LOGINทันทีที่ก้าวเท้าข้ามธรณีประตู จมูกสัมผัสกลิ่นสมุนไพรอบอวลไปทั่วห้อง อี้หยางเซินรู้สึกหน่วงในอกไม่น้อย น้อยครั้งที่ฟู่หรงซินจะบาดเจ็บและข่าวล่าสุดที่เขาได้รับนั้นก็คือนางปลอดภัยดี แต่ไม่คิดว่าเมื่อนางกลับมาถึงเมืองหลวงกลับปิดประตูจวนไม่รับแขกและแจ้งว่าล้มป่วย แคว้นเหลียนอวิ๋น ไม่ขาดแคลนแม่ทัพยอดฝีมือซึ่งแม่ทัพประจำเมืองนั้นมาจากบุรุษสกุลฟู่แทบทั้งสิ้น แต่ความสามารถของฟู่หรงซินนั้นไม่ด้อยกว่าผู้ใด นางจึงกลายเป็นแม่ทัพน้อยที่ผู้คนยอมรับแม้ยังเยาว์วัยอยู่ก็ตาม
“ซินเอ๋อร์ ข้าเข้าไปแล้วนะ” อี้หยางเซินสาวเท้าเข้าไปใกล้แล้วยื่นมือไปผลักม่านมุ้ง อย่างไรเสียนางก็คือคู่หมั้นคู่หมายของเขา เป็นว่าที่พระชายา เขาเป็นฝ่ายเข้ามาเยี่ยมนางถึงเตียงนอนก็ไม่ทำให้นางเสื่อมเสียชื่อเสียงนัก แต่...อย่างฟู่หรงซินนะหรือจะกลัวเรื่องพรรค์นี้ หากนางห่วงเรื่องเหล่านี้คงไม่ได้เข้ากองทัพกระมัง
ขณะที่มือแกร่งยื่นมือไปผลักม่านมุ้งนั้น ร่างอรชนก็ยันกายขึ้นอย่างช้าๆ เป็นจังหวะที่ม่านมุ้งถูกเปิดออกเผยให้เห็นใบหน้าขาวซีดทว่าดวงตาสีดำนั้นยังคงเป็นประกาย เส้นผมสีดำราวแพรไหมล้อมกรอบใบหน้า บนศีรษะไร้เครื่องประดับทว่ากลับชวนมองจนแทบลืมหายใจ สายตาของชายหนุ่มเลื่อนลงที่ริมฝีปากดุจกลีบดอกไม้ เขาบังคับสายตาให้หลุบตาลงกลับกลายเป็นไล้สายตามองลำคองามระหงระเรื่อไปยังกระดูกไหปลาร้านั้น อาจเพราะนางเพิ่งลุกขึ้นเสื้อตัวนอกจึงไม่เข้าที่นัก เผยให้เห็นเนิ่นอกอิ่มชวนใจสั่น อี้หยางเซินไม่นึกเลยว่าสตรีที่สังหารศัตรูนับไม่ถ้วนนั้น คือสตรีที่ดูบอบบางและเย้ายวนถึงเพียงนี้
แท้จริงแล้ว ฟู่หรงซินเองกลับไม่รู้ตัวว่าทำเช่นนี้เผยความงามให้อีกฝ่ายเห็น นางคิดเพียงแค่ว่าใบหน้าที่ไร้เครื่องประทินโฉมและเรือนผมที่ยุ่งเหยิงรวมทั้งเสื้อผ้าที่ไม่เรียบร้อยนี้ จะทำให้อีกฝ่ายตัดใจจากนางได้ง่ายขึ้น
อย่างไรเสีย นางต้องประคับประคองไม่ให้สกุลฟู่ต้องเดือดร้อนเพราะการตัดสินใจของนาง
“พี่หยางเซิน...” ดวงตางามกะพริบตาทำให้เห็นขนตางามงอนชัดเจนขึ้น ขยับปากเรียกออกไปเช่นนั้นยังรู้สึกกระดากปาก แต่จะทำตัวห่างเหินทันทีก็ไม่อาจทำได้
“ซินเอ๋อร์” อี้หยางเซินบังคับสายตาจากเนินอกอิ่มสวยแล้วทรุดกายลงนั่งริมเตียง เขาจับมือที่หยาบกร้านเพราะจับกระบี่มาประคองไว้อย่างทะนุถนอม
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง นั่งไหวหรือ อยากนอนหรือไม่”
หญิงสาวส่ายหน้าไปมา “ข้านอนมากพอแล้ว แต่ยังรู้สึกมึนศีรษะอยู่”
“เช่นนั้นเจ้าเอนหลังลงสักหน่อยเถิด” อี้หยางเซินหยิบหมอนมาวางแล้วประคองให้นางเอนหลังพิงหัวเตียงทุกอย่างล้วนทำด้วยความใส่ใจ
ฟู่หรงซินลอบถอนใจเพราะเช่นนี้สินะ นางจึงหลงรักเขายิ่งนักเพราะสิ่งที่เขาทำนี้นางไม่เคยได้รับจากผู้ใด ผู้อื่นหวาดกลัวนางแต่เขากลับเข้าใกล้และทะนุถนอมราวกับนางเป็นสิ่งเปราะบางแสนล้ำค่า
บุรุษวัยสิบเก้าเห็นสายตาหญิงสาวมองเขาอย่างเหม่อลอยก็อมยิ้มน้อยๆ ยกมือขึ้นใช้ปลายนิ้วเกลี่ยเส้นผมที่เคลียแก้มออกให้ ตั้งแต่เขาเกิดก็ได้ยินเรื่องที่อดีตฮ่องเต้ทรงให้คำมั่นสัญญากับสกุลฟู่ไว้ บุตรีสกุลฟู่จะได้อภิเษกกับรัชทายาทและเป็นฮองเฮา ยามเยาว์วัยเขายังเป็นเพียงองค์ชายแต่กระนั้นก็รับรู้เรื่องของฟู่หรงซินไม่น้อย กระทั่งเขาถูกแต่งตั้งเป็นรัชทายาท ฟู่หรงซินไม่ค่อยได้อยู่เมืองหลวง นางกรำศึกตามหัวเมืองต่างๆ เสร็จจึงกลับเข้าเมืองสักครา เขาจึงมีโอกาสได้พบนางสักครั้ง ที่พบกันครั้งล่าสุดน่าจะปีเศษ ผู้อื่นหวาดกลัวฟู่หรงซิน ต่างแคว้นเรียกนางว่า ‘แม่ทัพปีศาจ’ แต่สำหรับเขาแล้ว นางคือสตรีที่เขาต้องแต่งงานด้วย ต่อให้นางเหลือแขนข้างเดียวหรือตามืดบอด เขาก็จำเป็นต้องทำตามสัญญาของบรรพชน
เจอกันครั้งนี้เขากลับรู้สึกว่านางแลดูงดงามเย้ายวนอย่างน่าประหลาดใจ
“เจ้าไม่สบายตรงไหน หมอหลวงมาตรวจหรือยัง” อี้หยางเซินเอ่ยถามแต่ไม่อาจถอนสายตาจากนางได้เลย
ฟู่หรงซินหลุบตาลงซ่อนแววตาสับสน ชาติก่อนเขาก็ใส่ใจไยดีเช่นนี้ แม้น้ำเสียงอ่อนโยน แต่นางสัมผัสได้ถึงความร้อนแรงในแววตาที่ทอดมอง ชาติก่อนเขาไม่เคยมองนางเช่นนี้เลย หรือว่านางพลิกเปลี่ยนเส้นทางชีวิต สิ่งรอบข้างจึงเปลี่ยนแปลงไปด้วย หึ! แต่เขามีรักแรกที่ฝังลึกถึงกระดูก ไม่มีทางที่จะมาหลงใหลนางอย่างแท้จริงแน่นอน
“ร่างกายข้าบาดเจ็บเรื้อรัง และยังละเลยไม่ใส่ใจ ตอนนี้จึงมีสภาพไม่น่ามองเช่นนี้” หญิงสาวเอ่ยตอบน้ำเสียงแหบพร่า จากนั้นก็ไอโขลกๆ ออกมาอีกหลายครั้ง นางเบี่ยงตัวหลบไปอีกทางเพื่อไม่ให้เขาจับผิดได้ แต่ฝ่ามือใหญ่ยังลูบแผ่นหลังอย่างปลอบโยน
“ซินเอ๋อร์ก็เป็นเช่นนี้ เห็นบ้านเมืองเป็นสิ่งสำคัญ แต่ร่างกายเจ้าก็มิใช่เหล็กกล้าอย่างไรก็ยังล้มเจ็บได้ ประเดี๋ยวข้าจะให้หมอหลวงมาตรวจอาการเจ้า หากต้องใช้สิ่งใดบำรุงร่างกาย ข้าจะนำมาให้เอง”
“ไม่รบกวนพี่หยางเซิน ...หมอประจำตระกูลตรวจแล้ว ข้ายังต้องพักผ่อนให้มากไม่อาจพบหน้าผู้อื่นได้”
“ข้าหาใช่ผู้อื่นแต่เป็นคู่หมั้นของเจ้า” อี้หยางเซินยิ้มจนดวงตาหยีเล็กแล้วยกนิ้วแตะปลายจมูกโด่งรั้นอย่างหยอกล้อ “ทำเป็นคนอื่นคนไกลเช่นนี้ ข้าน้อยใจยิ่งนัก”
“ทำให้พี่หยางเซินลำบากแล้ว”
“ข้าไม่ลำบาก ข้าจะมาหาเจ้า มาดูแลเจ้าเอง”
“ห๊ะ!”
“หือ?”
“เอ่อ...ไม่...ไม่มีอะไร ข้าแค่ดีใจมากไปหน่อย” แม่ทัพหญิงเริ่มงุนงง พลันนึกขึ้นได้แสร้งไออีกระลอกใหญ่แล้วกัดกระพุ้งแก้มตัวเอง เลือดสีสดจึงไหลออกมาจากมุมปาก
“ซินเอ๋อร์!” สีหน้าของอี้หยางเซินซีดเผือดไปทันที “ใครอยู่ข้างนอก! ตามหมอเร็ว!”
พ่อบ้านแซ่อู่ชื่อคำเดียวว่าเฉิง ในจวนเจิ้งกั๋วโหวเรียกเขาว่าพ่อบ้านอู่ผู้รับมือได้ทุกสถานการณ์ แต่ครั้งนี้พ่อบ้านถึงกับถอนหายใจเฮือกแล้วเฮือกเล่า กระทั่งร่างเพรียมบางที่สวมชุดรัดกุมสีดำเดินเข้ามา เขาจึงหยุดถอนหายใจ “มีเรื่องใดหรือ?” ฟู่หรงซินถามไม่อ้อมค้อม ด้านหลังนางคือเซี่นหลินและอาจั่วกับเสี่ยวสือที่ถูกลากให้ตามมาด้วยกัน “แม่ทัพน้อยมาเสียที” พ่อบ้านอู่ผายมือไปยังบนโต๊ะที่มีเทียบเชิญวางอยู่มากมาย “เทียบเชิญของแม่ทัพน้อยขอรับ” “เทียบเชิญ? ของข้า?” หญิงสาวชี้นิ้วที่หน้าตัวเอง “ข้าเพิ่งกลับมาเมืองหลวงไม่นาน ไม่รู้จักใครเสียหน่อย เหตุใดมีเทียบเชิญถึงข้ามากมายเพียงนี้” ‘นี่มันภูเขาย่อมๆ เลยนะเนี้ย!’ “ตั้งแต่แม่ทัพน้อยประกาศเลือกคู่ครองด้วยตนเอง ก็มีคนส่งเทียบเชิญมามากมาย แล้วสามวันมานี้ท่านแม่ทัพน้อยไม่ให้ผู้ใดเข้าพบ เทียบเชิญจึงสะสมเป็นกองภูเขาเช่นนี้” แค่นางกลับมาถึงเรือน พ่อบ้านอู่ก็รู้ได้ทันที สมแล้วที่เคยเป็นทหารฝีมือดีมาก่อน ฟู่หรงซินได้แต่ชื่นชมในใจ แต่ชื่นชมก็ส่วนหนึ่ง ทว่าปัญหาตรงหน้าก็อีกส่วน
ชาติก่อนฟู่หรงซินไม่เคยสนใจเรื่องที่สตรีควรรู้ แม้เป็นพระชายาก็ยังยุ่งกับเรื่องปกป้องชายแดน จนกระทั่งอี้หยางเซินขึ้นเป็นฮ่องเต้และนางนั่งตำแหน่งฮองเฮา นางบกพร่องไม่รู้เรื่องวังหลัง กิจการงานที่สตรีควรรู้ก็ไม่รู้ กลายเป็นที่หัวเราะขบขันของคนไปทั่ว ในครั้งนั้น หลี่เมิ่งหยุน ถูกแต่งตั้งเป็นสนมเข้ามาและช่วยงานวังหลัง ครานั้นนางกลับคิดไปว่าอี้หยางเซินหวังดีกับนางที่ไม่รู้จะจัดการเรื่องเหล่านั้นอย่างไร แท้ที่จริงเขาปูเส้นทางให้หญิงในดวงใจของเขาเอง เมื่อมีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตอีกครั้ง นางจึงตั้งใจจะเรียนรู้เรื่องที่สตรีควรรู้ อย่างน้อยก็ไม่ให้ผู้อื่นมาหัวเราะเยาะนางได้ เซี่ยหลินไม่เข้าใจความคิดของฟู่หรงซิน สำหรับเขาที่เคยได้ยินชื่อเสียงของนางผู้คนต่างเรียกขานว่า ‘แม่ทัพปีศาจ’ แต่ไม่คิดว่าตัวจริงของนางก็มีแง่มุมที่ดูไร้เดียงสาเช่นนี้ ไร้เดียงสา...นี่เขากล้าใช้คำนี้กับแม่ทัพปีศาจรึ? มุมปากของชายหนุ่มยกยิ้มขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ฟู่หรงซินมองใบหน้าที่ระบายยิ้มน้อยๆ อย่างพอใจ คนผู้นี้ทำหน้าเหมือนแบกโลกไว้บนบ่า เอ่อ...ก้จริง เขามาอยู่ที่แคว้นเหลียนอวิ๋น ในฐานะตัวประกัน จะให้หน้าตาเบิกบานก็
“คุณชายเซี่ยอยู่ที่นี่ถือว่าเป็นแขกของข้า รับคำสั่งของข้าเพียงผู้เดียวไม่ต้องสนใจคำพูดของผู้ใด” ‘เป็นแขก แต่ให้รับคำสั่ง แม่ทัพน้อยช่างใช้ถ้อยคำได้ย้อนแย้งสิ้นดี’ “ผู้น้อยทราบแล้ว” “ปกติข้าเองก็ไม่ค่อยได้กินขนมเท่าไรนัก” หญิงสาวเปลี่ยนเรื่องแล้วหยิบขนมขึ้นมาพลิกไปมา “นี่เรียกว่าอะไร?” “ขนมดอกกุ้ยฮวาเจ้าค่ะ” เสี่ยวสือออกจะแปลกใจที่แม่ทัพน้อยไม่รู้จักขนมธรรมดาๆ อย่างนี้ “เอ่อ...ปกติแม่ทัพน้อยใช้ชีวิตในค่ายทหาร ทหารกินอยู่อย่างไรแม่ทัพน้อยก็ทำเช่นเดียวกัน ก็เลยไม่ค่อยได้กินขนมหน้าตาสวยงามเช่นนี้” อาจั่วรีบพูดขึ้นเพราะเกรงว่าคนอื่นจะเข้าใจแม่ทัพน้อยของเขาผิดไป แต่ที่เขาพูดไปก็เป็นความจริง เนื้อแห้ง หมันโถวแข็งๆ แม่ทัพน้อยก็กินได้โดยไม่ปริปากบ่นสักคำ ทำให้เป็นที่รักใคร่ของทหารทุกระดับชั้น เรื่องที่อาจั่วพูดก็เป็นเรื่องจริง แต่ส่วนหนึ่งก็เพราะฟู่หรงซินไม่ค่อยกินขนมหวาน นางใช้ชีวิตในกองทัพ หากเลือกได้ก็กินอาหารที่หนักท้อง เมื่อได้กลับมาอยู่เมืองหลวงจึงอยากเปลี่ยนจากแม่ทัพน้อยมาเป็นคุณหนูฟู่หรงซ
ฟู่หรงซินมองชายหนุ่มยกมือวางบนโต๊ะไร้ท่าทีอิดออดหรือตั้งคำถาม มีเพียงการทำตามคำสั่ง ซึ่งการกระทำนี้ทำให้มุมปากของแม่ทัพยิ้มยกยิ้มน้อยๆ ดวงตางามมองข้อมือที่มีรอยช้ำตรงหน้า นางเลิกคิ้วเล็กน้อย หากจำไม่ผิดน่าจะเป็นรอยโซ่ตรวนตั้งแต่วันที่นางพบเขาครั้งแรกแล้ว ฟู่หรงซินวางนิ้วของตนจับชีพจร เซี่ยหลินรู้สึกถึงสัมผัสอุ่นที่สัมผัสผิวกาย เขาเข้าใจไปว่านางต้องการรู้ว่าร่างกายของเขาถูกทำลายวรยุทธจริงหรือไม่ แม่ทัพหญิงพยักหน้ากับตัวเองแล้วชักมือกลับเพื่อหยิบตลับยาเล็กๆ ออกมาจากอกเสื้อ นางใช้นิ้วโป้งดีดฝาตลับยาออกแล้วหยิบยาลูกกลอนสีดำจ่อที่ริมฝีปากของชายหนุ่ม ซึ่งเขาก็อ้าปากรับและกลืนยาลงคอโดยไม่ถามอะไร ปลายนิ้วของนางสัมผัสริมฝีปากที่แห้งเป็นขุย นางขมวดคิ้วยุ่งเหยิงก่อนเอ่ยปากสั่งการอย่างรวดเร็ว “อาจั่วไปหาชารากบัวมาให้คุณชายเซี่ย” “อ่า...” “หรือเจ้าจะให้ข้าไปทำเอง” “ขอรับ!” อาจั่วกลัวแม่ทัพน้อยเป็นที่สุด แค่ถูกถลึงตาใส่เขาก็วิ่งหนีอย่างรวดเร็ว “เสี่ยวสือไปดูในครัว มีของว่างอะไรก็ยกมา” “เจ้าค่ะ”
ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง อ่า...ไม่ซิ จะเรียกข่าวลือได้อย่างไร ในเมื่อเป็นความจริง และความจริงที่ว่าก็คือแม่ทัพน้อยฟู่หรงซิน ขอเลือกบุรุษที่จะเป็นสามีด้วยตนเอง ทั้งที่มีคู่หมั้นคู่หมายเป็นถึงรัชทายาทแห่งแคว้น แต่น้อยคนนักจะพูดถึงเรื่องที่แม่ทัพน้อยขอตัวองค์ชายตัวประกัน เซี่ยหลินเองก็ยังไม่เข้าใจ ตัวเขาไม่มีสัมภาระใด เมื่อถูกส่งมาอยู่กับแม่ทัพน้อยฟู่หรงซิน ก็แค่ถูกจับยัดใส่รถม้าแล้วนำมาส่งถึงจวนเจิ้งกั๋วโหว เดิมทีเขาก็คิดว่าคงถูกส่งตัวไปค่ายทหาร แต่สามวันแล้วยังคงอยู่ที่เรือนเล็กข้างเรือนหลักของแม่ทัพน้อย จะเรียกว่าถูกคุมตัวก็ไม่เชิง มีอาหารส่งมาให้ทั้งสามมื้อ รวมทั้งเสื้อผ้าชุดใหม่สำหรับผลัดเปลี่ยน ที่หลับนอนก็สะอาดดี ขาดก็แค่บ่าวรับใช้ ไม่เช่นนั้นเขาคงลืมตัวว่าตนอยู่ในฐานะเชลยตัวประกัน เสียงเคาะประตูปลุกเซี่ยหลินตื่นจากภวังค์ เขาย้ายสายตาจากนอกหน้าต่างมาที่ประตูห้อง ชายหนุ่มรูปร่างปราดเปรียวก้าวเข้ามา แม้ไม่ได้มีท่าทีนอบน้อมแต่ก็ไม่ถึงกับดูแคลนฐานะของเขา “องค์ชายเซี่ยหลิน...” “ตอนนี้ข้าอยู่ในฐา
เสียงอื้ออึงยังคงดังไปทั่ว ฟู่เทียนจิ้งรู้ว่าไม่อาจเปลี่ยนใจบุตรสาวได้จึงลุกขึ้นแล้วก้าวออกมาค้อมเอวขออภัยต่อหน้าพระพักตร์องค์ฮ่องเต้ “เป็นความผิดของกระหม่อมที่ตามใจบุตรสาวมากเกินไป..พ่ะย่ะค่ะ” “ช่างเถอะ เราก็เอ็นดูหรงซินราวกับเป็นลูกสาวของตนเอง ย่อมเข้าใจความรู้สึกของผู้เป็นพ่อดี ไม่มีพ่อคนไหนกล้าขัดใจลูกสาวสุดที่รักได้” ฮ่องเต้ทรงหัวเราะขึ้น “หยางเซินเล่า เจ้าคิดอย่างไร” รัชทายาทหยางเซินได้ยินก็ลุกขึ้นและก้าวมายืนใกล้กับฟู่หรงซิน ถูกถามเช่นนี้เขาจะพูดได้หรือว่า ‘ไม่ยินยอม’ หากพูดไปก็เหมือนว่าตนเองไม่มั่นใจว่าหัวใจของแม่ทัพหญิงอยู่ที่เขา “เรื่องนี้...” “กระหม่อมเห็นด้วยพ่ะย่ะค่ะ” สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังองค์ชายสามที่ส่งเสียงขึ้นก่อนจะก้าวออกมาด้านหน้า สายตาของเขาปะทะกับรัชทายาทแล้วยิ้มน้อยๆ “เจ้ามีสิทธิ์อันใดเอ่ยวาจาเช่นนี้” รัชทายาทหยางเซินเลิกคิ้วเล็กน้อย “ข้ารู้ว่าไม่มีสิทธิ์ แต่เมื่อครู่ได้ยินแม่ทัพฟู่หรงซินเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจึงรู้สึกชื่นชมยิ่งนัก หา







