ตอนที่ 11
เริ่มการค้นหา
รอดมาจากความตายได้ถือเป็นปาฎิหาริย์ สำหรับเสี่ยวชิงและกู่หรูเป็นอย่างมาก กู่หรูยังจำเหตุการณ์ที่นางร่วมสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ด้วยกันกับเสี่ยวชิงได้
วันนั้นนางและเขาในฐานะที่เป็นบ่าวยินยอมและเต็มใจอย่างยิ่งที่จะสละชีวิตเพื่อให้ผู้เป็นนายทั้งสองของตนหนีรอด
ทั้งเสี่ยวชิงและนางหมายจะตั้งตนเป็นดั่งเช่นกำแพงเหล็กกล้าที่ทนทาน พวกนางอดทนต่อสู้จนบาดแผลเต็มตัวแต่ก็ยังยืนหยัด เลือดไหลนองเต็มพื้นก็ยังคงกำดาบในมือเอาไว้แน่น ถึงแม้ว่าสุดท้ายพวกตนจะไม่สามารถยืนต้านพวกโจรเอาไว้ได้อีกแต่ก็ถือว่าถ่วงเวลาไปได้ไม่น้อยทีเดียว
อย่างน้อย ๆ ก็คงจะพอให้ผู้เป็นนายตนหนีไปได้ไกลพอสมควรแล้ว
คงจะเป็นเพราะสวรรค์เกิดเมตตาเห็นว่าพวกนางภักดีจึงยังไม่อยากให้ตาย หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะพวกนางยังพอจะมีโชคดีเหลือติดตัวอยู่บ้าง จึงทำให้ในช่วงเวลาที่เกือบจะถือว่าเป็นช่วงเวลาสุดของชีวิต พี่ชายนางกู่เหอถึงได้ตามมาได้ทันพร้อมกับหน่วยลาดตระเวนของทางการที่ดูเหมือนว่าเป็นเสี่ยวหนิง สาวใช้ของคุณหนูหลิวเป็นผู้ตามให้มาช่วย
ยามที่ฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหลังความตายจึงได้รู้ว่า ตอนนี้นางและเสี่ยวชิงถูกพามารักษาตัวที่หมู่บ้านที่อยู่ใกล้ ๆ กับเมืองเป่ยจู
บ้านของหัวหน้าหมู่บ้านคือที่ ๆ พวกตนรักษาตัวอยู่ในขณะนี้
"พี่ให้คนไปตามหมอแล้ว อีกเดี๋ยวหมอก็คงจะเข้ามาดูอาการของพวกเจ้า" กู่เหอพี่ชายของนางเอ่ยขึ้น ก่อนที่เขาจะเดินมาที่เตียงที่นางนอนรักษาตัวอยู่
"ข้านึกว่าตัวเองจะต้องตายซะแล้ว ข้ากระหายนัก พี่ช่วยรินน้ำให้ข้าหน่อยเถิด" นางร้องขอขึ้น หลังจากที่ให้พี่ชายตนช่วยประคองนางให้ลุกขึ้นนั่งได้แล้ว
"สวรรค์คงยังไม่อยากให้พวกเราตาย" เสี่ยวชิงเอ่ยขึ้นบ้าง เขาฟื้นก่อนนางเมื่อชั่วยามก่อน ที่ร่างกายเขามีแผลที่ถูกแทงทะลุตรงสีข้างที่ยังรู้สึกเจ็บหนักเป็นพิเศษ
"หรือไม่สวรรค์ก็คงไม่ต้อนรับพวกเรากระมัง" นางเอ่ยอย่างติดตลก ก่อนจะรับถ้วยน้ำในมือพี่ชายนางขึ้นมาดื่มด้วยความกระหาย
"พี่กู่ มีข่าวอะไรบ้างหรือไม่" เสี่ยวชิงเอ่ยถามต่อ หลังจากที่เขาฟื้นขึ้นมา สิ่งแรกที่ถามถึงก็คือข่าวของผู้เป็นนาย แต่กลับได้คำตอบที่ไม่อยากได้ยิน
"หมายถึงข่าวของคุณชายด้วยใช่หรือไม่ พี่ชายคุณชายเล่ายามนี้คุณชายเป็นเช่นไรบ้าง บาดเจ็บหรือไม่" กู่หรูเอ่ยถามพี่ชายของนาง
"คุณชายเป็นเช่นไรข้างเองก็ไม่ทราบ จากที่ใช้กำลังค้นหามาตลอดหลายวันก็ไม่พบอะไรเลย" กู่เหอตอบ
"ข้านึกว่าพวกคุณชายปลอดภัยแล้วเสียอีก" นางเอ่ยขึ้นอย่างไม่เข้าใจนัก ครั้งแรกที่นางฟื้นขึ้นมาก็ได้รับการรักษา อีกทั้งพี่ชายของนางยังมาอยู่ตรงหน้าอีกด้วย นางจึงนึกว่าทุกอย่างเรียบร้อยปลอดภัยแล้ว
คิดไม่ถึงว่าตนจะคิดผิด จึงได้ร้อนรนถามขึ้นอย่างทันที
"ตอนที่ไปถึง ช่วยได้แค่เพียงพวกเจ้าที่เกือบจะหมดลมเท่านั้น ส่วนคุณชายและคุณหนูหลิวหายไปตอนนี้ยังตามหาไม่พบ"
"เช่นนั้นเป็นไปได้หรือไม่ว่าทั้งสองจะตาย..." กู่หรูเอ่ยขึ้นเสียงสั่น
ทั้งห้องในเวลานี้ตกอยู่ในความเงียบ จนกระทั่งเจ้าของร่างสูงผู้มีใบหน้าหล่อเหล่าดูเป็นมิตรอย่างยิ่ง ทว่ายามนี้กลับมีสีหน้าเคร่งขรึมแตกต่างจากยามปกติ
"น้องสาวข้า นางจะต้องยังมีชีวิตอยู่แน่"
บุรุษผู้ที่ก้าวเข้ามาในห้องหาใช่ใครที่ไหน แต่เขาคือ หลิวเค่อ หรือก็คือคุณชายใหญ่สกุลหลิวพี่ชายแท้ ๆ ของหลิวซือนัวนั่นเอง
"เป็นความผิดของข้าน้องเองขอรับ ข้าน้อยปกป้องคุณหนูได้ไม่ดี"
เสี่ยวชิงคุกเข่าลงกับพื้นพร้อมกับโขกศีรษะลงกับพื้นในทันที เมื่อเห็นว่าคุณชายใหญ่ของตนมาถึงแล้ว
เขารู้ดีว่า การที่ปล่อยให้คุณหนูหายไป อีกทั้งไม่รู้ว่าเป็นหรือตายเช่นนี้ถือเป็นความผิดมหันต์ ต่อให้คุณชายใหญ่ต้องการให้เขาตายเพื่อชดใช้ความผิด ตนก็จะยินดีทำตามอย่างไม่บิดพลิ้ว
"ลุกขึ้นเถิด เจ้าเจ็บหนักเอาการไม่ใช่หรือ"
"แต่ ข้าน้อย"
"ข้ารู้มาว่าเจ้ากับแม่นางกู่ต่างก็ช่วยกันต้านพวกโจรอย่างสุดกำลังจนเกือบจะไม่รอด เช่นนี้แล้วข้ายังจะถือโทษอะไรกับเจ้าได้" หลิวเค่อไม่ใช่ไม่รับรู้ความทุ่มเทให้การปกป้องน้องสาวของเขาของเสี่ยวชิง อีกทั้งรู้ดีว่าเสี่ยวชิงซื่อสัตย์และภักดีเสมอมา
ยิ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วเขาก็ยิ่งรู้ได้อย่างชัดเจนว่าที่ตนคิดนั้นไม่ผิด เสี่ยวชิงผู้นี้ภักดีถึงขั้นสละชีวิตให้ผู้เป็นนายได้ คนซื่อสัตย์เช่นนี้ตนจะลงโทษได้อย่างไร
"โชคดีที่ได้เจ้ากับเสี่ยวหนิง ไม่เช่นนั้นเรื่องคงจะเลวร้ายไปมากกว่านี้"
"เสี่ยวหนิง น้องสาวของข้าน้อย นางปลอดภัยดีหรือขอรับ" เขารีบเอ่ยถามคุณชายใหญ่ถึงน้องสาวของตนทันที
"นางปลอดภัยดี ข้าให้นางพาคนของเราไปดูสถานที่เกิดเหตุเพื่อออกตามหานัวเอ้อร์ ไม่นานก็คงจะมาหาเจ้าที่นี่"
"โชคดีเสี่ยวหนิงนางไปเจอเข้ากับหน่วยลาดตระเวนพอดีจึงได้ขอความช่วยเหลือมาได้ทันเวลา" กู่เหอเอ่ยเสริมขึ้น
เขาจำได้ดีว่าตอนที่เห็นโรงเตี้ยมไหม้ต่อหน้าต่อตายามนั้นตนถึงขั้นนิ่งไปชั่วขณะทีเดียว เพราะว่าไปดูรถม้าที่เสียจึงไม่รู้ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น โชคดีที่หน่วยลาดตระเวนที่เสี่ยวหนิงตาม มาพบเข้ากับตนพอดี เรื่องราวทั้งหมดถึงได้กระจ่าง อีกทั้งพวกโจรยังถูกจัดการจนหมด บ้างถูกฆ่าตายบ้างก็ถูกจับไปขังคุกรอลงโทษ
"ทั้งหมดเป็นเพราะคุณหนูคิดได้รอบคอบขอรับ เสี่ยวหนิงนางทำตามคำสั่งของคุณหนูเท่านั้น"
เสี่ยวชิงเอ่ยบอกมาตามความจริง เขาคิดว่าเสี่ยวหนิงเองก็คงจะบอกความจริงคุณชายใหญ่ไปหมดแล้วเช่นกัน
ในเมื่อผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งสองคนได้สติแล้ว แผนการค้นหาจึงมี ความหวังเพิ่มมากขึ้น พวกเขาต่างมีจำนวนคนเป็นของตน
หลิวเค่อนำยอดฝีมือมาด้วยสามสิบคน
กู่เหอเองก็เรียกยอดฝีมือมาสามสิบคนเช่นกัน
จากกำลังคนที่มีรวมกับกำลังทหารที่ทางการส่งมาช่วยค้นหาอีกยี่สิบคนแล้วนั้น ถือว่าการค้นหาดูเหมือนจะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป หากช่วยกันค้นหาต่อไปอย่างไรจะต้องเจอเบาะแสของคนทั้งคู่แน่
จากคำสารภาพของ ลู่ข่ง หัวหน้าโจร พวกมันยืนยันว่าไม่ได้สังหารผู้ที่หายไปทั้งสองคนอย่างแน่นอน อีกทั้ง พวกนั้นหายไปพร้อมกับลูกน้องของมันให้รับหน้าที่ค้นหาคนทั้งคู่อีกด้วย
ลู่ข่งหัวหน้าโจรคาดว่าลูกน้องของตนอย่างไรก็น่าจะตามจับคนทั้งคู่ไม่ได้ ไม่เช่นนั้นลูกน้องของตนจะต้องรีบจับคนทั้งคู่มาเป็นตัวประกันเพื่อแลกตัวกับมันอย่างแน่นอน หลิวเค่อและทุกคนก็เชื่อว่าทั้งคู่จะต้องมีชีวิตรอด อย่างแน่นอน พวกเขาจะไม่หยุดค้นหาจนกว่าจะพบคนทั้งคู่อย่างแน่นอน
เพราะฉะนั้นไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่วันกี่คืนทุกการค้นหาก็ยังคงดำเนินต่อไป
"เจ้ากำลังวาดสิ่งใดอยู่หรือ" อวี้หนานไห่เอ่ยถามขึ้น เมื่อได้ยินเสียงของพู่กันที่ขยับเบาๆ
"ลายปักผ้าน่ะ ที่ข้าวาดอยู่เป็นลายปักที่ข้าออกแบบเอง" นางตอบ มือก็ยังตวัดวาดลวดลายในหัวออกมาไม่หยุด
"เจ้าออกแบบลายปักผ้าเอง? เช่นนั้นก็แปลว่าเจ้าคงจะชื่นชอบการปักผ้าไม่น้อย"
"ข้าชอบปักผ้า และคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ข้าถนัดมากที่สุดทีเดียว"
"เสียดายที่ข้าไม่สามารถมองเห็นมันได้" เขาเอ่ยอย่างเสียดาย น้ำเสียแฝงด้วยความผิดหวัง
มันคงจะดีไม่น้อยหากเขาสามารถมองเห็นสิ่งที่นางชอบได้ เขาอยากจะรู้นักว่าสิ่งใดกันที่วิเศษถึงขนาดที่ทำให้เมื่อนางเอ่ยถึงเมื่อครู่น้ำเสียงถึงได้เต็มไปด้วยความสุขขนาดนี้
"ถึงจะยังไม่สามารถมองเห็นได้ แต่ก็ยังสัมผัสได้อยู่นี่"
นางวางพู่กันในมือลง ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าของนางออกมา ผ้าเช็ดหน้านี้มีลวดลายที่นางปักเองกับมือ โชคดีที่ตอนที่นางหนีพวกโจรและตกน้ำมันยังไม่หายไป
"ลองสัมผัสดูสิ" หลิวซือนัวเอ่ยขึ้นก่อนจะวางผ้าเช็ดหน้าของตนลงกับโต๊ะ และเอื้อมมือไปคว้ามือใหญ่ของเขาให้มาสัมผัสลายปักของนางดู
เจ้าของมือบางค่อย ๆ จับมือใหญ่ให้สัมผัสลายปักของนางอย่างช้า ๆ เริ่มจากก้านดอกโบตั๋นกระทั่งถึงแต่ละกลีบดอกของมันที่นางปัก
"ดอกโบตั๋นนี้ราวกับว่ามีชีวิต" เสียงของเขาถูกเปล่งออกมาในที่สุดเมื่อเขามั่นใจว่าที่ตนกำลังลูบอยู่นี้คือลายปักอะไร
"ยังมีอย่างอื่นด้วย" นางเอ่ยขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะยกนิ้วของเขาให้ขยับขึ้นสูงไปที่ด้านบนดอกโบตั๋นอีกหน่อย
"ผีเสื้อ ฝูงผีเสื้อ"
"ใช่แล้ว ข้าปักเหล่าผีเสื้อที่กำลังบินอยู่เหนือดอกโบตั๋น พวกมันกำลังบินมาเพื่อหาหวังได้ดื่มด่ำความหวานของดอกโบตั๋นนี้"
แม้ดวงตาของเขาจะไม่สามารถมองเห็นได้ แต่ทุกการสัมผัสของปลายนิ้วกับหลงเหลือร่องรอยบางอย่างเอาไว้
ไม่ว่าจะเป็นความงามของดอกโบตั๋นและผีเสื้อที่นางปัก รอยปักของนางนี้ไม่เพียงถูกปักลายลงบนพื้นผ้าเช็ดหน้าเพียงเท่านั้น แต่กลับปักลงในส่วนลึกของหัวใจของเขาอีกด้วย
เพราะฉะนั้นเขาจึงรู้สึกว่าตนนั้น สามารถเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งถึงความงามของมัน
"ลายบนผ้าเช็ดหน้านี้ ข้านำเอาสิ่งที่มองเห็นยามเมื่อก่อนหน้าฝนของปีที่ผ่านมา บังเอิญหันมองออกไปด้านนอกหน้าต่างแล้วเห็นภาพเช่นนี้พอดี จึงคิดจะเก็บความทรงจำอันสวยงามนี้เอาไว้บนลายปัก"
"เจ้ามักจะปักสิ่งที่ชื่นชอบเอาไว้เสมอหรือ"
"ถ้าจะให้กล่าวล่ะก็ คงจะเป็นเช่นนั้น" นางตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ลวดลายปักส่วนใหญ่ล้วนมาจากความทรงจำและสิ่งที่นางได้พบเห็น สิ่งเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่นางชื่นชอบและนางก็ชอบที่จะกักเก็บพวกมันเอาไว้ผ่านฝีเข็มและเส้นด้ายแต่ละเส้นของตัวเอง
เขาเริ่มคิดไปว่าจะมีสักวันหรือไม่ที่ตนจะสามารถเป็นหนึ่งในสิ่งที่นางอยากจะปักเอาไว้ หรือกลายไปเป็นหนึ่งในความชื่นชอบของนางได้หรือไม่
หากตอนนี้เขาขอให้นางทำเช่นนั้นจะกลายเป็นสิ่งที่สมควรหรือไม่กัน
อวี้หนานไห่อยากจะเอ่ยถามไปให้ชัดเจนในทันที ทว่ากับเลือกที่จะหยุดความคิดของเขาเอาไว้ก่อน เพราะยังกลัวที่จะได้รับคำตอบ
อีกทั้งคิดว่าสภาพของตัวเองในตอนนี้ที่ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ไปได้อีก สักกี่วัน เช่นนี้แล้วยิ่งไม่ควรจะคิดจะพูดอะไรที่ไม่ควรออกมาถึงจะดีที่สุด
สิ่งที่นางเผชิญอยู่ในตอนนี้ก็ไม่ใช่เรื่องน่ายินดีที่สุด การหนีตายไม่ ควรเป็นสิ่งที่นางควรจะจดจำเอาไว้เสียด้วยซ้ำ ยิ่งถ้าหากเขาต้องจบชีวิตลงจริงๆ ทางที่ดีที่สุดสำหรับนางก็คือการลืมทุกอย่างทุกเรื่องเลวร้ายรวมไปถึงการลืมเขา...
นางไม่ควรจดจำเขาเอาไว้ และนั้นจึงจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด...
ดังนั้นเขาจึงไม่ควรร้องขอให้นางจดจำเขาเอาไว้ แต่ควรจะบอกให้นางลืมเขาเสียหากเวลานั้นมาถึงจริงๆ