เข้าสู่ระบบเขาชอบผู้หญิงผิวขาวแล้วที่คบมาส่วนใหญ่ก็ขาวทั้งนั้น...
“แต่ผู้หญิงที่มึงชอบนี่ขาวทั้งนั้นเลยนะ”
“มึงรู้เหรอกูชอบแบบไหน” เพื่อนซี้สบตาเป็นอันรู้กัน พอดีกับที่อาหารทยอยมาเสิร์ฟจึงหันไปสนใจมื้อเที่ยงแล้วหยิบตะเกียบพร้อมสำหรับรับประทานอาหาร ไตรเตชินกินด้วยความอร่อยแล้วพูดคุยกับคนที่ไม่ได้เจอกันนานนม
“ไม่รู้ เห็นควงแต่แหม่มนี่หว่า ไปอยู่ลอนดอนเป็นไงบ้างล่ะ เรียนก็เรียนเล่นก็เล่นเต็มที่เชียวนะมึง” ทราบข่าวจากเพื่อนอีกคนเพราะเห็นธนนท์ปภพควงสาวต่างชาติเข้าห้อง ซึ่งเป็นเรื่องปกติสำหรับพวกเขา หากไม่มีพันธะก็ยังสามารถสนุกสนานได้
อายุเท่านี้จะรีบมีแฟนไปไหน ไตรเตชินเองก็ครองโสดมาหลายปีแล้ว ส่วนใหญ่แค่คุยหรือตกลงขึ้นเตียงเท่านั้น
“ธรรมดาป่ะวะ คนเราก็ต้องผ่อนคลายบ้าง” ไหวไหล่เล็กน้อยแล้วเริ่มรับประทานอาหารเช่นเดียวกัน พวกเขาคุยกันอย่างออกรสไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ทำให้หนุ่มนักบริหารไม่เห็นว่ามีคนรู้จักนั่งทานข้าวอยู่ในร้านเดียวกัน
“ตรวจโรคบ้าง”
“กูป้องกันตลอด แล้วก็ตรวจสุขภาพประจำตรวจโรคทุกอย่าง...มึงอ่ะตรวจบ้าง” นึกหมั่นไส้ใตรเตชินจึงได้บอกคนที่ควงหญิงบ่อยไม่ต่างกัน เหมือนเก็บกดจากตอนเรียนมัธยมศึกษาที่เป็นชายล้วนแถมยังอยู่โรงเรียนประจำอีกต่างหาก
พอออกสู่โลกภายนอกทำให้พวกเขาค่อนข้างเปิดตัวเปิดใจพอสมควร...
“กูไม่เคยครับ บริสุทธิ์ผุดผ่อง...” ยังพยายามจะแย้งทั้งที่ความจริงตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ธนนท์ปภพส่ายหน้าระอากลั้วเสียงหัวเราะในลำคอ
“หึ ใครเชื่อก็ออกลูกเป็นควายล่ะ” ก่อนบทสนทนาจะเปลี่ยนเป็นเรื่องในอดีตที่หวนคิดถึงบ่อยครั้งก็ยังมีความสุขเสมอ สายตาของหนุ่มไร่เหลือบมองคู่ชายหญิงที่เดินออกจากร้าน อดไม่ได้ที่จะสะกิดเพื่อนเพราะฝ่ายหญิงสาวเด่นมาแต่ไกล ทำให้เขาต้องหันไปมองก่อนชะงักเมื่อเธอคือคนที่ตนคุ้นเคยเป็นอย่างดี
“คนนั้นแฟนกันเหรอวะ เสียดายผู้หญิงอย่างสวย” ท่าทีใกล้ชิดเพราะฝ่ายชายเข้ามาโอบไหล่หล่อนแล้วเดินออกจากร้านด้วยกันทำให้คิดไปในทางนั้น ปากหยักเม้มเข้าหากันแน่นกับความคิดที่เริ่มฟุ้งซ่านจนอยากเดินออกไปถามให้รู้แล้วรู้รอด
แต่ดูแล้วอาจจะเป็นคนรู้จักก็ได้...คงไม่ใช่อย่างที่เพื่อนเขาคิดหรอก
การไปรับประทานอาหารกับเพื่อนของพ่อจบลงแล้วพร้อมกับความรู้สึกขยะแขยงตัวเองที่ติดกลับมาด้วย เธอต้องอาบน้ำหลายรอบกว่าจะขจัดความรู้สึกเหล่านั้นออกไปจนหมดได้ ตัดสินใจไม่ไปทำงานเพราะไม่พร้อมเจอกับบุคคลที่เป็นถึงผู้บริหารระดับสูง เหมือนว่าเขาจะอยู่ไกลเกินกว่าจะเอื้อมถึง
อีกทั้งมีน้องสาวที่พยายามเข้ามาพูดเพื่อแย่งธนนท์ปภพจนเธอถอดใจ เรื่องของเรามันดูยากไปหมดจนเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ ทางที่ดีคือไม่ควรเริ่มต้นหล่อนจึงไม่อยากเจอหน้าเขาอีก แต่การจะให้ลาออกจากงานที่เป็นรายได้อีกช่องทางก็ดูไม่เข้าท่าเท่าไหร่
คิดไม่ตกว่าจะเอาอย่างไรกับชีวิตต่อจากนี้ เหมือนมันมืดแปดด้านจนสุดท้ายก็เลือกจะนอนหลับเพื่อให้ลืมทุกอย่าง
ก่อนตื่นมาแล้วพบความจริงว่าสุดท้ายก็ต้องเผชิญหน้ากับมันอยู่ดี โดยเฉพาะเมื่อถูกผู้เป็นพ่อไหว้วานบางสิ่งที่หล่อนไม่เต็มใจทำเลยสักนิด
“ช่วยพ่อหน่อยเถอะนะ เอาเรื่องนี้ไปคุยกับคุณหนึ่งเผื่อเขาจะช่วยเราบ้าง แค่ให้เขาเปลี่ยนมาใช้โรงงานที่บ้านของเราลูกทำได้ใช่ไหม” บ้านของเธอทำโรงงานของใช้ในโรงแรมซึ่งตอนนี้อยู่ในช่วงวิกฤตพอสมควร พนักงานลาออกไปกว่าครึ่งเพราะไม่สามารถจ่ายเงินเดือนได้ตามกำหนด กินระยะเวลามากว่าสองเดือนคนที่เหลือจึงไม่ทน พยายามกดดันผู้บริหารแต่คุณปวัตรก็หมดหนทางจะแก้ไขเพราะตอนนี้ก็กู้ธนาคารจนไม่มีเงินจ่ายคืน
ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปทุกอย่างคงพังทลาย ซึ่งท่านไม่อยากให้วันนั้นมาถึงจึงพยายามหาทางเอาตัวรอดสุดความสามารถ ใช้ความสวยของลูกสาวคนโตให้เป็นประโยชน์ด้วยการพาไปพูดคุยกับบรรดาชายหนุ่มที่ค่อนข้างมีฐานะ
เพื่อนของท่านก็เป็นหนึ่งในตัวเลือก แต่เหมือนว่ายังไม่เข้าตาเท่าไหร่ ตอนนี้มีอีกหนึ่งคนเข้ามาที่นอกจากจะฐานะดีแล้วยังมีอำนาจบารมีอีกต่างหาก ถ้าได้ดองกันก็ไม่ต้องพบความลำบาก จึงคาดหวังเป็นอย่างยิ่งให้ได้ดองกับธนนท์ปภพ
“แต่พ่อคะ...” คิดจะหลีกหนีให้ห่างจากเขาแต่เหมือนไม่มีสิ่งใดเป็นใจเลย บิดาเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอให้หล่อนช่วยพูดกับเขาเรื่องโรงงานแต่ตนก็ไม่อยากเข้าไปแทรกแซงการทำงานของอีกฝ่าย จึงค่อนข้างหนักใจพอสมควร
คิดจะปฏิเสธแต่ดูเหมือนว่าท่านจะไม่รับฟังกันบ้างเลย
“ช่วยพ่อหน่อยเถอะนะ” การอ้อนวอนของท่านทำให้เธอไม่สามารถเอ่ยคำใดออกไปได้นอกจากตอบตกลง เพราะความจริงก็อยากช่วยให้สถานการณ์ทางบ้านดีขึ้นเหมือนกัน หล่อนไม่อยากให้มันย่ำแย่มากไปกว่านี้แล้ว
“อัญจะพยายามค่ะ”
สุดท้ายก็เป็นหล่อนเหมือนเดิมที่ต้องช่วย ถึงไม่อยากให้ความสัมพันธ์ของเรามีเรื่องธุรกิจมาเกี่ยวข้อง แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังเลิกเรียนก็ต้องมาทำงานพาร์ทไทม์เรียกสมาธิให้ตัวเองเพื่องานจะได้ไม่เสียหาย หลังการแสดงเสร็จสิ้นก็มาเปลี่ยนเสื้อผ้าหลังเวทีพร้อมกับเดินมานั่งเหม่อลอยอยู่ตรงสวนของโรงแรม
คิดไม่ตกว่าควรทำอย่างไรกับชีวิตตอนนี้ หล่อนไม่อยากพูดเรื่องโรงงานของพ่อกับเขา เรายังไม่ได้เคลียร์กันเรื่องฐานะของชายหนุ่ม ซึ่งความจริงตนก็ไม่ได้โกรธเพียงแค่รู้สึกว่าเราอยู่ห่างกันออกไปเรื่อยๆ
ตนไม่เหมาะสมกับธนนท์ปภพ...
“ทำหน้าเครียดมาแต่ไกล มีอะไรหรือเปล่า” จมอยู่กับความคิดของตัวเองอยู่นานพอสมควร ก่อนสะดุ้งตัวโยนเมื่อได้ยินเสียงทุ้มที่คุ้นเคยเข้ามาใกล้ พอเงยหน้าขึ้นก็พบกับธนนท์ปภพที่ส่งยิ้มให้กันพอดีแต่เธอไม่ได้อยู่ในอารมณ์จะฝืนยิ้มตอบได้
ควรพูดเรื่องโรงงานของบิดากับเขาตอนนี้เลยหรือเปล่า คิดในใจอย่างกลัดกลุ้มแล้วเลือกปัดความฟุ้งซ่านเหล่านั้นทิ้ง ยืดเวลาออกไปอีกสักหน่อยเพราะไม่อยากโดนเขาเข้าใจผิดว่าเข้าหาเพราะผลประโยชน์ทั้งที่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น
“เรื่องเรียนน่ะค่ะ ใกล้จบแล้วอัญไม่รู้ว่าจะเอายังไงต่อกับชีวิตตัวเองดี” เหลือเวลาเพียงเดือนเดียวเท่านั้นเธอก็จะเรียนจบ โปรเจคที่ต้องส่งก่อนจบก็ทำเสร็จแล้ว เรื่องฝึกงานก็เช่นเดียวกัน เหลือเพียงเวลาแค่ไม่ถึงเดือนหล่อนก็จะได้วุฒิการศึกษาเพื่อใช้ในการสมัครงาน
แต่ไม่รู้ทำไมถึงไม่รู้สึกมีความสุขเลยสักนิด เธอกลัวว่าถ้าเรียนจบอาจถูกจับใส่ตะกร้าให้คนที่บิดาคิดว่าเหมาะสมก็เป็นได้
ชีวิตของหล่อนไม่ได้มีทางเลือกมากนักหรอก...
“เรียนต่อปริญญาตรีสิ หรือจะทำงานก่อนไหมล่ะ” เลือกจะเดินมานั่งฝั่งตรงข้ามกับเธอ จ้องใบหน้าสวยที่แววตาเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด จนเขานึกอยากพูดปลอบเพื่อเรียกรอยยิ้มเธอกลับคืนมาอีกครั้ง
ตอนที่เธอยิ้ม...เหมือนมีดอกไม้เบ่งบานในใจเขาด้วย
“คงทำงานก่อนค่ะ เก็บเงินส่งตัวเองเรียนไม่อยากรบกวนพ่อแม่” ความคิดของเธอทำให้เขายิ่งนับถือมากกว่าเดิม จ้องเธออยู่อย่างนั้นจนร่างบางเริ่มทำตัวไม่ถูก ยกมือขึ้นเอาผมทัดหูแล้วเสมองทางอื่น บรรยากาศระหว่างเราไม่ได้อึดอัดแต่เพราะเรื่องในใจที่เธอไม่อาจบอกเขาได้ ทำให้หญิงสาวนึกกังวลจนแสดงออกทางสีหน้า
ไม่เคยตกอยู่ในบรรยากาศแบบนี้ จึงค่อนข้างสับสนพอสมควรว่าตอนนี้ควรพูดอะไรออกไปหรือเปล่า แต่โชคดีที่อีกฝ่ายชวนคุยไม่ให้เงียบจนเกินไป
“เมื่อวานตอนเที่ยงไปไหนมาเหรอ” นึกย้อนไปถึงเมื่อวานแล้วก็นึกหงุดหงิดทุกครั้งยามถูกชายรุ่นพ่อลวนลาม
ชายหนุ่มลงมือรับประทานอาหารอย่างมีความสุข โดยไม่ยอมขยายความอีก เธอเห็นอย่างนั้นก็สงสัยมากกว่าเดิม หรี่ตามองเขาอย่างรู้ทันกลัวว่าอีกฝ่ายจะซื้อทองคำแท่งหรือสร้อยทองให้ตน แต่ถ้าตอบเพชรก็กลัวจะได้เครื่องเพชรชุดใหญ่อีก “แต่ไม่เอาซื้อทองให้นะคะ ไม่ต้องเลยนะ” พูดดักเขาไว้ ซึ่งร่างสูงก็ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่หรอกน่า...พี่ไม่ได้ซื้อทองให้หรอกแค่ถามเฉยๆ” ไม่รู้จะเชื่อใจเขาได้หรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ได้ถามต่อเพราะกำลังรับประทานอาหาร เมื่อกินจนอิ่มก็ต่อด้วยของหวานแล้วคิดจะเดินขึ้นห้องเพื่อเก็บเสื้อผ้า กลับถูกเขาคว้ามากอดเอวโดยที่ร่างสูงยังนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าคมจึงซุกที่หน้าท้องนูน จุมพิตด้วยความหมั่นเขี้ยว “อัญไปเก็บเสื้อผ้า...” “ให้แม่บ้านทำสิ อัญไม่ต้องทำ” เขาไม่ยอมให้เธอห่างกายด้วยซ้ำ ยิ่งภรรยาท้องก็ยิ่งหวงมากกว่าเดิม เธอดูน่ารักน่าใคร่สำหรับเขาเป็นอย่างมาก ยิ่งท้องก็ยิ่งดูสวยจนไม่อยากให้ใครมองด้วยซ้ำ “ทำได้ค่ะ เรื่องแค่นี้เองจะให้คนอื่นทำทำไมล่ะ” พูดแล้วก็อมยิ้มกับความช่างอ้อนของร่างสูงเหมือนเขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่รู้ตั
เพราะไม่รู้ว่าวันสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไหร่... “หายโกรธตั้งแต่เห็นพี่วิ่งมาช่วยอัญคนเดียวแล้ว อย่าทำอีกนะคะ...ไม่ทำแบบนี้แล้วได้ไหมสัญญากับอัญสิคะ ชีวิตของพี่มีค่าอย่าเอาไปเสี่ยงไม่ว่ากับเรื่องไหนก็ตาม” สบโอกาสก็รีบบอกเขาทันที ชายหนุ่มได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าแล้วโอบกอดเธอเอาไว้เช่นเดียวกัน เขาก้มลงหอมแก้มเธอด้วยความรักพร้อมพึมพำข้างหู “ครับ พี่ขอโทษ” เหมือนเธอจะยอมหมดทุกอย่าง ไม่มีการผลักออกจนเขาเริ่มได้ใจ “พี่สัญญากับอัญอีกอย่างสิ” “สัญญาเรื่อง...” เลิกคิ้วเชิงถาม แล้วเธอก็หันมามองเขาเช่นเดียวกัน หญิงสาวยกมือประคองใบหน้าคมเอาไว้ ดวงตาร้อนผ่าวเพียงแค่คิดว่าต้องจากกันอยู่คนละโลก รู้ดีว่าเป็นตนที่คิดมากไปเองแต่ก็ไม่อาจห้ามความคิดด้านลบได้ จนต้องโอบกอดเขาเพื่อย้ำกับตัวเองว่าชายหนุ่มยังอยู่ตรงนี้... “ห้ามตายก่อน ไม่ว่ายังไงก็ห้ามตายก่อนอัญเด็ดขาด ถ้าพี่ผิดคำพูดอัญจะโกรธพี่ตลอดชีวิต เจอกันชาติหน้าก็จะโกรธจริงด้วย” จ้องเขม็งจนเขานึกขันแต่ก็ไม่กล้าหัวเราะ กลัวว่าหญิงสาวจะโกนธจึงเลือกสัญญาเป็นมั่นเหมาะ เพราะอย่า
“อัญเห็นว่ายังไง จะให้กฎหมายจัดการหรือว่าให้พี่เป็นคนจัดการ” น้ำเสียงกับแววตาของเขาเด็ดขาดจนเธอนึกกังวลแทนน้องสาว แม้ว่าจะถูกอีกฝ่ายเกลียดแต่ก็เติบโตมาด้วยกัน จึงเลือกจะถามถึงวิธีของเขาแล้วชายหนุ่มก็บอกไปตามตรง “พี่จะทำยังไง” “พี่ไม่ชอบความยุ่งยาก พี่คงส่งเขาไปอยู่เกาะสักแห่งแล้วทำงานในเกาะไม่ให้ออกมาข้างนอกอีก มันอาจจะดูโหดร้ายแต่พี่ถนัดแบบนี้มากกว่า กฎหมายมันยาวนานน่ารำคาญเกินไป...แต่พี่ให้อัญตัดสินใจ” เพิ่งรู้ว่าเขามีโหมดโหดเหมือนกัน ตนลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกลัว ไม่รู้ว่าวันหนึ่งหากเรามีเรื่องเข้าใจผิดแล้วเลิกรากันไป เขาจะทำแบบนี้กับเธอหรือเปล่า... แต่เชื่อว่าชายหนุ่มไม่ใช่คนแบบนั้น เธอเห็นความอ่อนโยนในตัวเขาแล้วตนก็เชื่อมั่นในเรื่องของเราพอสมควร จึงตัดสินใจเลือกในให้เป็นไปตามวิถีของกฎหมาย ผิดอย่างไรก็ให้ศาลตัดสินซึ่งแน่นอนว่ามันคงกินเวลายาวนานพอสมควรอย่างที่เขากล่าว ชายหนุ่มคิดไว้แล้วว่าความผิดมีเท่าไหร่เขาจะเอาให้หนัก หล่อนจะไม่ได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกนานเลยล่ะ ทำกับเขาไม่เท่าไหร่ แต่มาทำกับผู้หญิงที่
๒๑ซาตานกลับใจ ณ ห้องพักระดับวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง หนุ่มร่างสูงนอนนิ่งอยู่บนเตียงพร้อมกับข้อเท้าที่ถูกพันด้วยเฝือกอ่อนเอาไว้ คุณแม่ลูกสองนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่างไปไหน ดวงตากลมมองเขานิ่งแล้วย้อนคิดถึงเหตุการณ์ชวนตกใจที่เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่นาน ความจริงก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้ ช่วงเวลาที่กำลังจะเข้าไปในที่พักกลับโดนปิดปากจากทางด้านหลัง แล้วเอามีดจี้เอวให้ทำตามคำสั่ง สุดท้ายหล่อนก็ต้องเดินตามอีกฝ่ายเพื่อไปยังห้องรถยนต์ที่จอดเตรียมเอาไว้ ขึ้นข้างหลังก่อนนั่งไปตามทางที่ไม่คุ้นเคย มายังบ้านร้างไม่มีคนอยู่โดยไม่อาจเอ่ยค้านได้เพราะถูกปิดปากไว้ ไม่คุ้นหน้าคนที่พามาขังแต่เมื่อได้พูดคุยก็รู้ว่าเป็นน้องสาวที่ไม่เจอกันนาน นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร จนได้ทราบว่าอรสินีโกรธแค้นที่หล่อนมีชีวิตแสนสุข ต่างจากตัวเองที่ลำบากเป็นกระสอบทรายให้เสี่ยตัณหากลับซ้อมเพื่อแลกกับเงิน เธออยากพูดกับน้องสาวก็ไม่สามารถเปล่งคำใดออกมาได้เพราะถูกปิดปากไว้ โชคดีที่ธนนท์ปภพมาช่วยเอาไว้ แต่นึกไม่ถึงว่าน้องสาว
ตกดึกก็เข้ามานอนในห้องรับแขกเพราะขอแยกห้องกับเขาจนกว่าจะแต่งงาน คุณอวัชไม่ขัดทำให้ลูกชายขัดใจเป็นอย่างมาก จำต้องแยกห้องกับภรรยาจนนอนไม่หลับ ต้องมาเคาะห้องเธอกลางดึกแล้วหญิงสาวก็เปิดออกมาดู “นอนได้ไหม” แค่เปิดประตูออกมาก็เจอเขายืนทำตาปริบแล้วถามเหมือนเหงา รู้ทันทีว่าจุดประสงค์ของชายหนุ่มคืออะไร แต่เธอก็ยังอยากจะแกล้งเขา “นอนได้ค่ะ” “ให้พี่นอนเป็นเพื่อนไหม” จะเดินเข้ามาแต่ถูกเธอดันเอาไว้ก่อน “ไม่ค่ะ” ส่ายหน้าทันที “แต่พี่อยากนอนด้วยนี่น่า นอนคนเดียวมันเหงา...ขอพี่นอนด้วยคนนะครับ” เขาอ้อนหล่อนเหมือนเด็กทำให้ยิ่งเอ็นดูชายหนุ่มมากกว่าเดิม เขาอาจจะชินเพราะเรานอนด้วยกันมาหลายสัปดาห์ แม้ว่าอีกฝ่ายจะนอนที่พื้นก็ตาม “ไม่ค่ะ คุณรีบไปนอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปใส่บาตรอีก” รีบดันคนตัวสูงให้กลับไปนอนห้อง แต่เหมือนเขาจะไม่ยอม พรุ่งนี้คุณอวัชจะพาไปทำบุญที่วัดใกล้บ้านเพื่อต้อนรับสะใภ้และหลานชาย ไปกันทั้งครอบครัวโดยคีตภัทรจะรีบขับรถมาจากเมืองหลวงเพื่อร่วมทำบุญเช่นเดียวกัน แม้ว่าธนนท์ปภพจะไม่ได้ชวนก็ตาม
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปคนที่คุยสนุกก็เริ่มเงียบ ลำคอตั้งไม่ตรงคอยจะเอนไปทางนั้นทีทางนี้ที จนเขาต้องให้ลูกชายนอนบนตัก ขณะที่ภรรยาก็หลับเช่นเดียวกัน ดวงตาคมมองสองแม่ลูกด้วยความรักใคร่ ยิ้มเอ็นดูแล้วเลือกจะหลับตาลงเช่นเดียวกัน กลายเป็นการเดินทางกว่าสามชั่วโมงพวกเขาเข้าสู่ห้วงนิทรากันทั้งหมด พอถึงทางเข้าบ้านที่ทอดยาวเหมือนไม่สิ้นสุดก็ทำให้เด็กชายถึงกับมองตกตะลึง ลุ้นว่าเมื่อไหร่จะถึงบ้านสักทีจนต้องถามอีกรอบว่าเป็นบ้านจริงหรือเปล่า “เรามาบ้านใครเหรอครับ” “บ้านพ่อเอง เราจะไปเจอคุณปู่แล้วก็คุณอาทั้งสามของรวิ” ลูบหัวลูกชายที่ลืมตาตื่นก็ถามทันที เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างแล้วหันมาถามด้วยความดีใจ พอจะทราบแล้วว่าต้องมาเจอครอบครัวฝั่งบิดาแต่ไม่คิดว่าจะมาวันนี้ ซึ่งตนอยู่ในชุดขาวที่แสนจะภาคภูมิใจยามใส่เพราะมีแต่คนเอ่ยชื่นชมว่าหล่อเหลา “จริงเหรอครับ!” ตะโกนถามเสียงดังใบหน้าแย้มยิ้มด้วยความดีใจ เขาเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งเอ็นดูลูกชายมากกว่าเดิม พยักหน้าพร้อมกับชี้ให้ดูว่าตอนนี้มีคนมายืนรออยู่หน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวถึงกับกระโดดโล







