LOGINณ คฤหาสน์ตระกูลเวินภายในห้องนอนส่วนตัวของเวินฉี“อาเฉิง ฉันอยากมอบเรือนร่างของฉันให้คุณค่ะ!”พึ่งพาฟู่จิ่งเฉิงเข้ามาในห้องได้ไม่ทันไร เธอก็เริ่มลงมือถอดเสื้อผ้าของตนเองออกทันทีเรือนร่างอันเย้ายวนผุดผ่องขาวนวลราวกับหิมะของหญิงสาว เผยสู่สายตาของชายหนุ่มอย่างหมดเปลือกส่วนโค้งส่วนเว้าทรวดทรงองค์เอวล้วนเด่นชัดและนูนโค้งในจุดที่ควรจะเป็นนับเป็นการยั่วยวนอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมานี่คือเรือนร่างที่ฟู่จิ่งเฉิงเคยเฝ้าฝันและหมายปองมาเป็นเวลานานแสนนานความปรารถนาในอดีตของเขาคือการได้ครอบครองเวินฉีมาโดยตลอดเพียรพยายามเพื่อให้เธอมาเป็นหญิงสาวของเขาทว่าในเวลานี้ยามที่ได้เห็นเรือนร่างเปลือยกายล่อนจ้อนของเธอเผยโฉมอยู่ตรงหน้าของตนเองเขากลับไม่รู้สึกมีอารมณ์ร่วมเลยแม้แต่นิดเดียวในหัวของเขาตอนนี้เต็มไปด้วยความคิดเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นนั่นคือการพิสูจน์ให้แน่ชัดว่า ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นเป็นของเวินฉีจริงหรือไม่และนี่ก็คือเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้เขาเดินทางมายังบ้านตระกูลเวินในคืนนี้การมาส่งเวินหร่านเป็นเพียงข้ออ้างบังหน้าเท่านั้นเป้าหมายที่สำคัญยิ่งกว่าคือการได้ยินจากปากของเวินฉี
“หยุดค่ะ!”ซางเลี่ยรุ่ยฉายสีหน้าไม่เข้าใจไม่ใช่ว่าเมื่อครู่นี้เธอเป็นฝ่ายส่งสัญญาณใบ้ให้เขาจัดอีกรอบหรอกหรือ?ดวงตาของเวินหร่านสั่นไหวหลุบต่ำ เอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “คือว่า... ฉันปวดเข้าห้องน้ำน่ะค่ะ! ถ้าคุณยังมีแรงเหลืออยู่ ช่วยอุ้มฉันไปห้องน้ำหน่อยได้ไหม”ซางเลี่ยรุ่ยจ้องมองเธอด้วยสายตาล้ำลึก “คุณไม่มีแรงเดินไปเองเหรอ?”เวินหร่านกลอกตาขึ้นฟ้ารู้สึกว่าผู้ชายคนนี้กำลังถามทั้ง ๆ ที่รู้อยู่เต็มอก“แล้วคุณคิดว่าไงล่ะคะ?”เธอค้อนขวับส่งตาค้อนให้เขาไปทีหนึ่งรู้อย่างนี้ไม่เอ่ยปากขอร้องเขาเสียยังดีกว่าเธอเบือนหน้าหนีไปอีกทาง ตั้งท่าเตรียมจะอาศัยกำลังของตัวเองค่อย ๆ ขยับก้าวทีละน้อยเพื่อไปยังห้องน้ำทว่ายังไม่ทันจะได้ลุกลงจากเตียง ร่างกายทั้งร่างของเธอกลับถูกซางเลี่ยรุ่ยช้อนอุ้มขึ้นมาเสียก่อน“คุณ...”ซางเลี่ยรุ่ยอุ้มพาเธอตรงไปยังห้องน้ำ ก่อนจะวางเรือนร่างของเธอลงบนโถชักโครกอย่างเบามือ“อยากให้ผมช่วยถอดกางเกงให้ด้วยไหม?”เขาเอ่ยถามพลางจุดรอยยิ้มหยอกเย้าขึ้นในดวงตาศีรษะของเวินหร่านพลันส่ายระรัวราวกับกลองป๋องแป๋งทันที“ไม่ต้องค่ะ! คุณออกไปรอข้างนอกก่อนเลย เดี๋ยวฉันเสร็จแล้
ซางเลี่ยรุ่ยโอบกระชับเอวบางของเธอไว้แน่น รั้งเรือนร่างของเธอให้บดเบียดเข้าหาเขาจนแทบไม่เหลือช่องว่างลมหายใจอันร้อนผ่าวเป่ารดอยู่ข้างใบหูของเธอ “คุณอยากได้กี่รอบล่ะ?”เวินหร่านยกนิ้วขึ้นมานับทีละนิ้วอย่างจริงจัง “หนึ่งรอบ สองรอบ สามรอบ... เอาเป็นว่าคุณก็ทำตามกำลังความสามารถก็แล้วกัน อยากทำกี่รอบก็ทำ พอหมดแรงแล้วค่อยหยุด โอเคไหม?”ซางเลี่ยรุ่ยส่งเสียงฮึในลำคอเบา ๆ ก่อนจะแนบหน้าผากชนกับหน้าผากของเธอ“คุณพูดเองนะว่าอยากทำกี่รอบก็ทำ!”เวินหร่านใช้สองมือประคองคอของเขาเอาไว้ แล้วอ้าปากฝังเขี้ยวลงไปคำหนึ่งทันทีซางเลี่ยรุ่ยส่งเสียงครางต่ำในลำคอ ร่างกายพลันเกร็งตึงขึ้นมาในฉับพลันเขาไม่ได้รู้สึกเจ็บปวด แรงกัดของเธอเบาหวิวไม่ต่างจากมดกัดสักนิดทว่ากลับแฝงไปด้วยความรู้สึกซาบซ่าน รอยฟันและคราบน้ำลายของเธอเปรอะแต้มทิ้งไว้บนผิวเนื้อดวงตาของซางเลี่ยรุ่ยพลันเปลี่ยนสีขึ้นมาในทันใดเขาไม่อิดออดคำใดอีก บรรจงอุ้มร่างของเธอขึ้นแล้วสับเท้าไวออกจากบาร์ทันทีชั่วขณะนี้ไม่อาจอดใจรอจนกระทั่งกลับถึงคฤหาสน์ได้อีกต่อไปซางเลี่ยรุ่ยพาเธอตรงไปยังโรงแรมห้าดาวที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงในทันทีทันทีที่บานประตู
ซางเลี่ยรุ่ยตอบกลับข้อความของเธอมาอย่างรวดเร็ว【ผมยังติดงานเลี้ยงสังสรรค์ธุรกิจอยู่เลย!】ในความเข้าใจของเวินหร่าน การตอบแบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการปฏิเสธกลาย ๆ ในเมื่อคืนนี้เขาติดงานเลี้ยงสังสรรค์ทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นงานเลี้ยงประเภทไหนก็ตาม เขาย่อมไม่สามารถปลีกตัวมาเปิดห้องเพื่อทำเรื่องอย่างว่ากับเธอได้แน่และด้วยความสัมพันธ์ในฐานะคู่นอนของพวกเขาทั้งสอง เธอเองก็ไม่สะดวกใจที่จะซักไซ้อะไรไปมากกว่านี้เวินหร่านไม่ได้พิมพ์ข้อความตอบเขากลับไปอีกเธอเรียกโบกรถตั้งใจจะมุ่งหน้ากลับบ้านทันทีทว่ายามที่รถยนต์วิ่งแล่นผ่านถนนสายย่านสถานบันเทิงเมื่อได้ทอดสายตามองดูแสงสีและบรรยากาศอันครึกครื้นด้านในเหล่านั้นเวินหร่านก็เอ่ยปากบอกให้คนขับจอดรถลงทันที...ภายในบาร์แสงไฟสลัวรางเสียงดนตรีบีทหนัก ๆ ดังกึกก้องจนอื้ออึงไปทั่วทั้งแก้วหูเวินหร่านก้าวเท้าเดินเข้าไปข้างใน ก่อนจะกวาดสายตาหามุมอับที่ผู้คนไม่ค่อยสังเกตเห็นแล้วนั่งลงเธอสั่งเหล้ามาหลายขวดจากนั้นก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมา ส่งข้อความหาหลีลี่เพื่อนสาวคนสนิทชวนอีกฝ่ายให้รีบตามออกมาดื่มด้วยกันเพิ่งจะวางโทรศัพท์ลง ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่ง
เวินหร่านกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว“แล้วถ้าหนูไม่ตกลงล่ะคะ?”เธอเอ่ยถามพลางข่มอารมณ์เอาไว้สุดชีวิตเวินจี้หลี่ถลึงตาใส่เธออย่างเกรี้ยวกราด น้ำเสียงแฝงไปด้วยความข่มขู่ “ถึงครั้งนี้แกจะพาฟู่จิ่งเฉิงกลับมา แล้วฉันยอมปล่อยเพื่อนแกไปสักหน แต่ตราบใดที่แกยังไม่ยอมทำงานให้ประธานใหญ่ซาง ฉันก็มีวิธีอีกสารพัดที่จะทำให้แกจำใจต้องทำอยู่ดี!”ร่างของเวินหร่านสั่นสะท้านขึ้นมาทันใดความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของผู้เป็นพ่อ ก็คือคิดจะบีบบังคับให้เธอไปทำงานรับใช้ซางลี่รูต่อไปอย่างนั้นหรือ?ครั้งนี้เป็นหลีลี่ แล้วครั้งหน้าจะเป็นใครข้างกายเธออีกล่ะ?โชคดีที่เธอเตรียมการเอาไว้นานแล้วเวินหร่านเปิดกระเป๋าของตนเองออก ก่อนจะโยนรูปถ่ายปึกหนึ่งออกไปตรงหน้า “เลขาจ้าวในรูปพวกนี้ เชื่อว่าคุณพ่อคงจะไม่รู้สึกแปลกหน้าหรอกใช่มั้ยคะ?”เวินจี้หลี่หยิบรูปถ่ายเหล่านั้นขึ้นมาเปิดดู ใบหน้าแก่ชราพลันซีดเผือดลงอย่างฉับพลัน“รูปพวกนี้แกไปเอามาจากไหน?”เมื่อเห็นผู้เป็นพ่อมีท่าทีลนลานและตึงเครียดถึงเพียงนี้ เวินหร่านก็รู้ได้ทันทีว่าเรื่องที่เวินจ้าวเหลียงไปจัดการในครั้งนี้ทำสำเร็จลุล่วงแล้วไม่ได้เสแสร้งหลอกลวงเธอหากบอกผ
ผู้เป็นพ่อ แม่ใหญ่ และแม่เล็ก ต่างพากันรุมล้อมชวนฟู่จิ่งเฉิงและเวินฉีคุยกันไม่หยุดหย่อนขาดก็แต่เพียงยังไม่ได้เอ่ยปากถามออกไปตรง ๆ เท่านั้นว่า เมื่อไรคนทั้งสองถึงจะเปิดเผยเรื่องที่คบหาลงเอยกันเสียทียามนี้ด้วยฐานะและสถานะของฟู่จิ่งเฉิง ถือว่าคู่ควรเหมาะเจาะกับเวินฉีพวกเขาย่อมหวังจากใจจริง อยากให้เขามอบที่พึ่งพิงอันมั่นคงให้แก่ลูกสาวที่ผ่านการแต่งงานรอบสองคนนี้ทว่าฟู่จิ่งเฉิงกลับไม่ได้แสดงความกระตือรือร้นเหมือนในอดีตอีกต่อไปเขาเอ่ยตอบคำถามอย่างแบ่งรับแบ่งสู้วางท่าเฉยชาเสมือนกำลังตั้งใจใช้ท่าทีเล่นแง่หลบเลี่ยงตอบทีเล่นทีจริงกับคนเหล่านั้นตัวเขาเองก็ตระหนักดีว่าตนในยามนี้ไม่ใช่คนเดิมเหมือนวันวานอีกแล้วเขาก็ใช่ว่าจะเพิ่งมาเป็นลูกเขยของตระกูลเวินวันแรกเสียเมื่อไรในอดีต บรรดาผู้ใหญ่พวกนี้เคยชายตาแลมองเขาสักครั้งไหม?อย่าว่าแต่จะยกเวินฉีให้แต่งงานกับเขาเลย ต่อให้เขายินยอมแต่งเข้าบ้านเป็นลูกเขยแต่งเข้า คนพวกนี้ก็ยังไม่เคยแลเหลียวมองแม้แต่น้อยมาตอนนี้ กลับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือหากไร้ซึ่งหัวโขนในฐานะผู้สืบทอดตระกูลฟู่แล้ว ตัวเขาก็คงยังคงเป็นเพียงสิ่งไร้ค่าในสายตาของคนพ
“ถอดออกแล้วนอนลงไปครับ!”ตามมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นชาของชายหนุ่มหัวใจของเวินหร่านกระตุกวูบเธอไม่รู้เลยว่าตัวเองไปติดโรคที่น่าอับอายจนพูดไม่ออกแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่พออาการกำเริบก็จะรู้สึกต้องการอย่างมากจนถึงขั้นไม่เลือกเวลาและสถานที่ ทำให้ชีวิตและหน้าที่การงานได้รับผลกระทบอย่างหนัก
เห็นได้ชัดว่าเขาคาดไม่ถึงว่าจะเป็นสถานการณ์แบบนี้แต่ต่างก็เป็นผู้ใหญ่กันแล้ว เรื่องบางอย่างสามารถเข้าใจได้โดยไม่ต้องพูดออกมานอกจากนี้ เขายังรู้ว่าเวินหร่านเป็นโรคนั้น“ท่าน... ท่านประธานคะ...”เวินหร่านพลันตัวแข็งทื่อ สมองเหมือนเครื่องจักรที่หยุดทำงานเสียงจากปลายสาย ทำไมฟังแล้วเหมือนบอสใหญ่ส
เวินหร่านเปลือกตากระตุกเขา...เลื่อนตำแหน่งให้เธอเป็นผู้ช่วยเลยเนี่ยนะ?คงไม่ใช่ความหวังดีที่ประสงค์ร้ายหรอกนะ?“ประธานซางคะ ฉันไม่เคยทำงานผู้ช่วยมาก่อน เกรงว่ายากจะรับตำแหน่งนี้...” การตอบสนองตามสัญชาตญาณของเวินหร่านคือการปฏิเสธตอนนี้ในหัวเธอมีแต่ความคิดอยากขึ้นเตียงกับเขาถ้าเลื่อนตำแหน่งขึ้
เวินหร่านเดินออกจากห้องตรวจ รับยา แล้วรีบเดินออกจากโรงพยาบาลไปพอนึกถึงภาพในห้องตรวจเมื่อครู่ ที่ถูกหมอผู้ชายคนหนึ่งสั่งให้ถอดกางเกง เพื่อตรวจให้เธอเธอก็อดไม่ได้ที่จะหน้าแดงก่ำไปถึงใบหูถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เธอคงไม่มีหน้าไปพบใครแน่ ๆวันหลังเธอต้องหาหมอผู้หญิงเท่านั้น จะไม่ยอมให้ผู้ชายแปล







