Masukสามวันผ่านไปโซเฟียนอนขดตัวอยู่ที่มุมห้องขังใต้ดิน ตามร่างกายเต็มไปด้วยคราบสกปรกและความเปียกชื้นเธอนอนคุดคู้อยู่ในมุมนั้น และในที่สุดก็นึกถึงไพ่ตายใบสุดท้ายออกตอนนี้ตระกูลฟาลโคนีได้สูญเสียภรรยาของเจ้าพ่อมาเฟียไป ซึ่งในโลกมาเฟียถือเป็นลางร้าย และขวัญกำลังใจของคนในตระกูลก็กำลังตกต่ำถึงขีดสุดส่วนเธอ คือผู้หญิงเพียงคนเดียวที่มีความสามารถคู่ควรกับตำแหน่งนี้ และสามารถเป็นมือขวาที่แข็งแกร่งคอยสนับสนุนร็อกโกได้ดังนั้น เธอจึงแสร้งทำเป็นอ่อนแอต่อหน้าคนคุมขัง"ฉันรู้ว่าตอนนี้ร็อกโกเกลียดฉัน แต่ช่วยบอกความจริงข้อหนึ่งกับเขาด้วย""ตระกูลฟาลโคนต้องการนายหญิงที่แข็งแกร่งเพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจคนและฟื้นฟูขวัญกำลังใจ""และฉัน คือคนเดียวที่จะช่วยร็อกโกได้""ฉันยินดีจะใช้ชีวิตที่เหลือเพื่อไถ่บาป แต่ขอโอกาสให้ฉันได้ทำประโยชน์เพื่อตระกูลด้วยเถอะ"แต่เมื่อร็อกโกปรากฏตัวที่หน้าห้องขัง ในแววตาของเขากลับมีเพียงความเกลียดชังที่เย็นชาเขาไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย และยิ้มออกมาพร้อมแฉความทะเยอทะยานของเธอ"จนถึงตอนนี้ยังจะวางแผนอีกเหรอ? โซเฟีย คุณคิดจริงๆ เหรอว่าผมจะดูไม่ออกว่าคุณคิดอะไร?""คุณฆ่าภรรยาของ
ในขณะที่ร็อกโกกำลังโอบกอดร่างไร้วิญญาณของแคลร์ร้องไห้อย่างเจ็บปวด ประตูวิลล่าก็ถูกผลักเปิดออกโซเฟียเดินก้าวย่างอย่างเริงร่าเข้ามา ใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มพอใจเหมือนเช่นทุกวันเธอไม่รู้เลยสักนิดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง“ร็อกโก ฉันกลับมาแล้วค่ะ!” เธอเรียกเสียงหวานหยดย้อย เตรียมจะโผเข้าอ้อมกอดของเขาเหมือนอย่างเคย“การประชุมกับที่ปรึกษาวันนี้ราบรื่นมากเลยค่ะ ฉันโน้มน้าวให้เขาสนับสนุนฉันได้แล้ว...”“จริงด้วย เมื่อวานซืนฉันเห็นพี่แคลร์ด้วยนะคะ”“เธอไปคลุกคลีอยู่กับพวคนพเนจรแถวชายขอบเขตอิทธิพล ไม่ยอมมาช่วยจัดการงานของตระกูลตั้งหลายวันแล้ว”“ร็อกโก อย่าโกรธพี่แคลร์มากเลยนะคะ”“เธออาจจะแค่คิดไม่ตกชั่วคราว คุณแค่สั่งสอนเธอเล็กๆ น้อยๆ ก็พอแล้วค่ะ...”ยังไม่ทันขาดคำร็อกโกก็ผุดลุกขึ้นยืนทันที แล้วตบเข้าที่ใบหน้าของเธออย่างแรงโซเฟียที่ไม่ได้ตั้งตัวถูกแรงนั้นซัดจนกระเด็นไปกระแทกกำแพงอย่างจังเธอพยุงไหล่ที่บาดเจ็บด้วยความเจ็บปวด ดวงตาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและไม่อยากจะเชื่อ“ร็อกโก... คุณเป็นอะไรไปคะ?”ดวงตาของร็อกโกลุกโชนด้วยความโกรธแค้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน“เสียแรงที่ตระกูลฟาลโคนฟูมฟักเลี
ท่ามกลางบรรยากาศที่จมดิ่งอยู่กับความโศกเศร้า จู่ๆ เสียงโทรศัพท์ของแคลร์ก็ดังขึ้นตอนแรก แอนโธนีคิดว่าเป็นพวกโทรศัพท์เสนอขายของทั่วไปแต่หลังจากฟังไปได้ไม่กี่วินาที เขาก็เปิดลำโพงด้วยมือที่สั่นเทา“สวัสดีครับคุณแคลร์ ไม่ทราบว่าหลุมศพที่คุณจองไว้ยังต้องการอยู่ไหมครับ? ตอนนี้เพียงแค่ชำระเงินมัดจำ 5% เราจะดำเนินการรักษาโควตาไว้ให้คุณต่อไปครับ คุณแคลร์ครับ? คุณแคลร์?”เมื่อได้ยินคำว่า "หลุมศพ" ลมหายใจของร็อกโกก็หยุดชะงักไปในทันที“ที่แท้วันนั้นฉันไม่ได้หูฝาดไปเอง แคลร์เตรียมเรื่องงานศพของตัวเองไว้ตั้งแต่ตอนที่เธอไปขอหย่าแล้ว”เสียงของร็อกโกสั่นเครือจนแทบจะพูดไม่เป็นประโยค“เธอพูดเรื่องหลุมศพต่อหน้าผม แต่ผม... ผมกลับไปด่าว่าเธอกำลังแช่งตัวเอง”แอนโธนีและลิลี่ต้องช่วยกันพยุงกันและกันไว้ ถึงจะพอหยัดยืนอยู่ได้ในที่สุดพวกเขาก็ได้ตระหนักว่า แคลร์ไม่เคยโกหกเลย เธอรู้ตัวว่ากำลังเดินไปสู่ความตายจริงๆแต่ว่าพวกเขากลับปฏิเสธเสียงขอความช่วยเหลือครั้งสุดท้ายของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าลิลี่สะกดกลั้นความแตกสลาย แล้วคว้าโทรศัพท์มาพูดกับปลายสายว่า“หลุมศพนั้นฉันเอา เก็บไว้ให้ฉัน! เอาที่ที่ดีที่สุด แพ
โรซ่าไม่พูดอะไร เธอพาพวกเขาเดินทะลุร้านอาหาร และผลักประตูห้องเล็กๆ ด้านหลังออกเมื่อสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือร่างไร้วิญญาณที่ถูกคลุมด้วยผ้าขาว ร็อกโกและพ่อแม่ของแคลร์ต่างก็นิ่งอึ้งไปอากาศรอบตัวพลันจับตัวแข็งทื่อในชั่วพริบตา“หมายความว่ายังไง! แกพาพวกเรามาที่นี่ทำไม? ล้อเล่นอะไรอยู่!”เสียงของร็อกโกสั่นเครือ มันคือลางสังหรณ์อันเลวร้ายที่รุนแรงมหาศาลเขาพุ่งไปข้างหน้าด้วยความโกรธ แล้วกระชากผ้าขาวออกอย่างแรงเมื่อได้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยนั้น โลกทั้งใบของเขาก็พังทลายลงนั่นคือแคลร์ ภรรยาของเขาเธอนอนนิ่งอยู่ตรงนั้น ดูสงบราวกับเพียงแค่หลับไป มุมปากยังมีรอยยิ้มจางๆ ที่แทบสังเกตไม่เห็นราวกับว่าในที่สุดเธอก็หลุดพ้นจากความเจ็บปวดทั้งปวงเสียทีแต่เธอจะไม่มีวันตื่นขึ้นมาอีกแล้วความคิดของเขาหายไปในทันที ความเจ็บปวดฟาดกระหน่ำลงสู่ส่วนลึกของหัวใจราวสายฟ้าผ่าความเจ็บปวดนี้รุนแรงกว่าแผลถูกยิงนับพันนับหมื่นเท่า ราวกับมีคนใช้มีดที่คมที่สุดค่อยๆ เฉือนหัวใจเขาออกเป็นชิ้นๆ"เจ้าพ่อมาเฟีย" ผู้ทรงอิทธิพลพังทลายลงในวินาทีนี้ เขายืนแทบไม่อยู่“แคลร์... ลูกแม่... ลูกรักของแม่...”ลิลี่โผเข้าหาข้
โซเฟียกำลังรื้อหาบางอย่างในห้องอย่างลนลาน ภายในห้องมีเสียงขวดและกระปุกต่างๆ ล้มระเนระนาดดังออกมาเธอรีบร้อนเปิดลิ้นชักทุกใบและรื้อค้นทุกกล่อง ทั้งใต้โต๊ะเครื่องแป้ง ใต้เตียง และมุมตู้เสื้อผ้า...ท่าทางของเธอดูตื่นตระหนกเหมือนกระต่ายที่กำลังขวัญเสีย เหงื่อเย็นๆ ผุดเต็มหน้าผากหาอยู่ตั้งนาน แต่เธอก็ยังไม่เจอของที่ต้องการ“โซเฟีย คุณหาอะไรอยู่เหรอ?” เสียงของร็อกโกเย็นเยียบราวกับห้องน้ำแข็งโซเฟียหันกลับไปมองทันที เมื่อเห็นร็อกโกนิ่งยืนอยู่หน้าประตู เธอก็ตกใจจนตัวสั่น“ฉัน...” เสียงของเธอสั่นเครือ “รู้สึกไม่ค่อยสบายน่ะค่ะ เลยกำลังหายาแก้แพ้อยู่”“ใช่ขวดนี้ไหม?”ร็อกโกค่อยๆ ชูขวดพลาสติกสีขาวขนาดเล็กขึ้นมา มันคือสิ่งที่เขาค้นเจอในบ้านก่อนที่เธอจะกลับมาโซเฟียหน้าซีดเผือดลงในพริบตาด้วยความตึงเครียดเธอรู้ดีกว่าใครว่านั่นไม่ใช้ยาแก้แพ้ แต่มันคือสารระคายเคืองผิวชนิดพิเศษที่เธอใช้สร้างอาการแพ้ปลอมๆ ขึ้นมาและหากหมอที่ดีที่สุดของตระกูลวิเคราะห์ส่วนประกอบของมันอย่างละเอียดลออล่ะก็ เธอจบเห่แน่“ชะ... ใช่ค่ะ” เธอตอบตะกุกตะกัก เสียงเบาราวกับเสียงยุง“โซเฟีย ร่างกายคุณอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก
[มุมมองของร็อกโก]ภายในห้องโถงประชุมของตระกูลฟาลโคน ร็อกโกกำลังประชุมกับเหล่าหัวหน้ามาเฟียแก็งย่อยเพื่อหารือเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งเรื่องเขตอิทธิพลกับตระกูลศัตรูทันใดนั้น โทรศัพท์เครื่องที่เข้ารหัสของเขาก็ดังแจ้งเตือนขึ้นมามันคืออีเมลเข้ารหัสที่ส่งมาจากแคลร์“ลูกไม้เม็ดไหนอีกละเนี่ย” เขาเปิดดูอย่างรำคาญใจ แต่ในใจลึกๆ กลับรู้สึกโล่งอกที่ได้รับข่าวคราวของแคลร์เสียทีเธอคงจะทนไม่ไหวแล้ว และส่งข้อความมาขอสงบศึกเพื่อกลับมาหาเขาแน่ๆแต่เมื่อคลิปเสียงเริ่มเล่น ใบหน้าของเขาก็ซีดเผือดลงในพริบตาเสียงของโซเฟียดังกังวานออกมาอย่างชัดเจ “ตั้งแต่อายุ 12 ฉันก็เริ่มผสมยาพิษเรื้อรังลงในอาหารเสริมของพี่...”“รวมถึงการผลักแกตกจากที่สูงครั้งนั้นด้วย ทั้งหมดคือผลงานของฉันเอง...”“การที่ได้เห็นพี่อ่อนแอลงไปทุกวันๆ มันทำให้ฉันมีความสุขจนแทบบ้า...”คลิปเสียงจบลง ห้องประชุมทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้าเหล่าหัวหน้ามาเฟียกลุ่มย่อยต่างมองหน้ากันไปมาด้วยความตกตะลึงจนพูดไม่ออกร็อกโกรู้สึกเพียงว่า หัวใจของเขาเหมือนมีบางอย่างขาดหายไป และความรู้สึกนี้ก็เกี่ยวข้องกับสิ่งที่แคลร์ต้องเผชิญเ







