บติดกันด้วยด้ายสีดำ
เมฆินทร์ขยับมายืนบังริสาโดยสัญชาตญาณ มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในย่ามเพื่อหยิบผ้ายันต์ ส่วนอีกข้างกางออกขวางไม่ให้เธอก้าวออกไปด้านหน้า
“ยืนอยู่ข้างหลังผม ห้ามวิ่ง ห้ามร้อง และไม่ว่าคุณจะได้ยินเสียงใครเรียกก็ห้ามขานรับ”
ริสามองแผ่นหลังกว้างของชายแปลกหน้าตรงหน้าก่อนเบนสายตาไปยังสิ่งที่กำลังคลานเข้ามาใกล้
“แล้วถ้าฉันไม่ทำตามล่ะ”
เมฆินทร์ไม่ตอบในทันที เขายกผ้ายันต์ขึ้นคั่นกลางระหว่างตนเองกับร่างอาถรรพ์แล้วเริ่มบริกรรมคาถาด้วยเสียงทุ้มหนักแน่นกว่าเดิม
“นะโมพุทธายะ อิติปิโส ภควา ข้าขออัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัย คุณครูบาอาจารย์ และอำนาจแห่งยันต์ทั้งหลาย จงเป็นเกราะคุ้มกาย เป็นไฟเผาผลาญสิ่งอัปมงคล ภูตผีปีศาจตนใดที่สิงสู่ ผูกมัด หรือครอบงำอยู่ในสถานที่แห่งนี้ จงคลาย จงถอย จงดับสูญ ด้วยอำนาจแห่งเลือดครูและคำสัตย์ของผู้สืบวิชา สิ่งใดไม่ใช่เจ้าของร่าง จงออกไป สิ่งใดมิได้ถือกำเนิดในโลกมนุษย์ จงกลับคืนสู่ที่ของตน นะปิดตา โมปิดทาง พุทปิดรูป ธาปิดเงา ยะปิดวิญญาณ ข้าขอสั่งด้วยนามแห่งครู จงออกไปเดี๋ยวนี้!”
ทุกถ้อยคำที่หลุดออกจากริมฝีปากทำให้เปลวเทียนเก่าบนแท่นบูชาลุกติดขึ้นเองทีละเล่ม แสงสีแดงส้มสะท้อนไปทั่วผนังศาลขณะที่ร่างหญิงผมยาวเริ่มบิดเกร็ง ส่งเสียงคำรามลอดผ่านริมฝีปากซึ่งถูกเย็บติดกัน
เมฆินทร์สะบัดผ้ายันต์ออกไป ผืนผ้าพุ่งผ่านอากาศก่อนแปะลงบนหน้าผากของร่างอาถรรพ์อย่างแม่นยำ ทันใดนั้น เปลวไฟสีฟ้าก็ลุกวาบขึ้นจากตัวอักขระ เสียงกรีดร้องแหลมดังสนั่นจนฝาไม้สั่นสะเทือน ร่างนั้นกระเสือกกระสนถอยกลับ ทิ้งเพียงรอยเล็บยาวไว้บนพื้นกระดานแต่ก่อนที่มันจะถูกเผาผลาญจนหมด รอยอาคมบนแผ่นหลังของริสากลับสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง รุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า แสงสีแดงจากร่างของเธอพุ่งตรงไปยังร่างอาถรรพ์ราวกับเชือกที่มองไม่เห็นก่อนฉุดให้มันหลุดออกจากอำนาจของผ้ายันต์
เมฆินทร์ชะงักในทันที ดวงตาคมฉายแววตกตะลึงเป็นครั้งแรก…คาถาของเขาถูกตีกลับ
ร่างหญิงผมยาวกระชากผ้ายันต์ออกจากหน้าผากแล้วแสยะยิ้มทั้งที่ริมฝีปากยังถูกด้ายดำเย็บติดอยู่ จากนั้นมันพุ่งตรงเข้าหาริสาด้วยความเร็วผิดธรรมชาติหมายจะเอาชีวิตของเธอ
เมฆินทร์หมุนตัวคว้าเอวหญิงสาวแล้วดึงหลบ ร่างทั้งสองล้มลงข้างแท่นบูชา กรงเล็บยาวของสิ่งนั้นเฉียดผ่านไหล่ของชายหนุ่มจนเสื้อสีดำฉีกขาด เลือดสดไหลซึมออกจากบาดแผลเป็นทางยาวช้าๆ
หยดเลือดของเมฆินทร์กระเด็นตกลงบนรอยอาคมของริสา ทันทีที่เลือดของเขาสัมผัสกับผิวหนังของเธอ อักขระสีแดงก็ส่องสว่างขึ้นอย่างรุนแรง แรงกระแทกบางอย่างระเบิดออกจากร่างของคนทั้งคู่จนร่างอาถรรพ์ถูกซัดกระเด็นไปชนผนังศาล เสียงกรีดร้องดังลั่นก่อนทุกอย่างจะเงียบลงอย่างฉับพลัน
เมฆินทร์ยังคงคร่อมร่างริสาไว้โดยแขนข้างหนึ่งกั้นอยู่เหนือศีรษะของเธอเพื่อป้องกันเศษไม้ที่ร่วงลงมา ดวงตาของคนทั้งสองสบกันในระยะใกล้จนลมหายใจอุ่นปะทะกันท่ามกลางความเงียบสงัด
ริสาเป็นฝ่ายได้สติก่อนจึงรีบใช้มือบางผลักอกกว้างเบาๆเพื่อเป็นสัญญาณให้เขาได้สติ
“คุณจะลุกได้หรือยัง”
เมฆินทร์ขยับตัวออกจากร่างบางนั้นในทันที เขาก้มมองหยดเลือดบนหัวไหล่ของหญิงสาว สีหน้าซึ่งเคยสงบนิ่งกลับตึงเครียดอขึ้นมาย่างเห็นได้ชัด เพราะอักขระนั้นกำลังดูดซึมเลือดของเขาเข้าไปใต้ผิวหนังก่อนเส้นสีแดงบางส่วนจะเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท
กฎของสำนักผุดขึ้นในความทรงจำอย่างชัดเจน…
ห้ามให้เลือดของผู้สืบวิชาสัมผัสกับอาคมบนร่างสตรี ห้ามผูกชะตากับหญิงผู้มีตราอาถรรพ์และห้ามลงเข็มสักยันต์ให้แก่สตรีโดยเด็ดขาด
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่บอกเขาอย่างชัดเจนว่า คาถาทั่วไปไม่อาจสะกดอาคมในร่างของริสาได้อีกแล้ว ทางเดียวที่จะหยุดมันคือการลงยันต์ทับรอยเดิมด้วยมือของเขาเอง
“รอยนั้นคืออะไรกันแน่” ริสาถามอีกครั้ง
เมฆินทร์เงยหน้ามองเธอ ดวงตาคมเข้มเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดก่อนตอบด้วยน้ำเสียงต่ำ
“ตราผูกวิญญาณ”
“มันหมายความว่าอะไร” ชายหนุ่มมองไปยังร่างอาถรรพ์ซึ่งเริ่มขยับอยู่ท่ามกลางเงามืดก่อนคว้าข้อมือของเธอไว้แน่น
“หมายความว่าถ้าคุณไม่ออกไปจากที่นี่ตอนนี้ ครั้งต่อไปมันจะไม่ได้ลากแค่ร่างคุณไป”
เขากระชับมือแน่นขึ้นและดึงเธอให้ลุกตาม
“แต่มันจะเอาวิญญาณคุณไปด้วย”