Se connecterหนึ่งชั่วโมงผ่านไปคนที่คุยสนุกก็เริ่มเงียบ ลำคอตั้งไม่ตรงคอยจะเอนไปทางนั้นทีทางนี้ที จนเขาต้องให้ลูกชายนอนบนตัก ขณะที่ภรรยาก็หลับเช่นเดียวกัน ดวงตาคมมองสองแม่ลูกด้วยความรักใคร่ ยิ้มเอ็นดูแล้วเลือกจะหลับตาลงเช่นเดียวกัน
กลายเป็นการเดินทางกว่าสามชั่วโมงพวกเขาเข้าสู่ห้วงนิทรากันทั้งหมด พอถึงทางเข้าบ้านที่ทอดยาวเหมือนไม่สิ้นสุดก็ทำให้เด็กชายถึงกับมองตกตะลึง ลุ้นว่าเมื่อไหร่จะถึงบ้านสักทีจนต้องถามอีกรอบว่าเป็นบ้านจริงหรือเปล่า
“เรามาบ้านใครเหรอครับ”
“บ้านพ่อเอง เราจะไปเจอคุณปู่แล้วก็คุณอาทั้งสามของรวิ” ลูบหัวลูกชายที่ลืมตาตื่นก็ถามทันที เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างแล้วหันมาถามด้วยความดีใจ พอจะทราบแล้วว่าต้องมาเจอครอบครัวฝั่งบิดาแต่ไม่คิดว่าจะมาวันนี้ ซึ่งตนอยู่ในชุดขาวที่แสนจะภาคภูมิใจยามใส่เพราะมีแต่คนเอ่ยชื่นชมว่าหล่อเหลา
“จริงเหรอครับ!”
ตะโกนถามเสียงดังใบหน้าแย้มยิ้มด้วยความดีใจ เขาเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งเอ็นดูลูกชายมากกว่าเดิม พยักหน้าพร้อมกับชี้ให้ดูว่าตอนนี้มีคนมายืนรออยู่หน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวถึงกับกระโดดโลดเต้นมีความสุข
“จริงสิ...นั่นไงยืนรออยู่หน้าบ้านแล้ว” พูดจบรถยนต์ก็จอดลงที่หน้ามุข พร้อมการรอคอยของคนที่บ้านซึ่งยินเรียงรายอยากเห็นหน้าหลานชาย
“มากันแล้วๆ” เสียงของมนัสกรเอ่ยดังฟังชัด
อัญชิสายังคงเขินอายกับสายตาที่จ้องมาเหมือนเดิม เธอลงจากรถเป็นคนแรกก่อนยกมือไหว้บิดาของเขา พร้อมกับทักทายบรรดาน้องชายน้องสาว ก่อนรวิกานต์จะลงจากรถแล้วปิดท้ายด้วยร่างสูงที่ถูกเมินชัดเจน ทุกความสนใจพุ่งตรงไปยังพี่สะใภ้และหลานชาย
โดยเฉพาะรวิกานต์ที่หน้าตาหล่อเหลาแถมยังผิวขาวอีกต่างหาก ต่างจากคนเป็นพ่อที่ผิวสีเข้มจากการเล่นกีฬากลางแจ้ง ผิวของเด็กชายได้แม่มาหมด ใบหน้าก็เป็นการผสมผสานระหว่างพ่อแม่อย่างลงตัว ดูดีจนคุณอาทั้งสามนึกเอ็นดู แต่ที่ทำให้ยิ้มมากกว่าเดิมคือนิสัยอ่อนน้อมถ่อมตนจากการถูกสอนมาอย่างดี
“สวัสดีครับ ผมชื่อรวิครับ” ยืนตัวตรงแล้วยกมือไหว้ตามที่คุณครูสอน สร้างความเอ็นดูให้คนที่บ้านเพิ่มเป็นเท่าตัว โดยเฉพาะคุณปู่ที่ยิ้มแก้มปริ ไม่คิดว่ามีหลานทั้งทีจะโตขนาดนี้ ไหนจะอีกคนในท้องซึ่งกำลังจะคลอดในไม่กี่เดือนข้างหน้า
ไม่มีใครมีความสุขเท่าท่านแล้ว...
“อาสองนะครับ” โบกมือแล้วแนะนำตัวกับหลานชาย
“อาสามครับ” มนัสกรเอ่ยบ้าง ยิ้มให้เด็กน้อยพร้อมชนหมัดกับอีกว่ายเหมือนเป็นการทักทายตามประสาเด็กยุคใหม่
“อาเล็กค่ะ” หทัยวารินพูดเป็นคนสุดท้าย ความน่ารักของคุณอาผู้หญิงทำให้หลานชายถึงกับยิ้มเขิน ก่อนจะทวนชื่อแต่ละคนอีกครั้งเพื่อให้มั่นใจว่าตัวเองเรียกไม่ผิด ต่อจากนี้จะเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว แค่คิดหัวใจก็พองโตขึ้นมาทันที
“สวัสดีครับอาสอง อาสาม อาเล็ก” คนที่ถูกเรียกชื่อถึงกับยิ้มหน้าบาน มีความสุขที่ได้พบหลานชายคนแรกของบ้าน
“ไหนมาให้ปู่กอดหน่อยสิ” อ้าแขนกว้างเมื่อเห็นว่ารวิกานต์ทักทายกับคนอื่นหมดแล้ว เหลือเพียงแค่ท่านคนเดียวยังไม่ได้เอ่ยทัก จึงย่อตัวลงมาเพื่อขอกอดแล้วดูเหมือนเด็กชายจะเต็มใจเป็นอย่างยิ่ง เดินแก้มวิ่งเข้าไปหาท่าน
“ครับ!”
นอกจากกอดแล้วยังอุ้มหลานชายคนแรกด้วยความภาคภูมิใจ มอบที่ดินกว่าสิบไร่และกำลังสร้างบ้านพักสำหรับรวิกานต์โดยเฉพาะ เป็นของขวัญต้อนรับเข้าบ้านซึ่งทุกคนก็เห็นพ้องต้องกัน มอบบ้านหลังน้อยในการพักผ่อนให้หลานชาย
“พูดเสียงดังฟังชัด หน้าตาก็หล่อเหมือนปู่...” มองใบหน้าแล้วเอ่ยชม ทำให้มนัสกรที่ยืนฟังรีบแก้ไขคำพูดของคุณอวัชรวดเร็ว
“โห ต้องหล่อเหมือนพี่หนึ่งสิครับพ่อ”
“หนึ่งไม่หล่อ พ่อหล่อกว่า...รวิอยากเหมือนใคร ปู่หรือพ่อ” ตอบลูกชายเสร็จก็หันมาถามหลาน เจ้าตัวถึงกับนิ่งค้างแล้วทำหน้านิ่งเหมือนใช้ความคิด ไม่นานก็ตอบเสียงดังฟังชัดไม่ยอมเลือกกลัวว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะน้อยใจ
ขอเหมือนทั้งสองเลยดีกว่า!
“อยากเหมือนทั้งปู่ทั้งพ่อเลยครับ” คนฟังหัวเราะร่วนมีความสุข
“ฮ่าๆ อยู่เป็นนะเรา เข้าไปข้างในกันเถอะปู่ให้คนเตรียมกับข้าวไว้เยอะเลย ถือเป็นการต้อนรับลูกสะใภ้กับหลาน ไว้คลอดเมื่อไหร่ค่อยคิดเรื่องแต่งงานนะ”
“ครับพ่อ”
พูดคุยกันอย่างสนุกสนานก็พากันเดินเข้าไปในบ้าน คุณปู่ไม่ยอมห่างหลานชายขณะที่หทัยวารินก็เดินกอดแขนพี่สะใภ้แล้วชวนคุยอย่างออกรส ครอบครัวกลับมามีเสียงหัวเราะเมื่อคนทั้งสองเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ พี่ชายหน้าขรึมแววตากุก็อ่อนโยนขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
การมาของอัญชิสาสร้างความสุขให้พวกตนเป็นอย่างมาก...
“ท้องใหญ่ขึ้นกว่าเดิมอีกนะคะพี่อัญ” หันมองแล้วอดไม่ได้ที่จะทัก ได้ยินอย่างนั้นเจ้าตัวก็ยกมือลูบท้องแล้วพูดคุยกับอีกฝ่ายโดยมีรอยยิ้มแต้มมุมปากอยู่เสมอ
“เข้าเดือนที่ห้าแล้วค่ะ คิดว่าน่าจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ”
“พี่หนึ่งดูแลพี่อัญดีใช่ไหมคะ ถ้าไม่ดีบอกเล็กเลยนะเดี๋ยวจัดการพี่ชายให้เองค่ะ” พูดแล้วก็ชะโงกหน้าไปมองพี่ชายเหมือนต้องการคาดโทษ เขาเห็นอย่างนั้นก็พยายามจะพูดแก้ตัวว่าไม่มีทางทำหล่อนเสียใจอย่างแน่นอน กลับถูกแม่ของลูกพูดขึ้นเสียก่อน
“พี่คิดว่า...พี่จัดการได้ค่ะ” น้องสาวถึงกับยิ้มกว้างแล้วหัวเราะเสียงดังเมื่อได้ยินเช่นนั้น
จากการที่สามารถทำให้ธนนท์ปภพลางานแล้วไปเสิร์ฟอาหารได้ พี่สะใภ้ของหล่อนก็ไม่ใช่เล่นแล้ว ทำเอาพี่ชายผู้ไม่เคยยอมลงให้ใครลงให้ได้ขนาดนี้
“เยี่ยมไปเลยค่ะพี่สะใภ้” ยกนิ้วชื่นชมแล้วเดินกอดแขนอีกฝ่ายเข้ามาในบ้าน
การต้อนรับสะใภ้ใหญ่และหลานชายคนแรกเต็มไปด้วยความสุข อาหารเต็มโต๊ะแล้วยังมีของขวัญมากมาย เด็กชายแกะออกมาก็ร้องดีใจยกใหญ่สร้างบรรยากาศสุขสันต์ให้คนที่บ้าน ใบหน้าประดับรอยยิ้มกันทุกคน โดยที่อัญชิสาก็มองภาพแห่งความสุขด้วยหัวใจอิ่มเอม
ดีใจเหลือเกินที่ได้เข้ามาอยู่ในครอบครัวนี้...
ชายหนุ่มลงมือรับประทานอาหารอย่างมีความสุข โดยไม่ยอมขยายความอีก เธอเห็นอย่างนั้นก็สงสัยมากกว่าเดิม หรี่ตามองเขาอย่างรู้ทันกลัวว่าอีกฝ่ายจะซื้อทองคำแท่งหรือสร้อยทองให้ตน แต่ถ้าตอบเพชรก็กลัวจะได้เครื่องเพชรชุดใหญ่อีก “แต่ไม่เอาซื้อทองให้นะคะ ไม่ต้องเลยนะ” พูดดักเขาไว้ ซึ่งร่างสูงก็ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่หรอกน่า...พี่ไม่ได้ซื้อทองให้หรอกแค่ถามเฉยๆ” ไม่รู้จะเชื่อใจเขาได้หรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ได้ถามต่อเพราะกำลังรับประทานอาหาร เมื่อกินจนอิ่มก็ต่อด้วยของหวานแล้วคิดจะเดินขึ้นห้องเพื่อเก็บเสื้อผ้า กลับถูกเขาคว้ามากอดเอวโดยที่ร่างสูงยังนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าคมจึงซุกที่หน้าท้องนูน จุมพิตด้วยความหมั่นเขี้ยว “อัญไปเก็บเสื้อผ้า...” “ให้แม่บ้านทำสิ อัญไม่ต้องทำ” เขาไม่ยอมให้เธอห่างกายด้วยซ้ำ ยิ่งภรรยาท้องก็ยิ่งหวงมากกว่าเดิม เธอดูน่ารักน่าใคร่สำหรับเขาเป็นอย่างมาก ยิ่งท้องก็ยิ่งดูสวยจนไม่อยากให้ใครมองด้วยซ้ำ “ทำได้ค่ะ เรื่องแค่นี้เองจะให้คนอื่นทำทำไมล่ะ” พูดแล้วก็อมยิ้มกับความช่างอ้อนของร่างสูงเหมือนเขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่รู้ตั
เพราะไม่รู้ว่าวันสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไหร่... “หายโกรธตั้งแต่เห็นพี่วิ่งมาช่วยอัญคนเดียวแล้ว อย่าทำอีกนะคะ...ไม่ทำแบบนี้แล้วได้ไหมสัญญากับอัญสิคะ ชีวิตของพี่มีค่าอย่าเอาไปเสี่ยงไม่ว่ากับเรื่องไหนก็ตาม” สบโอกาสก็รีบบอกเขาทันที ชายหนุ่มได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าแล้วโอบกอดเธอเอาไว้เช่นเดียวกัน เขาก้มลงหอมแก้มเธอด้วยความรักพร้อมพึมพำข้างหู “ครับ พี่ขอโทษ” เหมือนเธอจะยอมหมดทุกอย่าง ไม่มีการผลักออกจนเขาเริ่มได้ใจ “พี่สัญญากับอัญอีกอย่างสิ” “สัญญาเรื่อง...” เลิกคิ้วเชิงถาม แล้วเธอก็หันมามองเขาเช่นเดียวกัน หญิงสาวยกมือประคองใบหน้าคมเอาไว้ ดวงตาร้อนผ่าวเพียงแค่คิดว่าต้องจากกันอยู่คนละโลก รู้ดีว่าเป็นตนที่คิดมากไปเองแต่ก็ไม่อาจห้ามความคิดด้านลบได้ จนต้องโอบกอดเขาเพื่อย้ำกับตัวเองว่าชายหนุ่มยังอยู่ตรงนี้... “ห้ามตายก่อน ไม่ว่ายังไงก็ห้ามตายก่อนอัญเด็ดขาด ถ้าพี่ผิดคำพูดอัญจะโกรธพี่ตลอดชีวิต เจอกันชาติหน้าก็จะโกรธจริงด้วย” จ้องเขม็งจนเขานึกขันแต่ก็ไม่กล้าหัวเราะ กลัวว่าหญิงสาวจะโกนธจึงเลือกสัญญาเป็นมั่นเหมาะ เพราะอย่า
“อัญเห็นว่ายังไง จะให้กฎหมายจัดการหรือว่าให้พี่เป็นคนจัดการ” น้ำเสียงกับแววตาของเขาเด็ดขาดจนเธอนึกกังวลแทนน้องสาว แม้ว่าจะถูกอีกฝ่ายเกลียดแต่ก็เติบโตมาด้วยกัน จึงเลือกจะถามถึงวิธีของเขาแล้วชายหนุ่มก็บอกไปตามตรง “พี่จะทำยังไง” “พี่ไม่ชอบความยุ่งยาก พี่คงส่งเขาไปอยู่เกาะสักแห่งแล้วทำงานในเกาะไม่ให้ออกมาข้างนอกอีก มันอาจจะดูโหดร้ายแต่พี่ถนัดแบบนี้มากกว่า กฎหมายมันยาวนานน่ารำคาญเกินไป...แต่พี่ให้อัญตัดสินใจ” เพิ่งรู้ว่าเขามีโหมดโหดเหมือนกัน ตนลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกลัว ไม่รู้ว่าวันหนึ่งหากเรามีเรื่องเข้าใจผิดแล้วเลิกรากันไป เขาจะทำแบบนี้กับเธอหรือเปล่า... แต่เชื่อว่าชายหนุ่มไม่ใช่คนแบบนั้น เธอเห็นความอ่อนโยนในตัวเขาแล้วตนก็เชื่อมั่นในเรื่องของเราพอสมควร จึงตัดสินใจเลือกในให้เป็นไปตามวิถีของกฎหมาย ผิดอย่างไรก็ให้ศาลตัดสินซึ่งแน่นอนว่ามันคงกินเวลายาวนานพอสมควรอย่างที่เขากล่าว ชายหนุ่มคิดไว้แล้วว่าความผิดมีเท่าไหร่เขาจะเอาให้หนัก หล่อนจะไม่ได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกนานเลยล่ะ ทำกับเขาไม่เท่าไหร่ แต่มาทำกับผู้หญิงที่
๒๑ซาตานกลับใจ ณ ห้องพักระดับวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง หนุ่มร่างสูงนอนนิ่งอยู่บนเตียงพร้อมกับข้อเท้าที่ถูกพันด้วยเฝือกอ่อนเอาไว้ คุณแม่ลูกสองนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่างไปไหน ดวงตากลมมองเขานิ่งแล้วย้อนคิดถึงเหตุการณ์ชวนตกใจที่เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่นาน ความจริงก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้ ช่วงเวลาที่กำลังจะเข้าไปในที่พักกลับโดนปิดปากจากทางด้านหลัง แล้วเอามีดจี้เอวให้ทำตามคำสั่ง สุดท้ายหล่อนก็ต้องเดินตามอีกฝ่ายเพื่อไปยังห้องรถยนต์ที่จอดเตรียมเอาไว้ ขึ้นข้างหลังก่อนนั่งไปตามทางที่ไม่คุ้นเคย มายังบ้านร้างไม่มีคนอยู่โดยไม่อาจเอ่ยค้านได้เพราะถูกปิดปากไว้ ไม่คุ้นหน้าคนที่พามาขังแต่เมื่อได้พูดคุยก็รู้ว่าเป็นน้องสาวที่ไม่เจอกันนาน นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร จนได้ทราบว่าอรสินีโกรธแค้นที่หล่อนมีชีวิตแสนสุข ต่างจากตัวเองที่ลำบากเป็นกระสอบทรายให้เสี่ยตัณหากลับซ้อมเพื่อแลกกับเงิน เธออยากพูดกับน้องสาวก็ไม่สามารถเปล่งคำใดออกมาได้เพราะถูกปิดปากไว้ โชคดีที่ธนนท์ปภพมาช่วยเอาไว้ แต่นึกไม่ถึงว่าน้องสาว
ตกดึกก็เข้ามานอนในห้องรับแขกเพราะขอแยกห้องกับเขาจนกว่าจะแต่งงาน คุณอวัชไม่ขัดทำให้ลูกชายขัดใจเป็นอย่างมาก จำต้องแยกห้องกับภรรยาจนนอนไม่หลับ ต้องมาเคาะห้องเธอกลางดึกแล้วหญิงสาวก็เปิดออกมาดู “นอนได้ไหม” แค่เปิดประตูออกมาก็เจอเขายืนทำตาปริบแล้วถามเหมือนเหงา รู้ทันทีว่าจุดประสงค์ของชายหนุ่มคืออะไร แต่เธอก็ยังอยากจะแกล้งเขา “นอนได้ค่ะ” “ให้พี่นอนเป็นเพื่อนไหม” จะเดินเข้ามาแต่ถูกเธอดันเอาไว้ก่อน “ไม่ค่ะ” ส่ายหน้าทันที “แต่พี่อยากนอนด้วยนี่น่า นอนคนเดียวมันเหงา...ขอพี่นอนด้วยคนนะครับ” เขาอ้อนหล่อนเหมือนเด็กทำให้ยิ่งเอ็นดูชายหนุ่มมากกว่าเดิม เขาอาจจะชินเพราะเรานอนด้วยกันมาหลายสัปดาห์ แม้ว่าอีกฝ่ายจะนอนที่พื้นก็ตาม “ไม่ค่ะ คุณรีบไปนอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปใส่บาตรอีก” รีบดันคนตัวสูงให้กลับไปนอนห้อง แต่เหมือนเขาจะไม่ยอม พรุ่งนี้คุณอวัชจะพาไปทำบุญที่วัดใกล้บ้านเพื่อต้อนรับสะใภ้และหลานชาย ไปกันทั้งครอบครัวโดยคีตภัทรจะรีบขับรถมาจากเมืองหลวงเพื่อร่วมทำบุญเช่นเดียวกัน แม้ว่าธนนท์ปภพจะไม่ได้ชวนก็ตาม
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปคนที่คุยสนุกก็เริ่มเงียบ ลำคอตั้งไม่ตรงคอยจะเอนไปทางนั้นทีทางนี้ที จนเขาต้องให้ลูกชายนอนบนตัก ขณะที่ภรรยาก็หลับเช่นเดียวกัน ดวงตาคมมองสองแม่ลูกด้วยความรักใคร่ ยิ้มเอ็นดูแล้วเลือกจะหลับตาลงเช่นเดียวกัน กลายเป็นการเดินทางกว่าสามชั่วโมงพวกเขาเข้าสู่ห้วงนิทรากันทั้งหมด พอถึงทางเข้าบ้านที่ทอดยาวเหมือนไม่สิ้นสุดก็ทำให้เด็กชายถึงกับมองตกตะลึง ลุ้นว่าเมื่อไหร่จะถึงบ้านสักทีจนต้องถามอีกรอบว่าเป็นบ้านจริงหรือเปล่า “เรามาบ้านใครเหรอครับ” “บ้านพ่อเอง เราจะไปเจอคุณปู่แล้วก็คุณอาทั้งสามของรวิ” ลูบหัวลูกชายที่ลืมตาตื่นก็ถามทันที เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างแล้วหันมาถามด้วยความดีใจ พอจะทราบแล้วว่าต้องมาเจอครอบครัวฝั่งบิดาแต่ไม่คิดว่าจะมาวันนี้ ซึ่งตนอยู่ในชุดขาวที่แสนจะภาคภูมิใจยามใส่เพราะมีแต่คนเอ่ยชื่นชมว่าหล่อเหลา “จริงเหรอครับ!” ตะโกนถามเสียงดังใบหน้าแย้มยิ้มด้วยความดีใจ เขาเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งเอ็นดูลูกชายมากกว่าเดิม พยักหน้าพร้อมกับชี้ให้ดูว่าตอนนี้มีคนมายืนรออยู่หน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวถึงกับกระโดดโล







