Partager

บทที่ 6 ของแทนใจ

last update Date de publication: 2024-11-11 21:00:19

เมื่อถึงยามเซิน[1]หลิงหลิวเหว่ยจึงเดินมาปลุกจอมมารให้ตื่นเพื่อไปตรวจขุมนรกแล้วให้สาวใช้นำของว่างมาให้มีทั้งขนมกะโหลกอบกรอบและลิ้นแห้งทอดรวมถึงน้ำชาโม่หลี่[2] เมื่อของว่างมาถึงจึงไล่สาวใช้ทั้งหมดออกไป

'เยี่ยนเยี่ยน ตื่นได้แล้ว' หลิงหลิวเหว่ยเขย่าตัวคนตัวใหญ่กว่า ทว่า คนตัวใหญ่กว่ากลับปัดป่ายแขนเล็กราวกับรำคานอย่างนั้น หลิงหลิวเหว่ยจึงจำใจต้องใช้มาตรการสำคัญโดยการเสกน้ำขึ้นมาหนึ่งถังแล้วสาดลงไปยังหน้าหล่อเหลาที่หลับสนิทไม่รู้เรื่อง

ซ่า

'เหว่ยตี้!' จอมมารขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างโกรธเคืองพลางแยกเคี้ยวใส่หลิงหลิวเหว่ยที่ยิ้มได้ใจ

'เยี่ยนเยี่ยนหนอเยี่ยนเยี่ยน ท่านโกรธข้าไม่ได้ ข้าปลุกท่านแล้วแต่ท่านก็มิยอมตื่น' 

'ยามใดแล้ว' 

'ยามเซินแล้ว ข้าเตรียมของว่างมาให้ กินสิ' จอมมารหนุ่มลงมือกินอาหารให้เรียบร้อยก่อนที่จะแต่งตัวเสียใหม่ สวมชุดดำทั้งชุดเพื่อนไปตรวจขุมนรกโดยมีหลิงหลิวเหว่ยเดินติดตามสอยหอยมาด้วย

 ในวันนี้ดูเหมือนทุกอย่างจะเป็นปกติดีเหลือแค่ไปตรวจเยี่ยมหนักโทษชั้นดีเสียหน่อย

'เอามีดมาหรือเปล่า' มีดจันทราปลายด้ามถูกฝังอัญมณีสีม่วงปลายดาบโค้งงอคล้ายรูปพระจันทร์เสี้ยว หลิงหลิวเหว่ยยื่นสิ่งนี้ให้แก่จอมมารพร้อมกับแก้วทรงสูงสีทองอร่าม

'อย่าทำอะไรข้าเลยนะ ฮึก ฮึก' จอมมารแสยะยิ้มไม่กล่าวคำใดให้มากความหยิบมีดจันทราปักลงที่ลำคอของผู้เคราะห์ร้ายในนั้นและนำแก้วมารองเลือดยกขึ้นดื่มสดๆ ต่อหน้าเหล่านักโทษชั้นดีและหลิงหลิวเหว่ย

'ส่งวิญญาณมันไปชำระความด้วย' 

'ขอรับท่านจอมมาร' หลังจากพ้นจากคุกของนักโทษชั้นดีจึงเดินไปต่อที่คุกอีกหลังหนึ่ง 

'ข้าจะไปเยี่ยมสหายเก่าสักหน่อย เจ้ารอข้าอยู่ที่นี่แหละ' 

'ขอรับท่านจอมมาร' จอมมารเดินเข้าไปในคุกหลังนั้นโดยปล่อยให้หลิงหลิวเหว่ยยืนรออยู่ด้านนอกคอยอารักขาความปลอดภัย 

กลิ่นน่าสะอิดสะเอียนลอยคลุ้งเข้ามาเขาเดินฝ่าไปเรื่อยๆคุกหลังนี้เอาไว้ขังพวกจอมมารรุ่นก่อน ก่อนที่เขาจะได้รับการแต่งตั้งเป็นจอมมารแน่นอนว่าเขามาพบสหายเก่า สหายเก่าที่มีบุญคุณความแค้นกันอยู่

'เป็นอย่างไรบ้างเผ่ยอวิ๋น ช่วงนี้ข้ามิได้เข้ามาเยี่ยมเจ้าบ่อยเหมือนแต่ก่อน เหงาหรือไม่' จอมมารนั่งท่าขัดสมาธิอยู่หน้ากรงเพื่อสนทนากับเผ่ยอวิ๋น สหายเก่าก่อน 

ก่อนนั้นเขากับเผ่ยอวิ๋นจวินเป็นสหายร่วมเป็นร่วมตายกันมาก่อนแต่เพราะการแก่งแย่งชิงดีภายในตระกูลเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ตัวเขาต้องเสียบิดามารดาและคู่หมั้นไป นั่นคือสาเหตุที่เขาและเผ่ยอวิ๋นสายสัมพันธ์ขาดสะบั้นไม่สามารถกอปรขึ้นมาใหม่ได้แล้ว 

'เฮอะ! ทำไมไม่ปล่อยให้ข้าตายๆไปสักทีให้มันสมกับความแค้นของเจ้า' เผ่ยอวิ๋นกำมือแน่น 

ถ้าหากวันใดเขาหลุดออกจากโซ่ตรวนนี้ได้ เขาจะแก้แค้นและต่อให้มันกลายเป็นการแก้แค้นไปชั่วกัลป์ชั่วกันเขาก็ไม่เสียใจ ทั้งที่เรื่องตอนนั้นเขาไม่ใช่คนผิดและท่านแม่ของเขาก็ไม่ใช่คนผิด แต่หวังเยี่ยนก็…

'ความตายมันง่ายไปหรือเปล่า ข้าจะไม่ฆ่าเจ้าแต่จะทำให้ดวงวิญญาณของเจ้าแตกซ่าน ไร้ตัวตน ฮ่าๆๆ' เสียงหัวเราะของหวังเยี่ยนดังกึกก้องอยู่ในโสตประสาทขอวเผ่ยอวิ๋น ทุกครั้งที่หวังเยี่ยนมา เขามักจะเอ่ยประโยคนี้เสมอ ต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่หวังเยี่ยนลงมือทำจริงดังที่กล่าวไว้

'นี่เจ้า!!' 

'ยังไงเจ้าก็เป็นสหายรักของข้า ข้ากำลังจะมีงานมงคลในเร็ววันนี้ ครั้งนี้ข้าจะได้เป็นจักรพรรดิมารอย่างสมบูรณ์อย่างไรล่ะ หึหึ สิ่งที่พอพ่อชั่วช้าของเจ้าใฝ่ฝันสุดท้ายมันก็ตกมาเป็นของข้า ฮ่าๆๆๆ' หวังเยี่ยนจงใจยั่วโมโห ทว่า

'เจ้าทำไม่สำเร็จหรอก ไม่สำเร็จหรอก ฮ่าๆๆ วันมงคลหรือวันนองเลือดกันนะ ฮ่าๆๆ' กวนประสาทนัก! น่าเสียดายที่ เขาไม่รู้วิธีเปิดคุกนี้เช่นกัน มิเช่นนั้นเขาคงได้ทรมานมันจนวิญญาณมันแตกซ่านไม่เหลือชิ้นดีในปรโลกแห่งนี้แล้ว

'หมายความว่าอย่างไร' จอมมารถามเสียงเหี้ยม ดวงตาสีแดงทับทิมส่องแสงเข้มขึ้นแสดงถึงความโมโห 

'จุ๊ๆๆ ถ้าบอกตอนนี้ก็ไม่สนุกสิ' เผ่ยอวิ๋นหลับตาลงและไม่พูดคำใดต่อ เพียงปรากฎรอยยิ้มตรงมุมปากไว้

'บัดซบ!!' จอมมารได้แต่สบถออกมาอย่างเสียอารมณ์ เขาไม่รู้ถึงความหมายของเผ่ยอวิ๋น

อะไรจะเกิดขึ้นในวันแต่งงานของเขา เจ้าบ้านี่! วางแผนอะไรอยู่?

หวังเยี่ยนเดินกระทืบเท้าปึงปังอารมณ์ไม่ดีออกมาจากคุกหลังนั้น หลิงหลิวเหว่ยมองซ้ายมองขวาเมื่อเห็นว่าไม่มีใครก็นำผ้าขาวสะอาดมาซับเหงื่อให้แก่จอมมาร

'ไปโมโหอะไรมา' 

'ในวันแต่งงานของข้าเพิ่มกำลังทหารอารักขาเป็นเท่าตัวเลย ข้ามีลางสังหรณ์ไม่ดี'

'โถ่ เยี่ยนเยี่ยนหนอเยี่ยนเยี่ยน บัดนี้ก็ยามซวี[3]แล้วกลับตำหนักก่อนดีหรือไม่ เดี๋ยวข้าจักเตรียมน้ำไว้ให้อาบ' หวังเยี่ยนพยักหน้าเล็กน้อยแล้วจึงเดินนำหลิงหลิวเหว่ยเข้าไปในตำหนัก นอนเอกเขนกอยู่บนตั่งทองคำพลางขบคิดในคำพูดของเผ่ยอวิ๋น เจ้านั่นมันวางแผนอะไรอยู่ หากมันยังอยู่ในคุกแต่ยังปากดีฉะนี้แสดงว่ามีคนหนุนหลังมันอยู่ 

'เหว่ยตี้ ข้ามีอะไรจะถามท่าน' 

'หืม?' หลิงหลิวเหว่ยกำลังจัดเตรียมอาบน้ำไว้ใกล้กับหน้าต่างเพื่อให้จอมมารอาบน้ำไปด้วยได้รับพลังจากแสงจันทร์ไปด้วย

'ข้าควรส่งจดหมายไปบอกกล่าวนางก่อนดีหรือไม่ หากว่าข้าอยากจะพบนาง อืม ที่สระมรกตเหลียนไห่'

'ส่งกระเรียนทองไปสิเยี่ยนเยี่ยน' หลิงหลิวเหว่ยแนะนำ วิธีนี้ใช้ออกจะบ่อยแต่เขาจะอ้างอะไรดีล่ะ ระหว่างที่กำลังจะถอดอาภรณ์ออกกลับเหลือบไปเห็นถุงหอมลายวิหคฟื้นจากเถ้าธุลีของตนเลยแนบลงไปด้วยกับกระเรียนทองพร้อมกับเขียนข้อความด้วยลายมือหวัดๆเป็นเอกลักษณ์ ชาโม่หลี่ของเขานางอาจจะยังไม่เคยลองหวังว่านางจะชอบนะ เขาจะเอาให้นางชิมวันพรุ่งนี้ หลังจากส่งกระเรียนทองไปให้เซียนหญิงผู้นั้นเสร็จก็ลงแช่โลหิตที่หลิงหลิวเหว่ยเตรียมไว้ให้ หลิงหลิวเหว่ยเองก็ช่วยตักโลหิตในอ่างชำระร่างกายให้แก่หวังเยี่ยน..

'ไม่น่าเชื่อเลยว่าท่านจะเคยเป็นเทพเซียนมาก่อน ไม่รังเกียจโลหิตเหล่านี้หรือ' หลิงหลิวเหว่ยยิ้มอ่อนโยนส่งไปให้จอมมาร

'ข้าอยู่กับท่านมาหลายแสนปีแล้ว เกิดเป็นความเคยชิน หากรังเกียจคงไม่มาทำหน้าที่นี้ดอก ข้าเคยเป็นเทพเซียนก็จริงแต่ก็แค่เคย' หลิงหลิวเหว่ยไม่เคยเสียใจที่มาอยู่กับจอมมารท่านนี้ หากตัดเรื่องที่เขาต้องใช้โลหิตจากคนบาปทั้งหลายนี้ เขาก็เป็นจอมมารที่มีคุณธรรมและเด็ดเดี่ยวมากคนหนึ่ง นิสัยตรงไปตรงมาไม่เสเเสร้ง ด้วยความเลื่อยใสจึงทำให้เขาตัดสินใจหันหลังให้โลกเซียนเพื่อรับใช้จอมมารท่านนี้

'ขอบใจมากนะเหว่ยตี้ หากไม่มีท่านข้าคงลำบากมาก ' จอมมารถอนหายใจออกมา หลิงหลิวเหว่ยก็ได้แต่ส่งยิ้มให้พลางนวดผ่อนคลายให้แก่จอมมาร 

เป็นมารแล้วอย่างไร? เป็นเซียนแล้วอย่างไร?  ข้าก็คือข้า นั่นคือสิ่งที่หลิงหลิวเหว่ยคิด 

เมื่อเลือกภักดีต่อจอมมารแล้ว มิมีวันทรยศ

เดิมทีก็มิได้คิดว่าจะมาตามจดหมายลับนั้น ทว่า รู้ตัวอีกทีกลับมานั่งรอเขาอยู่สระน้ำมรกตนี้เสียแล้ว 

'ท่านเซียนหญิงเอาอะไรมาด้วยหรือเพคะ' วันนี้จื่อจิงตื่นสายกว่าเซียนท่านนี้สักหน่อยแต่เพราะเตรียมอ่างล้างหน้าไว้ให้แต่คืนวาน เซียนหญิงท่านนั้นจึงไม่ได้ปลุกนางให้คอยรับใช้กว่านางจะตื่นก็พบว่าเซียนท่านนั้นชำระร่างกายตนเองเสร็จแล้วอีกทั้งยังไม่ลืมที่จะผูกผ้าแพรขาวปิดตาไว้และนำตระกร้าใบหนึ่งเตรียมไว้ด้วยจึงมิรู้ว่าข้างในคือสิ่งใด 

'ขนมจากสมุนไพร' เฟิงจางจิ้งตอบเสียงเรียบ หวังลึกๆไว้ในใจว่าจอมมารจะมาตรงเวลา

'ทำให้จอมมารหรือเพคะ' จื่อจิงหัวเราะคิกคัก

'ก็เขาเตรียมชามาให้ข้า ส่วนข้าเตรียมขนม เช่นนี้จะได้มิมีผู้ใดได้เปรียบเสียเปรียบ' เฟิงจางจิ้งชี้แจงแก่จื่อจิงที่ดูเหมือนจะยังหยอกล้อนางไม่เลิก

'เพคะ เพคะ ท่านเซียนหญิง' จื่อจิงนำผ้ามาปูและยกขนมของท่านเซียนหญิงออกมาจัดใส่จานเตรียมไว้ หลังจากนั้นไม่นานจอมมารก็ปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับชุดถ้วยชาที่หลิงหลิวเหว่ยเป็นผู้ถือ จอมมารท่านนั้นก็นิสัยแปลกประหลาด มีใครที่ไหนกันเขาถือถ้วยชาเหินฟ้ากันมาอย่างนี้ จื่อจิงเห็นแล้วก็อยากตำหนินัก ชุดถ้วยชาชุดนั้นเป็นของเก่าแก่เทียว นางจำได้ว่านายท่านใหญ่คนก่อนชื่นชอบชุดเครื่องชาชุดนี้มากเพราะเป็นของที่นายท่านหญิงใหญ่ปั้นเองกับมือด้วยความปราณีตใช้เวลาถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน

'คำนับท่านจอมมารเพคะ' หวังเยี่ยนพยักหนารับ เซียนท่านนั้นยังงดงามเช่นเดิมแม้จะยังสวมผ้าแพรขาวนั้นอยู่ก็ตาม 

'เสี่ยวจิ้ง ทำไมยังใส่ผ้าแพรขาวนี้อยู่อีก' หวังเยี่ยนขมวดคิ้วเข้มเข้าหากันอย่างไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่นัก 

นางงดงามก็จริงแต่ถ้าปลดออกคงจะงามยิ่งกว่า

'ท่านก็เห็นเมืองสวรรค์สว่างปานนี้ ข้าแสบตา ท่านคงไม่ขัดข้องอะไรนะ' 

'หากเป็นเช่นนั้นก็แล้วแต่เจ้าเถิด' เฟิงจางจิ้งยกยิ้มอย่างพอใจพลางนั่งลงตรงที่ที่จื่อจิงจัดเตรียมไว้ให้

'เชิญหวังเยี่ยนจวิน' มือเล็กผายออกมาเป็นการเชื้อเชิญ จอมมารหนุ่มจึงนั่งลงในทันที 

'ข้าอยากสนทนากับเทียนจวินสักหน่อย รบกวนจื่อจิงพาข้าไปส่งที'

'ย่อมได้' หลิงหลิวเหว่ยและจื่อจิงมองตากันอย่างรู้ใจและพากันเดินออกไป 

'ชานี้คือชาโม่หลี่ เจ้าลองชิมดู' จอมมารหนุ่มบรรจงรินชาและส่งไปให้แก่เฟิงจางจิ้ง

'ทำจากดอกโม่หลี่กระนั้นหรือ' 

'อืม' 

'บังเอิญจริง ข้าทำขนมจากดอกโม่หลี่มาด้วย ลองชิมดู' เฟิงจางจิ้งหยิบขนมชิ้นหนึ่งออกมาจากจานแล้วยื่นจ่อริมฝีปากจอมมารอย่างลืมตัว จองมารมองนิ่งแต่ยังมิยอมกิน

'กินสิ' เฟิงจางจิ้งรบเร้าอีกครั้ง จอมมารยกยิ้มตรงมุมปากแล้วกัดเข้าไปที่ขนมคำโตจนริมฝีปากของเขาสัมผัสเบาเบาที่ปลายนิ้วของนาง นางชักมือกลับในทันที

'รสชาติดี ข้า..ชอบ' พวงแก้มขาวใสขึ้นสีแดงปลั่งราวกับลูกตำลึง นางยกชาขึ้นซดอย่างอุกอาจ

'เหตุใดวันนี้จึงนัดข้ามาคงมิใช่ว่าเพียงอยากดื่มน้ำชากับข้าแค่นั้นนะ' 

'เสี่ยวจิ้ง ข้าแค่อยากเจอหน้าเจ้าแล้วก็เรื่องคำขอของข้า เจ้าตอบหรือยัง' เขากำลังจ้องมองเซียนชุดขาวอย่างนึกเอ็นดูอยู่ 

'อืม ข้าตอบแล้ว' เขาจ้องมองนางอย่างคาดคั้น คิดว่านางคงรับรู้ได้แม้มิได้มองเห็นและแน่นอนนางรับรู้ได้

'แต่..เมื่อไหนก็เมื่อนั้น’' เฟิงจางจิ้งยื่นคำขาด ข้างเอวของนางยังมีถุงหอมของเขาแขวนอยู่

'ถุงหอมที่ข้าให้ ชอบหรือไม่' หวังเยี่ยนนั่งเท้าคางมองหน้านางอย่างใกล้ชิด

'คือกลิ่นของอะไร หอมดี' 

'กลิ่นบุหงา' 

'แบมือหน่อย' ผ้าเช็ดหน้าปักลายบุปผานานาชนิดสลักชื่อเฟิงจางจิ้งไว้ตรงมุมล่างซ้ายอย่างสวยงามและกลมกลืน นางวางลงบนฝ่ามือของหวังเยี่ยน 

'ให้ท่านเก็บไว้' เฟิงจางจิ้งมีกลิ่นกายที่หอมอยู่แล้วเพราะบิดาและมารดาของนางผู้หนึ่งเป็นเซียนบุปผาและผู้หนึ่งเป็นเซียนมังกรแต่นางออกจะคล้ายเซียนบุปผามากกว่าจึงมีกลิ่นกายที่หอมมวลบุปผามากและมิจำเป็นต้องใช้เครื่องหอมแม้แต่น้อย แน่นอนว่าผ้าเช็ดหน้าผืนนี้เป็นสิ่งเดียวที่นางมีและพกติดตัวตลอด ในเมื่อเขามอบถุงหอมให้นางนางย่อมต้องมอบของสักสิ่งหนึ่งให้แก่เขา 

'เหตุใดจึงให้' เขาสูดกลิ่นหอมจากผ้าเช็ดหน้าเงียบๆ กลิ่นหอม หอมเหมือนกลิ่นกายนาง 

'ท่านให้ถุงหอมประจำกายแก่ข้า ข้าจึงให้ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้แก่ท่านเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน' รอยยิ้มเล็กๆผุดขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว จอมมารจ้องมองรอยยิ้มนั้นอย่างหลงไหล งดงามปานนี้จริงๆ สมดั่งที่หลิงหลิวเหว่ยกล่าวมิมีผิด 'งามล่มนรกล่มสวรรค์' ระหว่างที่ทั้งสองสนทนากันอยู่นั้นกลับมีเสียงฝีเท้าหลายคู่กำลังเดินตรงมาทางนี้ รัศมีเทพสีฟ้าแผ่กระจาย 

'เยี่ยนเยี่ยยขึ้นมาแดนสวรรค์แต่ไม่มาเยี่ยมพวกข้า ใจร้าย ' 

[1] ยามเซิน คือ ช่วงเวลา 15.00 – 16.59 น.

[2]น้ำชาจากดอกมะลิ

[3]ยามซวี คือ ช่วงเวลา 19.00 – 20.59 น.

 

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ื 21 ปลอบโยน

    ตั้งแต่เมื่อวานที่เสียวจิ้งสนทนากับผานเยว่ถิง นางก็เก็บตัวอยู่แต่ในห้องจนจวนจะถึงวันที่ข้าจะแต่งตั้งนางเป็นจักรพรรดินีมาร นางยังไม่ออกจากห้องห้องนั้นเลยแม้แต่ก้าวเดียว เรื่องราวอะไรกันที่ทำให้นางเศร้าปานนั้น ผานเยว่ถิงเคยกล่าวถึงสตรีเซียนนางหนึ่งอันเป็นสหายรักเมื่อครั้งลงไปฝึกฝนวิชาเซียนก่อนผ่านด่านเคราะห์เลื่อนขั้นเป็นซ่างเซียนฟังมาว่าสตรีผู้นั้นรักชอบกับบุรุษผู้หนึ่งแต่มิอาจอยู่เคียงคู่กันได้ ทั้งสองต่างมีตำแหน่งสูงส่ง ต่างมีหน้าที่ ต่างมีชะตาที่ถูกกำหนด คิดๆดูแล้วหวังแต่ว่าสหายผู้นั้นจะมิใช่ผู้เป็น'ฟูเหริน'ของข้าในตอนนี้ เรื่องราวความรักในอดีตย่อมเป็นอดีตไปรื้อฟื้นย้อนคิดไปแล้วก็มีแต่ชอกช้ำกับเจ็บช้ำ สองความรู้สึกนี้แม้คล้ายกันมากแต่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ชอกช้ำอาจชอกช้ำไปจนวันตายแต่เจ็บช้ำยังพอมีเวลาที่จะรักษาให้หายได้..'โอสถได้แล้วขอรับท่านจอมมาร' น้ำเสียงสุภาพของหลิงหลิวเหว่ยดึงข้าหลุดออกจากภวังค์ อาภรณ์แพรเขียวพลิ้วไสว ใบหน้ายิ้มแย้มเห็นลักยิ้มถือถ้วยยาโอสถทิพย์มาให้แต่เดิมทีเรื่องยาคงมีแต่ไว้ใจให้ฮูหยินดูแล คราวนี้ฮูหยินกลับป่วยเสียเองมีแต่เปิ่นจวินที่จะต้องดูแลเอาอกเอาใจภร

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 20 ความจริงในอดีต

    เมื่อเล่าเรื่องราวมาถึงตรงนี้แล้วก็เกิดความรู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมา เฟิงจางจิ้งเซียนเมื่อเทียบนิสัยตอนนี้กับตอนนั้นแล้วมีเพียงสิ่งเดียวที่ไม่แตกต่างเลยคือ ความเห็นใจที่นางมีต่อสรรพสิ่ง ความอ่อนโยนในความเเข็งกระด้าง เพียงแต่ครานั้นนางยังดูสดใสและมีชีวิตชีวามากกว่านี้มาก'จริงๆเรื่องราวระหว่างเรา ข้าจำได้ชัดเจนแจ่มแจ้งทุกประการเว้นแต่เรื่องชายคนนั้นที่คล้ายว่าจะจำได้บ้าง ลืมไปบ้าง' 'ถ้าอย่างนั้นคงมิต้องรื้อฟื้นเรื่องราวระหว่างข้ากับท่านคราวนั้นอีกแล้ว'เพราะหากรื้อฟื้นไปคนที่นึกเจ็บใจคงมีแต่ข้า ข้าเท่านั้นผานเยว่ถิงพยักหน้าให้กับตัวเองดวงตาหลุบต่ำลงราวกับหวนนึกอะไรบางอย่างใจความสำคัญของเรื่องนี้เท่าที่ข้าจำได้ จำได้อย่างถี่ถ้วนคือตอนที่เฟิงจางจิ้งเซียนกำลังเลื่อนขั้นเป็นซ่างเซียน เฟิงจางจิ้งเซียนต้องรับพิษจากบุปผาสิบชนิดแต่เดิมทีพิธีนี้เป็นกฏมณเฑียรบาลของเผ่าบุปผา มีข้าและเสวี่ยอิงร่วมอยู่ด้วยในเหตุการณ์ แต่เฟิงจางจิ้งเซียนไม่สามารถผ่านด่านบุปผาพิษสิบชนิดได้ท่ามกลางความตระหนกตกใจกลับมีหลายเรื่องที่เซียนหญิงคนนั้นไม่บอกกล่าวกับใครและมิมีผู้ใดได้รู้เป็นความผิดพลาดมหันต์'เสี่ยวจิ้ง!'ภา

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 19 กระบี่เฟิงจางจิ้ง

    หลายๆวันมานี้ท่านเซียนหญิงเฟิงจางจิ้งและเสวี๋ยอิงต่างทำหน้าที่ดูแลพวกข้าได้อย่างดีเยี่ยม วิชาเซียนของพวกเขาทั้งสองเรียกได้ว่าเป็นเทพเซียนที่แท้ ข้ายังคอยเป็นที่ปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งคู่อยู่เสมอมิรู้ว่าเลื่อนขั้นไปถึงไหนกันแล้ว เสวี๋ยอิงคนนั้นยามอยู่กับเฟิงจางจิ้งเซียนเพียงลำพังแสนแตกต่างกับตอนที่พูดคุยกับพวกข้าอย่างมากข้าสังเกตเสวี๋ยอิงตั้งแต่วันเเรกจนวันสุดท้ายสรุปความได้ว่า เสวี๋ยอิงคนนี้เป็นวิหคเหมันตกาลโดยแท้ นับถือวิถีเซียนเคร่งครัด และที่สำคัญเขารักของเฟิงจางจิ้งเซียนสหายของข้าอย่างแท้จริง ข้ากับเฟิงจางจิ้งเซียนตกลงกันไว้ว่าหลังจากจบการฝึกปรือครั้งนี้จะรับข้าเข้าไปเป็นพี่เลี้ยงในวังสวรรค์'ความพยายามของพวกเจ้า เปิ่นจวินเห็นแล้วว่าสมควรแก่เวลา กระบี่ของผู้ใดจะกลับคืนสู่เจ้าของ' หลงลี่เสกกระบี่อันทรงฤทธิ์ที่ส่องแสงเรืองรองและส่งคืนสู่เซียนผู้เป็นเจ้าของ กระบี่เหล่านั้นลอยกลับมาอยู่ตรงหน้าผู้เป็นเจ้าของ'กระบี่มีจิตวิญญาณของมัน ผู้เป็นเจ้าของต้องตั้งชื่อด้วยก่อนจะเซ่นกระบี่ด้วยเลือด''ขอรับ! เจ้าค่ะ! ซือฝุ' เซียนสตรีและเซียนบุรุษทั้งหกขานรับ

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 18 รักครั้งเก่า

    'เสวี๋ยอิง เฟิงจางจิ้งเซียนฝากข้ามาตามท่านไปที่เรือนไผ่ด้านหลัง' เรือนไผ่ด้านหลังที่ว่า อยู่ริมธารน้ำตกที่ข้าใช้วิชาสนทนากับหวังเยี่ยนเกอเรือนไผ่นั่นดูเหมือนจะเป็นเรือนไผ่ที่ท่านเซียนเนรมิตขึ้นมาเพราะตอนที่ข้าไปไม่เห็นจะมีเรือนไผ่อยู่พลังเซียนของเฟิงจางจิ้งเซียนเหนือชั้นกว่าเซียนคนอื่นมากอย่างข้าคงเสกได้เพียงแค่เก้าอี้หนึ่งตัวกับวิชาเจ้าเล่ห์เล็กน้อยที่หวังเยี่ยนสอนก็เท่านั้น'รบกวนแม่นางช่วยนำทางไปที' เขากล่าวเสียงเรียบพลางสะบัดชายผ้าขาวอย่างอ่อนโยนยามอยู่ใกล้เขารู้สึกหนาวเหน็บจริงสมแล้วที่เป็นถึงวิหคหิมะ'ตามข้ามาเถิด' เขาเดินตามข้าอย่างสงบเสงี่ยมจริงแท้หรือวิสัยของพวกวิหคหิมะเป็นเช่นนี้เอง แม้แต่เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เคร่งครัดวิถีเซียน'ขอบคุณที่มาส่ง''ไม่ต้องเกรงใจ พวกท่านสูงส่งกว่าข้า ข้าย่อมยินดีช่วย' เขาพยักหน้ารับเงียบๆแล้วเดินเข้าไปนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ไผ่ฝั่งตรงข้ามกับฝั่งที่เฟิงจางจิ้งเซียนนั่งกึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่ พูดได้ว่าน่าเอ็นดู ข้าแอบมองอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลหาที่เหมาะๆสักที เสกกาน้ำชาหนึ

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 17 คนแซ่เสวี่ย

    บรรดาเหล่าเซียนยืนเรียงกันเป็นสองแถวแบ่งแยกสตรีและบุรุษเพียงแค่โดดลงเหวก็ตกลงมาโผล่ที่หุบเขาไท่ซาน ไม่คิดว่าหุบเขาแห่งนี้จะยังมีสำนักที่คล้ายสำนักสงฆ์อยู่ เบื้องหน้ามีเสามังกรสีเหลืองอร่ามสลักรูปปั้นมังกรสามหัวขนาดยักษ์มันถูกตั้งไว้กลางโถง ช่างเสมือนจริงเหลือเกิน..'เสวี๋ยอิงคารวะท่านอาจารย์' ชายหนุ่มหัวขาวก้มโค้งคำนับต่อหน้ารูปปั้นมังกรสามหัวอาจารย์ที่ไหนกันไม่เห็นจะมีใครสักคน เฟิงจางจิ้งคิด'ถือว่ามีฝีมือ ส่วนคนอื่นยังต้องฝึกอีกมาก' ร่างมังกรสามหัวแปรเปลี่ยนเป็นบุรุษสามคน หน้าตางดงาม สวมชุดฮั่นฝูสีดำ รูปร่างแกร่งกำยำ มองแค่ตาเปล่าก็สัมผัสได้แล้วว่าปราณเซียนของพวกเขาแข็งแกร่งเพียงใดข้ายังเคยได้ยินมาว่าพวกเขาทั้งสามเป็นสัตว์เทพแห่งบรรพกาลที่บังเกิดมาพร้อมกับเหล่าอสูรร้ายแห่งบรรพกาลอย่างเช่น อสูรเถาอู้กับฮุ่นตุ้น[1]'เสี่ยวเซียนทั้งห้าขอคารวะท่านอาจารย์' เฟิงจางจิ้งเซียนกล่าวนำข้าและเพื่อนพ้องอีกสามคนจึงพากันก้มโค้งคารวะดังที่เฟิงจางจิ้งกล่าวนำไว้ ไม่แน่ว่าในช่วงหลายวันมานี้อาจมีแต่เรื่องสนุกเกิดขึ้น'ไม่ต้องมากพิธี ข้าเ

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 16 เรื่องในอดีต

    ‘ยินดีต้อนรับกลับ' หวังเยี่ยนเดินเข้าไปกอดซ้อนอีกทีหนึ่ง เขาไม่รู้มาก่อนว่าพวกนางรู้จักกันคนหนึ่งก็เปรียบเสมือนน้องสาวในไส้ส่วนอีกคนก็คือภรรยาของเขา จากนี้ไม่ว่าเรื่องราวจะเป็นเช่นไร เขาจะเป็นคนปกป้องพวกนางเอง ไม่มีผู้ใด ไม่มีอดีตและแม้อดีตจะลบล้างไม่ได้ หากแต่เมื่อวันวานแห่งความขมขื่นผันผ่านไป หลังจากนี้เขาจะเป็นแสงสว่างชี้นำพวกนางเอง พวกนางคงยังมีความหลังให้ระลึกถึงกันอีกมากเห็นสมควรปล่อยให้สนทนากันเพียงลำพัง กิจของสตรีบุรุษมิควรยุ่งจอมมารสะกิดหลิงหลิวเหว่ยพยักพเยิดหน้าไปทางประตูแล้วพากันเดินออกไปเงียบๆ เซียนหญิงกับมารสาวมองหน้ากันร่ำไห้กันเงียบงัน ก่อนจะบอกเล่าถึงความทรมานแสนสาหัสและเรื่องเขา'คนนั้น''เยว่ถิง ทำไมถึงได้กลายเป็นแบบนี้แล้วเจ้ากับจอมมารรู้จักมักจี่กันตั้งแต่เมื่อไหร่''ไม่เจอกันเพียงไม่กี่แสนปี ท่านหญิงของข้ากลายเป็นคนช่างถามแล้วรึ''เพราะข้าสนิทใจที่พูดคุยกับเจ้าต่างหาก!'

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 14 แตกหัก

    หวังเยี่ยนและเฟิงจางจิ้งแยกกันไปถอดเครื่องแต่งกายออกแล้วสวมชุดตามเดิมเพื่อมาหารือกันเรื่องเหล่าองครักษ์มารของเผ่ยอวิ๋นจวิน ผู้อาวุโสทั้งสี่ยินดียื่นมือเข้ามาช่วย หวังเยี่ยนออกจะเสียด

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 13 คำนับฟ้าดิน

    วังมังกรเนรมิตถูกจัดตกแต่งด้วยสาหร่ายแดงที่พอจะหาได้และผ้าไหมแดงที่พอจะมีอยู่บ้าง จื่อจิงรับหน้าที่เป็นแม่งานจัดเตรียมหน้างานทั้งหมด ยังรู้สึกผิดหวังที่งานเเต่งอลังการถูกพังทลายลงอีกทั้งตี้จวิน[1]คนนั้นเหตุใดจึงละเลยเรื่องนี้ ผ่านมาแล้วสามวันกลับไม่มีข่าวคราวจากวังสวรรค์ส่งมาเลยแม้แต่น้อย'

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 12 สองดวงจิตในร่างเดียว

    เหล่าหลงทั้งสามพาพวกข้ากลับมายังหุบเขาสิ้นชีวาอีกครั้ง แต่พวกทหารชุดดำเหล่านั้นก็ยังตามข้ามาทันอยู่ดี ข้าจึงลุกขึ้นยืนหยัดสั่งให้หลงลี่พาคนที่บาดเจ็บกลับไปที่วังมังกรเนรมิตก่อนแล้วจึงไปประจันหน้ากับเหล่าทหารชุดดำ'นี่ไม่ใช่เรื่องของท่านเซียนใยต้องยื่นมือเข้ามาด้วยเล่า' หมิงป๋ายยิ้มเย้ยหยัน ข้าต้องระง

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 11 วิวาห์ย้อมโลหิต

    หลิงหลิวเหว่ยและปี้เฉียงเดินเข้ามาในห้องโถงเงียบๆ เห็นจอมมารกุมมือท่านหญิงเซียนอยู่แต่ท่านหญิงเซียนแลดูมีเรื่องลำบากใจ ตอนนี้จดหมายตอบรับได้มาถึงแล้ว เขาควรนำไปรายงานแก่จอมมาร เจ้าปี้เฉียงนี่ก็ตามติดเป็นเงาตามตัวน่ารำคาญจริง เมื่อไหร่จะกลับเผ่าหงสาไปสักที'ท่านจอมมารขอรับ สาน์สตอบรับมาถึงแล้ว' หลิ

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status