Masuk๓
ผลประโยชน์
ใบหน้าหวานเงยขึ้นมองชื่อร้านอาหารพร้อมกับพรูลมหายใจด้วยความหนักอก ไม่คิดว่าตัวเองจะต้องมาเจอสถานการณ์เช่นนี้อีกครั้ง ทราบดีว่ามารดาต้องการอะไรโดยใช้หน้าตาของหล่อนเป็นตัวล่อให้ผู้อื่นเข้ามาติดกับ
ทั้งที่ไม่เคยบอกรักเลยสักครั้งแต่ก็ขอให้หล่อนทำตามคำสั่งได้ไม่หยุดสักที ปากอวบอิ่มเม้มเข้าหากันแน่นอยากหันหลังเดินหนีออกไปจากตรงนี้
หลายต่อหลายครั้งที่ถูกชักชวนให้ไปรับประทานอาหารกับผู้ชายที่สนใจในตัวหล่อน โดยที่ตนก็ไม่สามารถปฏิเสธได้เพราะครอบครัวเห็นดีเห็นงามไปหมดเสียทุกอย่าง ผู้ชายเหล่านั้นแสดงออกถึงความสนใจที่มีต่อเธออย่างชัดเจน จนไม่รู้ว่าตัวเองควรทำอย่างไรเพื่อหลีกหนีจากสถานการณ์อันน่าอึดอัด
ทำได้เพียงปล่อยให้มันจบลงในแต่ละครั้ง โดยที่เธอก็ทำได้แค่ทนอย่างเดียว จำต้องเป็นลูกสาวแสนดีที่ทำตามคำสั่งของบุพการี แม้ว่าในใจของตนจะไม่ต้องการให้มันเป็นเช่นนั้นก็ตาม
นึกอยากใช้ชีวิตธรรมดากับครอบครัวเหมือนวัยรุ่นทั่วไป ทว่าหล่อนไม่ได้รับสิทธิ์นั้นเพราะตัวเองคือคนนอกที่พยายามทำตัวให้กลมกลืน หวังว่าความดีที่ทำอาจสัมฤทธิ์ผลแล้วพวกท่านจะมอบความรักให้กันบ้าง
ขาเรียวก้าวเข้ามาในร้านอาหารจีนที่มีความเป็นส่วนตัว สวมเดรสสีหวานยาวเพียงเข่าตามที่คุณภัตติมาเป็นคนเลือกให้สวม ผมยาวดัดเป็นลอนใบหน้าถูกแต่งแต้มบางเบา สวยหวานจนชายหลายคนในร้านต่างหันมามองด้วยความสนใจ แต่หล่อนไม่ได้มองใครนอกจากเดินเข้าไปทักทายเพื่อนของบิดาที่นั่งคอยอยู่มุมห้อง
แววตาที่อีกฝ่ายมองกันช่างน่าขนลุกเสียเหลือเกิน แต่หล่อนก็พยายามเก็บซ่อนอาการรังเกียจเอาไว้สุดความสามารถ เลือกจะแย้มยิ้มให้คนที่พบหน้ากันบ่อยครั้งในช่วงหลัง ท่านเป็นเจ้าของโรงแรมและกำลังจะสร้างผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวเป็นแบรนด์ตัวเองโดยเฉพาะ จึงเข้ามาพูดคุยกับบิดาของหล่อนบ่อยครั้งแต่ยังไม่เห็นตกลงกันได้สักที
สูดลมหายใจเข้าปอดแล้วยกมือขึ้นไหว้อย่างนอบน้อม “สวัสดีค่ะอาธีระ” ทักทายเขาเสียงเรียบแต่คนฟังกลับรู้สึกว่าช่างไพเราะเสียเหลือเกิน ชายวัยกลางคนรีบลุกจากเก้าอี้แล้วเดินตรงมาหาหล่อน จนอัญชิสาผงะถอยหลังไปสองสามก้าว เธอพยายามจะไม่แสดงอาการรังเกียจออกมามากนัก
อย่างไรคนตรงหน้าก็มีผลประโยชน์กับครอบครัวของตน รักษามิตรเอาไว้ดีกว่าสร้างศัตรู
“หนูอัญ...มานั่งข้างอาสิ” เลื่อนเก้าอี้ข้างตนให้หญิงสาว ผายมือเชื้อเชิญจนเธอต้องรีบส่ายหน้า ตัดสินใจนั่งลงฝั่งตรงข้ามเพื่อที่อย่างน้อยจะได้ไม่ต้องใกล้กันจนเกินไป พาลจะรับประทานอาหารไม่ลงเสียเปล่า
“ไม่เป็นไรค่ะ อัญนั่งตรงนี้ดีกว่า...พ่อกำลังมาค่ะ” คนถูกหักหน้าค่อนข้างเสียหน้าอย่างเห็นได้ชัด เดินกลับมานั่งที่เดิมซึ่งอยาตรงข้ามมองเห็นใบหน้าสวยหวานได้ชัด จึงไม่ปกปิดความรู้สึกว่าต้องการหล่อนมากแค่ไหน สายตาที่มองหวานเยิ้มไม่ใช่อาที่กำลังมองหลาน ทำให้เธอยิ่งสะอิดสะเอียนจนไม่อยากมองหน้าด้วยซ้ำ
เหลือบมองไปยังประตูร้านหวังว่าบิดาจะเดินเข้ามา กลับพบคำตอบที่น่าตกใจแต่ก็ไม่แปลกใจในคราวเดียวกัน
“ไม่มาแล้ว พ่อเขาติดธุระเลยให้อากินข้าวกับหนูอัญ นี่อาสั่งมาเต็มโต๊ะเลยนะไม่รู้ว่าหนูอัญชอบเมนูไหนเป็นพิเศษ กินเลยสิ” มือบางกำกระโปรงตัวเองแน่นเพื่อข่มอารมณ์ไม่ให้พังโต๊ะอาหาร เธอเกลียดทุกสิ่งที่บีบบังคับให้ตนต้องมาอยู่ในจุดนี้
อาหารหรูหราเต็มโต๊ะแต่เธอกลับไม่มีความอยากแม้แต่น้อย ดวงตาร้อนผ่าวคล้ายว่าจะร้องไห้จนต้องบอกตัวเองให้กลั้นเอาไว้ เธอจะไม่มีทางร้องไห้ในตอนนี้เป็นอันขาด จึงรีบยิ้มรับเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไร
แม้ว่าในใจจะเจ็บปวดที่ถูกบิดาทิ้งไว้ให้อยู่กับเพื่อนของท่าน ที่เจตนาค่อนข้างชัดเจนว่าไม่ได้เห็นหล่อนเป็นหลาน
“ขอบคุณค่ะ” อาหารถูกคีบใส่จานของเธอ โดยที่หญิงสาวก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก นอกจากคีบอาหารเข้าปากแล้วรีบทำให้มื้อนี้จบลงอย่างรวดเร็ว แต่ดูเหมือนว่าคนฝั่งตรงข้ามจะยังไม่ยอมจบ ชวนหล่อนคุยด้วยเรื่องน่าคลื่นไส้จนหญิงสาวแสร้งยิ้มกลบเกลื่อนความรังเกียจที่มีต่อคุณอา
“หนูอัญนับวันยิ่งสวย มีแฟนหรือยัง”
“ยังค่ะ อัญยังเด็กคิดเรื่องเรียนมากกว่า” เธอย้ำคำว่าเด็กให้เขาได้ทราบ อายุห่างกันสองรอบไม่คิดว่าอีกฝ่ายยังจะคิดอกุศลกับตน
ที่สำคัญคือคนตรงหน้ามีครอบครัวแล้ว!
ยิ่งนึกก็สะอิดสะเอียนชายคนนี้มากกว่าเดิม จนอยากรีบจบบทสนทนาก่อนออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด
“เหรอ...ถ้าคิดเรื่องมีแฟนวันไหนบอกอาได้นะ เดี๋ยวอาจะช่วยหาเอง” สายตาที่มองหวานยิ่งกว่าน้ำผึ้งเดือนห้าแต่เธอก็ไม่ได้คล้อยตามเลยสักนิด ยิ่งทำให้นึกรังเกียจชายวัยกลางคนมากกว่าเดิม รับประทานอาหารอย่างไม่รู้รสเลือกจะถามคำตอบคำไปอย่างนั้น
“ค่ะ”
เธอรับประทานอาหารไม่ลงจึงดื่มน้ำเปล่าสลับกับคีบผักเข้าปาก ไม่กล้าขอตัวไปห้องน้ำนึกกลัวว่าจะถูกใส่ยาพิสดารลงไปในแก้ว คุณอาคนนี้ทำได้หมดทุกอย่างเพื่อความต้องการของตัวเอง หล่อนจึงต้องปกป้องตัวเองสุดความสามารถ
อีกฝากของร้านอาหารมีชายหนุ่มสองคนเพิ่งเดินเข้ามานั่งได้ไม่นาน ความหล่อเหลากินกันไม่ขาดจะต่างก็คือเสื้อผ้าที่สวมใส่ ขณะที่ชายผิวเข้มหน้าตาคมคายสวมเสื้อเชิ้ตทับด้วยสูทเนื้อดี ต่างจากอีกคนที่ใส่เพียงเสื้อยืดแล้วทับด้วยเสื้อเชิ้ตลายสก็อตสีเข้ม หน้าตาหล่อกินกันไม่ลงขนาดความสูงก็เหลื่อมล้ำเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น
“ไม่เจอกันนานเลยนะมึง เป็นไงบ้าง” นั่งลงที่โต๊ะอาหารแล้วสั่งกับข้าวสี่ถึงห้าอย่างมารับประทาน ก่อนหนุ่มชาวไร่จะเป็นฝ่ายถามเพื่อนนักบริหารที่ไม่ค่อยได้เจอกันบ่อย เลี้ยงต้อนรับธนนท์ปภพกลับจากต่างประเทศตนก็ไม่ได้ไปเพราะติดงาน จึงนัดมาเลี้ยงในวันว่าง
ไตรเตชิน บวรกานต์เดชคือเพื่อนสนิทที่รู้จักกันตั้งแต่เรียนมัธยมศึกษาตอนต้น เพิ่งได้แยกย้ายสมัยเรียนมหาวิทยาลัยเพราะเจ้าตัวเลือกเรียนคณะเกษตรศาสตร์จะได้มาสานต่อกิจการไร่องุ่นและผลิตไวน์ของครอบครัว เข้าเมืองแต่ละทีใช้เวลาขับรถชั่วโมงครึ่งจึงต้องโอกาสสำคัญเท่านั้นถึงเข้ามา
อย่างเช่นวันนี้ที่เขามาส่งไวน์ให้โรงแรมนครเฟื่องรัตน์แล้วได้พบกับเพื่อนสนิทจึงชวนกันออกมารับประทานอาหารข้างนอก เลือกร้านอาหารจีนที่นึกอยากรับประทาน ก่อนสั่งทุกอย่างตามความหิวแล้วรอเสิร์ฟจึงเริ่มพูดคุยกัน
“สบายดี มึงล่ะ”
“ตามที่เห็น กุก็ทำงานไร่ช่วยพ่อคล้ำขึ้นโคตรเยอะ” พูดแล้วก็ก้มดูสีผิวของตัวเอง ทำเอาธนนท์ปภพถึงกับแสยะยิ้มพลางส่ายหน้าระอา แต่เดิมไตรเตชินก็ไม่ใช่คนขาวอยู่แล้ว เจอกันตอนเรียนมัธยมผิวก็สีเข้มมาโดยตลอด เขาจึงอดไม่ได้ที่จะบอกให้คนตรงหน้ายอมรับความจริง
“มึงดำอยู่แล้ว”
“คล้ำเว้ย แต่กูก็ขาวกว่ามึงก็แล้วกัน คนบ้าอะไรดำอยู่แล้วยังจะไปอาบแดดทุกวันหยุดอีก” เรื่องนี้หนุ่มนักบริหารไม่อาจเถียงได้เลย ผิวที่เคยขาวตอนเด็กก็คล้ำขึ้นสมัยเรียนมัธยมศึกษาเพราะเล่นกีฬากลางแจ้ง ยิ่งไปเรียนต่างประเทศก็ทำให้คล้ำขึ้นกว่าเดิมเมื่อใช้วันหยุดไปอาบแดดจนผิวเกือบไหม้ กลับบ้านมาวันแรกพ่อกับแม่จำลูกชายตัวเองแทบไม่ได้ด้วยซ้ำ ตอนนี้สีผิวก็เริ่มสว่างขึ้นเล็กน้อยแต่ก็ยังคล้ำเหมือนเดิม
“กูชอบสีผิวเข้มๆ ไม่ชอบขาวมันดูป่วย” คนฟังเบะปากแล้วรีบโต้กลับอย่างรู้ทัน เป็นเพื่อนกันมายี่สิบกว่าปีทำไมจะไม่รู้รสนิยมของอีกฝ่าย เจ้าตัวได้ยินอย่างนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเถียง แม้ว่าความจริงจะเป็นอย่างที่เพื่อนเอ่ยมาก็ตาม
ชายหนุ่มลงมือรับประทานอาหารอย่างมีความสุข โดยไม่ยอมขยายความอีก เธอเห็นอย่างนั้นก็สงสัยมากกว่าเดิม หรี่ตามองเขาอย่างรู้ทันกลัวว่าอีกฝ่ายจะซื้อทองคำแท่งหรือสร้อยทองให้ตน แต่ถ้าตอบเพชรก็กลัวจะได้เครื่องเพชรชุดใหญ่อีก “แต่ไม่เอาซื้อทองให้นะคะ ไม่ต้องเลยนะ” พูดดักเขาไว้ ซึ่งร่างสูงก็ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่หรอกน่า...พี่ไม่ได้ซื้อทองให้หรอกแค่ถามเฉยๆ” ไม่รู้จะเชื่อใจเขาได้หรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ได้ถามต่อเพราะกำลังรับประทานอาหาร เมื่อกินจนอิ่มก็ต่อด้วยของหวานแล้วคิดจะเดินขึ้นห้องเพื่อเก็บเสื้อผ้า กลับถูกเขาคว้ามากอดเอวโดยที่ร่างสูงยังนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าคมจึงซุกที่หน้าท้องนูน จุมพิตด้วยความหมั่นเขี้ยว “อัญไปเก็บเสื้อผ้า...” “ให้แม่บ้านทำสิ อัญไม่ต้องทำ” เขาไม่ยอมให้เธอห่างกายด้วยซ้ำ ยิ่งภรรยาท้องก็ยิ่งหวงมากกว่าเดิม เธอดูน่ารักน่าใคร่สำหรับเขาเป็นอย่างมาก ยิ่งท้องก็ยิ่งดูสวยจนไม่อยากให้ใครมองด้วยซ้ำ “ทำได้ค่ะ เรื่องแค่นี้เองจะให้คนอื่นทำทำไมล่ะ” พูดแล้วก็อมยิ้มกับความช่างอ้อนของร่างสูงเหมือนเขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่รู้ตั
เพราะไม่รู้ว่าวันสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไหร่... “หายโกรธตั้งแต่เห็นพี่วิ่งมาช่วยอัญคนเดียวแล้ว อย่าทำอีกนะคะ...ไม่ทำแบบนี้แล้วได้ไหมสัญญากับอัญสิคะ ชีวิตของพี่มีค่าอย่าเอาไปเสี่ยงไม่ว่ากับเรื่องไหนก็ตาม” สบโอกาสก็รีบบอกเขาทันที ชายหนุ่มได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าแล้วโอบกอดเธอเอาไว้เช่นเดียวกัน เขาก้มลงหอมแก้มเธอด้วยความรักพร้อมพึมพำข้างหู “ครับ พี่ขอโทษ” เหมือนเธอจะยอมหมดทุกอย่าง ไม่มีการผลักออกจนเขาเริ่มได้ใจ “พี่สัญญากับอัญอีกอย่างสิ” “สัญญาเรื่อง...” เลิกคิ้วเชิงถาม แล้วเธอก็หันมามองเขาเช่นเดียวกัน หญิงสาวยกมือประคองใบหน้าคมเอาไว้ ดวงตาร้อนผ่าวเพียงแค่คิดว่าต้องจากกันอยู่คนละโลก รู้ดีว่าเป็นตนที่คิดมากไปเองแต่ก็ไม่อาจห้ามความคิดด้านลบได้ จนต้องโอบกอดเขาเพื่อย้ำกับตัวเองว่าชายหนุ่มยังอยู่ตรงนี้... “ห้ามตายก่อน ไม่ว่ายังไงก็ห้ามตายก่อนอัญเด็ดขาด ถ้าพี่ผิดคำพูดอัญจะโกรธพี่ตลอดชีวิต เจอกันชาติหน้าก็จะโกรธจริงด้วย” จ้องเขม็งจนเขานึกขันแต่ก็ไม่กล้าหัวเราะ กลัวว่าหญิงสาวจะโกนธจึงเลือกสัญญาเป็นมั่นเหมาะ เพราะอย่า
“อัญเห็นว่ายังไง จะให้กฎหมายจัดการหรือว่าให้พี่เป็นคนจัดการ” น้ำเสียงกับแววตาของเขาเด็ดขาดจนเธอนึกกังวลแทนน้องสาว แม้ว่าจะถูกอีกฝ่ายเกลียดแต่ก็เติบโตมาด้วยกัน จึงเลือกจะถามถึงวิธีของเขาแล้วชายหนุ่มก็บอกไปตามตรง “พี่จะทำยังไง” “พี่ไม่ชอบความยุ่งยาก พี่คงส่งเขาไปอยู่เกาะสักแห่งแล้วทำงานในเกาะไม่ให้ออกมาข้างนอกอีก มันอาจจะดูโหดร้ายแต่พี่ถนัดแบบนี้มากกว่า กฎหมายมันยาวนานน่ารำคาญเกินไป...แต่พี่ให้อัญตัดสินใจ” เพิ่งรู้ว่าเขามีโหมดโหดเหมือนกัน ตนลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกลัว ไม่รู้ว่าวันหนึ่งหากเรามีเรื่องเข้าใจผิดแล้วเลิกรากันไป เขาจะทำแบบนี้กับเธอหรือเปล่า... แต่เชื่อว่าชายหนุ่มไม่ใช่คนแบบนั้น เธอเห็นความอ่อนโยนในตัวเขาแล้วตนก็เชื่อมั่นในเรื่องของเราพอสมควร จึงตัดสินใจเลือกในให้เป็นไปตามวิถีของกฎหมาย ผิดอย่างไรก็ให้ศาลตัดสินซึ่งแน่นอนว่ามันคงกินเวลายาวนานพอสมควรอย่างที่เขากล่าว ชายหนุ่มคิดไว้แล้วว่าความผิดมีเท่าไหร่เขาจะเอาให้หนัก หล่อนจะไม่ได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกนานเลยล่ะ ทำกับเขาไม่เท่าไหร่ แต่มาทำกับผู้หญิงที่
๒๑ซาตานกลับใจ ณ ห้องพักระดับวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง หนุ่มร่างสูงนอนนิ่งอยู่บนเตียงพร้อมกับข้อเท้าที่ถูกพันด้วยเฝือกอ่อนเอาไว้ คุณแม่ลูกสองนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่างไปไหน ดวงตากลมมองเขานิ่งแล้วย้อนคิดถึงเหตุการณ์ชวนตกใจที่เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่นาน ความจริงก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้ ช่วงเวลาที่กำลังจะเข้าไปในที่พักกลับโดนปิดปากจากทางด้านหลัง แล้วเอามีดจี้เอวให้ทำตามคำสั่ง สุดท้ายหล่อนก็ต้องเดินตามอีกฝ่ายเพื่อไปยังห้องรถยนต์ที่จอดเตรียมเอาไว้ ขึ้นข้างหลังก่อนนั่งไปตามทางที่ไม่คุ้นเคย มายังบ้านร้างไม่มีคนอยู่โดยไม่อาจเอ่ยค้านได้เพราะถูกปิดปากไว้ ไม่คุ้นหน้าคนที่พามาขังแต่เมื่อได้พูดคุยก็รู้ว่าเป็นน้องสาวที่ไม่เจอกันนาน นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร จนได้ทราบว่าอรสินีโกรธแค้นที่หล่อนมีชีวิตแสนสุข ต่างจากตัวเองที่ลำบากเป็นกระสอบทรายให้เสี่ยตัณหากลับซ้อมเพื่อแลกกับเงิน เธออยากพูดกับน้องสาวก็ไม่สามารถเปล่งคำใดออกมาได้เพราะถูกปิดปากไว้ โชคดีที่ธนนท์ปภพมาช่วยเอาไว้ แต่นึกไม่ถึงว่าน้องสาว
ตกดึกก็เข้ามานอนในห้องรับแขกเพราะขอแยกห้องกับเขาจนกว่าจะแต่งงาน คุณอวัชไม่ขัดทำให้ลูกชายขัดใจเป็นอย่างมาก จำต้องแยกห้องกับภรรยาจนนอนไม่หลับ ต้องมาเคาะห้องเธอกลางดึกแล้วหญิงสาวก็เปิดออกมาดู “นอนได้ไหม” แค่เปิดประตูออกมาก็เจอเขายืนทำตาปริบแล้วถามเหมือนเหงา รู้ทันทีว่าจุดประสงค์ของชายหนุ่มคืออะไร แต่เธอก็ยังอยากจะแกล้งเขา “นอนได้ค่ะ” “ให้พี่นอนเป็นเพื่อนไหม” จะเดินเข้ามาแต่ถูกเธอดันเอาไว้ก่อน “ไม่ค่ะ” ส่ายหน้าทันที “แต่พี่อยากนอนด้วยนี่น่า นอนคนเดียวมันเหงา...ขอพี่นอนด้วยคนนะครับ” เขาอ้อนหล่อนเหมือนเด็กทำให้ยิ่งเอ็นดูชายหนุ่มมากกว่าเดิม เขาอาจจะชินเพราะเรานอนด้วยกันมาหลายสัปดาห์ แม้ว่าอีกฝ่ายจะนอนที่พื้นก็ตาม “ไม่ค่ะ คุณรีบไปนอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปใส่บาตรอีก” รีบดันคนตัวสูงให้กลับไปนอนห้อง แต่เหมือนเขาจะไม่ยอม พรุ่งนี้คุณอวัชจะพาไปทำบุญที่วัดใกล้บ้านเพื่อต้อนรับสะใภ้และหลานชาย ไปกันทั้งครอบครัวโดยคีตภัทรจะรีบขับรถมาจากเมืองหลวงเพื่อร่วมทำบุญเช่นเดียวกัน แม้ว่าธนนท์ปภพจะไม่ได้ชวนก็ตาม
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปคนที่คุยสนุกก็เริ่มเงียบ ลำคอตั้งไม่ตรงคอยจะเอนไปทางนั้นทีทางนี้ที จนเขาต้องให้ลูกชายนอนบนตัก ขณะที่ภรรยาก็หลับเช่นเดียวกัน ดวงตาคมมองสองแม่ลูกด้วยความรักใคร่ ยิ้มเอ็นดูแล้วเลือกจะหลับตาลงเช่นเดียวกัน กลายเป็นการเดินทางกว่าสามชั่วโมงพวกเขาเข้าสู่ห้วงนิทรากันทั้งหมด พอถึงทางเข้าบ้านที่ทอดยาวเหมือนไม่สิ้นสุดก็ทำให้เด็กชายถึงกับมองตกตะลึง ลุ้นว่าเมื่อไหร่จะถึงบ้านสักทีจนต้องถามอีกรอบว่าเป็นบ้านจริงหรือเปล่า “เรามาบ้านใครเหรอครับ” “บ้านพ่อเอง เราจะไปเจอคุณปู่แล้วก็คุณอาทั้งสามของรวิ” ลูบหัวลูกชายที่ลืมตาตื่นก็ถามทันที เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างแล้วหันมาถามด้วยความดีใจ พอจะทราบแล้วว่าต้องมาเจอครอบครัวฝั่งบิดาแต่ไม่คิดว่าจะมาวันนี้ ซึ่งตนอยู่ในชุดขาวที่แสนจะภาคภูมิใจยามใส่เพราะมีแต่คนเอ่ยชื่นชมว่าหล่อเหลา “จริงเหรอครับ!” ตะโกนถามเสียงดังใบหน้าแย้มยิ้มด้วยความดีใจ เขาเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งเอ็นดูลูกชายมากกว่าเดิม พยักหน้าพร้อมกับชี้ให้ดูว่าตอนนี้มีคนมายืนรออยู่หน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวถึงกับกระโดดโล







