LOGINเธอหมุนตัวหันหลังให้ผู้เป็นแม่เฉิงหว่านอี๋รับไม่ได้และตะโกนเรียกชื่อเธอสุดเสียง “เวินหร่าน! ฉันเป็นแม่แกนะ!”เธอไม่เคยคิดไม่เคยฝันมาก่อนเลยว่าจะมีวันที่เวินหร่านกล้าปฏิบัติต่อตนเองเช่นนี้ซางเลี่ยรุ่ยสังเกตเห็นว่าเวินหร่านไม่อยากสนใจเธอจริง ๆ จึงส่งสายตาให้ รปภ. พาตัวเฉิงหว่านอี๋ออกไปพร้อมทั้งออกคำสั่งให้คนอื่น ๆ แยกย้ายกันกลับไปทำงานเวินหร่านเดินกลับเข้ามาในห้องทำงานของตัวเองอารมณ์ขุ่นมัวขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เธอนึกไว้แล้วว่าเรื่องที่เธอมีปากเสียงกับแม่ใหญ่และพี่สาว ผู้เป็นแม่จะต้องต่อว่าเธออย่างแน่นอนแต่ไม่คาดคิดเลยว่าแม่จะบุกมาอาละวาดเสียงดังถึงในบริษัทของเธอโดยไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมอะไรทั้งสิ้นในใจของแม่มีเธอบ้างไหม เคยคิดว่าเธอเป็นลูกสาวคนหนึ่งบ้างหรือเปล่า?ทำไมทั้งที่แม่ใหญ่กดขี่รังแกแม่ลูกมาโดยตลอด แต่แม่กลับยังคงปกป้องอีกฝ่ายถึงเพียงนี้?ยิ่งคิดเวินหร่านก็ยิ่งรู้สึกคับแค้นใจจนโกรธขึ้นมายิ่งคิดก็ยิ่งปวดใจจนไม่สามารถรวบรวมสมาธิจดจ่อกับการทำงานได้เลยแม้แต่น้อยจู่ ๆ ความรู้สึกประหลาดบางอย่างก็ก่อตัวขึ้นภายในร่างกายเวินหร่านพยายามสูดลมหายใจเข้าลึ
ผู้เป็นแม่ก็ยังคงเหมือนกับเมื่อก่อนไม่มีผิดเพี้ยนขอแค่เธอมีเรื่องขัดแย้งกับแม่ใหญ่ ไม่ว่าถูกหรือผิดแม่ก็จะสั่งให้เธอเป็นฝ่ายขอโทษเสมอไม่เคยคิดจะสนใจเลยว่าเธอต้องทนรับความคับแค้นใจมากแค่ไหนทั้งที่ตลอดหลายปีมานี้คนที่ถูกแม่ใหญ่กดขี่รังแกมาโดยตลอดคือเธอแท้ ๆ แต่ทุกครั้งที่เธอต้องการออกหน้าแทนแม่ กลับถูกแม่หันมาสั่งสอนตักเตือนเสียเองจนสุดท้ายคนที่แม่ใหญ่เกลียดชังมากที่สุด กลับกลายเป็นตัวเธอเสียเอง“ต้องเป็นเพราะแกไปทำให้แม่ใหญ่โกรธแน่ ๆ แม่ใหญ่ถึงได้ลงมือตบแก!” เฉิงหว่านอี๋ตัดสินใจสรุปทันทีโดยแทบไม่ต้องคิดเวินหร่านรู้สึกหนาวเหน็บในหัวใจอย่างประหลาดไม่อยากจะเอ่ยปากพูดอะไรกับผู้เป็นแม่ต่ออีกแล้วและไม่มีทางอธิบายให้เข้าใจได้เช่นกัน“ถ้าแม่ยืนกรานจะคิดแบบนั้น งั้นก็ตามใจแม่แล้วกันค่ะ”เธอหมุนตัวเตรียมจะกลับเข้าไปในห้องทำงาน ไม่อยากเสียเวลาและพลังใจมานั่งอธิบายต่ออีกแล้วอย่างไรเสีย ผลลัพธ์ที่ได้ก็มีแต่ความผิดหวังอยู่ดีทว่าเฉิงหว่านอี๋กลับพยายามขัดขวาง ไม่ยอมให้เธอเดินหนีไปเสียเฉย ๆ “ฉันถามแกเป็นครั้งสุดท้าย ตกลงว่าแกจะยอมกลับไปกับฉัน แล้วไปขอโทษแม่ใหญ่ดี ๆ ไหม?”“ไม่ค่ะ.
รอยแผลบนใบหน้าของเวินหร่านใช้เวลาถึงสามวันจึงจะยุบหายบวมเธอสวมหน้ากากอนามัยไปทำงาน โชคดีที่เพื่อนร่วมงานต่างรู้กันโดยนัยและไม่มีใครซักไซ้ไล่เลียงอะไรณ มุมชงกาแฟ ทุกคนกำลังวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่ฉินเยว่เชาเพิ่งไปติดพันกับดาราหญิงคนหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้“ไม่นึกเลยว่าคุณชายฉินเพิ่งจะหย่าได้ไม่นาน ก็เลี้ยงดูดาราหญิงเสียแล้ว”“สำหรับผู้ชายที่มีฐานะและหน้าตาทางสังคมแบบเขา นี่นับว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่อะไรกัน?”“ประเด็นคือฉันได้ยินมาว่าอดีตภรรยาของคุณชายฉินเพิ่งจะก่อเรื่องฆ่าตัวตายที่โรงพยาบาลเมื่อไม่กี่วันก่อน...”“จริงเหรอเนี่ย? หรือว่าจะเป็นเพราะคุณชายฉินไปคบกับดาราหญิงคนนั้นกัน?”เวินหร่านเงี่ยหูฟังบทสนทนาของคนเหล่านี้จึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า การที่เวินฉีพยายามฆ่าตัวตายครั้งก่อนนั้น ไม่ใช่แค่เพราะฉินเยว่เชาต้องการหย่ากับเธอเท่านั้นแต่ยังมีสาเหตุที่สำคัญยิ่งกว่าอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือฉินเยว่เชามีรักครั้งใหม่ทันทีที่หย่าเสร็จเวินฉีได้รับกรรมตามสนองเสียแล้วหลังจากที่เธอแต่งงานกับฉินเยว่เชาแล้ว เวินฉีก็ยังคงตามตื๊อฟู่จิ่งเฉิงอดีตสามีของเธอมาโดยตลอดรักษาสัมพันธ์อันคลุมเครือกับน้องเ
เมื่อยามเขินอาย พวงแก้มทั้งสองข้างก็แต้มด้วยสีแดงระเรื่อยิ่งขับเน้นความเย้ายวนให้เด่นชัดขึ้นมาทว่านัยน์ตากลับทอประกายความบริสุทธิ์ใสซื่อตามธรรมชาติทั้งอ่อนหวานและมีชีวิตชีวาชวนให้ผู้คนเผลอไผลถูกดึงดูดเข้าหาเธอหัวปักหัวปรำโดยไม่รู้ตัวเพราะระยะห่างที่ใกล้ชิดจนเกินไปซางเลี่ยรุ่ยจึงสามารถพิจารณาเครื่องหน้าของเธอได้อย่างละเอียดกระทั่งมองเห็นขนอ่อนเส้นเล็กบนผิวแก้มของเธอแพขนตาของเธอกำลังสั่นระริกด้วยความประหม่าหัวใจของเขาก็กระตุกวูบไหวเขาใช้มือเชยคางของเธอขึ้น ก่อนจะประทับริมฝีปากลงบนเรียวปากสีแดงสดที่ชวนลิ้มลองนั้นเวินหร่านดิ้นรนตามสัญชาตญาณทว่าซางเลี่ยรุ่ยกลับกระชับเอวบางของเธอแน่น บังคับให้เธอยอมรับจูบนี้แต่โดยดีเวินหร่านมองเห็นประกายแสงที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนในก้นบึ้งดวงตาของเขาไม่ใช่แค่เปลวไฟแห่งความปรารถนา แต่คล้ายกับประกายความตื่นเต้นดีใจเสียมากกว่าแค่จูบเดียว ถึงกับทำให้เขาตื่นเต้นขนาดนี้เลยเหรอ?เวินหร่านงุนงงไปชั่วขณะดวงตาทั้งสองข้างมองเขาอย่างเหม่อลอยปล่อยให้เขาเพิ่มความเร่งเร้า และจูบเธออย่างร้อนแรงไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ ซางเลี่ยรุ่ยถึงยอมผ
เวินหร่านเบนสายตาหลบ พลันแย้มยิ้มขมขื่น “แม่ใหญ่ฉันเองค่ะ!”คิ้วของซางเลี่ยรุ่ยขมวดแน่นเข้าหากันยิ่งกว่าเดิมเขารู้ดีว่าตระกูลเวินมักจะมีเสิ่นอ้าวหลัน ผู้เป็นภรรยาหลวงของคุณพ่อเธอเป็นผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเขาก็พอจะคาดเดาออกว่า ช่วงหลายปีมานี้การใช้ชีวิตในตระกูลเวินของเธอคงไม่ง่ายดายนักทว่ากลับนึกไม่ถึงว่าจะเลวร้ายถึงเพียงนี้เติบใหญ่จนโตป่านนี้แล้ว ยังต้องโดนลงไม้ลงมืออีก!สายตาของซางเลี่ยรุ่ยจับจ้องอยู่ที่แก้มขวาของเธอตาไม่กะพริบมันบวมช้ำขึ้นมาอย่างหนักคาดว่าเส้นเลือดฝอยใต้ชั้นผิวหนังคงจะแตกเสียแล้วผิวพรรณของเธอมักจะขาวผ่องบอบบางอยู่เสมอแต่คนที่ลงมือกลับไม่ละเว้นหรือเมตตาไว้หน้าให้เลยสักนิดซางเลี่ยรุ่ยยื่นมือออกไปสัมผัสลงบนแก้มขวาของเธอการเคลื่อนไหวแผ่วเบานุ่มนวลแฝงไว้ด้วยความทะนุถนอมระมัดระวังอย่างถึงที่สุดฝ่ามืออันอบอุ่นของเขา ขัดกับสีหน้าเย็นชาประดุจน้ำแข็งอย่างสิ้นเชิง“เจ็บไหม?”ซางเลี่ยรุ่ยเอ่ยถามด้วยความปวดใจเวินหร่านผลักมือของเขาออกไปเบา ๆ เม้มริมฝีปากสีสด รู้สึกกระดากอายและยากจะเผชิญหน้าเหตุผลที่เธอลาหยุด และไม่อยากออกไปทำงานที่บริษัทในวันพรุ่งนี
ผลปรากฏว่ายัยเด็กนั่นกลับได้ใจปีนเกลียว ไม่เห็นหัวเธอและ “ลูกสาว” ของเธอเลยสักนิดเวินจ้าวเหลียงอดไม่ได้ที่จะพึมพำงึมงำ “จะพูดยังไง เธอก็เป็นลูกแท้ ๆ ของคุณพ่อ เป็นน้องสาวของผมอยู่วันยันค่ำ!”“พูดจาเพ้อเจ้อ!” เสิ่นอ้าวหลันตวาด “น้องสาวของแกมีแค่คนเดียวเท่านั้น คือเวินฉี!”เอ่ยจบเธอก็ยื่นมือไปบิดดึงหูลูกชายอย่างแรง “แกจำใส่หัวเอาไว้ให้ดี ๆ ล่ะ”เวินจ้าวเหลียงร้องเจ็บปวดขึ้นมาทันควัน รีบเอ่ยปากขอร้องอ้อนวอน “แม่ ผมเจ็บนะ ปล่อยนะครับ!”เสิ่นอ้าวหลันทำสีหน้าเข้มงวดดุดัน “ถ้าไม่เจ็บแกก็ไม่รู้จักจำใส่หัว!”เวินฉีนั่งอยู่บนเตียงผู้ป่วย มองดูผู้เป็นแม่สั่งสอนพี่ชาย โดยมีสีหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึกทว่าในส่วนลึกของดวงตากลับแฝงไว้ด้วยความสมน้ำหน้าและสะใจวูบหนึ่งแม่ใหญ่ในยามนี้ยังคงไม่รู้เลยว่า เวินหร่านต่างหากที่เป็นลูกสาวแท้ ๆ สายเลือดเดียวกันของตนเองการได้เห็นสองแม่ลูกต้องมาระหองระแหงแตกหักกันต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ ในใจของเธอจึงรู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูก...เวินหร่านเดินทางกลับมาถึงบ้านใบหน้าซีกขวาข้างที่โดนเสิ่นอ้าวหลันตบยังคงปวดแสบปวดร้อนระบมไม่หายพอลองส่องกระจกดูกลับพบว่า มันปู
“ถอดออกแล้วนอนลงไปครับ!”ตามมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นชาของชายหนุ่มหัวใจของเวินหร่านกระตุกวูบเธอไม่รู้เลยว่าตัวเองไปติดโรคที่น่าอับอายจนพูดไม่ออกแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่พออาการกำเริบก็จะรู้สึกต้องการอย่างมากจนถึงขั้นไม่เลือกเวลาและสถานที่ ทำให้ชีวิตและหน้าที่การงานได้รับผลกระทบอย่างหนัก
เวินหร่านไม่ได้นอนทั้งคืนความว่างเปล่าทางกายและจิตใจที่บอบช้ำทำให้เธอไม่อาจข่มตาหลับได้เลยโชคดีที่เช้าวันรุ่งขึ้นเธอไม่ได้ไปทำงานสายแต่ตอนที่เวินหร่านเดินหาวเข้าไปในบริษัทกลับพบว่าบรรยากาศวันนี้แปลกชอบกล“อยู่ดี ๆ วันนี้ก็มีท่านประธานคนใหม่มารับตำแหน่งล่ะ...” หลีลี่เพื่อนสนิทบอกข่าวใหญ่นี้กับ
เวินหร่านสีหน้าแข็งทื่อฟู่จิ่งเฉิงมองเห็นความผิดหวังที่วาบผ่านดวงตาของเธอแต่ริมฝีปากบางยังคงขยับต่อไปอย่างเย็นชา “โทษที บอกคุณไปหลายครั้งแล้วนะว่าผมเป็นโรครักความสะอาด!”เวินหร่านกล่าวอย่างลนลาน “แต่ที่รักคะ...ฉัน...”ตอนนี้เธอป่วยเป็นโรคฮิสทีเรีย จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากสามีเธอทนไม่
เวินหร่านเดินออกจากห้องตรวจ รับยา แล้วรีบเดินออกจากโรงพยาบาลไปพอนึกถึงภาพในห้องตรวจเมื่อครู่ ที่ถูกหมอผู้ชายคนหนึ่งสั่งให้ถอดกางเกง เพื่อตรวจให้เธอเธอก็อดไม่ได้ที่จะหน้าแดงก่ำไปถึงใบหูถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เธอคงไม่มีหน้าไปพบใครแน่ ๆวันหลังเธอต้องหาหมอผู้หญิงเท่านั้น จะไม่ยอมให้ผู้ชายแปล







