LOGINบทที่4.การใช้ชีวิตร่วมกับคนแปลกหน้าที่หล่อเหลือร้าย
เมวิกาขอเวลานอกหัวหน้างาน เพื่อทำธุระส่วนตัว ของที่รับฝากไว้ นอนอุ่นอยู่ก้นกระเป๋ากางเกงของเธอ คงต้องบากหน้าเข้าโรงจำนำครั้งแรกในรอบ24ปี
“เห้อ!!”
หญิงสาวถอนใจดังๆ เธอเดินหมุนไปหมุนมา จนอาเฮียหลังคอกกั้นขยับแว่นตามอง
“อีหนูเข้ามาไม่ต้องอาย...เร็วๆ ขวางทางคนอื่นเขา”
ประสบการณ์ยาวนานเท่ากับอายุตัวเอง....ทำให้อาเฮียรู้เองโดยไม่ต้องเดา
เมวิกาตัดสินใจเดินเข้าไปด้านใน เธออายสายตาคนมองจนหน้าชา แต่ช่างเถอะ! เธอทำครั้งนี้ครั้งเดียวเพราะอยากช่วยคน
“ฉันเอาเจ้านี่มาจำนำ เฮียคิดว่ามันจะได้สักเท่าไรคะ?”
หญิงสาวล้วงหยิบนาฬิกาโรแล็กซ์วางตรงช่อง พร้อมกับผ่อนลมหายใจช้าๆ รอฟังคำของอาเฮีย เมื่อเธอรู้ดีว่ามันหยุดเดิน
เสียงตอบกลับเรียบๆ “จะเอาเท่าไรล่ะ”
ของดีราคาแพง หรือของก็อปราคาถูก ผ่านมือเป็นพันๆ ชิ้น อาเฮียรำพึงในใจดูท่าชิ้นนี้จะราคาแพงที่สุด...ตั้งแต่เปิดโรงรับจำนำมา ของแท้กับของปลอมมันมีจุดสังเกต ชายสูงวัยมองผู้หญิงตรงหน้า เขาเคยเห็นหน้าหล่อนบ่อยๆ จนค่อนข้างแน่ใจว่าหล่อนไม่ใช่โจร
“ลื้อไม่ได้ขโมยใครมาใช่ไหมอาหมวย?”
“ปะ...เปล่าจ้ะเปล่า เจ้าของเขาถูกโจรปล้นเหลือแค่ไอ้นี่เลยฝากฉันมาขาย”
อาเฮียครางรับ “อ้อ!! ไม่ใช่คนไทยสิ...ใช่ไหม?”
เถ้าโรงจำนำลองแย็บๆ ยี่ห้อนี้ต้องรวยจริงๆ ถึงจะมีในครอบครองได้ราคาเบาๆ เรือนยังเป็นแสน
“จ้ะเฮียเขาเป็นฝรั่ง เขาอยากได้สตางค์จะได้กลับบ้านได้ จะให้เขามาเองก็กลัวอยู่ เขายังผวาโจรอยู่จ้ะ ถูกดักตีหัวเมื่อคืนนี้เอง”
เมวิกาอธิบายหน้าซื่อ เมื่อเธอพูดความจริงเลยไม่ต้องกลัวอะไร
ชายสูงวัยผ่อนลมหายใจ “บอกตามตรงเลยนะอาหมวย หากให้ซื้อจริงๆ อั๊วไม่มีสตางค์หรอก...รุ่นนี้มันแพง”
“เฮียล้อเล่นเหรอเปล่า? หรือเพราะมันไม่เดินเฮียเลยไม่อยากรับไว้จ้ะ” เมวิกาถามกลับเสียงรน
“ไม่ใช่แบบนั้น!! ...มันเสียก็ส่งซ่อมเขามีประกันแต่...อั๊วไม่มีสตางค์จริงๆ ถ้าจะฝากไว้ละก็ได้ ให้เจ้าของเขามาไถ่คืนทีหลังด้วยล่ะ เอาอย่างนั้นไหมล่ะ?”
“แล้วๆ ได้เท่าไรจ้ะ?”
อาเฮียถอนใจก่อนจะตอบ “เอาเท่าที่อั๊วมีเงินตอนนี้เลยแล้วกันนะอาหมวย...3แสน อั๊วไม่รู้ว่าอีต้องการใช้เงินเท่าไร แต่อั๊วมีเงินสดแค่นี้เอง”
“3แสน!! ...”
หญิงสาวเบิกตาโต ก็พอจะรู้ว่ามันแพง!! แต่ไม่คิดว่าจะแพงขนาดนี้ เธอกลืนน้ำลายฝืดๆ สรุปนาฬิกาเรือนนี้มันราคาเท่าไรกัน? “ราคาเต็มมันเท่าไรคะเฮีย?”
อาเฮียหัวเราะในลำคอแล้วจึงตอบพร้อมกับยิ้มกว้าง “ลื้ออย่ารู้เลยอาหมวย...เดี๋ยวหัวใจวายตาย”
อาเฮียหัวเราะพร้อมกับฉีกยิ้ม เขาหมุนตัวกลับไปด้านในเพื่อเตรียมเงินสด ไม่ถึง10นาทีอาเฮียก็ออกมาพร้อมกับถือถุงสีน้ำตาลไหม้ที่บรรจุเงินมาเต็มเอี๊ยด จำนวนมากที่สุดเท่าที่เธอเคยจับเมวิกา เธอยื่นมือสั่นๆ ออกไปรับ หญิงสาวเกือบเป็นลมตายเพราะความตื่นเต้นสุดขีด
...ให้ตายเถอะหมอนั่นเป็นใครกันแน่?
หญิงสาวกอดถุงเงินแนบอกเธอหวาดระแวงไปหมด
“อาหมวยบอก...อีด้วยนา มาไถ่คืนไปด้วยอั๊วกลัวรวย”
อาเฮียโรงจำนำยังตะโกนเตือน...ตอนที่เมวิกาก้าวเท้าออกจากประตู เธอหมุนตัวกลับไปยิ้มแหยๆ พร้อมทั้งรีบพยักใบหน้ารับรัวๆ
หลังจากมีเงินก้อนใหญ่ในมือ เมวิกาก็ไม่เป็นสุขเลย เธอกลัวทำสตางค์ของแวซ็องหาย...จนต้องลางานกลับก่อนเวลาเป็นครั้งแรก ขอเอาสิ่งที่ไม่ใช่ของตัวเองไปมอบให้เจ้าของก่อนดีกว่า เพราะหากมันหายไปเธอคงไม่มีปัญญาชดใช้คืน
แวซ็องอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเขาผูกมิตรกับป้าเจ้าของห้องเช่าด้วยไก่ย่างครึ่งตัวที่แบ่งกับดิเยร์สุนัขที่ชายหนุ่มรู้สึกผูกพัน เลยได้อาบน้ำในห้องของนางเป็นของแถม และสุนัขแสนรู้มันได้กินจนเปรม แต่มันก็อิ่มหมีพีมันมากขึ้นอีก เพราะป้าเจ้าของห้องพักแบ่งข้าวสวยร้อนๆ มาให้ชามใหญ่ เขาเลยคลุกข้าวผสมไก่ที่เหลือให้มันกินจนเปรม นอนเลียปาก ตาปรือ กระดิกหางไปมาอย่างอารมณ์ดี
“พ่อฝรั่งเป็นอะไรกับหนูเมล่ะ ทำไมถึงได้มานอนเฝ้าหลังห้องให้เค้า?”
ตามประสาคนแก่ว่างงานและชอบสอดส่องเรื่องชาวบ้านเป็นนิจ นางจึงแวะมาไต่ถาม เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มยังปักหลักไม่ไปไหน
“ไม่ได้เป็นอะไรเลยแต่...เขาใจดีช่วยคนตกทุกข์”
“อ้อ! หนูเมนิสัยดี แล้วก็สวยเสียด้วย หากคิดเกินเลยก็ขอให้จริงจังกับเขาเถอะนะพ่อนะ”
แววตาบางอย่างของแวซ็องบ่งบอก คนผ่านอะไรๆ มามากมองเห็นและเดาเจตนาได้แบบไม่ผิดเพี้ยน
แวซ็องแสร้งหลบตาทำเป็นไม่เข้าใจ...มุมปากได้รูปกระตุกยิ้ม ให้เขาจริงจังกับเมวิกานี่นะ...หล่อนไม่คู่ควรหรอก!!
“เป็นหนุ่มเป็นสาวกันทั้งคู่ แบบนี้มันไม่ดีนา ห้องหับป้ามีว่างสนใจจะเอาไว้เป็นที่ซุกหัวไหมล่ะ”
หญิงชายมันไม่สมควรอยู่ใกล้ชิดกัน ยิ่งหัวนอนปลายเท้าเป็นแบบไหนก็ยังไม่รู้ สงสารเมวิกาที่ตัวคนเดียวอะไรที่พอจะช่วย (กันท่า) ได้นางก็ยินดีทำ
เกือบจะหลุดยักไหล่ เหมือนอย่างที่เคยทำเวลาที่เขาไม่พอใจพฤติกรรมของฝ่ายตรงข้าม ชายหนุ่มชะงักเมื่อนึกได้ เขารีบปั้นน่าเศร้าพร้อมกับพูดแก้ติดๆ ขัดๆ
“ฉันไม่-มี-เงินติดตัว เลยขออาศัยชายคาห้องเธอนอนไปก่อนได้ไหม? จนกว่าจะติดต่อญาติได้”
นางถอนใจ ครั้นจะช่วยโดยไม่รู้ว่าจะได้เงินหรือเปล่าก็ไม่ได้! จะได้ตอนไหนก็ยังไม่รู้? ปากท้องตัวเองก็ต้องห่วงนางไม่ได้ร่ำรวยมีสมบัติเก่ากิน ต้องยังชีพด้วยค่าเช่าห้อง หากจะให้อยู่ฟรีตัวนางเองนั่นแหละจะเดือดร้อน นางจึงตัดใจขอช่วยมองห่างๆ ดีกว่า
รอยยิ้มสมใจแต้มมุมปาก แล้วก็ถูกกลบเกลื่อนหายไป เมื่อสาวใหญ่หันกลับมามอง
“กินอะไรหรือยังล่ะ?”
มันเป็นนิสัยพื้นฐานของคนไทยมักจะต้องถามคู่สนทนาด้วยคำถามเช่นนี้ เป็นความห่วงใยที่เผื่อแผ่ให้กัน
“เรียบร้อยแล้ว รวมถึงเจ้านั่นด้วย” ชายหนุ่มยิ้มแผล่เมื่อเห็นสุนัขแสนรู้นอนหลับสบาย หลังจากกินไก่ย่างจนพุงกาง
“แหม.. สบายเลยนะไอ้ตูบ!”
นางสัพยอกสุนัขแสนรู้ตัวนั้น ทุกวันเห็นวิ่งคุ้ยกองขยะหาเศษอาหารกินกันตาย วันนี้โชคดีมีลาภปากมันเลยซัดเสียหนำใจ
นางคุยกับแวซ็องจนบ่ายแก่ๆ จึงขอตัวกลับ ปล่อยให้คนมากแผนการเอนหลังนอนแข่งกับไอ้ตูบไปคนเดียว
เขาเริ่มหงุดหงิดกับอากาศร้อนอบอ้าวจนร่ำๆ จะถอดใจแต่...
“คุณเอาเงินคุณไปเลย!! ฉันเสียงานเพราะคุณรู้ไหมนี่? นาฬิกาบ้าอะไรแพงบรรลัย!”
เมวิกาเดินเข้ามาทางหลังบ้าน ใบหน้าเธอหงิกงอแทบจะยืดไม่ออก บ่นงึมงำพร้อมทั้งรีบยัดถุงสีน้ำตาลไหม้ที่มีเงินสดอัดแน่นอยู่ในนั้นใส่มือให้กับชายหนุ่ม
“คุณเป็นใครกันแน่?”
หญิงสาวซักถามซ้ำอีกครั้ง เขามีทรัพย์สินขนาดนี้แสดงว่าไม่ใช่กระจอก
“สมบัติเก่าพ่อน่ะ ฉันก็แค่จิกกะโร่สำรวยไปแบบนั้นเอง”
ชายหนุ่มรีบกล่าวแก้และมันน่าจะพอฟังขึ้น ไม่มีผู้ชายหนุ่มๆ คนไหนประสบความสำเร็จในชีวิตหรอก ยกเว้นเขามีมาก่อนจากสินเดิมของพ่อแม่ แวซ็องเองก็อยู่ในเกณฑ์นั้น ‘ออกัสตัส’ ไม่ได้มาร่ำรวยตอนเขากุมบังเหียน สินเดิมที่บรรพบุรุษสั่งสมไว้ก็มีไม่ใช่น้อย มาบูมสุดขีดก็ตอนเขาบริหารงาน พร้อมกับปั้นรายได้แบบมโหฬารจากหลายๆ กิจการที่เขามองเห็นและลงทุนไว้
“เฮียแค่รับฝากไว้นะคุณ เขาให้เวลาคุณไปถ่ายคืนด้วย เฮียย้ำ! เสียจนฉันอยากรู้ราคาเต็มของมันเลยแหละ”
เมวิกาแจ้งให้เขารับรู้ เธอล้วงตั๋วจำนำและส่งให้เขา ไม่อยากเก็บอะไรไว้กับตัวเลย เมื่อแค่มองยังเกิดกิเลสไม่อยากเชื่อว่าตัวเองพึ่งจะจับเงินมากมายขนาดนั้นมาหมาดๆ
“บัตรเบิดอะไรอยู่ครบไหมล่ะ ฉันจะพาเอาสตางค์ไปฝากให้...โอ๊ะ!! ไม่ทันแล้วสินะ ป่านนี้ธนาคารน่าจะปิด...เก็บดีๆ ล่ะอย่าให้ถูกฉกไปอีก"
“ดีๆ ฉันจะได้มีหลานเต็มบ้านไงสกาเล็ต” นางพูดพร้อมกับหัวเราะ “พาฉันไปนอนเถอะ อยู่ตรงนี้เดี๋ยวจะพลอยตาเป็นกุ้งยิง หนุ่มสาวสมัยนี้ชอบเล่นอะไรแผลงๆ”ดีนะที่มาดามแลงก้ารีบกลับเข้าไปด้านในเสียก่อน ไม่อย่างนั้นนางคงได้เห็นภาพสวีทหวานของเซดริก กับรำเพยเป็นแน่“ปล่อยค่ะคุณ!!” รำเพยกระโจนหนีออกมาจากห้องนอน หมู่นี้เซดริกไม่รู้เป็นอะไร เขากินจุบจิบ...ไม่เลือกเวลา และเธอเหนื่อยเพลียเกินกว่าจะทนไหวชายหนุ่มย่างสามขุมเข้าหาหญิงสาว ดวงตาของเขาพราวฉ่ำด้วยไฟปรารถนา จนรำเพยขนลุก ขนชัน!!“จะหนีไปไหนจ๊ะ ไม่รอดหรอก” เสียงแหบปร่าเพราะความปรารถนารุมเร้า“เซดริก รำเพยไม่ไหวแล้วนะคะ คุณจะหื่นไปถึงไหน?” หญิงสาวต่อว่าเสียงอุบอิบ ผิวแก้มร้อนฉ่า เพราะรู้ความนัยในสายตาของเขาดี“ไม่ดีเหรอไง...เธอก็รู้นะรำเพย ฉันกลัวไม่ทันพี่ชาย” ชายหนุ่มหอบหายใจแรงๆ ความปรารถนาอัดแน่นในอกจนแทบระเบิด มันเกิดขึ้นกับแม่สาวตัวเล็กนี่คนเดียว แค่อยู่ใกล้ๆ เขากลายเป็นคนบ้าพลังเต็มขั้น อยากจะฟัด!! อยากจะจับหล่อนฟาดแทนอาหาร จะละเลียดชิมทุกสัดส่วน ดื่มกินความหอมหวานทุกหยาดหยด และไม่เคยแหนงหน่ายสักที“อย่ามาอ้างค่ะ รำเพยรู้ทันคุณ” หญิงสาวเถียง
ลาจากความสำส่อนที่เคยประพฤติ!! ไม่มีอีกแล้วผู้ชายที่มองเพศตรงข้ามเป็นขนมหวาน...เขาให้ความสำคัญกับเพศหญิงมากขึ้น เมื่อเธอคือผู้ให้กำเนิดคนที่เขารักยิ่งในอนาคต ‘ลูก’ คำสั้นๆ แต่ความหมายยิ่งใหญ่ มันคือความรับผิดชอบที่เขาต้องแบกรับไว้ พร้อมกับมอบกายถวายชีวิตคอยปกป้องดูแลด้วยความเต็มใจ‘ความรัก’ คือสิ่งที่เกิดขึ้นภายในใจ ไม่มีใครรู้จนกว่าจะเจอด้วยตัวเอง ชายหนุ่มที่ทะนงตนมาตลอดชีวิต เขาผ่านมาหลากหลายรูปแบบไม่คิดว่าตัวเองจะจนมุมให้กับผู้หญิงแปลกหน้าที่ติดใจตั้งแต่แรกเห็น จนก่อเกิดความรู้สึกแปลกๆ เขาครอบครองเธอด้วยความลำพอง ปรีดากับชัยชนะที่ได้รับ...และทอดทิ้งเธอเมื่อเห็นว่าตัวเองกำลังจะเพลี่ยงพล้ำ มันค้างคาอยู่ในหัวใจเมื่อตอนจากลา เขาควรเกษมเปรมปรีดิ์ที่ได้กลับสู่วงจรเดิมๆ แต่...หาใช่แบบนั้นสักนิดเงาของเมวิกาตามมาหลอกหลอนเขา แม้ตัวไกล แต่ใจเขาล่ะ?นั่นคือสิ่งที่แวซ็องพยายามจะไม่ค้นหา...เขากลัว!!เหมือนพระพรหมเล่นตลก...มีกามเทพเจ้าเล่ห์ ร่างแผนการขึ้นมาชักจูงให้คนที่แสนเจียมตัว ลุกขึ้นมาเรียกร้องสิ่งที่ตัวเองควรได้ เพื่อคนอื่น!! ชายหนุ่มยอมรับ...เขาโกรธจัดเพราะไม่เคยถูกลูบคม...แต่พอเจอกันจั
บทที่20.ความรักเพรียกหา...แวซ็องสวมกอดเมวิกา มือของเขาวางอยู่บนหน้าท้องนูนนิดๆ ของเธอ พลางลูบไปมาเพื่อสัมผัสหนึ่งชีวิตเล็กๆ ที่กำลังเจริญเติบโตอยู่ในนั้น“ชีวิตคู่ของเรา จะรอดหรือไม่? ไม่ได้อยู่ที่คนภายนอกเลย มันขึ้นอยู่ที่ตัวเราสองคน ฉันสัญญานะเม...ฉันจะรัก และซื่อสัตย์กับเธอเพียงคนเดียว จะไม่ยอมให้อดีตย้อนกลับมาทำร้ายเราสองคนเด็ดขาด”มันไม่ใช่เพราะอารมณ์พาไป จนเขาอยากบอกรักเมวิกา แวซ็องมั่นใจว่า เขาสามารถบอกรักเธอได้ทุกๆ วันเมื่อแน่ใจว่าในหัวใจของเขา มีหญิงเดียวแค่นั้น คือ...เมวิกาเพียงผู้เดียว“เมเองก็ด้วยค่ะ เมจะจงรักภักดี และจะพยายามฝึกตัวเองให้เหมาะสมกับคุณ โดยไม่มีใครกล้าแย้ง หรือกังขา” หญิงสาวเอนซบแผ่นอกกว้างของสามี พลางพึมพำตอบ เธอรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัยทุกครั้ง หากได้อยู่ในอ้อมกอดของเขา“ไม่จำเป็นเลยเม...แค่เป็นเมเหมือนทุกวัน เท่านี้ก็พอแล้ว” ชายหนุ่มโยกตัวช้าๆ เขาคลี่ยิ้ม เมวิกาไม่จำเป็นต้องปรุงแต่งเพิ่ม หล่อนมีดีในตัวเอง และเหมาะที่จะเคียงข้างเขาที่สุด“เมไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรนี่คะ แค่ปฏิบัติตัวให้ดีขึ้น เมมาจากคนพื้นๆ มารยาทในสังคมเมไม่รู้เรื่อง เมไม่อยากให้คุณขายหน้า หากเ
“น้องอิจฉาคุณพี่มากกว่า มีลูกชายสองคนที่เอางานเอาการทั้งคู่ น่าเสียดายนะคะที่เราไม่ได้ดองกัน” นางลองแย๊บๆ ไม่ได้พี่คนน้องก็ยังว่างหากมาดามแลงก้าสนใจ บุตรสาวมีดีแค่ให้นางมีความสุขแต่ไม่สามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้ ยกเว้นแต่งออกไปกับสามีร่ำรวย“อืม...มันคงไม่ใช่วาสนาของฉัน ลูกฉันมันไม่รักดีเอง” นางยอมรับ บอกตามตรงก็คือ...นางโล่งใจด้วยซ้ำ เมเรียมาจากตระกูลดัง มีชื่อเสียงมาแต่บรรพบุรุษ แต่ในความเป็นจริงปูมหลังของครอบครัวนี้ ‘กลวง’ เพราะต้องรักษาหน้าตาในสังคมทั้งที่กำลังยอบแยบ...มีแต่รายจ่าย...ไม่มีรายรับเพิ่มเข้า เพราะทำตัวฟุ้งเฟ้อ อวดรวย ไม่รู้จักทำมาหากิน เป็นความลับที่ปิดกันให้แซ่ด!! มาดามเอมิลีจึงเร่งหาลูกเขยเพื่อให้ตัวเองกลับมาเชิดหน้าในสังคมได้อีกครั้ง ตอนแรกมาดามแลงก้าไม่ได้คิดอะไร เพราะนางเห็นว่าเสมอกันในเรื่องชาติตระกูล แต่พอแวซ็องมีเรื่อง นางจึงได้คิด คนนอกจ้องจะเข้ามามีเอี่ยวกับ ‘ออกัสตัส’ ก็เพราะนางมั่งมี หากนางมีแต่ตัวเล่าจะมีใครแล“เห้อ!! ลูกสาวของน้องอาจจะไม่มีวาสนาเองก็ได้ค่ะ ที่ทำได้ตอนนี้คือเสียใ
มาดามแลงก้าเห็นด้วย นางใส่ชุดพวกนี้ทีไร ต้องนอนซมเป็นอาทิตย์เพราะร่างกายอ่อนล้า ไม่รู้เป็นอะไรสิเล่า พอจัดงานราตรีใหญ่ๆ ก็มักจะขนชุดแบบนี้มาอวดประชันกัน สวยก็จริงแต่หนักเกินกว่าคนอายุมากจะทานไหวเมวิกากับรำเพยหันหน้ามายิ้มให้กัน...สองสาวผุดลุกขึ้นจากที่นั่งพร้อมกับเดินมาหยุดตรงหน้ามาดามแลงก้ารอยยิ้มสนุกๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก งานนี้มาดามโจนส์ได้ภาพข่าวมาประโคมให้ลั่นเมืองแน่...“คุณแม่เคยเดินชมร้านรวงแถวๆ นี้ทั้งหมดบ้างไหมคะ?”มาดามแลงก้าขมวดคิ้ว นั่นสิ นางไม่เคยเดินเที่ยวชมแฟชั่นบนถนน…นานมากแล้วสิ!!ชองป์เอลิเซ่!! ได้รับขนานนามว่าเป็นถนนที่สวยที่สุดในโลก เป็นถนนในเขตที่ 8 ของกรุงปารีส เป็นย่านการค้าที่ประกอบด้วยโรงละคร ร้านค้าเสื้อผ้าหรูหรา สองข้างทางมีต้นเซสนัดปลูกเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ภาพบรรยากาศเก่าย้อนเข้ามาในความคิด สมัยสาวๆ นางไม่เคยพลาดที่จะเดินย่ำเท้าเพื่อสอดส่องหาเสื้อผ้าสวย สไตล์แปลกตามาสวมใส่ นางเลิกทำแบบนั้นไปตั้งแต่ตอนไหนกัน? มาดามแลงก้ายิ้มกว้าง...นึกสนุกขึ้นมาเมื่อตามความคิดของว่าที่ศรีสะใภ้ทั้ง2คนทัน&ldquo
มาดามแลงก้าไม่ได้แจงบอกความต้องการจริงๆ สองสาวนี่ไม่เสียแรงที่นางสั่งสอน...รถยนต์ประจำที่มาดามแลงก้าใช้ยามออกไปภายนอกบ้าน จอดเทียบหน้าโถงประตู นางเดินนำสองสาว มีสายตาของเหล่าบริวารแอบมองและคอยลุ้นระทึก!!ร้านตัดเสื้อเจ้าดัง!! ได้ต้อนรับการมาเยือนของมาดามแลงก้า พร้อมกับหญิงสาวสองนาง ที่ความงดงามไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แม้จะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าแสนจะธรรมดา แต่ออร่าของสองสาว ก็ยังผ่องจนมิสซิสแองเจลีต้องรีบถลาเข้ามาต้อนรับด้วยตัวเอง!!“อุ้ยตาย!! มาดาม มีอะไรให้แองเจลีรับใช้คะ” มีใครบ้างในปารีสไม่รู้จักมาดามแลงก้า หล่อนร่ำรวยและมีลูกชายสุดหล่อ2 คน ผู้ชายที่ผู้หญิงทุกคนในปารีสอยากเสนอตัวให้ ไม่เว้นแม้แต่ตัวมิสซิสแองเจลีเอง“มาดูชุดราตรีสำหรับงานกลางคืนน่ะ”มาดามแลงก้าตอบอย่างไว้ตัว นางคลี่พัดเล็กๆ ในมือขึ้นโบกพัดลมให้ตัวเอง เมื่อสายตาของมิสซิสแองเจอลีเขม้นมองอย่างจริงจัง...เจ้าของร้านหรูขมวดคิ้วแน่น นางแหล่มองสองสาวที่ยืนอยู่ไม่ไกล ไม่มีการแนะนำตัวในสถานะของสองนาง แต่มิสซิสแองเจลีแน่ใจว่าคนหนึ่งในนั้นนางเคยเห็นหน้า...หล่อนเป็นข่าวเกลียวกราวกับแวซ็องบุตรชายคนโตของมาดามแลงก้า จนได้กินตำแหน่







