LOGINช่วงค่ำเวินหร่านอาบน้ำเสร็จแล้วก็ล้มตัวลงนอนบนเตียงเดิมทีตั้งใจว่าจะดูทีวีสักพักค่อยนอนจู่ ๆ โทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นมาเธอก้มลงมอง ปรากฏว่าเป็นสายวิดีโอคอลจากซางเลี่ยรุ่ยเวินหร่านไม่รู้ว่าดึกดื่นป่านนี้เขาโทรมาหาเธอด้วยธุระอะไรเธอจึงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ยอมกดรับสาย“ดึกป่านนี้แล้วทำไมยังไม่นอนอีก?”พอเห็นหน้าเธอ ซางเลี่ยรุ่ยก็เอ่ยถามประโยคแรกออกมาทันทีเวินหร่านนอนอยู่บนเตียง ผ้าห่มคลุมร่างไว้เกือบครึ่งตัว สีหน้าดูเหนื่อยล้าเล็กน้อยเธอหาวหวอดหนึ่งที “กำลังจะนอนแล้วค่ะ! อยู่ ๆ คุณก็วิดีโอคอลมา มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ?”สายตาของซางเลี่ยรุ่ยจ้องตรงมาที่เธอ “ผมคิดถึงคุณ”ตอนที่เขาพูดประโยคนี้ สีหน้าแววตาจริงจังเป็นอย่างมากหัวใจของเวินหร่านกระตุกวูบไปจังหวะหนึ่งเธอพยายามรักษาความสงบนิ่งบนใบหน้าไว้ แล้วพยายามเปลี่ยนเรื่องคุย “ผมได้ยินเจียงฮ่าวบอกว่า คุณไปทำงานนอกสถานที่ที่ต่างประเทศเหรอคะ?”“อืม” ซางเลี่ยรุ่ยตอบรับสั้น ๆ น้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่ประกายในดวงตายังคงร้อนแรงเวินหร่านเอ่ยถามต่อ “คุณไปที่ไหนมาเหรอคะ?”ซางเลี่ยรุ่ย “ประเทศเอฟ”เวินหร่านพยักหน้ารับ ไม่ค
ซางเลี่ยรุ่ย【พรุ่งนี้เช้าไม่ต้องทำนะ รอให้ผมสั่งคนเอาไปส่งให้ถึงห้องก็พอ】เวินหร่านอดรู้สึกพูดไม่ออกขึ้นมาไม่ได้ตกลงว่าเขาเข้าใจความหมายของเธอจริง ๆ หรือเปล่าเนี่ยเธอแค่มองว่าความสัมพันธ์แบบคู่นอนของพวกเขารักษากันแค่บนเตียงก็พอแล้วนอกเตียงควรจะรักษาระยะห่างเข้าไว้เวินหร่าน 【ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันชินกับการทำมื้อเช้ากินเองแล้ว】การปฏิเสธของเธอนั้นชัดเจนมากแล้วผู้ชายอย่างซางเลี่ยรุ่ยไม่มีทางไม่เข้าใจในเวลานั้นเขาเพิ่งลงจากเครื่องบิน และกำลังนั่งอยู่เบาะหลังของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลใบหน้าหล่อเหลามีแววครุ่นคิดที่เขาซื้ออาหารเช้าส่งไปให้เธอ ไม่ได้มีเจตนาอื่นแอบแฝงเพียงแค่อยากจะปฏิบัติต่อเธอให้ดีในแบบของเขาเองก็เท่านั้นตั้งแต่เกิดมาจนโตขนาดนี้ เขาก็ไม่เคยตามจีบผู้หญิงมาก่อนเลยสักครั้งเขาไม่เข้าใจเลยว่าผู้หญิงชอบอะไรแล้วตกลงว่าต้องจีบยังไงกันแน่?เธอคือผู้หญิงคนเดียวที่เขาตั้งใจอยากจะตามจีบอย่างจริงจังทว่าผู้หญิงอย่างเวินหร่านช่างคาดเดายากเสียเหลือเกินเขารู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองกำลังต้องการที่ปรึกษาอย่างเร่งด่วนที่ปรึกษาที่จะช่วยให้เขาสยบเวินหร่านได้มิฉะนั้นความสัมพันธ
ฟู่จิ่งเฉิงยังคงเคาะประตูไม่ยอมเลิกราและไม่ยอมกลับไปสุดท้ายเวินหร่านจึงต้องโทรศัพท์แจ้งนิติบุคคล แล้วเรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมาไล่เขาถึงค่อยยอมไปหลังจากฟู่จิ่งเฉิงกลับไปแล้ว เธอก็ปวดหัวมาตลอดส่งผลให้นอนไม่หลับตลอดทั้งคืนนั้นวันรุ่งขึ้นเธอถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงนาฬิกาปลุกเวินหร่านนวดขมับตัวเองเบา ๆ แล้วลุกขึ้นจากเตียงพบว่าในโทรศัพท์มีข้อความที่ยังไม่ได้อ่านเป็นรูปภาพที่ซางเลี่ยรุ่ยส่งมาในรูปภาพคืออาหารเช้าหน้าตาน่ารับประทานมีทั้งออมเล็ต เบคอน แซนด์วิชแฮมไข่ พิซซ่าชีส...มองแวบเดียวก็ทำให้รู้สึกน้ำลายสอขึ้นมาทันทีเวินหร่านส่งเครื่องหมายคำถามกลับไปอย่างงุนงงเขาทำแบบนี้เพื่ออะไรกัน?เช้าตรู่แท้ ๆ กลับส่งรูปอาหารน่ากินมายั่วกันตั้งใจจะให้เธออยากอาหารใช่ไหมเนี่ย?ไม่นานนักซางเลี่ยรุ่ยก็ส่งข้อความตอบกลับมา【กินมื้อเช้าหรือยัง? 】เวินหร่าน【ยังเลยค่ะ! 】ซางเลี่ยรุ่ย【อยากกินอะไร เดี๋ยวผมให้คนเอาไปส่งให้! 】เวินหร่านชะงักไปนิดก่อนจะตั้งสติได้ที่แท้ตอนเช้าตรู่เขาจงใจส่งรูปพวกนี้มา ก็เพื่อให้เธอเลือกอาหารเช้าอย่างนั้นเหรอ?เวินหร่าน【ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันทำกินเอง
เวินหร่านนึกไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่าฟู่จิ่งเฉิงจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ถึงเพียงนี้ถึงกับลงทุนส่งคนไปสืบเลยหรือเนี่ย?ตอนนี้เธอนึกเสียใจจนแทบกระอักเลือดทำไมตอนนั้นเธอต้องโกหกด้วยเล่าว่าเป็นของเพื่อนร่วมชั้นที่นามสกุลเฉิง?ในเมื่อฟู่จิ่งเฉิงสืบแล้วไม่พบตัวตนคนผู้นี้ จะไม่บุกมาเอาเรื่องถึงหน้าห้องได้หรือ?แต่ถึงกระนั้นต่อให้เธอโกหกเป็นชื่อเพื่อนร่วมชั้นที่มีตัวตนอยู่จริง ๆ ถ้าฟู่จิ่งเฉิงตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ใช่ เขาก็คงตามมาหาเรื่องเธออยู่ดีปัญหาที่น่ากังวลที่สุดในตอนนี้ก็คือ...เธอไม่มีทางพูดความจริงกับฟู่จิ่งเฉิงได้เลยเพราะความจริงที่ว่านั้น เจ้าของผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นตัวเธอเองต่างหาก!“เวลาคงผ่านมานานเกินไปแล้ว ฉันเองก็จำไม่ได้เหมือนกันค่ะ!”เวินหร่านหาข้ออ้างขึ้นมาลอย ๆ เพื่อปัดให้เสี้ยมพ้นตัว“คุณช่วยนึกดูให้ดีอีกทีสิ ว่าสรุปแล้วเพื่อนคนนั้นนามสกุลอะไรกันแน่?” ฟู่จิ่งเฉิงยังคงซักไซ้ไล่เลียงอย่างไม่ยอมแพ้เวินหร่านอดรู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาไม่ได้เธอยกมือขึ้นนวดขมับ พยายามหาข้ออ้างที่เหมาะสมให้ตัวเอง“มันผ่านมานานเกินไปจริง ๆ นึกไม่ออกแล้วค่ะ!”สายตา
“ดึกดื่นป่านนี้เพิ่งกลับมา? ไปเดตกับผู้ชายที่ไหนมา?”เสียงคาดคั้นด้วยความขุ่นมัวดังขึ้นข้างหูอาศัยแสงไฟจากทางเดินที่จู่ ๆ ก็สว่างขึ้นมา ทำให้เวินหร่านมองเห็นชัดเจนว่าผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือฟู่จิ่งเฉิง“คุณ... มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”บ้านหลังใหม่ของเธอแห่งนี้ เธอยังไม่เคยบอกเขาเลยสักครั้งฟู่จิ่งเฉิงรู้ได้อย่างไรกัน?แถมยังตามมาถึงหน้าห้องได้อีก?“ตอบคำถามผมก่อน!”น้ำเสียงของฟู่จิ่งเฉิงเยียบเย็นและคาดคั้นอย่างไร้ความปรานีเวินหร่านกะพริบตาปริบ ๆ อย่างมึนงงหรือว่าเมื่อครู่ตอนที่เธอลงมาจากรถหรูของซางเลี่ยรุ่ย จะบังเอิญถูกฟู่จิ่งเฉิงเห็นเข้าพอดี?แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ฟู่จิ่งเฉิงไม่มีทางไม่เอ่ยถึงซางเลี่ยรุ่ยเป็นแน่ดังนั้นเขาจึงน่าจะแค่คาดเดาไปเองเท่านั้น“อย่าลืมสิว่าพวกเราหย่ากันแล้วนะ” เวินหร่านเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นเวลานี้พวกเธอได้ยกเลิกสถานะการสมรสกันไปเรียบร้อยแล้วเธอไม่มีหน้าที่ต้องตอบคำถามข้อนี้ของเขาฟู่จิ่งเฉิงยื่นมือไปบีบปลายคางของเธอ ออกแรงเพิ่มขึ้นอย่างตั้งใจ“พวกเราเพิ่งหย่ากันไปเท่าไหร่ ทำไมคุณถึงมีคนใหม่เร็วขนาดนี้?” ฟู่จิ่งเฉิงต่อว่าอย่างโก
เขาจะไม่สนุกได้อย่างไร?“ใคร? ออกมา!”ชายคนนั้นรีบรูดซิปอย่างลนลาน พร้อมกับคำรามด้วยความโกรธเขาอยากรู้นักว่าใครกันที่มีความกล้าถึงเพียงนี้ ถึงขั้นกล้ามาแอบฟังอยู่ที่นี่?เวินหร่านตกใจตื่นกลัวขึ้นมาตามสัญชาตญาณหากถูกชายคนนั้นพบว่าเธอกำลังอยู่กับซางเลี่ยรุ่ย เรื่องนี้คงอธิบายไม่เคลียร์เป็นแน่ซางเลี่ยรุ่ยราวกับจะรับรู้ได้ถึงความไม่สงบใจของเธอเขาโอบกอดเธอเข้าสู่อ้อมกอดในท่าทีปกป้อง พร้อมกับตบเบา ๆ ที่ไหล่ของเธอในจังหวะที่ชายคนนั้นกำลังจะเดินเข้ามาใกล้ฝั่งพวกเขา เขาก็ลุกขึ้นยืนทันที“ปะ ประธานซาง?”เมื่อชายคนนั้นเห็นเขา ดวงตาก็เบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวตกใจจนแทบจะกระโดดโหยง“ไสหัวไป!”ซางเลี่ยรุ่ยตวัดสายตาคมกริบมองไปยังชายหนุ่ม ก่อนจะตวาดคำเดียวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาชายคนนั้นรีบดึงกางเกงขึ้นด้วยความตกใจกลัว ลนลานวิ่งหนีหายไปกระทั่งผู้หญิงที่เพิ่งร่วมรักกับตนเมื่อครู่ก็ยังลืมสนิทผู้หญิงคนนั้นมีสีหน้าตะลึงงันเกือบคิดว่าตัวเองกำลังฝันไปเธอเพียงแค่เวลาทำเรื่องแบบนี้ทีไร เป็นต้องจินตนาการถึงประธานใหญ่เท่านั้นแถมเมื่อครู่ยังกล้าเรียกชื่อประธานซางออกมาเสียดังลั่นทำ
เวินหร่านไม่ได้นอนทั้งคืนความว่างเปล่าทางกายและจิตใจที่บอบช้ำทำให้เธอไม่อาจข่มตาหลับได้เลยโชคดีที่เช้าวันรุ่งขึ้นเธอไม่ได้ไปทำงานสายแต่ตอนที่เวินหร่านเดินหาวเข้าไปในบริษัทกลับพบว่าบรรยากาศวันนี้แปลกชอบกล“อยู่ดี ๆ วันนี้ก็มีท่านประธานคนใหม่มารับตำแหน่งล่ะ...” หลีลี่เพื่อนสนิทบอกข่าวใหญ่นี้กับ
เวินหร่านสีหน้าแข็งทื่อฟู่จิ่งเฉิงมองเห็นความผิดหวังที่วาบผ่านดวงตาของเธอแต่ริมฝีปากบางยังคงขยับต่อไปอย่างเย็นชา “โทษที บอกคุณไปหลายครั้งแล้วนะว่าผมเป็นโรครักความสะอาด!”เวินหร่านกล่าวอย่างลนลาน “แต่ที่รักคะ...ฉัน...”ตอนนี้เธอป่วยเป็นโรคฮิสทีเรีย จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากสามีเธอทนไม่
เวินหร่านเดินออกจากห้องตรวจ รับยา แล้วรีบเดินออกจากโรงพยาบาลไปพอนึกถึงภาพในห้องตรวจเมื่อครู่ ที่ถูกหมอผู้ชายคนหนึ่งสั่งให้ถอดกางเกง เพื่อตรวจให้เธอเธอก็อดไม่ได้ที่จะหน้าแดงก่ำไปถึงใบหูถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เธอคงไม่มีหน้าไปพบใครแน่ ๆวันหลังเธอต้องหาหมอผู้หญิงเท่านั้น จะไม่ยอมให้ผู้ชายแปล
“ถอดออกแล้วนอนลงไปครับ!”ตามมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นชาของชายหนุ่มหัวใจของเวินหร่านกระตุกวูบเธอไม่รู้เลยว่าตัวเองไปติดโรคที่น่าอับอายจนพูดไม่ออกแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่พออาการกำเริบก็จะรู้สึกต้องการอย่างมากจนถึงขั้นไม่เลือกเวลาและสถานที่ ทำให้ชีวิตและหน้าที่การงานได้รับผลกระทบอย่างหนัก







