LOGINอัญชิสาพยายามทำตามคำสั่งของบุพการีทุกอย่างเพื่อจะได้เป็นลูกรักเหมือนน้องบ้าง แต่ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนกลับเหมือนว่าถูกผลักให้ห่างมากกว่าเดิม หล่อนจึงทำได้แค่ภาวนาให้ตัวเองได้รับความรักในสักวัน
“พี่หนึ่งพอจะติวให้อรได้ไหมคะ อรไม่ค่อยเก่งวิชาคณิตเท่าไหร่ไม่รู้ว่าจะชอบติดหรือเปล่า พี่หนึ่งช่วยอรหน่อยนะคะ” เข้ามานั่งในห้องรับแขกก็ถูกขนาบข้างด้วยหญิงสาวที่พยายามจะตีสนิท ทั้งที่ใบหน้าของเขานิ่งเฉยแววตาไม่รับแขก แต่ก็ยังตอบไปตามมารยาท
“ถ้าว่างนะครับ...” เจ้าของบ้านถึงกับนำน้ำมาเสิร์ฟเอง แต่เขากลับไม่เห็นหญิงสาวที่ตนมาส่งถึงบ้าน เธอไม่ได้ขึ้นไปชั้นบนแต่ได้ยินเสียงทำอาหารคาดว่าคงอยู่ในครัว ชายหนุ่มหยิบน้ำขึ้นจิบแก้กระหายแล้วตอบคำถามของคุณปวัต อนันต์เมษบ้าง
ทราบว่าครอบครัวนี้ทำโรงงานผลิตของใช้ตามออเดอร์ ซึ่งส่วนมากก็เป็นโรงแรมหรือบริษัทห้างร้านที่มาสั่งทำ ทว่าโรงแรมของเขามีโรงงานที่ใช้งานอยู่แล้ว จึงไม่ได้สนใจจะร่วมงานกับท่านแต่คุณปวัตรก็ยังพยายามจะบอกว่าอยากร่วมงานจนนึกรำคาญ
เขาอยากคุยกับอัญชิสามากกว่า...
“ผมขอเข้าห้องน้ำหน่อยนะครับ” สบโอกาสที่ดื่มน้ำจนหมดแก้วแสร้งทำทีเหมือนต้องการปลดทุกข์ จึงไม่มีใครรั้งเขาเอาไว้
“ทางนั้นเลยค่ะ” ผายมือไปยังห้องน้ำชั้นล่าง เขาจึงรีบลุกจากโซฟาแล้วเดินเข้าห้องน้ำทันที อรสินีเห็นอย่างนั้นก็ถูกมารดาสั่งให้ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าจะได้ดูสวยกว่านี้ ไม่ใช่สวมชุดนักเรียนเหมือนเด็กกะโปโลมารับแขก เจ้าตัวรีบทำตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว
ร่างสูงมองไปยังเจ้าของบ้านที่ไม่ได้สนใจตน ก่อนเลือกย่องเสียงเบาเข้าไปในครัว พบคนที่กำลังทำอาหารอย่างตั้งใจจนไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของเขาด้วยซ้ำ ธนนท์ปภพจึงไปหยุดยืนข้างเธอทำให้ร่างบางหันมามอง พอเห็นว่าเป็นใครก็กลับไปตั้งใจทำอาหารเหมือนเดิม
“ทำอะไรเหรอ” ไม่มีคำทักทายจากหล่อน
ทำให้รู้ทันทีว่าโดนโกรธเข้าให้แล้ว เห็นอย่างนั้นก็ตัดสินใจชวนคุย “อาหารเย็นค่ะ” ตอบเสียงแข็งพร้อมกับอาการไม่สบอารมณ์ที่มองออกง่ายดาย เขาเห็นอย่างนั้นก็กลัวว่าเธอจะโกรธจนไม่ยอมพูดคุยกันโดยดี คิดจะจับแขนเรียวแต่รู้ว่าไม่ควร
“โกรธพี่หรือเปล่า ทำไมทำหน้าบึ้งนักล่ะ” น้ำเสียงที่ถามอ่อนลงกว่าปกติ เธอพยายามไม่หันไปมองเขาแล้วเลือกจะทำอาหารอย่างเดียว ใบหน้าหวานเรียบสนิทต่างจากทุกครั้งที่มักจะยิ้มหวานให้กัน ทำให้เขาเริ่มทำตัวไม่ถูก
ไม่เคยต้องง้อใครมาก่อน จึงไม่รู้ว่ามันต้องทำอย่างไร
“มีอะไรให้โกรธด้วยเหรอคะ” ถามกลับเสียงแข็ง เขาจึงรู้ในทันทีว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้เธอหายโกรธแล้วกลับมาเป็นปกติโดยเร็วที่สุด
ต้องแข่งกับเวลาเพราะไม่รู้อรสินีจะเข้ามาตามเมื่อไหร่
“ขอโทษที่ไม่ได้บอก พี่แค่คิดว่ามันไม่ได้สำคัญเท่าไหร่ อย่าโกรธกันเลยนะ...” รู้ดีว่าเธอโกรธเรื่องที่เขาปิดบังฐานะของตัวเอง จึงเลือกจะเป็นฝ่ายเอ่ยขอโทษพร้อมขยับเข้าไปใกล้หล่อน แต่เหมือนว่าร่างบางจะไม่ยอมรับฟัง เธอทำเพียงไล่เขาออกห่างเพื่อจะได้ทำอาหารต่อ ไม่อย่างนั้นสมาธิคงกระเจิงกันพอดี
“ออกไปข้างนอกเถอะค่ะ อาหารเสร็จแล้ว” พูดจบก็เดินไปหยิบจานโดยปล่อยให้ชายหนุ่มมองตามก่อนถอนหายใจที่ไม่มีสิ่งใดเป็นดั่งใจเลย
สุดท้ายก็ต้องเดินออกมารอที่ห้องรับแขก คุยกับบิดาของหล่อนโดยมีอรสินีนั่งขนาบข้าง ถึงเวลาอาหารก็ย้ายมายังห้องทานข้าวซึ่งเธอนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม กินข้าวไม่พูดจนขณะที่เขาก็ถูกน้องสาวเธอตักอาหารใส่จานจนกินไม่ทันต้องบอกให้พอก่อน
อาหารฝีมือของหล่อนอร่อย แต่เหมือนว่าแม่ครัวเงียบเกินไปทั้งยังไม่มองหน้าเขา ทำให้ชายหนุ่มยิ่งกระวนกระวายมากกว่าเดิม
หันมาด่ากันยังดีซะกว่าเงียบแบบนี้...
กินข้าวจนอิ่มก็ตามด้วยของหวาน ก่อนที่อัญชิสาจะเป็นคนเก็บกวาดทุกอย่างทั้งยังล้างจานชามจึงหมดโอกาสจะออกมาร่ำลาเขา ถึงแม้ว่าร่างสูงจะชะเง้อมองเธอเท่าไหร่ สุดท้ายก็ต้องโบกมือลากับอรสินีที่เดินมาส่งถึงหน้าบ้าน
“ไว้มากินข้าวที่บ้านบ่อยๆ นะคะพี่หนึ่ง”
“ครับ” ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรจึงทำเพียงแค่รับคำแล้วขึ้นรถขับออกจากบ้านของเธออย่างรวดเร็ว แต่ไม่วายทิ้งสายตาเพื่อมองหาคนที่ตัวเองอยากเจอ แต่ดูเหมือนว่าหล่อนจะไม่ต้องการพบเขาเท่าไหร่ สุดท้ายชายหนุ่มทำได้เพียงแค่ถอดใจ
ไว้พรุ่งนี้ค่อยไปหาที่ห้องจัดเลี้ยงก็ได้ หญิงสาวยังคงทำงานอยู่ที่เดิมไม่หนีหายไปไหนหรอก
รถคันหรูแล่นลับไปแล้ว รอยยิ้มของอรสินีจึงลดลงก่อนเดินเข้าไปในบ้าน พบว่าพี่สาวเพิ่งล้างจานชามเสร็จก็ตรงเข้าไปถามไถ่เสียงแข็ง ไม่มีความเคารพเลยสักนิด ถูกเลี้ยงตามใจมาแต่เด็กจึงมองพี่สาวเป็นเหมือนคนรับใช้มากกว่าคนในครอบครัว
ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นแผลใจของหญิงสาวพอสมควร เมื่อก่อนเธอตั้งคำถามหลายต่อหลายครั้ง จนทราบความจริงว่าตนเป็นคนนอกจึงไม่คิดจะถามอีก เลือกจะทำทุกอย่างให้เป็นที่รัก นั่นคือทำตามคำสั่งของบุพการีทุกอย่าง
ถึงแม้ว่าตนจะไม่เต็มใจก็ตาม...
“พี่อัญ ไปรู้จักตอนไหนทำไมไม่เห็นบอกอรเลย แอบเก็บเงียบไว้คนเดียวคิดว่าอรจะแย่งเหรอ” เข้ามาถามเสียงแข็งใบหน้าบึ้งตึง มองหน้าพี่สาวแล้วก็นึกน้อยใจที่ไม่สวยเท่าอีกฝ่าย ผู้ชายที่เข้ามาต่างก็ใช้หล่อนเป็นสะพานเพื่อเข้าหาอัญชิสาทั้งนั้น
ธนนท์ปภพก็เข้าหาพี่สาวหล่อนเช่นเดียวกัน มองตาก็รู้ว่าเขาไม่ได้คิดแค่พี่น้อง ยิ่งทำให้เธอนึกอิจฉาคนตรงหน้ามากกว่าเดิม
“เปล่า พี่ก็เพิ่งรู้จักกับพี่หนึ่งไม่นาน...” พยายามตอบอย่างเป็นกลาง ไม่อยากหาเหาใส่หัวให้ตัวเองเพราะรู้ดีว่าน้องสาวต้องการอะไร
“เหอะ มีพี่อัต พี่เจมแล้วยังมาพี่หนึ่ง หลายใจจริงเลยนะพี่สาว” มือบางกำเข้าหากันแน่น พยายามผ่อนลมหายใจออกอย่างเชื่องช้า
“พี่เปล่า อย่าใส่ร้ายกันได้ไหม” เธอเป็นพี่และอายุมากกว่าจึงต้องควบคุมอารมณ์ไม่ให้สติแตก โดยเฉพาะกับน้องสาวที่พ่อแม่ตามใจทุกอย่าง ไม่ว่าจะถูกหรือผิดก็เข้าข้างน้องจนเธอกลายเป็นคนผิดอยู่ร่ำไป
“ใส่ร้ายอะไรก็เห็นอยู่ตำตา จะปฏิเสธเพื่ออะไร” เริ่มก้าวเข้ามาใกล้เหมือนต้องการจะหาเรื่อง เธอจึงก้าวถอยจนหลังชิดกับเคาท์เตอร์ครัว และก่อนที่จะมีเรื่องเกิดขึ้นคุณภัตติมา อนันต์เมษก็เดินเข้ามาขัดเสียก่อน
“อัญ มากับแม่หน่อย”
“ค่ะ” จูงมือบางออกจากห้องครัว ทำให้ลูกสาวที่กำลังจะหาเรื่องพี่มีท่าทีฮึดฮัดอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็เลือกจะยอมปล่อยไปก่อน
เรื่องของธนนท์ปภพเพิ่งเริ่มต้นขึ้น เธอไม่มีทางยอมแพ้เป็นอันขาด!
“พรุ่งนี้ไปกินข้าวกับคุณอาธีระหน่อยนะ พ่อจะคุยเรื่องงานกับเขาน่ะ” เดินมาที่ห้องรับแขกแล้วเริ่มพูดเรื่องสำคัญกับลูกสาว เหมือนเป็นเรื่องปกติที่ตนต้องไปรับประทานอาหารกับผู้ชายที่มารดาเลือก โดยที่ไม่สนใจว่าหล่อนเต็มใจหรือเปล่า
“แต่อัญ...” คิดจะปฏิเสธกลับถูกท่านจ้องนิ่งแล้วเกลี่ยกล่อมแกมบังคับ ซึ่งเธอไม่อาจปฏิเสธได้เลย
“ไปเถอะ ค่อยกลับพร้อมพ่อ”
“ค่ะ”
ปากอวบอิ่มเม้มเข้าหากันแน่น ไม่ได้พูดอะไรอีกนอกจากเดินขึ้นชั้นสองเพื่อพักผ่อน นั่งลงบนเตียงก็ปล่อยน้ำตาให้ไหลด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจในชะตาชีวิตของตัวเอง
แค่อยากได้ความรักจากคนในครอบครัว...มันยากมากเลยเหรอ
ชายหนุ่มลงมือรับประทานอาหารอย่างมีความสุข โดยไม่ยอมขยายความอีก เธอเห็นอย่างนั้นก็สงสัยมากกว่าเดิม หรี่ตามองเขาอย่างรู้ทันกลัวว่าอีกฝ่ายจะซื้อทองคำแท่งหรือสร้อยทองให้ตน แต่ถ้าตอบเพชรก็กลัวจะได้เครื่องเพชรชุดใหญ่อีก “แต่ไม่เอาซื้อทองให้นะคะ ไม่ต้องเลยนะ” พูดดักเขาไว้ ซึ่งร่างสูงก็ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่หรอกน่า...พี่ไม่ได้ซื้อทองให้หรอกแค่ถามเฉยๆ” ไม่รู้จะเชื่อใจเขาได้หรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ได้ถามต่อเพราะกำลังรับประทานอาหาร เมื่อกินจนอิ่มก็ต่อด้วยของหวานแล้วคิดจะเดินขึ้นห้องเพื่อเก็บเสื้อผ้า กลับถูกเขาคว้ามากอดเอวโดยที่ร่างสูงยังนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าคมจึงซุกที่หน้าท้องนูน จุมพิตด้วยความหมั่นเขี้ยว “อัญไปเก็บเสื้อผ้า...” “ให้แม่บ้านทำสิ อัญไม่ต้องทำ” เขาไม่ยอมให้เธอห่างกายด้วยซ้ำ ยิ่งภรรยาท้องก็ยิ่งหวงมากกว่าเดิม เธอดูน่ารักน่าใคร่สำหรับเขาเป็นอย่างมาก ยิ่งท้องก็ยิ่งดูสวยจนไม่อยากให้ใครมองด้วยซ้ำ “ทำได้ค่ะ เรื่องแค่นี้เองจะให้คนอื่นทำทำไมล่ะ” พูดแล้วก็อมยิ้มกับความช่างอ้อนของร่างสูงเหมือนเขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่รู้ตั
เพราะไม่รู้ว่าวันสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไหร่... “หายโกรธตั้งแต่เห็นพี่วิ่งมาช่วยอัญคนเดียวแล้ว อย่าทำอีกนะคะ...ไม่ทำแบบนี้แล้วได้ไหมสัญญากับอัญสิคะ ชีวิตของพี่มีค่าอย่าเอาไปเสี่ยงไม่ว่ากับเรื่องไหนก็ตาม” สบโอกาสก็รีบบอกเขาทันที ชายหนุ่มได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าแล้วโอบกอดเธอเอาไว้เช่นเดียวกัน เขาก้มลงหอมแก้มเธอด้วยความรักพร้อมพึมพำข้างหู “ครับ พี่ขอโทษ” เหมือนเธอจะยอมหมดทุกอย่าง ไม่มีการผลักออกจนเขาเริ่มได้ใจ “พี่สัญญากับอัญอีกอย่างสิ” “สัญญาเรื่อง...” เลิกคิ้วเชิงถาม แล้วเธอก็หันมามองเขาเช่นเดียวกัน หญิงสาวยกมือประคองใบหน้าคมเอาไว้ ดวงตาร้อนผ่าวเพียงแค่คิดว่าต้องจากกันอยู่คนละโลก รู้ดีว่าเป็นตนที่คิดมากไปเองแต่ก็ไม่อาจห้ามความคิดด้านลบได้ จนต้องโอบกอดเขาเพื่อย้ำกับตัวเองว่าชายหนุ่มยังอยู่ตรงนี้... “ห้ามตายก่อน ไม่ว่ายังไงก็ห้ามตายก่อนอัญเด็ดขาด ถ้าพี่ผิดคำพูดอัญจะโกรธพี่ตลอดชีวิต เจอกันชาติหน้าก็จะโกรธจริงด้วย” จ้องเขม็งจนเขานึกขันแต่ก็ไม่กล้าหัวเราะ กลัวว่าหญิงสาวจะโกนธจึงเลือกสัญญาเป็นมั่นเหมาะ เพราะอย่า
“อัญเห็นว่ายังไง จะให้กฎหมายจัดการหรือว่าให้พี่เป็นคนจัดการ” น้ำเสียงกับแววตาของเขาเด็ดขาดจนเธอนึกกังวลแทนน้องสาว แม้ว่าจะถูกอีกฝ่ายเกลียดแต่ก็เติบโตมาด้วยกัน จึงเลือกจะถามถึงวิธีของเขาแล้วชายหนุ่มก็บอกไปตามตรง “พี่จะทำยังไง” “พี่ไม่ชอบความยุ่งยาก พี่คงส่งเขาไปอยู่เกาะสักแห่งแล้วทำงานในเกาะไม่ให้ออกมาข้างนอกอีก มันอาจจะดูโหดร้ายแต่พี่ถนัดแบบนี้มากกว่า กฎหมายมันยาวนานน่ารำคาญเกินไป...แต่พี่ให้อัญตัดสินใจ” เพิ่งรู้ว่าเขามีโหมดโหดเหมือนกัน ตนลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกลัว ไม่รู้ว่าวันหนึ่งหากเรามีเรื่องเข้าใจผิดแล้วเลิกรากันไป เขาจะทำแบบนี้กับเธอหรือเปล่า... แต่เชื่อว่าชายหนุ่มไม่ใช่คนแบบนั้น เธอเห็นความอ่อนโยนในตัวเขาแล้วตนก็เชื่อมั่นในเรื่องของเราพอสมควร จึงตัดสินใจเลือกในให้เป็นไปตามวิถีของกฎหมาย ผิดอย่างไรก็ให้ศาลตัดสินซึ่งแน่นอนว่ามันคงกินเวลายาวนานพอสมควรอย่างที่เขากล่าว ชายหนุ่มคิดไว้แล้วว่าความผิดมีเท่าไหร่เขาจะเอาให้หนัก หล่อนจะไม่ได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกนานเลยล่ะ ทำกับเขาไม่เท่าไหร่ แต่มาทำกับผู้หญิงที่
๒๑ซาตานกลับใจ ณ ห้องพักระดับวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง หนุ่มร่างสูงนอนนิ่งอยู่บนเตียงพร้อมกับข้อเท้าที่ถูกพันด้วยเฝือกอ่อนเอาไว้ คุณแม่ลูกสองนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่างไปไหน ดวงตากลมมองเขานิ่งแล้วย้อนคิดถึงเหตุการณ์ชวนตกใจที่เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่นาน ความจริงก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้ ช่วงเวลาที่กำลังจะเข้าไปในที่พักกลับโดนปิดปากจากทางด้านหลัง แล้วเอามีดจี้เอวให้ทำตามคำสั่ง สุดท้ายหล่อนก็ต้องเดินตามอีกฝ่ายเพื่อไปยังห้องรถยนต์ที่จอดเตรียมเอาไว้ ขึ้นข้างหลังก่อนนั่งไปตามทางที่ไม่คุ้นเคย มายังบ้านร้างไม่มีคนอยู่โดยไม่อาจเอ่ยค้านได้เพราะถูกปิดปากไว้ ไม่คุ้นหน้าคนที่พามาขังแต่เมื่อได้พูดคุยก็รู้ว่าเป็นน้องสาวที่ไม่เจอกันนาน นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร จนได้ทราบว่าอรสินีโกรธแค้นที่หล่อนมีชีวิตแสนสุข ต่างจากตัวเองที่ลำบากเป็นกระสอบทรายให้เสี่ยตัณหากลับซ้อมเพื่อแลกกับเงิน เธออยากพูดกับน้องสาวก็ไม่สามารถเปล่งคำใดออกมาได้เพราะถูกปิดปากไว้ โชคดีที่ธนนท์ปภพมาช่วยเอาไว้ แต่นึกไม่ถึงว่าน้องสาว
ตกดึกก็เข้ามานอนในห้องรับแขกเพราะขอแยกห้องกับเขาจนกว่าจะแต่งงาน คุณอวัชไม่ขัดทำให้ลูกชายขัดใจเป็นอย่างมาก จำต้องแยกห้องกับภรรยาจนนอนไม่หลับ ต้องมาเคาะห้องเธอกลางดึกแล้วหญิงสาวก็เปิดออกมาดู “นอนได้ไหม” แค่เปิดประตูออกมาก็เจอเขายืนทำตาปริบแล้วถามเหมือนเหงา รู้ทันทีว่าจุดประสงค์ของชายหนุ่มคืออะไร แต่เธอก็ยังอยากจะแกล้งเขา “นอนได้ค่ะ” “ให้พี่นอนเป็นเพื่อนไหม” จะเดินเข้ามาแต่ถูกเธอดันเอาไว้ก่อน “ไม่ค่ะ” ส่ายหน้าทันที “แต่พี่อยากนอนด้วยนี่น่า นอนคนเดียวมันเหงา...ขอพี่นอนด้วยคนนะครับ” เขาอ้อนหล่อนเหมือนเด็กทำให้ยิ่งเอ็นดูชายหนุ่มมากกว่าเดิม เขาอาจจะชินเพราะเรานอนด้วยกันมาหลายสัปดาห์ แม้ว่าอีกฝ่ายจะนอนที่พื้นก็ตาม “ไม่ค่ะ คุณรีบไปนอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปใส่บาตรอีก” รีบดันคนตัวสูงให้กลับไปนอนห้อง แต่เหมือนเขาจะไม่ยอม พรุ่งนี้คุณอวัชจะพาไปทำบุญที่วัดใกล้บ้านเพื่อต้อนรับสะใภ้และหลานชาย ไปกันทั้งครอบครัวโดยคีตภัทรจะรีบขับรถมาจากเมืองหลวงเพื่อร่วมทำบุญเช่นเดียวกัน แม้ว่าธนนท์ปภพจะไม่ได้ชวนก็ตาม
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปคนที่คุยสนุกก็เริ่มเงียบ ลำคอตั้งไม่ตรงคอยจะเอนไปทางนั้นทีทางนี้ที จนเขาต้องให้ลูกชายนอนบนตัก ขณะที่ภรรยาก็หลับเช่นเดียวกัน ดวงตาคมมองสองแม่ลูกด้วยความรักใคร่ ยิ้มเอ็นดูแล้วเลือกจะหลับตาลงเช่นเดียวกัน กลายเป็นการเดินทางกว่าสามชั่วโมงพวกเขาเข้าสู่ห้วงนิทรากันทั้งหมด พอถึงทางเข้าบ้านที่ทอดยาวเหมือนไม่สิ้นสุดก็ทำให้เด็กชายถึงกับมองตกตะลึง ลุ้นว่าเมื่อไหร่จะถึงบ้านสักทีจนต้องถามอีกรอบว่าเป็นบ้านจริงหรือเปล่า “เรามาบ้านใครเหรอครับ” “บ้านพ่อเอง เราจะไปเจอคุณปู่แล้วก็คุณอาทั้งสามของรวิ” ลูบหัวลูกชายที่ลืมตาตื่นก็ถามทันที เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างแล้วหันมาถามด้วยความดีใจ พอจะทราบแล้วว่าต้องมาเจอครอบครัวฝั่งบิดาแต่ไม่คิดว่าจะมาวันนี้ ซึ่งตนอยู่ในชุดขาวที่แสนจะภาคภูมิใจยามใส่เพราะมีแต่คนเอ่ยชื่นชมว่าหล่อเหลา “จริงเหรอครับ!” ตะโกนถามเสียงดังใบหน้าแย้มยิ้มด้วยความดีใจ เขาเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งเอ็นดูลูกชายมากกว่าเดิม พยักหน้าพร้อมกับชี้ให้ดูว่าตอนนี้มีคนมายืนรออยู่หน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวถึงกับกระโดดโล







