Share

บทที่ 9 ห่วงหา

last update Tanggal publikasi: 2024-11-14 21:00:27

สองวันล่วงเลยผ่านไปแล้วข้ายังมิได้ข่าวสารหรือการติดต่อจากจอมมาร วันนั้นก่อนจากกันเขาดูรีบร้อนคล้ายว่ามีเรื่องสำคัญต้องไปจัดการย้อนนึกดูแล้วก็รู้สึกสงสัยขึ้นมาอยู่บ้าง ไม่น่าเชื่อว่าจอมมารท่านนั้นเขายังมีเรื่องต้องทำกับคนอื่นเขาด้วย

‘จื่อเออร์ จอมมารเขายุ่งมากเลยหรือ’

‘ท่านหญิงคิดถึงจอมมารหรือเพคะ’ จื่อจิงยิ้มกริ่ม นึกอยากจะหยอกล้อเซียนหญิงในชุดขาวผู้นี้เหลือเกินแม้มิได้เอื้อนเอ่ยวาจาแต่กลับแสดงออกให้เห็นอย่างไม่ปิดบัง

‘สำรวมกิริยาหน่อย จื่อเออร์’ ข้ามิได้ปฏิเสธแต่ก็มิได้ยอมรับ หากจะคิดถึงคงจะคิดถึงในแบบที่ว่ากังวลใจว่าเขาจะไปก่อเรื่องอะไรเสียมากกว่า

‘เพคะท่านหญิง’ ข้าปรายตามองจิ่อจิงที่ยังยิ้มล้อเลียนไม่เลิก จอมมารท่านนั้นเหตุใดถึงได้หายไปเงียบๆ ชีวิตของข้ากลับสู่ความสงบสุขแล้วก็จริงแต่กลับรู้สึกใจหายอย่างไรมิรู้ หลายวันมานี้มัวแต่ยุ่งวุ่นวายเกี่ยวกับเรื่องแต่งงานกับจอมมารจึงยังไม่ได้กลับไปจัดการเรื่องราวที่หุบเขาสิ้นชีวาป่านนี้แล้วคงโกลาหลน่าดู อย่างไรเสียก็ควรเข้าไปบอกกล่าวแก่เซียนน้อยสักหน่อยอีกทั้งยังถือโอกาสนี้หาดอกหอมหมื่นลี้มาทำถุงหอมให้แก่จอมมารเนื่องในวันแต่งงานด้วย สำหรับพิธีคงต้องรบกวนเซียนน้อยยกเหล้ามักที่ข้าหมักเองกับมือมาเป็นเวลาสามแสนปีขึ้นมาสวรรค์ชั้นฟ้าในงานเลี้ยงเฉลิมฉลองอภิเษก

‘จื่อเอ๋อร์ ข้าจะไปที่หุบเขาสิ้นชีวาสักหน่อยเจ้าจะไปกับข้าด้วยหรือไม่’

‘เพคะ จื่อเอ๋อร์ย่อมต้องตามรับใช้ท่านหญิงอยู่แล้ว’ ครั้งนี้ข้าปลดผ้าแพรขาวแล้ว คิดว่าเวลานี้คงเหมาะสมพอ

กลิ่นอบอวลมวลบุปผาและสมุนไพรตลบอบอวลไปทั่วผืนป่า เฟิงจางจิ้งชำนาญทางอยู่จึงเป็นผู้นำทางแท้จริงเหตุผลที่หลายปีมานี้นางขลุกอยู่ในป่าเพียงเพราะว่านางได้สร้างหอคอยบุปผกาแก้วไว้ภายในหุบเขาแห่งนี้ นางทำหน้าที่ดูแลสมุนไพรดอกไม้นานาชนิดควบคู่กับเหล่าเซียนบุปผาฝึกหัด ต่อจากนี้หวังว่าคงไว้วางใจให้หนึ่งในเซียนบุปผาน้อยทำหน้าที่ดูแลแทนส่วนนางก็ต้องไปทำหน้าที่เป็นประมุขคู่กายของหวังเยี่ยนจวินคงมิได้มีเวลากลับมาดูแลที่นี่เฉกเช่นเดิม

'ท่านหญิงเพคะ เหตุใดทางเดินที่นี่จึงสลับซ้อนพิกลราวกับเขาวงกตเช่นนี้' 

'แต่กาลก่อน ป่าแห่งนี้อุดมสมบูรณ์ไปทุกส่วน ทว่า เมื่อหลายแสนปีเผ่ามังกรกับเผ่าหงสามีสงครามกันเกิดขึ้น ทำให้ป่าเเห่งนี้โดนคำสาปบิดเบี้ยวผิดแปลกไป สิ้นสงครามข้าเห็นว่าเป็นเช่นนี้แล้วจึงมาอยู่คอยดูแลเพราะสมุนไพรที่นี่ดีมากทีเดียว' นางหลุบสายตาต่ำลงเหตุผลนี่ก็ส่วนหนึ่ง เหตุผลที่แท้จริงก็อีกอย่างหนึ่ง ความร้ายแรงแม้เจ้าตัวไม่ชดใช้ นางก็ยังยินดีจะชดใช้ให้ ตำแหน่งสูงส่งแล้วไฉนหากแต่ยังมีเรื่องให้ต้องชดใช้อยู่ ชีวิตของนางยังแลกไม่ได้แม้กระทั่งชีวิตของเขา 

'ถ้าอย่างนั้นนั้นสิ่งมีชีวิตที่นี่ล่ะ' 

'สิ่งมีชีวิตงั้นหรือ ไม่มี หากแต่มีหุบเขานี้จะชื่อหุบเขาสิ้นชีวาหรือ' เฟิงจางจิ้งเดินนำจื่อจิงไปจนถึงกระท่อมหลังเล็กหลังหนึ่งในกระท่อมหลังนั้นมีหอคอยขนาดจิ๋วทำจากหยกเขียวราวสิบแปดชั้นด้านรอบหอคอยนั่นคล้ายกับว่ามีประการเซียนสีขาวขุ่นคอยอ้อมล้อมปกป้องอยู่ อีกทั้งหอคอยนั้นถูกวางอยู่ในกรงมังกรขาวสามเศียร มันกำลังหลับใหลกอดหอคอยไว้กับอุ้งเท้าอย่างหวงแหน

'เหล่าหลงเมิ่ง เหล่าหลงลี่ เหล่าหลงฮั่ว ข้ากลับมาแล้ว' เฟิงจางจิ้งเปร่งเสียงอ่อนหวานเรียกมังกรขาวที่หลับใหลอยู่ เจ้ามังกรขาวทั้งสามเศียรค่อยค่อยอ้าปากหาวและลืมตาตื่นขึ้น 

มันแปลงร่างเป็นมนุษย์ แยกออกเป็นสามคน ทั้งสามคนก้มโค้งคารวะท่านเซียนหญิง

'คารวะเฟิงจางจิ้งเซียน' นางยิ้มอ่อนโยนและพยักหน้าให้เป็นที่รับรู้

'เป็นอย่างไรบ้าง ข้าจากไปเสียนาน' 

'ทุกอย่างเรียบร้อยดีฝ่าบาทเพียงแต่เจ้าหลงเมิ่งชอบแอบออกจากกรงไปเกี้ยวเซียนเผ่าอสรพิษอยู่บ่อยๆ ' 

'อย่างงั้นหรือ นางเป็นใครกัน' หลงเมิ่งหันไปค้อนขวับกับพี่ชายของตนเอง

'ฝ่าบาทอย่าเชื่อหลงฮั่ว เขานั่นแหละที่ชอบไปเหล่เซียนวารี' หลงเมิ่งกล่าวฟ้องกลับ ทั้งคู่ตั้งท่าจะวางมวยกันอยู่แต่ทว่า 

ผลัวะ ผลัวะ 

' พวกเจ้านี่นะ ต่อหน้าท่านเฟิงจางจิ้งมิควรไร้มารยาท' หลงลี่ ตบหัวน้องชายทั้งคู่ ชอบตีกันอยู่เรื่อยเลย

'ต้าเกอ!'

'ต้าเกอ!' ท่าทางกระเง้ากระงอดของทั้งสองคนแสนน่าเอ็นดู จื่อจิงหัวเราะร่วนกับท่าทางของมังกรสามหัวสามพี่น้อง

'เอาล่ะ เลิกเถียงกันก่อนวันนี้ข้ามีเรื่องสำคัญที่ต้องสั่งการกับพวกเจ้าทั้งหมด' 

'พวกเราทั้งสามต้องเขาไปรับฟังภายในหอบุปผาแก้วด้วยหรือไม่ขอรับ'

'ไม่ต้อง หลังจากข้าออกมาแล้วข้าจะพูดกับพวกเจ้าอีกที' 

'รับทราบขอรับฝ่าบาท' 

'แล้วแม่นางท่านนั้น ? ' หลงลี่เอ่ยถามจื่อจิงอย่างสุภาพใบหน้าเรียบนิ่ง คลี่ยิ้มบางส่งไปให้ 

'อ่อ นางเป็นมารน้อยจากเผ่าวิหค มีนามว่า จื่อจิง' มารน้อยงั้นหรือ ? หลงลี่กลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ทั้งๆที่น่าสนใจมากแท้ๆ นานทีจะมีหญิงงามหลุดออกมาให้ได้เชยชม

งามเพียงนี้คิดว่าเป็นเซียนน้อยที่ไหนที่แท้กลับเป็นมารน้อยเสียได้

'จะรังเกียจหรือไม่หากข้าเชิญให้แม่นางจื่อจิงนั่งพูดคุยอยู่ข้างนอก ภายในหอคอยมีเพียงแต่เทพเซียนเท่านั้นที่จะเข้าไปได้' หลงลี่กล่าวอย่างสุภาพที่สุดเพราะหากให้เจ้าน้องชายสองคนนี้พูด คงพูดจาไม่เข้าหูมีแต่จะต่อยตีกันอย่างเดียวเสียมากกว่า

'ลำบากท่านแล้ว เชิญท่านเซียนหญิงเถิดเพคะ จื่อจิงจะรออยู่ข้างนอก' 

'อืม เหล่าหลง อย่ารังแกจื่อจิงเชียว นางเป็นแขกคนสำคัญของข้าโดยเฉพาะหลงเมิ่งกับหลงฮั่ว ' นางออกคำสั่งแก่สามเซียนมังกรหนุ่ม 

'ขอรับ!' ทั้งสามรับคำสั่งแล้วจึงเดินนำจื่อจิงเข้าไปในวังมังกรอีกหลังที่เฟิงจางจิ้งเคยเนรมิตไว้ให้ ส่วนเฟิงจางจิ้งก็หายเข้าไปในหอคอยบุปผกาแก้ว

หลังจากเข้ามาในหอคอยบุปผกาแก้วเฟิงจางจิ้งก็คอยตรวจดูปราการเซียนที่ตนกับเซียนน้อยร่วมกันสร้างจนแข็งแรงดีว่ามีอะไรเสียหายหรือไม่ นางร่ายมนตร์เพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ปราการเซียนเพิ่มขึ้นไปอีก

'คารวะท่านเซียนหญิงเพคะ' เหลียนฮวาฮวาเซียนดอกบัวหลวงทิพย์ก้มโค้งคำนับเฟิงจางจิ้งที่กำลังร่ายมนตร์ซ่อมแซมปราการเซียนให้แข็งแรงขึ้น เมื่อเห็นว่าปราการเซียนแข็งแรงขึ้นเป็นเท่าตัวจึงผละออกมาพูดคุยกับเหลียนฮวาฮวา

'อืม ทุกคนอยู่พร้อมหรือไม่'

'เพคะ ท่านเซียนมีอะไรจะรับสั่งหรือเพคะ' 

'เรียกทุกคนมาให้พร้อมที่บ่อบัวเบญจมา ข้าจะมีเรื่องสำคัญต้องบอกกล่าว' 

'เพคะ' เหลียนฮวาฮวาเมื่อได้รับสั่งจึงทำหน้าที่ไปเรียกเซียนน้อยอื่นๆมา เฟิงจางจิ้งจึงเดินนำไปรอที่บ่อบัวเบญจมาก่อนแล้ว ดอกบัวสีม่วงเบ่งบานเต็มทั่วบ่อไปหมด เซียนน้อยที่นี่แม้ไม่มีนางคอยรับสั่งก็ยังสามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี นางวางใจแล้ว ต่อให้นางไม่ได้อยู่ที่นี่ตลอดเฉกเช่นแต่ก่อนก็ไม่น่าจะมีปัญหาอันใด

 ไม่นานนักเหล่าเซียนทั้งชุดขาวและชุดสีฟ้าครามที่นางแบ่งไว้ก้มากันพร้อมหน้า

'พวกเจ้าอยู่ในหอคอยนี้คงยังไม่รู้ว่าข้ากำลังจะอภิเษกสมรสแล้ว ข้ากำลังจะอภิเษกสมรสกับโม่จวิน หลังจากนี้ข้าขอมอบหน้าที่ให้แก่เหลียนฮวาฮวาเป็นผู้ออกคำสั่งและดูแลหอคอยบุปผกาแก้ว ผู้ที่ออกคำสั่งกับพวกเจ้าได้มีเพียงข้าและเหลียนฮวาฮวาเท่านั้น หน้าที่ทุกอย่างจงทำเช่นเดิม หลังจากนี้ข้าจะหาเวลามาเยี่ยมบ่อยครั้งแต่คงมิได้มาอยู่ค้างอ้างแรมมากนัก' พวกนางยังคงทำหน้าตระหนกตกใจกันอยู่บ้าง พวกนางไม่คาดคิดว่าท่านเซียนหญิงชุดขาวเปี่ยมด้วยคุณธรรมท่านนี้จะตกลงปลงใจยอมแต่งงานกับจอมมารอย่างหวังเยี่ยนจวิน

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เขาออกจะทำตัวอันตพาลอยู่สักหน่อยเพราะเที่ยวท้ารบกับวังสวรรค์อยู่เรื่อย ไม่คาดคิดเลยว่าข่าวลือที่หลี่ซู่กล่าวออกมาจะเป็นจริง ท่านเซียนหญิงแต่งงานกับจอมมารผู้นั้นจริง

'เหตุท่านหญิงจึงยอมแต่งงานกับจอมมารเพคะ จอมมารท่านนั้นไม่เหมือนเทพเซียนและพวกมารมิใช่ว่าเป็นผู้ด้อยคุณธรรมอีกทั้งยังทำสิ่งใดล้วนตามใจตนเองทั้งสิ้นไม่สนถูกผิดดีชั่ว' เซียนน้อยในชุดสีฟ้าครามลุกขึ้นถามทั้งยังคาใจและนึกสงสัยแต่โบราณกาลแม้เทียนจวินองค์ก่อนมิได้ตั้งตนเป็นปรปักษ์กับเหล่ามารแต่ก็มิได้ยอมรับสักเท่าใดนักจนกระทั่งเทียนจวินท่านนี้ไม่รู้ว่าคิดสิ่งใดอยู่แลดูเกรงกลัวจอมมารอยู่สักหน่อยแต่นางเองก็เพิ่งเลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นเซียนน้อยจึงมิอาจกล่าวสิ่งใดออกไปทั้งที่สารที่ได้รับรู้มายังมิได้กระจ่าง

'เหวินหยาเจ้าถามได้ดี หากเจ้าคิดเช่นนี้ใจเจ้าจะเป็นมารได้ เป็นเทพเซียนใจต้องกว้างดั่งมหาสมุทรแม้เป็นมาร มารก็ย่อมมีทั้งดีและชั่ว เทพเซียนก็มิใช่ว่าจะดีไปเสียหมดย่อมต้องมีดีและชั่วเช่นกัน ที่ข้ายินยอมแต่งกับเขาเพราะว่าเขาไม่เหมือนมารตนอื่น เขามิได้ขืนใจบังคับให้ข้ายินยอมและเขาก็ปฏิบัติกับข้าอย่างดีเสมอมา หากพวกเจ้าได้พบเขาสักครั้งคงเข้าใจว่าทำไมข้าถึงเลือกจอมมารผู้นี้' เหวินหยาพยักหน้ารับและยินยอมอย่างไรก็ตามนางยังคงรักและไว้ใจเฟิงจางจิ้ง เทพเซียนผู้นี้มีพลังมหาศาลมิได้ต่ำต้อยอ่อนน้อมดังที่แสดง ความคิดของท่านยังสูงส่งกว่าเหล่าเซียนน้อยอย่างพวกนางนัก คงเรียกได้ว่าเป็นผู้มีปัญญาโดยแท้

'เอาล่ะ ข้าต้องไปแล้วเพียงแต่มาบอกกล่าวพวกเจ้าเสียก่อน แล้วค่อยพบกันใหม่' เหล่าเซียนน้อยต่างก้มโค้งคำนับเทพเซียนหญิง นางเดินหันหลังจากออกไปและร่ายมนต์ทับอีกครั้งเพิ่มปราการเซียน นางยังจำได้ดีว่าทำไมถึงสร้างหอคอยบุปผกาแก้วนี้ขึ้นมา พลังฝึกปรือของเหล่าเซียนน้อยต่างน้อยนัก

หากพลังฝึกปรือและวิชาเเพทย์ของพวกนางอยู่ในขั้นยอดเยี่ยมเมื่อใด นางจึงจะส่งเซียนน้อยเหล่านั้นขึ้นสู่สวรรค์ชั้นฟ้า เป็นแพทย์หลวงบ้าง แล้วแต่ความเหมาะสม อยู่ในหอคอยบุปผกาแก้วมีเพียงแต่ฟื้นฟูผลดอกสมุนไพรอย่างเช่นเห็ดหลินจือเอย รากต้นระฟ้าเอย และอีกนานาชนิด ซึ่งเป็นสมุนไพรหายากทั้งแดนสวรรค์และแดนมาร

เฟิงจางจิ้งเดินแช่มช้าไปยังวังมังกรที่นางสร้างจำลองไว้ให้ทั้งสามมังกรอยู่ อย่างไรพวกเขาก็เป็นเทพเซียนที่มีวิชาแก่กล้าทั้งหมด นางยังให้ความเคารพอยู่มากแต่เเค่เพียงเพราะพี่ชายของนางเป็นเทียนจวินและพ่อของนางเป็นราชามังกรต่อให้พวกเขามีฤทธิ์เดชมหาศาลแค่ไหนกลับเกรงใจนางนักและให้ความเคารพมากกว่าเกินควรอยู่ นางเห็นจื่อจิงกับหลงลี่นั่งดวลหมากล้อมโดยมีหลงเมิ่งกับหลงฮั่วนั่งมองคอยช่วยหลงลี่อยู่

'นางโกง! นางโกงชัดๆ ต้าเกอเก่งจะตายจะโดนนางเก็บเรียบแบบนี้ไม่ได้นะ! ' หลงเมิ่งชี้ไปในกระดานจ้องหน้าจื่อจิงอย่างเอาเรื่อง

'แต่ข้ามองว่าต้าเกอโง่มากกว่า ฮ่าๆ' หลงฮั่วผลักหัวหลงเมิ่งเบาๆ 

'ขัดคอข้าอีกแล้วนะ!'

'เจ้ามังกรขี้โมโห' ไม่ทันไรทั้งสองคนก็ทำท่าจะล้มโต๊ะเอาหัวชนกันซะแล้ว 

'ทำให้แม่นางขบขันแล้ว ฝีมือหลงลี่อ่อนด้อยนัก' เขาคลี่ยิ้มอีกครั้งแสดงความถ่อมตนแก่นาง

'ท่านเพียงแต่ออมมือให้ข้ามิใช่หรือ หากมีโอกาสหน้าโปรดแสดงฝีมือที่แท้จริงให้จื่อจิงเห็นสักครั้งเถิด' จื่อจิงส่งยิ้มให้แก่หลงลี่ทั้งสองมองตากันหวานเชื่อม 

'อะแฮ่ม' เฟิงจางจิ้งกระแอมเล็กน้อยทั้งคู่จึงหันมาสนใจเฟิงจางจิ้งแทนแต่ใบหน้าของทั้งสองยังคงแดงก่ำไม่รู้ว่าใบหน้าขึ้นสีเพราะอากาศร้อนอบอ้าวหรือเพราะเหตุเมื่อครู่...

'ข้าต้องกลับแล้วแต่ก่อนอื่น.. ข้ามีเรื่องต้องพูดให้พวกเจ้าทราบ' มังกรทั้งสามคนมองมาที่เฟิงจางจิ้งเพียงคนเดียวพร้อมสดับรับฟังและจื่อจิงอ้อมไปยืนทางด้านหลังของเฟิงจางจิ้ง ลอบมองหนึ่งในมังกรนั้นด้านหลังเงียบๆ

'เชิญท่านเฟิงจางจิ้งเซียนกล่าวขอรับ' หลงเมิ่งกล่าวเชิญทั้งสามขึ้นยกขึ้นเข่าขึ้นมาข้างหนึ่งและคุกเข่าลงอีกข้างหนึ่ง

'ข้ากำลังจะอภิเษกสมรสกับโม่จวินอาจมิได้มาเเวะเวียนมาที่นี่บ่อยครั้งเหมือนแต่กาลก่อนแต่ข้ายังคงต้องฝากหน้าที่ดูแลหอคอยบุปผากแก้วกับพวกท่านอยู่ ฝากด้วยนะ เหล่าหลง' 

'ขอรับ!' ทั้งสามคนก้มหัวรับคำสั่งแล้วค่อยยืนหยัดขึ้นมา เฟิงจางจิ้งจึงหันหลังเดินกลับออกไปแต่ทว่า..

'ช้าก่อนขอรับ ข้ามีคำถาม' เป็นหลงลี่ที่เอ่ยถามเฟิงจางจิ้ง ยังมีเรื่องที่เขาอยากรู้..

'เทพเซียนกับมารแต่งงานกันได้ด้วยหรือ' เฟิงจางจิ้งระบายยิ้มอ่อน 

'เหตุใดจึงไม่ได้เล่า ไม่มีกฎสวรรค์ข้อไหนที่ห้ามมารและเทพเซียนแต่งงานกันดอกนะ' หลงลี่เบิกตาโพลง ยิ้มกว้างออกมาอย่างไม่ปิดบัง เฟิงจางจิ้งเห็นว่าหลงลี่ไม่ถามอะไรอีกจึงหันหลังเดินอีกครั้งแต่ทว่า..

'เดี๋ยว!..เอ่อ แม่นางจื่อจิง' จื่อจิงส่งสายตามาให้นางคล้ายเป็นการขออนุญาตนางจึงพยักหน้ารับอนุญาตให้จื่อจิงเดินไปหาหลงลี่ได้

'เมื่อครู่ข้าแพ้ท่านหลายครั้ง แม่นางจื่อจิงยินดีจะรับหยกของข้าไปเป็นรางวัลหรือไม่' หยกเขียวเนื้อดีเปร่งประกายเงางาม สลักชื่อเป็นอักษรตัวเล็กว่าเหล่าหลงลี่อีกทั้งยังมีพลังบริสุทธิ์สีขาวขุ่นล้อมรอบหยกชิ้นนี้อยู่ จื่อจิงยิ้มกริ่มพลางรับหยกชิ้นนั้นมาไว้ในมือ

'ครั้งหน้าหากท่านชนะข้าได้ ข้าจะให้ของสิ่งหนึ่งตอบแทน' 

'หยกเขียวนี้มีพลังของข้าอยู่ โปรดนำติดตัวไว้ด้วยหยกของข้าจะคอยปกป้องท่าน' จื่อจิงยกมือข้างหนึ่งเอาผมทัดหู ใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อขึ้นอีกครั้ง

'ขอบคุณในความปรารถนาดี จื่อจิงจะทำตามที่ท่านบอก' 

'ไปได้หรือยัง หลงลี่มีอะไรจะถามอีกหรือไม่ ทีเดียวให้จบสิ้นเดี๋ยวจะมืดค่ำเสียก่อน' ถึงคราวที่นางจะได้หยอกล้อจื่อจิงขึ้นแล้ว จื่อจิงกลับรีบหันหลังเดินหนีก้าวฉับๆ 

'ไม่มีแล้วขอรับ' สิ้นเสียงหลงลี่ เฟิงจางจิ้งจึงเดินนำจื่อจิงพากลับออกจากหุบเขาสิ้นชีวา

 ป่านนี้แล้วจอมมารท่านนั้นก้ยังไม่ติดต่อกลับมา แต่ทว่า.. มีนกกระเรียนทองบินโฉบและโปรยปรายลงบนฝ่ามือจื่อจิงอย่างนิ่มนวล จื่อจิงกำจดหมายนกกระเรียนทองในมือไว้แน่น 

เมื่อกลับถึงตำหนักเหม่ยฮวาเฟิงจางจิ้งจึงเริ่มทำถุงหอม เมื่อครู่เก็บดอกหอมหมื่นลี่กลับมาด้วยแต่ยังไม่วายจับตามองจื่อจิงที่เริ่มหน้าเคร่งคิ้วขมวดทั้งที่เมื่อกี้ยังยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่แท้ๆ

'มีอะไรหรือจื่อจิง' มือเรียวเล็กยังคงเลือกสีผ้าของถุงหอมอยู่

'เมื่อครู่ข้าเปิดอ่านจดหมายลับ หลิงหลิวเหว่ยแจ้งมาว่าท่านจอมมารประชวรหนักเหตุเพราะนักโทษชั้นเลิศทำลายคุกหนีและมีการต่อสู้กันเกิดขึ้นเพคะ หลิงหลิวเหว่ยบอกว่าถ้าเป็นไปได้ไม่อยากให้ท่านหญิงออกไปไหนเพียงลำพังหรือออกจากสวรรค์ชั้นฟ้าเพคะ' 

'เขาบาดเจ็บงั้นหรือ' เฟิงจางจิ้งละทิ้งผ้าหลายสีที่ยังไม่ถูกใจลงและก้าวฉับๆเดินไปทางประตู

 เหตุนี้เองที่ทำให้เขาไม่ติดต่อกลับมา คนโง่ เขาน่าจะรู้อยู่แล้วมิใช่หรือว่านางมีวิชาเเพทย์ 

'จะไปไหนเพคะ ค่ำปานนี้แล้ว' ไวกว่าความคิดทั้งสองมือและสองขากลับเคลื่อนที่โดยฉับพลัน 

'ไปแดนโลกันตร์' สีหน้าเรียบนิ่งทำเอาจื่อจิงใจไม่ดี มืดค่ำปานนี้หากปล่อยให้ท่านหญิงออกไปมีหวังได้หัวหลุดออกจากบ่า หลิงหลิวเหว่ยกกำชัดมาเด็ดขาด เมื่อคิดดังนั้นจึงก้าวขาเข้าใกล้ตัวเฟิงจางจิ้งให้เร็วที่สุดและโรยผงหลับลึกจนเฟิงจางจิ้งสลบไสลลงไป นางค่อยประคับประคองร่างบางขึ้นบนเตียงและห่มผ้าห่มให้ หากอยากไปหาจอมมารก็ย่อมได้แต่มิใช่เพลานี้ 

ขอประทานอภัยให้จื่อจิงด้วย จื่อจิงยังมิอยากหัวหลุดออกจากบ่า ว่าแล้วจึงส่งกระเรียนทองไปหาหลิงหลิวเหว่ยให้ส่งเกี้ยวมารับในวันรุ่งขึ้น เพราะดูแล้วแม่นางเฟิงจางจิ้งคงมิยอมอยู่วังสวรรค์นิ่งๆอย่างแน่นอน ไม่รู้ว่าคิดถูกหรือคิดผิดที่ตามมารับใช้สตรีเซียนในชุดขาวผู้นี้....

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ื 21 ปลอบโยน

    ตั้งแต่เมื่อวานที่เสียวจิ้งสนทนากับผานเยว่ถิง นางก็เก็บตัวอยู่แต่ในห้องจนจวนจะถึงวันที่ข้าจะแต่งตั้งนางเป็นจักรพรรดินีมาร นางยังไม่ออกจากห้องห้องนั้นเลยแม้แต่ก้าวเดียว เรื่องราวอะไรกันที่ทำให้นางเศร้าปานนั้น ผานเยว่ถิงเคยกล่าวถึงสตรีเซียนนางหนึ่งอันเป็นสหายรักเมื่อครั้งลงไปฝึกฝนวิชาเซียนก่อนผ่านด่านเคราะห์เลื่อนขั้นเป็นซ่างเซียนฟังมาว่าสตรีผู้นั้นรักชอบกับบุรุษผู้หนึ่งแต่มิอาจอยู่เคียงคู่กันได้ ทั้งสองต่างมีตำแหน่งสูงส่ง ต่างมีหน้าที่ ต่างมีชะตาที่ถูกกำหนด คิดๆดูแล้วหวังแต่ว่าสหายผู้นั้นจะมิใช่ผู้เป็น'ฟูเหริน'ของข้าในตอนนี้ เรื่องราวความรักในอดีตย่อมเป็นอดีตไปรื้อฟื้นย้อนคิดไปแล้วก็มีแต่ชอกช้ำกับเจ็บช้ำ สองความรู้สึกนี้แม้คล้ายกันมากแต่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ชอกช้ำอาจชอกช้ำไปจนวันตายแต่เจ็บช้ำยังพอมีเวลาที่จะรักษาให้หายได้..'โอสถได้แล้วขอรับท่านจอมมาร' น้ำเสียงสุภาพของหลิงหลิวเหว่ยดึงข้าหลุดออกจากภวังค์ อาภรณ์แพรเขียวพลิ้วไสว ใบหน้ายิ้มแย้มเห็นลักยิ้มถือถ้วยยาโอสถทิพย์มาให้แต่เดิมทีเรื่องยาคงมีแต่ไว้ใจให้ฮูหยินดูแล คราวนี้ฮูหยินกลับป่วยเสียเองมีแต่เปิ่นจวินที่จะต้องดูแลเอาอกเอาใจภร

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 20 ความจริงในอดีต

    เมื่อเล่าเรื่องราวมาถึงตรงนี้แล้วก็เกิดความรู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมา เฟิงจางจิ้งเซียนเมื่อเทียบนิสัยตอนนี้กับตอนนั้นแล้วมีเพียงสิ่งเดียวที่ไม่แตกต่างเลยคือ ความเห็นใจที่นางมีต่อสรรพสิ่ง ความอ่อนโยนในความเเข็งกระด้าง เพียงแต่ครานั้นนางยังดูสดใสและมีชีวิตชีวามากกว่านี้มาก'จริงๆเรื่องราวระหว่างเรา ข้าจำได้ชัดเจนแจ่มแจ้งทุกประการเว้นแต่เรื่องชายคนนั้นที่คล้ายว่าจะจำได้บ้าง ลืมไปบ้าง' 'ถ้าอย่างนั้นคงมิต้องรื้อฟื้นเรื่องราวระหว่างข้ากับท่านคราวนั้นอีกแล้ว'เพราะหากรื้อฟื้นไปคนที่นึกเจ็บใจคงมีแต่ข้า ข้าเท่านั้นผานเยว่ถิงพยักหน้าให้กับตัวเองดวงตาหลุบต่ำลงราวกับหวนนึกอะไรบางอย่างใจความสำคัญของเรื่องนี้เท่าที่ข้าจำได้ จำได้อย่างถี่ถ้วนคือตอนที่เฟิงจางจิ้งเซียนกำลังเลื่อนขั้นเป็นซ่างเซียน เฟิงจางจิ้งเซียนต้องรับพิษจากบุปผาสิบชนิดแต่เดิมทีพิธีนี้เป็นกฏมณเฑียรบาลของเผ่าบุปผา มีข้าและเสวี่ยอิงร่วมอยู่ด้วยในเหตุการณ์ แต่เฟิงจางจิ้งเซียนไม่สามารถผ่านด่านบุปผาพิษสิบชนิดได้ท่ามกลางความตระหนกตกใจกลับมีหลายเรื่องที่เซียนหญิงคนนั้นไม่บอกกล่าวกับใครและมิมีผู้ใดได้รู้เป็นความผิดพลาดมหันต์'เสี่ยวจิ้ง!'ภา

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 19 กระบี่เฟิงจางจิ้ง

    หลายๆวันมานี้ท่านเซียนหญิงเฟิงจางจิ้งและเสวี๋ยอิงต่างทำหน้าที่ดูแลพวกข้าได้อย่างดีเยี่ยม วิชาเซียนของพวกเขาทั้งสองเรียกได้ว่าเป็นเทพเซียนที่แท้ ข้ายังคอยเป็นที่ปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งคู่อยู่เสมอมิรู้ว่าเลื่อนขั้นไปถึงไหนกันแล้ว เสวี๋ยอิงคนนั้นยามอยู่กับเฟิงจางจิ้งเซียนเพียงลำพังแสนแตกต่างกับตอนที่พูดคุยกับพวกข้าอย่างมากข้าสังเกตเสวี๋ยอิงตั้งแต่วันเเรกจนวันสุดท้ายสรุปความได้ว่า เสวี๋ยอิงคนนี้เป็นวิหคเหมันตกาลโดยแท้ นับถือวิถีเซียนเคร่งครัด และที่สำคัญเขารักของเฟิงจางจิ้งเซียนสหายของข้าอย่างแท้จริง ข้ากับเฟิงจางจิ้งเซียนตกลงกันไว้ว่าหลังจากจบการฝึกปรือครั้งนี้จะรับข้าเข้าไปเป็นพี่เลี้ยงในวังสวรรค์'ความพยายามของพวกเจ้า เปิ่นจวินเห็นแล้วว่าสมควรแก่เวลา กระบี่ของผู้ใดจะกลับคืนสู่เจ้าของ' หลงลี่เสกกระบี่อันทรงฤทธิ์ที่ส่องแสงเรืองรองและส่งคืนสู่เซียนผู้เป็นเจ้าของ กระบี่เหล่านั้นลอยกลับมาอยู่ตรงหน้าผู้เป็นเจ้าของ'กระบี่มีจิตวิญญาณของมัน ผู้เป็นเจ้าของต้องตั้งชื่อด้วยก่อนจะเซ่นกระบี่ด้วยเลือด''ขอรับ! เจ้าค่ะ! ซือฝุ' เซียนสตรีและเซียนบุรุษทั้งหกขานรับ

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 18 รักครั้งเก่า

    'เสวี๋ยอิง เฟิงจางจิ้งเซียนฝากข้ามาตามท่านไปที่เรือนไผ่ด้านหลัง' เรือนไผ่ด้านหลังที่ว่า อยู่ริมธารน้ำตกที่ข้าใช้วิชาสนทนากับหวังเยี่ยนเกอเรือนไผ่นั่นดูเหมือนจะเป็นเรือนไผ่ที่ท่านเซียนเนรมิตขึ้นมาเพราะตอนที่ข้าไปไม่เห็นจะมีเรือนไผ่อยู่พลังเซียนของเฟิงจางจิ้งเซียนเหนือชั้นกว่าเซียนคนอื่นมากอย่างข้าคงเสกได้เพียงแค่เก้าอี้หนึ่งตัวกับวิชาเจ้าเล่ห์เล็กน้อยที่หวังเยี่ยนสอนก็เท่านั้น'รบกวนแม่นางช่วยนำทางไปที' เขากล่าวเสียงเรียบพลางสะบัดชายผ้าขาวอย่างอ่อนโยนยามอยู่ใกล้เขารู้สึกหนาวเหน็บจริงสมแล้วที่เป็นถึงวิหคหิมะ'ตามข้ามาเถิด' เขาเดินตามข้าอย่างสงบเสงี่ยมจริงแท้หรือวิสัยของพวกวิหคหิมะเป็นเช่นนี้เอง แม้แต่เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เคร่งครัดวิถีเซียน'ขอบคุณที่มาส่ง''ไม่ต้องเกรงใจ พวกท่านสูงส่งกว่าข้า ข้าย่อมยินดีช่วย' เขาพยักหน้ารับเงียบๆแล้วเดินเข้าไปนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ไผ่ฝั่งตรงข้ามกับฝั่งที่เฟิงจางจิ้งเซียนนั่งกึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่ พูดได้ว่าน่าเอ็นดู ข้าแอบมองอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลหาที่เหมาะๆสักที เสกกาน้ำชาหนึ

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 17 คนแซ่เสวี่ย

    บรรดาเหล่าเซียนยืนเรียงกันเป็นสองแถวแบ่งแยกสตรีและบุรุษเพียงแค่โดดลงเหวก็ตกลงมาโผล่ที่หุบเขาไท่ซาน ไม่คิดว่าหุบเขาแห่งนี้จะยังมีสำนักที่คล้ายสำนักสงฆ์อยู่ เบื้องหน้ามีเสามังกรสีเหลืองอร่ามสลักรูปปั้นมังกรสามหัวขนาดยักษ์มันถูกตั้งไว้กลางโถง ช่างเสมือนจริงเหลือเกิน..'เสวี๋ยอิงคารวะท่านอาจารย์' ชายหนุ่มหัวขาวก้มโค้งคำนับต่อหน้ารูปปั้นมังกรสามหัวอาจารย์ที่ไหนกันไม่เห็นจะมีใครสักคน เฟิงจางจิ้งคิด'ถือว่ามีฝีมือ ส่วนคนอื่นยังต้องฝึกอีกมาก' ร่างมังกรสามหัวแปรเปลี่ยนเป็นบุรุษสามคน หน้าตางดงาม สวมชุดฮั่นฝูสีดำ รูปร่างแกร่งกำยำ มองแค่ตาเปล่าก็สัมผัสได้แล้วว่าปราณเซียนของพวกเขาแข็งแกร่งเพียงใดข้ายังเคยได้ยินมาว่าพวกเขาทั้งสามเป็นสัตว์เทพแห่งบรรพกาลที่บังเกิดมาพร้อมกับเหล่าอสูรร้ายแห่งบรรพกาลอย่างเช่น อสูรเถาอู้กับฮุ่นตุ้น[1]'เสี่ยวเซียนทั้งห้าขอคารวะท่านอาจารย์' เฟิงจางจิ้งเซียนกล่าวนำข้าและเพื่อนพ้องอีกสามคนจึงพากันก้มโค้งคารวะดังที่เฟิงจางจิ้งกล่าวนำไว้ ไม่แน่ว่าในช่วงหลายวันมานี้อาจมีแต่เรื่องสนุกเกิดขึ้น'ไม่ต้องมากพิธี ข้าเ

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 16 เรื่องในอดีต

    ‘ยินดีต้อนรับกลับ' หวังเยี่ยนเดินเข้าไปกอดซ้อนอีกทีหนึ่ง เขาไม่รู้มาก่อนว่าพวกนางรู้จักกันคนหนึ่งก็เปรียบเสมือนน้องสาวในไส้ส่วนอีกคนก็คือภรรยาของเขา จากนี้ไม่ว่าเรื่องราวจะเป็นเช่นไร เขาจะเป็นคนปกป้องพวกนางเอง ไม่มีผู้ใด ไม่มีอดีตและแม้อดีตจะลบล้างไม่ได้ หากแต่เมื่อวันวานแห่งความขมขื่นผันผ่านไป หลังจากนี้เขาจะเป็นแสงสว่างชี้นำพวกนางเอง พวกนางคงยังมีความหลังให้ระลึกถึงกันอีกมากเห็นสมควรปล่อยให้สนทนากันเพียงลำพัง กิจของสตรีบุรุษมิควรยุ่งจอมมารสะกิดหลิงหลิวเหว่ยพยักพเยิดหน้าไปทางประตูแล้วพากันเดินออกไปเงียบๆ เซียนหญิงกับมารสาวมองหน้ากันร่ำไห้กันเงียบงัน ก่อนจะบอกเล่าถึงความทรมานแสนสาหัสและเรื่องเขา'คนนั้น''เยว่ถิง ทำไมถึงได้กลายเป็นแบบนี้แล้วเจ้ากับจอมมารรู้จักมักจี่กันตั้งแต่เมื่อไหร่''ไม่เจอกันเพียงไม่กี่แสนปี ท่านหญิงของข้ากลายเป็นคนช่างถามแล้วรึ''เพราะข้าสนิทใจที่พูดคุยกับเจ้าต่างหาก!'

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 14 แตกหัก

    หวังเยี่ยนและเฟิงจางจิ้งแยกกันไปถอดเครื่องแต่งกายออกแล้วสวมชุดตามเดิมเพื่อมาหารือกันเรื่องเหล่าองครักษ์มารของเผ่ยอวิ๋นจวิน ผู้อาวุโสทั้งสี่ยินดียื่นมือเข้ามาช่วย หวังเยี่ยนออกจะเสียด

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 13 คำนับฟ้าดิน

    วังมังกรเนรมิตถูกจัดตกแต่งด้วยสาหร่ายแดงที่พอจะหาได้และผ้าไหมแดงที่พอจะมีอยู่บ้าง จื่อจิงรับหน้าที่เป็นแม่งานจัดเตรียมหน้างานทั้งหมด ยังรู้สึกผิดหวังที่งานเเต่งอลังการถูกพังทลายลงอีกทั้งตี้จวิน[1]คนนั้นเหตุใดจึงละเลยเรื่องนี้ ผ่านมาแล้วสามวันกลับไม่มีข่าวคราวจากวังสวรรค์ส่งมาเลยแม้แต่น้อย'

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 12 สองดวงจิตในร่างเดียว

    เหล่าหลงทั้งสามพาพวกข้ากลับมายังหุบเขาสิ้นชีวาอีกครั้ง แต่พวกทหารชุดดำเหล่านั้นก็ยังตามข้ามาทันอยู่ดี ข้าจึงลุกขึ้นยืนหยัดสั่งให้หลงลี่พาคนที่บาดเจ็บกลับไปที่วังมังกรเนรมิตก่อนแล้วจึงไปประจันหน้ากับเหล่าทหารชุดดำ'นี่ไม่ใช่เรื่องของท่านเซียนใยต้องยื่นมือเข้ามาด้วยเล่า' หมิงป๋ายยิ้มเย้ยหยัน ข้าต้องระง

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 11 วิวาห์ย้อมโลหิต

    หลิงหลิวเหว่ยและปี้เฉียงเดินเข้ามาในห้องโถงเงียบๆ เห็นจอมมารกุมมือท่านหญิงเซียนอยู่แต่ท่านหญิงเซียนแลดูมีเรื่องลำบากใจ ตอนนี้จดหมายตอบรับได้มาถึงแล้ว เขาควรนำไปรายงานแก่จอมมาร เจ้าปี้เฉียงนี่ก็ตามติดเป็นเงาตามตัวน่ารำคาญจริง เมื่อไหร่จะกลับเผ่าหงสาไปสักที'ท่านจอมมารขอรับ สาน์สตอบรับมาถึงแล้ว' หลิ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status