LOGINชายหนุ่มลงมือรับประทานอาหารอย่างมีความสุข โดยไม่ยอมขยายความอีก เธอเห็นอย่างนั้นก็สงสัยมากกว่าเดิม หรี่ตามองเขาอย่างรู้ทันกลัวว่าอีกฝ่ายจะซื้อทองคำแท่งหรือสร้อยทองให้ตน แต่ถ้าตอบเพชรก็กลัวจะได้เครื่องเพชรชุดใหญ่อีก
“แต่ไม่เอาซื้อทองให้นะคะ ไม่ต้องเลยนะ” พูดดักเขาไว้ ซึ่งร่างสูงก็ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว
“ไม่หรอกน่า...พี่ไม่ได้ซื้อทองให้หรอกแค่ถามเฉยๆ” ไม่รู้จะเชื่อใจเขาได้หรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ได้ถามต่อเพราะกำลังรับประทานอาหาร เมื่อกินจนอิ่มก็ต่อด้วยของหวานแล้วคิดจะเดินขึ้นห้องเพื่อเก็บเสื้อผ้า กลับถูกเขาคว้ามากอดเอวโดยที่ร่างสูงยังนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าคมจึงซุกที่หน้าท้องนูน จุมพิตด้วยความหมั่นเขี้ยว
“อัญไปเก็บเสื้อผ้า...”
“ให้แม่บ้านทำสิ อัญไม่ต้องทำ” เขาไม่ยอมให้เธอห่างกายด้วยซ้ำ ยิ่งภรรยาท้องก็ยิ่งหวงมากกว่าเดิม เธอดูน่ารักน่าใคร่สำหรับเขาเป็นอย่างมาก ยิ่งท้องก็ยิ่งดูสวยจนไม่อยากให้ใครมองด้วยซ้ำ
“ทำได้ค่ะ เรื่องแค่นี้เองจะให้คนอื่นทำทำไมล่ะ” พูดแล้วก็อมยิ้มกับความช่างอ้อนของร่างสูง
เหมือนเขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ธนนท์ปภพกลายเป็นคนขี้อ้อน หล่อนเห็นแล้วก็นึกหมั่นเขี้ยวจนอดไม่ได้จะหยิกแก้มสากจนเขาต้องเงยหน้ามอง
“พี่อยากอยู่กับอัญนี่น่า ไม่อยากให้อัญไปทำอย่างอื่นเลยนอกจากอยู่กับพี่อย่างเดียว” พูดจบก็กอดเธอแน่นแล้วหยอกล้อกับลูกสาวในท้อง เธอเห็นอย่างนั้นก็หัวเราะพลางพูดหยอกเย้าอีกฝ่ายเสียงเบาพอให้ได้ยินกันสองคน
“เพ้อเจ้อ”
บ้านหลังใหญ่แต่คนทั้งสองยังไม่ยอมห่างกันเลย อุ้มอัญชิสาด้วยท่าเจ้าหญิงเพื่อเดินขึ้นบนห้อง ส่วนหล่อนก็ยิ้มแย้มให้เขา
ดวงตาเปี่ยมด้วยรักหมดสิ้นซึ่งความทุกข์...ต่อจากนี้ไม่รู้จะเป็นเช่นไร
รับรู้เพียงแค่ปัจจุบันมีความสุขก็พอ
ถึงวันที่ต้องไปรับลูกชายมาบ้านก็รีบไปเร็วกว่าปกติ วันต่อมาช่วยกันตกแต่งห้องของรวิกานต์เพราะทุกวันหยุดจะมาอยู่ที่นี่ แต่คนต้นคิดคือบุตรชายที่ออกแบบเองทั้งหมด ห้องสีขาวจึงกลายเป็นสีน้ำเงินตามความชอบของเจ้าตัว
พวกเขาให้ลูกชายออกความคิดในห้องของตนเต็มที่ ทุกอย่างเสร็จภายในวันเดียวจึงได้มาดูผลงาน แล้วพบว่าห้องเปล่าสีขาวถูกตกแต่งจนกลายเป็นห้องสีน้ำเงินเหมือนอยู่ริมชายหาดตามความชอบของเด็กชาย
“ห้องผมสวยไหมครับ” ถามด้วยความภาคภูมิใจ คนเป็นแม่เห็นก็พยักหน้าทันที
“สวยมากลูก”
“ผมแต่งเองเลยนะ อาสองช่วยเลือกด้วยว่าจะเอาอันไหนไว้ตรงไหน” พอได้ยินคำชมยิ่งมีความสุขมากกว่าเดิม เด็กชายแทบจะวิ่งไปรอบห้องเพราะเพิ่งมีห้องเป็นของตัวเอง แถมยังได้ตกแต่งตามใจชอบอีกต่างหาก
“แล้วห้องน้องอยู่ไหนครับ” เพิ่งคิดได้ว่าตัวเองมีห้องแต่น้องสาวยังไม่มี ด้วยความเป็นพี่จึงรีบเข้าไปถาม
“ห้องน้องอยู่ข้างล่าง น้องยังไม่โตขึ้นบันไดไม่ได้” พอได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้ารับทราบ แต่ยังคงทำหน้าที่พี่ชายเหมือนเดิม
“ผมจะช่วยแต่งห้องของน้องให้เอง” ยิ้มกว้างขณะพูด จนคนที่ฟังรับรู้ถึงความจริงใจแล้วยังแววตามีความสุขเมื่อตัวเองกำลังจะเป็นพี่ชาย เข้าไปกอดมารดาแน่นอย่างมีความสุข
“ดีเลย น้องต้องชอบแน่ๆ”
พูดคุยกันอย่างสนุกสนานแล้วเดินออกจากห้องนอนไปยังรถยนต์ที่จอดคอยท่าอยู่ข้างหน้า ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเขาจะพาไปไหน
เลือกจะพาเธอมาเดินซื้อของอยู่ห้างสรรพสินค้า แย้มยิ้มมีความสุขยามเดินเคียงกันโดยมีลูกชายคั่นตรงกลางระหว่างพ่อแม่ ก่อนเขาจะหยุดทักทายเพื่อนที่รู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดี
กว่าจะปลีกตัวมาได้ก็ใช้เวลาพักใหญ่ เขาจึงตัดสินใจพาเธอไปยังสถานที่แห่งหนึ่งเพราะยังไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวของหล่อนต่อบุพการีผู้ล่วงลับ จึงไม่รอช้าจะพาไปยังวัดประจำจังหวัดที่ครอบครัวเฟื่องรัตน์ภักดีทำนุบำรุงหมดมาตลอด
ก้าวมายังเจดีย์เก็บอัฐิที่มีดอกไม้ล้อมรอบ เป็นปลูกหญ้าสีเขียวชอุ่มดูสดชื่นตลอดเวลา เพียงแค่ก้าวเท้าเข้ามาก็รับรู้ถึงลมพัดเย็นสบาย ชวนให้สงบอย่างน่าประหลาด ยิ่งมองภาพของท่านก็เหมือนเจอผู้ใหญ่ใจดีกำลังส่งยิ้มให้ตัวเอง
“ไปไหว้แม่แนะนำตัวให้ท่านรู้จักหน่อยสิ รู้ไหมว่าแม่เคยช่วยพี่เรื่องอัญด้วยนะ” เขาหันมาชวนเธอคุยระหว่างที่นั่งลงตรงหน้าเจดีย์เก็บอัฐิ
หล่อนถึงกับถามกลับด้วยความสงสัย ไม่เคยเห็นตัวจริงท่านเลยสักครั้ง รู้จักผ่านทางรูปถ่ายมากกว่า
“จริงเหรอคะ”
“ครับ”
ลูกชายมองพ่อแม่สลับกันแล้วหันไปสนใจรูปถ่ายของคุณย่าที่ยังดูสาวและสวยกว่าที่คิดเอาไว้ เห็นอย่างนั้นก็หันไปถามบิดาทันที
“นี่เหรอครับคุณย่า”
“ใช่ครับ นี่แหละย่าของรวิ”
เขาตอบก่อนจะนำดอกไม้ที่ท่านชอบจัดใส่แจกัน มีคนคอยดูแลรอบบริเวณให้จึงสะอาดและงามตา เขาไม่ค่อยได้มาหามารดาเท่าไหร่เพราะงานยุ่ง แต่เมื่อครบรอบวันจากไปก็มักจะมาทำบุญพร้อมหน้าคนในครอบครัวเสมอ
“สวัสดีครับคุณย่า ผมชื่อรวินะครับเป็นลูกของพ่อหนึ่งกับแม่อัญ คุณย่าสวยมากเลยครับ” เจ้าตัวเล็กลุกขึ้นแล้วยกมือไหว้อย่างสวยงาม แนะนำตัวเองเสร็จสรรพจนผู้ใหญ่ยิ้มด้วยความเอ็นดู เขาเห็นอย่างนั้นก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นมาบ้าง
ไม่รู้ว่าแม่ยังจำเธอได้หรือเปล่า...
แต่ท่านน่าจะเคยเห็นหน้าหญิงสาวบ้างแล้ว เพราะอัญชิสาคือนางบุษบาที่เขาหลงใหล
“แม่ครับ ผมพาภรรยากับลูกมาหา คนที่แม่เคยบอกให้ผมลองสู้สักตั้ง ทำตามหัวใจตัวเองให้รู้จักคำว่ารักและเจ็บปวดในคราวเดียวกัน แต่ตอนนี้ผมมีความสุขแล้วนะครับ มีความสุขมากเลย...แม่ไม่ต้องเป็นห่วงผมแล้วนะ” พูดไปพลางหันมองหล่อนสื่อความหมายแห่งรักและความพยายามกว่าจะได้มาครอบครอง
โดยที่เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาต้องทำสิ่งใดมากมายเพื่อตน...
“อัญสัญญาว่าจะดูแลพี่หนึ่งให้ดีที่สุดค่ะ” หันไปบอกท่านแววตามุ่งมั่นน้ำเสียงฉะฉาน
ใช้เวลาอยู่คุยกับบุคคลผู้ล่วงลับสักพักก็พากันกลับจากวัด แต่ระหว่างทางเขาดันพาเธอแวะสถานที่หนึ่งก่อน เป็นร้านทองที่ชื่อเหมือนหล่อนซึ่งตนไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร เดินเข้ามาข้างในโดยที่พนักงานยกมือไหว้นอบน้อม
“ร้านทองเหรอคะ...พี่จะซื้อทองเหรอ” ไม่เข้าใจว่าสามีพามาที่นี่ทำไมจึงได้ถาม
“อัญบอกว่าชอบทองไม่ใช่เหรอครับ” พอเขาถามกลับใบหน้าหวานก็ยังมีความสงสัย ไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการสื่ออะไรกันแน่
“ค่ะ...ทำไมคะ”
หันมองเขาแล้วเห็นถึงรอยยิ้มที่ไม่ค่อยน่าไว้ใจของสามี เธอเริ่มมองรอบร้านอีกครั้งก่อนพบว่าทุกอย่างเป็นชื่อเธอกระทั่งถุงผ้าหรือกล่องใส่ทอง
ร้านทองอัญชิสา...อย่าบอกนะว่า...
“ร้านนี้...เป็นร้านของอัญ”
“คะ!”
“พี่ซื้อร้านทองให้อัญครับ ถือเป็นการต้อนรับในฐานะภรรยา”
“พี่หนึ่ง!”
ลมแทบจับไม่คิดว่าการคืนดีครั้งนี้สามีจะให้ร้านทองแก่เธอ แล้วเพิ่งรู้ทีหลังว่าไม่ได้ให้แค่ร้านเดียว แต่มีมากถึงสามสาขาด้วยกัน!
…จบบริบูรณ์...
ชายหนุ่มลงมือรับประทานอาหารอย่างมีความสุข โดยไม่ยอมขยายความอีก เธอเห็นอย่างนั้นก็สงสัยมากกว่าเดิม หรี่ตามองเขาอย่างรู้ทันกลัวว่าอีกฝ่ายจะซื้อทองคำแท่งหรือสร้อยทองให้ตน แต่ถ้าตอบเพชรก็กลัวจะได้เครื่องเพชรชุดใหญ่อีก “แต่ไม่เอาซื้อทองให้นะคะ ไม่ต้องเลยนะ” พูดดักเขาไว้ ซึ่งร่างสูงก็ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่หรอกน่า...พี่ไม่ได้ซื้อทองให้หรอกแค่ถามเฉยๆ” ไม่รู้จะเชื่อใจเขาได้หรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ได้ถามต่อเพราะกำลังรับประทานอาหาร เมื่อกินจนอิ่มก็ต่อด้วยของหวานแล้วคิดจะเดินขึ้นห้องเพื่อเก็บเสื้อผ้า กลับถูกเขาคว้ามากอดเอวโดยที่ร่างสูงยังนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าคมจึงซุกที่หน้าท้องนูน จุมพิตด้วยความหมั่นเขี้ยว “อัญไปเก็บเสื้อผ้า...” “ให้แม่บ้านทำสิ อัญไม่ต้องทำ” เขาไม่ยอมให้เธอห่างกายด้วยซ้ำ ยิ่งภรรยาท้องก็ยิ่งหวงมากกว่าเดิม เธอดูน่ารักน่าใคร่สำหรับเขาเป็นอย่างมาก ยิ่งท้องก็ยิ่งดูสวยจนไม่อยากให้ใครมองด้วยซ้ำ “ทำได้ค่ะ เรื่องแค่นี้เองจะให้คนอื่นทำทำไมล่ะ” พูดแล้วก็อมยิ้มกับความช่างอ้อนของร่างสูงเหมือนเขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่รู้ตั
เพราะไม่รู้ว่าวันสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไหร่... “หายโกรธตั้งแต่เห็นพี่วิ่งมาช่วยอัญคนเดียวแล้ว อย่าทำอีกนะคะ...ไม่ทำแบบนี้แล้วได้ไหมสัญญากับอัญสิคะ ชีวิตของพี่มีค่าอย่าเอาไปเสี่ยงไม่ว่ากับเรื่องไหนก็ตาม” สบโอกาสก็รีบบอกเขาทันที ชายหนุ่มได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าแล้วโอบกอดเธอเอาไว้เช่นเดียวกัน เขาก้มลงหอมแก้มเธอด้วยความรักพร้อมพึมพำข้างหู “ครับ พี่ขอโทษ” เหมือนเธอจะยอมหมดทุกอย่าง ไม่มีการผลักออกจนเขาเริ่มได้ใจ “พี่สัญญากับอัญอีกอย่างสิ” “สัญญาเรื่อง...” เลิกคิ้วเชิงถาม แล้วเธอก็หันมามองเขาเช่นเดียวกัน หญิงสาวยกมือประคองใบหน้าคมเอาไว้ ดวงตาร้อนผ่าวเพียงแค่คิดว่าต้องจากกันอยู่คนละโลก รู้ดีว่าเป็นตนที่คิดมากไปเองแต่ก็ไม่อาจห้ามความคิดด้านลบได้ จนต้องโอบกอดเขาเพื่อย้ำกับตัวเองว่าชายหนุ่มยังอยู่ตรงนี้... “ห้ามตายก่อน ไม่ว่ายังไงก็ห้ามตายก่อนอัญเด็ดขาด ถ้าพี่ผิดคำพูดอัญจะโกรธพี่ตลอดชีวิต เจอกันชาติหน้าก็จะโกรธจริงด้วย” จ้องเขม็งจนเขานึกขันแต่ก็ไม่กล้าหัวเราะ กลัวว่าหญิงสาวจะโกนธจึงเลือกสัญญาเป็นมั่นเหมาะ เพราะอย่า
“อัญเห็นว่ายังไง จะให้กฎหมายจัดการหรือว่าให้พี่เป็นคนจัดการ” น้ำเสียงกับแววตาของเขาเด็ดขาดจนเธอนึกกังวลแทนน้องสาว แม้ว่าจะถูกอีกฝ่ายเกลียดแต่ก็เติบโตมาด้วยกัน จึงเลือกจะถามถึงวิธีของเขาแล้วชายหนุ่มก็บอกไปตามตรง “พี่จะทำยังไง” “พี่ไม่ชอบความยุ่งยาก พี่คงส่งเขาไปอยู่เกาะสักแห่งแล้วทำงานในเกาะไม่ให้ออกมาข้างนอกอีก มันอาจจะดูโหดร้ายแต่พี่ถนัดแบบนี้มากกว่า กฎหมายมันยาวนานน่ารำคาญเกินไป...แต่พี่ให้อัญตัดสินใจ” เพิ่งรู้ว่าเขามีโหมดโหดเหมือนกัน ตนลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกลัว ไม่รู้ว่าวันหนึ่งหากเรามีเรื่องเข้าใจผิดแล้วเลิกรากันไป เขาจะทำแบบนี้กับเธอหรือเปล่า... แต่เชื่อว่าชายหนุ่มไม่ใช่คนแบบนั้น เธอเห็นความอ่อนโยนในตัวเขาแล้วตนก็เชื่อมั่นในเรื่องของเราพอสมควร จึงตัดสินใจเลือกในให้เป็นไปตามวิถีของกฎหมาย ผิดอย่างไรก็ให้ศาลตัดสินซึ่งแน่นอนว่ามันคงกินเวลายาวนานพอสมควรอย่างที่เขากล่าว ชายหนุ่มคิดไว้แล้วว่าความผิดมีเท่าไหร่เขาจะเอาให้หนัก หล่อนจะไม่ได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกนานเลยล่ะ ทำกับเขาไม่เท่าไหร่ แต่มาทำกับผู้หญิงที่
๒๑ซาตานกลับใจ ณ ห้องพักระดับวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง หนุ่มร่างสูงนอนนิ่งอยู่บนเตียงพร้อมกับข้อเท้าที่ถูกพันด้วยเฝือกอ่อนเอาไว้ คุณแม่ลูกสองนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่างไปไหน ดวงตากลมมองเขานิ่งแล้วย้อนคิดถึงเหตุการณ์ชวนตกใจที่เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่นาน ความจริงก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้ ช่วงเวลาที่กำลังจะเข้าไปในที่พักกลับโดนปิดปากจากทางด้านหลัง แล้วเอามีดจี้เอวให้ทำตามคำสั่ง สุดท้ายหล่อนก็ต้องเดินตามอีกฝ่ายเพื่อไปยังห้องรถยนต์ที่จอดเตรียมเอาไว้ ขึ้นข้างหลังก่อนนั่งไปตามทางที่ไม่คุ้นเคย มายังบ้านร้างไม่มีคนอยู่โดยไม่อาจเอ่ยค้านได้เพราะถูกปิดปากไว้ ไม่คุ้นหน้าคนที่พามาขังแต่เมื่อได้พูดคุยก็รู้ว่าเป็นน้องสาวที่ไม่เจอกันนาน นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร จนได้ทราบว่าอรสินีโกรธแค้นที่หล่อนมีชีวิตแสนสุข ต่างจากตัวเองที่ลำบากเป็นกระสอบทรายให้เสี่ยตัณหากลับซ้อมเพื่อแลกกับเงิน เธออยากพูดกับน้องสาวก็ไม่สามารถเปล่งคำใดออกมาได้เพราะถูกปิดปากไว้ โชคดีที่ธนนท์ปภพมาช่วยเอาไว้ แต่นึกไม่ถึงว่าน้องสาว
ตกดึกก็เข้ามานอนในห้องรับแขกเพราะขอแยกห้องกับเขาจนกว่าจะแต่งงาน คุณอวัชไม่ขัดทำให้ลูกชายขัดใจเป็นอย่างมาก จำต้องแยกห้องกับภรรยาจนนอนไม่หลับ ต้องมาเคาะห้องเธอกลางดึกแล้วหญิงสาวก็เปิดออกมาดู “นอนได้ไหม” แค่เปิดประตูออกมาก็เจอเขายืนทำตาปริบแล้วถามเหมือนเหงา รู้ทันทีว่าจุดประสงค์ของชายหนุ่มคืออะไร แต่เธอก็ยังอยากจะแกล้งเขา “นอนได้ค่ะ” “ให้พี่นอนเป็นเพื่อนไหม” จะเดินเข้ามาแต่ถูกเธอดันเอาไว้ก่อน “ไม่ค่ะ” ส่ายหน้าทันที “แต่พี่อยากนอนด้วยนี่น่า นอนคนเดียวมันเหงา...ขอพี่นอนด้วยคนนะครับ” เขาอ้อนหล่อนเหมือนเด็กทำให้ยิ่งเอ็นดูชายหนุ่มมากกว่าเดิม เขาอาจจะชินเพราะเรานอนด้วยกันมาหลายสัปดาห์ แม้ว่าอีกฝ่ายจะนอนที่พื้นก็ตาม “ไม่ค่ะ คุณรีบไปนอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปใส่บาตรอีก” รีบดันคนตัวสูงให้กลับไปนอนห้อง แต่เหมือนเขาจะไม่ยอม พรุ่งนี้คุณอวัชจะพาไปทำบุญที่วัดใกล้บ้านเพื่อต้อนรับสะใภ้และหลานชาย ไปกันทั้งครอบครัวโดยคีตภัทรจะรีบขับรถมาจากเมืองหลวงเพื่อร่วมทำบุญเช่นเดียวกัน แม้ว่าธนนท์ปภพจะไม่ได้ชวนก็ตาม
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปคนที่คุยสนุกก็เริ่มเงียบ ลำคอตั้งไม่ตรงคอยจะเอนไปทางนั้นทีทางนี้ที จนเขาต้องให้ลูกชายนอนบนตัก ขณะที่ภรรยาก็หลับเช่นเดียวกัน ดวงตาคมมองสองแม่ลูกด้วยความรักใคร่ ยิ้มเอ็นดูแล้วเลือกจะหลับตาลงเช่นเดียวกัน กลายเป็นการเดินทางกว่าสามชั่วโมงพวกเขาเข้าสู่ห้วงนิทรากันทั้งหมด พอถึงทางเข้าบ้านที่ทอดยาวเหมือนไม่สิ้นสุดก็ทำให้เด็กชายถึงกับมองตกตะลึง ลุ้นว่าเมื่อไหร่จะถึงบ้านสักทีจนต้องถามอีกรอบว่าเป็นบ้านจริงหรือเปล่า “เรามาบ้านใครเหรอครับ” “บ้านพ่อเอง เราจะไปเจอคุณปู่แล้วก็คุณอาทั้งสามของรวิ” ลูบหัวลูกชายที่ลืมตาตื่นก็ถามทันที เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างแล้วหันมาถามด้วยความดีใจ พอจะทราบแล้วว่าต้องมาเจอครอบครัวฝั่งบิดาแต่ไม่คิดว่าจะมาวันนี้ ซึ่งตนอยู่ในชุดขาวที่แสนจะภาคภูมิใจยามใส่เพราะมีแต่คนเอ่ยชื่นชมว่าหล่อเหลา “จริงเหรอครับ!” ตะโกนถามเสียงดังใบหน้าแย้มยิ้มด้วยความดีใจ เขาเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งเอ็นดูลูกชายมากกว่าเดิม พยักหน้าพร้อมกับชี้ให้ดูว่าตอนนี้มีคนมายืนรออยู่หน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวถึงกับกระโดดโล







