Share

บทที่ 5

Author: ซีโจว
ชายหน้าตาบวมปูดคนหนึ่งถูกเหวี่ยงลงต่อหน้านางอย่างแรง

"ข้าก็แค่ริบอำนาจดูแลเรือนของเจ้าชั่วคราว กักบริเวณเจ้าไว้หนึ่งเดือน เจ้าก็แค้นเคืองเยวี่ยโหรว ถึงขั้นสั่งให้คนไปประกาศเรื่องที่นางถูกขายเข้าหอนางโลมในงานพิธีรับอนุ เจ้ากลายเป็นคนชั่วร้ายเหลี่ยมจัดขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร"

สีหน้าที่เคยเย็นชาเป็นประจำของเซี่ยฉือ ในยามนี้เต็มไปด้วยเพลิงโทสะ

เสิ่นหมิงเวยมองดูบุตรสาวในอ้อมอกที่หน้าตาซีดเผือด เห็นได้ชัดว่าเด็กน้อยตกใจกลัว นางจึงเก็บซ่อนอารมณ์ทั้งหมดทันที แล้วสั่งให้แม่นมพาบุตรสาวเข้าไปในห้อง

เมื่อได้ยินเซี่ยฉือซักไซ้ชัดเจนแล้ว นางก็หันกลับไปมองชายแปลกหน้าบนพื้น

เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาแต่หนักแน่น "ข้าไม่รู้จักคนผู้นี้ และไม่คิดจะทำเรื่องต่ำช้าเช่นนี้ด้วย"

ทว่าเมื่อสิ้นเสียงนาง

ชายผู้นั้นก็คุกเข่าคลานมาตรงหน้านาง อ้อนวอนว่า "ฮูหยิน ท่านต้องช่วยข้าด้วยนะเจ้าคะ เป็นท่านเองที่ให้เงินข้าสองร้อยตำลึงเพื่อสั่งให้ข้าปล่อยข่าวลือในงานเลี้ยง ทั้งยังบอกว่าจะรับประกันความปลอดภัยของข้า ท่านจะกลับคำไม่ได้นะ..."

เซี่ยฉือมองนางด้วยสายตาเย็นชา น้ำเสียงแฝงโทสะที่ข่มกลั้นไว้ไม่ไหว "เพราะแผนการของเจ้า เยวี่ยโหรวถึงถูกคนเย้ยหยันต่อหน้าธารกำนัล นางยอมเอาหัวชนเสาเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง จนบัดนี้ยังสลบไสลไม่ฟื้นขึ้นมาเลย!"

เมื่อต้องเผชิญกับการใส่ร้ายป้ายสีที่ต่ำช้าเช่นนี้ เสิ่นหมิงเวยกลับรู้สึกเพียงว่าน่าขันยิ่งนัก

ทั้งที่รู้ดีว่าเมื่อก่อนยามนางเพิ่งกลับจากซีเป่ยมาเมืองหลวง เคยถูกผู้คนดูถูกเหยียดหยามด้วยคำพูดร้ายกาจ ตั้งแต่นั้นมาสิ่งที่นางเกลียดที่สุดก็คือคำนินทาที่ฆ่าคนอย่างไร้ร่องรอยเช่นนี้ แต่เขาก็ยังคงปักใจเชื่ออีก

นางเงยหน้าขึ้นมองเซี่ยฉือที่กำลังเกรี้ยวกราด แล้วยิ้มเย้ยตนเอง "เพียงเพราะคนคนหนึ่งใส่ร้ายป้ายสีโดยไม่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ ท่านก็ตัดสินว่าข้าเป็นคนทำแล้วหรือ ในใจของท่าน ข้าเสิ่นหมิงเวยเป็นคนต่ำช้าไร้ค่าถึงเพียงนี้เลยหรือ"

เพล้ง!' เสียงดังชัดเจน หยกพกชิ้นหนึ่งถูกขว้างลงตรงหน้านางอย่างแรง

"หลักฐานหรือ นี่ก็คือหลักฐานที่เจ้าต้องการอย่างไรเล่า" เซี่ยฉือจ้องนางเขม็ง เอ่ยน้ำเสียงประชดประชัน "นี่คือหยกพกของเจ้าใช่หรือไม่ เขาบอกว่าเจ้าทำตกไว้ตอนเดินจากไป เจ้ายังมีอะไรจะแก้ตัวอีก"

เสิ่นหมิงเวยมองดูหยกพกที่คุ้นเคยชิ้นนั้น ทำเอาตกตะลึงไปชั่วขณะ

ความหนาวสะท้านแล่นพล่านไปทั่วทั้งร่าง

หยกพกชิ้นนี้เป็นสิ่งที่นางสวมใส่ยามไปร่วมงานชมบุปผาเมื่อหนึ่งเดือนก่อน พอกลับมาก็หาไม่พบอีกเลย นางคิดเพียงว่าทำตกไว้ที่ใดสักแห่ง

นึกไม่ถึงว่า...เพื่อจะใส่ร้ายป้ายสีนาง ถึงกับเริ่มวางแผนมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว

เมื่อเซี่ยฉือเห็นนางนิ่งๆผ ก็คิดเพียงว่านางไร้คำแก้ตัว แววตาจึงยิ่งมืดมนลงไปอีก

"เจ้าชอบเอาเรื่องที่เยวี่ยโหรวถูกขายเข้าหอนางโลมมาทำให้นางอายไม่ใช่หรอกหรือ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าก็จงไปลิ้มลองความรู้สึกของนางดูบ้าง

เด็ก ๆ ส่งตัวฮูหยินไปที่หอจุ้ยฮวา หากอยู่ไม่ครบสามวันสามคืน ห้ามให้ออกมาเด็ดขาด!"

เสิ่นหมิงเวยพลันเงยหน้าขึ้นมองเขา ใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ

นี่เขาจะทำลายนางเองกับมือเพื่อเฉิงเยวี่ยโหรวอย่างนั้นหรือ

เพียงเซี่ยฉือส่งสายตา ผู้คุ้มกันด้านหลังก็ล้อมตัวนางไว้ทันที

พอผู้คุ้มกันเหล่านั้นลงมือ เสิ่นหมิงเวยก็รู้สึกหนักอึ้งอยู่ลึก ๆ ในใจ

ที่แท้เซี่ยฉือก็ป้องกันเรื่องที่นางเป็นวรยุทธ์ไว้ตั้งนานแล้ว จึงพาแต่พวกผู้คุ้มกันที่มีวรยุทธ์สูงส่งมาทั้งนั้น

ไม่นานนัก เสิ่นหมิงเวยก็รู้สึกถึงฝ่ามือหนักๆ ซัดเข้าที่กลางหลัง นางตั้งตัวไม่ทันจึงกระแทกล้มลงกับพื้น กะอักเลือดสด ๆ ออกมาคำหนึ่ง

จากนั้นนางก็ถูกพวกผู้คุ้มกันกรูเข้ามา กดตัวไว้อย่างแน่นหนา

เสิ่นหมิงเวยเงยหน้าขึ้นอย่างจนตรอก นางมองไปยังเซี่ยฉือ "เซี่ยฉือ ข้าคือบุตรีฮูหยินเอกของจวนแม่ทัพ และเป็นฮูหยินเอกของจวนเซี่ย ท่านทำเช่นนี้ไม่ได้!"

เซี่ยฉือเพียงชำเลืองนางอย่างเย็นชาแวบหนึ่ง คำพูดเย็นเฉียบประหนึ่งคมดาบ "ยามนี้เจ้าคือสตรีตระกูลเซี่ย ข้าก็แค่สั่งสอนภรรยาที่ประพฤติตนไม่เหมาะสมในเรือน ใครจะกล้าว่าอะไร"

จากนั้นเสิ่นหมิงเวยก็ถูกคุมตัวไปยังห้องมืดของหอจุ้ยฮวาที่ใช้ทรมานฝึกดัดนิสัยสตรีที่ไม่เชื่อฟัง

เพียงก้าวเข้าประตู สิ่งที่ประจักษ์แก่สายตาก็คือเครื่องทรมานเต็มผนัง นางรู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งร่าง

ความทรงจำที่ตั้งใจลืมไปพลันย้อนคืนมา นางกรีดร้องออกมาตามสัญชาตญาณ "ไม่! ปล่อยข้าออกไป!"

เมื่อสองปีก่อน เซี่ยฉือถูกแก้แค้นอย่างบ้าคลั่งเพราะสืบคดีลักลอบค้าของหนีภาษี นางจึงติดร่างแหถูกลักพาตัวไปคุมขังในคุกใต้ดินที่มืดมิดและถูกทรมานอยู่เต็ม ๆ หนึ่งเดือน

หลังจากเกิดเรื่อง เซี่ยฉืออยู่ดูแลเฝ้านาง ใช้เวลาร่วมครึ่งปีจึงหลุดพ้นจากฝันร้ายครั้งนั้นมาได้

ยามที่โอบอุ้มนางออกมาจากคุกใต้ดิน เซี่ยฉือเคยให้คำมั่นสัญญา "ต่อไปข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าได้รับอันตรายใด ๆ อีกแล้ว"

ทว่าบัดนี้เขากลับลงมือผลักนางลงสู่หุบเหวด้วยตนเอง

เซี่ยฉือจ้องมองความตื่นตระหนกวุ่นวายของนางจากที่สูง เอ่ยด้วยสายตาซับซ้อน "สำนึกผิดอยู่ที่นี่ให้ดี ๆ อีกสามวันข้าจะมารับ"

เมื่อกล่าวจบ ประตูก็ถูกลงกลอนอย่างแน่นหนา ความมืดมิดอันไร้ขอบเขตกลืนกินนางไปในพริบตา

วันแรก ถูกปล่อยให้อดข้าวอดน้ำ นางหิวโหยจนหมดเรี่ยวแรง

วันที่สอง มียายแก่สองคนเข้ามา นำเครื่องทรมานบนผนังมาทดลองกับร่างกายของนางจนครบ นางแทบสิ้นลมหายใจ

จนกระทั่งวันที่สาม นางถูกกระชากเสื้อผ้าเลอะคราบเลือดออกอย่างหยาบคาย แล้วเปลี่ยนชุดใหม่ที่เหมือนแบบเดิมให้

ในที่สุดประตูบานนั้นก็เปิดออก

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ประกายแสงหลังเหมันต์ หวนคืนแดนตะวันตก   บทที่ 17

    ช่วงเวลาต่อจากนั้น เซี่ยฉือก็คล้ายจะหายหน้าไปจากสายตาของพวกเขา แต่เสิ่นหมิงเวยรู้ดีว่าหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ นางสัมผัสได้ว่ามีคนคอยซุ่มลอบมองพวกเขาอยู่ในที่ลับเว่ยเจิงเองก็สัมผัสได้เช่นกัน หลังจากเขาพบว่าเป็นเซี่ยฉือ จึงเอ่ยถามเสิ่นหมิงเวย "ต้องให้ข้าไปไล่เขาหรือไม่""ไม่ต้องหรอก ขอเพียงดูแลเนี่ยนเนี่ยนให้ปลอดภัย เขาอยากจะมองก็ปล่อยให้มองไปเถิด" เสิ่นหมิงเวยสั่นศีรษะ นางรู้ดีถึงความยึดติดมัวเมาของเซี่ยฉือในเมื่อยามนั้นเขาตั้งหน้าตั้งตาลงไปเจียงหนานทุกปีเพื่อตามหาเฉิงเยวี่ยโหรวได้ ยามนี้ก็คงขัดขวางการตามติดของเขาไม่ได้เช่นกันทว่านางก็ยังประเมินเซี่ยฉือต่ำเกินไปนางคิดไม่ถึงเลยว่าคราวนี้เซี่ยฉือจะกล้าลงมือกับนางโดยตรงครั้งหนึ่งตอนที่เสิ่นหมิงเวยพาบุตรสาวออกไปรับลมชมทิวทัศน์ นางถูกเซี่ยฉือที่เตรียมการไว้ล่วงหน้ามอมยาจนสลบแล้วพาตัวไปพอตื่นขึ้นมา นางก็พบว่าตนเองถูกกักขังอยู่ในห้องที่แปลกตาแห่งหนึ่งมือและเท้าทั้งสองข้างถูกมัดไว้แน่นหนาในไม่ช้าเสียงฝีเท้าก็ดังมาจากหน้าประตู ก่อนประตูบานใหญ่จะถูกผลักเปิดออกเซี่ยฉือเดินเข้ามาด้านในยามเสิ่นหมิงเวยเห็นเขาปรากฏตัว สายตากลับไร

  • ประกายแสงหลังเหมันต์ หวนคืนแดนตะวันตก   บทที่ 16

    ยามนึกถึงเรื่องที่เฉิงเยวี่ยโหรวทำ เขาก็เอ่ยโทษตัวเอง "เรื่องที่เฉิงเยวี่ยโหรวทำ ข้าสืบรู้หมดแล้ว นางจงใจส่งคนไปปล่อยข่าวลือใส่ร้ายเจ้า ทั้งยังติดสินบนยายแก่ในหอนางโลมให้มาสั่งสอนเจ้า... เจ้าวางใจได้ ข้าส่งคนพวกนั้นเข้าคุกไปหมดแล้ว"เสิ่นหมิงเวยรู้สึกเพียงว่ามันน่าขันสิ้นดีขณะที่นางมองดูเซี่ยฉือที่กำลังเจ็บปวดและโทษตัวเองอยู่ตรงหน้า ในใจไม่เหลือความรู้สึกใด ๆ อีกต่อไป"แล้วอย่างไรเล่า"เสิ่นหมิงเวยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "พอเจ้าเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเฉิงเยวี่ยโหรว แล้วจู่ ๆ ก็พบว่าข้าคือคนที่หวังดีและรักเจ้าจากใจจริง พอเจ้าหวนกลับมาขอโทษ ข้าก็ต้องยกโทษให้เจ้าอย่างนั้นหรือ เมื่อก่อนเจ้าทิ้งข้าไปในคืนเข้าห้องหอเพราะเฉิงเยวี่ยโหรว อาสาขอลงใต้ไปตรวจราชการที่เจียงหนานทุกปี แต่แท้จริงแล้วไปตามหาเฉิงเยวี่ยโหรว ซ้ำยังเชื่อคำใส่ร้ายของนางจนส่งข้าไปขังไว้ในหอนางโลม เรื่องพวกนี้ข้าไม่ติดใจถือสาเจ้าก็ได้"แต่เจ้าไม่ควรละทิ้งเนี่ยนเนี่ยนเพื่อกู้เฉิงโจว ลูกคือเส้นตายของข้า"เซี่ยฉืออ้าปากตั้งใจจะอธิบายบางอย่าง ทว่ากลับพบว่าตนเองไม่อาจแก้ตัวสิ่งใดได้เลยตอนนั้นเป็นเพราะเขาดูคนไม่ออก แล

  • ประกายแสงหลังเหมันต์ หวนคืนแดนตะวันตก   บทที่ 15

    เช้าตรู่ ยามแสงแรกของวันเริ่มสว่างรำไรเหยี่ยวที่บิดาฝึกเลี้ยงไว้โฉบลงมาจากท้องฟ้าสูง และเกาะลงบนไหล่ของเสิ่นหมิงเวยบนปีกของมันเปรอะเปื้อนรอยเลือด และในซอกกรงเล็บยังหนีบจดหมายลับม้วนเล็กจิ๋วไว้ฉบับหนึ่งนางเปิดออกดู เป็นข้อความส่งมาจากเว่ยเจิง "กองทัพเสริมมาถึงแล้ว"ตัวอักษรสี่ตัวอันคุ้นเคย ทำเอาเสิ่นหมิงเวยที่เหนื่อยล้าจากการอดนอนมาตลอดทั้งคืนกลับมากระปรี้กระเปร่าขึ้นทันทีนางนำข่าวอันน่ายินดีนี้ไปบอกแก่ทุกคนเสียงโห่ร้องยินดีพลันดังขึ้นรอบทิศพวกเขารู้ดีว่าความมืดมิดได้สิ้นสุดลงแล้ว รุ่งอรุณกำลังจะมาถึงไม่นาน เสิ่นหมิงเวยก็นำทหารที่เหลืออยู่ ร่วมมือกับกองทัพเสริมที่เว่ยเจิงนำมา ตีขนาบทั้งหน้าหลังจนกวาดล้างกองทัพศัตรูลงได้ในคราวเดียวกระทั่งฟันแม่ทัพของฝ่ายศัตรูตกจากหลังม้า เสิ่นหมิงเวยจึงไม่อาจฝืนร่างกายไว้ได้และหมดสติไปในที่สุดก่อนที่จะหมดสติไป นางรู้สึกว่ามีคนโอบรับร่างของนางไว้อย่างมั่นคงข้างหูดังขึ้นด้วยเสียงอันคุ้นเคย "วางใจเถิด มีข้าอยู่ทั้งคน"เป็นเว่ยเจิงมุมปากของเสิ่นหมิงเวยยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย แล้วปล่อยให้ตัวเองดิ่งจมลงสู่ความมืดมิดอย่างแท้จริงยามที่นางตื่

  • ประกายแสงหลังเหมันต์ หวนคืนแดนตะวันตก   บทที่ 14

    "เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่" เสิ่นหมิงเวยเอ่ยเสียงสั่นเล็กน้อยเว่ยเจิงยื่นม้วนกระดาษแผ่นหนึ่งให้เสิ่นหมิงเวย "ข้าได้รับจดหมายจากเหยี่ยวข้างกายท่านพ่อบุญธรรมในเรือน ตอนท่านพ่อบุญธรรมกับคนอื่น ๆ เดินทางกลับเมือง ถูกซุ่มโจมตีที่ด่านหุบเขา เขาโดนพิษประหลาดจากซีอวี้ ตอนนี้ชีวิตตกอยู่ในอันตราย"นางรับม้วนกระดาษมา ตัวอักษรสั่นไหวทว่ายังคงมองออกว่าเป็นลายมือของบิดา คาดว่าคงเป็นข้อความที่เขาเขียนไว้ก่อนจะหมดสติไปนางพยายามข่มความสับสนวุ่นวายในใจ แล้วเอ่ยกับเว่ยเจิง "ในจวนยังมียาถอนพิษพระราชทานที่แก้ได้สารพัดพิษอยู่เม็ดหนึ่ง ข้าจะนำคนเอายาไปส่งเดี๋ยวนี้ เจ้าจงเฝ้ารักษาเมืองไว้ให้ดี ข้ากลัวพวกมันอาจจะฉวยโอกาสนี้ลงมือ""เจ้าอยู่นี่ ข้าไปเอง" เว่ยเจิงขมวดคิ้วไม่เห็นด้วย "ไม่ได้! บนตัวเจ้ายังมีบาดแผลอยู่" เสิ่นหมิงเวยปฏิเสธเสียงแข็ง นางมองเว่ยเจิง "เว่ยเจิง เชื่อใจข้า...อีกอย่าง ช่วยดูแลเนี่ยนเนี่ยนให้ข้าด้วย"เว่ยเจิงมองนางด้วยสายตาลึกซึ้ง สุดท้ายจึงสั่งให้คนไปนำเกราะเบาไหมทองที่เตรียมไว้ให้เสิ่นหมิงเวยออกมา และเฝ้ามองนางสวมใส่มันจนเสร็จถึงได้ยินยอมไม่นานเสิ่นหมิงเวยก็นำยาถอนพิษ พร้อมด้วยทั

  • ประกายแสงหลังเหมันต์ หวนคืนแดนตะวันตก   บทที่ 13

    เสิ่นหมิงเวยเป็นห่วงอาการบาดเจ็บของเว่ยเจิง จนไม่มีเวลาคิดว่าเซี่ยฉือมาปรากฏตัวที่นี่ได้อย่างไรนางมองเซี่ยฉือด้วยสายตาเย็นชา ตะคอกด้วยเสียงร้อนรน "หลีกไป!"เมื่อเห็นเซี่ยฉือชะงักไป เสิ่นหมิงเวยก็ไม่สนใจเขาอีก พาเว่ยเจิงอ้อมเขาเข้าไปข้างในทันทีพอเข้าสู่เขตเรือน นางก็ร้องสั่งเสียงดัง "แม่นมอู๋ รีบไปเชิญหมอประจำจวนมาเดี๋ยวนี้!"เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบรับของแม่นมอู๋ นางจึงเพิ่งรู้สึกตัว ว่าแม่นมอู๋ได้ออกจากจวนแม่ทัพไปแล้วเพราะกลัวความผิดสีหน้าของเสิ่นหมิงเวยชะงักไปชั่วครู่ แต่ก็ดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็ว แล้วสั่งให้สาวใช้ไปเชิญหมอประจำจวนยามมองดูเว่ยเจิงขมวดคิ้วแน่นอย่างเจ็บปวดแสนสาหัส เม็ดเหงื่อไหลผุดซึมขมับไม่หยุด เสิ่นหมิงเวยก็ไม่อาจปิดบังความปวดใจในดวงตาไว้ได้เลยนางเห็นเว่ยเจิงขยับริมฝีปาก จึงรีบก้มตัวยื่นหูเข้าไปใกล้ได้ยินเพียงเสียงพึมพำแผ่วเบาของเว่ยเจิง "เวยเวย…"เสิ่นหมิงเวยชะงักงัน นางกุมมือของเขาไว้แน่นตามสัญชาตญาณ เอ่ยตอบเสียงเบา "ข้าอยู่นี่"หยดเหงื่ออุ่นร้อนหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนมือนาง คล้ายกับลวกเข้ามาในใจนางนางหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา เตรียมจะเช็ดเหงื่อบนหน้าผากให้เ

  • ประกายแสงหลังเหมันต์ หวนคืนแดนตะวันตก   บทที่ 12

    ลมตะวันออกคลายความหนาวเหน็บ ฤดูใบไม้ผลิหวนคืนสู่ชายแดนวันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว วนมาถึงวันงานบวงสรวงวสันต์เสิ่นหมิงเวยนำกลุ่มขุนนางเดินทางไปยังแท่นบูชาทางทิศตะวันออกของเมืองเพื่อเซ่นไหว้เทพแห่งพื้นดินและเทพแห่งธัญญาหาร อธิษฐานให้การเกษตรและการเลี้ยงสัตว์บริเวณชายแดนเจริญรุ่งเรืองและสงบสุขไร้ภัยตลอดปีชาวบ้านทั้งใกล้ทั้งไกลต่างพากันเดินทางมาเซ่นไหว้ขอพรท่ามกลางฝูงชนอันคึกคัก มีผู้คุ้มกันในชุดลำลองแฝงตัวอยู่ไม่น้อย คอยอารักขาขบวนเดินทางอย่างแน่นหนาเว่ยเจิงสวมชุดรัดกุม เหน็บกระบี่ไว้ที่เอว คอยเคียงข้างเสิ่นหมิงเวยไม่ห่างกายทว่าขบวนเดินทางออกนอกเมืองไปได้เพียงไม่กี่หลี่ เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นทันที!ม้าที่เสิ่นหมิงเวยควบอยู่พลันคลั่งเตลิด หลุดจากการควบคุมแล้วสลัดสายเชือก วิ่งตะบึงไปยังป่ารกร้างนอกเมืองอย่างบ้าคลั่งก่อให้เกิดความโกลาหลขึ้นในทันทีทว่าเสิ่นหมิงเวยกลับไร้ความตื่นตระหนก เพียงเอียงหน้าเหลือบตาขึ้นประสานมองกับเว่ยเจิงในดวงตาทั้งสองสื่อถึงกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำใดนับแต่วันที่เสิ่นหมิงเวยให้เว่ยเจิงไปช่วยครอบครัวของแม่นมอู๋ออกมา นางก็เปิดอกคุยกับแม่นมอู๋ตรง ๆ แ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status