共有

สหายร่วมศึกษา 2

last update 公開日: 2026-08-06 12:03:07

เวลาผ่านไปสามปี จ้าวมู่เฉินในวัยสิบแปดปีได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นถึงความสามารถของเขา เขากลายเป็นอัจฉริยะในกลุ่มสหายร่วมเรียน ได้รับการยกย่องจากอาจารย์ และเพื่อนร่วมเรียน เขาได้รับรางวัลที่หนึ่งในการสอบจอหงวนอย่างง่ายดาย นายท่านจ้าวได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นขุนนางระดับสาม ชีวิตความเป็นอยู่ของสกุลจ้าวดีขึ้นอย่างมาก ชื่อเสียงเงินทองไหลมาเทมา

อย่างไรก็ตาม จ้าวมู่เฉินยังคงใช้ชีวิตอย่างสมถะ ไม่หลงใหลในลาภยศสรรเสริญ ยิ่งเขาเจริญก้าวหน้ามากเพียงใด เมล็ดพันธุ์แห่งความอิจฉาในใจของจ้าวซื่อเจี๋ยก็ยิ่งเติบโตขึ้นเท่านั้น เขากลายเป็นคนสองบุคลิก ภายนอกเขาเป็นบุตรชายที่เชื่อฟังบิดามารดา เป็นพี่ชายที่แสนดีของน้องชายคนเล็ก แต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความริษยา และความทะเยอทะยาน มารดาที่เป็นอนุภรรยาของเขาก็ยิ่งยุยงส่งเสริมให้เขาคิดร้ายต่อพี่ชายต่างมารดา

ในคืนเดือนแรม จ้าวซื่อเจี๋ยนั่งอยู่ในห้องของตนเอง แสงเทียนริบหรี่สาดส่องลงบนใบหน้าของเขา ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความแค้นเคือง เขาจ้องมองไปยังเงาของตนเองที่ทาบทับอยู่บนผนัง ราวกับกำลังจ้องมองศัตรู

“สักวันหนึ่ง ข้าจะต้องเป็นผู้ที่ยืนอยู่ตรงนั้น” 

เขากระซิบด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ 

“จ้าวมู่เฉินเจ้าก็เป็นแค่หินรองเท้าของข้าเท่านั้น”

รัชศกเสียนชิง (ค.ศ.656 - 661) ปีที่ 4 จักรพรรดิถังเกาจง (พระนามเดิมหลี่จื้อ) ทรงครองราชปีที่ 11  ทรงเป็นจักรพรรดิพระองค์ที่ 3 ที่ขึ้นครองราชในราชวงศ์ถัง 

ท่ามกลางแสงแดดเจิดจ้าของฤดูร้อน ขบวนราชทูตจากแคว้นถู่ปัวได้เดินทางมาถึงฉางอัน นครหลวงอันยิ่งใหญ่แห่งต้าถัง เสียงแตรและกลองดังกึกก้องไปทั่วท้องถนน ปลุกเร้าความตื่นเต้นให้กับผู้คนสองฝั่งทาง

ขบวนราชทูตยาวเหยียดทอดผ่านประตูเมืองโอ่อ่า ธงทิวสีแดงสดพลิ้วไหวตามแรงลม ประดับประดาด้วยลวดลายมังกรและหงส์ทองคำ ขบวนหน้าเป็นเหล่าทหารองครักษ์ในชุดเกราะหนังสัตว์ ปักขนจามรีสีขาวสะอาด มือถือหอกยาวและดาบโค้งงอ วาดลวดลายดุดันตามจังหวะก้าวเดิน ม้าศึกสีน้ำตาลเข้มกำยำล่ำสัน สวมเครื่องประดับเงินและหยกส่งประกายวาววับ

ถัดมาเป็นเหล่าขุนนางถู่ปัวในชุดผ้าไหมหลากสีสัน ปักลวดลายดอกไม้และสัตว์ป่าตามแบบฉบับถู่ปัว หมวกทรงสูงประดับขนนกและลูกปัดแก้ว เดินตามหลังด้วยท่าทางสง่างาม บนรถลากไม้แกะสลักอย่างวิจิตรตระการตา บรรทุกของขวัญและบรรณาการมากมายสำหรับจักรพรรดิถัง

ของขวัญล้ำค่าถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ ทั้งผ้าไหมทอทองคำ เครื่องเงินและเครื่องทองคำ แก้วหินสีต่างๆ และของหายาก เช่น เขาจามรี งาช้าง และสมุนไพรจากที่ราบสูงทิเบต ไฮไลท์ของบรรณาการคือม้าพันธุ์ดีสีขาวบริสุทธิ์ ขนเรียบลื่นดุจแพรไหม นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนฉายแววเฉลียวฉลาด

ด้านหลังขบวนบรรณาการ เป็นเกี้ยวไม้แกะสลักปิดทอง ประดับด้วยอัญมณีล้ำค่า ภายในคือราชทูตถู่ปัว ใบหน้าคมเข้ม ดวงตาฉายแววเฉลียวฉลาด สวมชุดผ้าไหมปักลวดลายมังกรทองแสดงถึงฐานะอันสูงส่ง เสียงดนตรีบรรเลงจากเครื่องดนตรีทองเหลืองและกลองหนัง ควบคู่ไปกับการเต้นรำของหญิงสาวชาวถู่ปัวในชุดผ้าไหมสีสันสดใส ส่งเสียงหัวเราะคิกคัก ดึงดูดสายตาของผู้คน

การมาเยือนของราชทูตถู่ปัวในครั้งนี้ เป็นไปเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างสองแคว้น และถวายบรรณาการแด่จักรพรรดิถังตามธรรมเนียมปฏิบัติ ทุกครั้งที่มีการเยือนเช่นนี้ ราชสำนักต้าถังจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ และจัดการแข่งขันระหว่างเยาวชนของทั้งสองแคว้น เพื่อกระชับความสัมพันธ์ และแสดงถึงความสามารถของรุ่นเยาว์

ปีนี้มีการจัดการแข่งขันสี่ประเภท ได้แก่ ดนตรี หมากรุก (มากล้อม) การคำนวณ และตีคลี ซึ่งเป็นการแข่งขันที่ได้รับความสนใจมากที่สุด องค์รัชทายาท หลี่เสียน ทรงเป็นหัวหน้าทีมตีคลีของต้าถัง แข่งขันกับทีมของเยาวชนทางการทหารจากแคว้นถู่ปัว การประลองตีคลีครั้งนี้จึงเป็นที่จับตามองของผู้คนในฉางอันเป็นอย่างยิ่ง

ทั่วทั้งนครฉางอันต่างตกอยู่ในบรรยากาศแห่งความครื้นเครง เทศกาลงานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างแคว้นถู่ปัว และต้าถังกลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ถูกกล่าวถึงทุกหนแห่ง เหล่าขุนนาง ข้าราชบริพาร และชาวเมืองต่างเฝ้ารอคอยการประลองความสามารถระหว่างเยาวชนของทั้งสองแคว้น

ภายในตำหนักศึกษาหลวง บรรยากาศกลับเงียบสงัดผิดปกติ ห้องเรียนที่เคยเต็มไปด้วยนักศึกษาบัดนี้กลับว่างเปล่า มีเพียงจ้าวมู่เฉินที่นั่งอ่านตำราอยู่เพียงลำพัง แม้แต่องค์ชาย และเหล่าบุตรขุนนางผู้สูงศักดิ์ก็ยังละทิ้งการศึกษาเพื่อไปชมการแข่งขัน อาจารย์ผู้สอนในวันนี้เหลือเพียงอาจารย์เว่ย บุตรชายของราชเลขาเว่ย ผู้ที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมาของจักรพรรดิองค์ก่อน

อาจารย์เว่ยมีนิสัยคล้ายบิดา อารมณ์ฉุนเฉียว และเอาแต่ใจ เมื่อเห็นว่าห้องเรียนว่างเปล่า เขาจึงตวาดใส่จ้าวมู่เฉินด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

“เจ้ายังนั่งทำอะไรอยู่ที่นี่..! ในเมื่อไม่มีใครมาเรียน ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะสอน กลับไปทบทวนบทเรียนที่จวนของเจ้าเสีย..!”

จ้าวมู่เฉินลุกขึ้นคารวะอาจารย์เว่ย ก่อนจะเดินออกจากห้องเรียนด้วยท่าทางสงบ เขาเข้าใจดีว่าอาจารย์เว่ยไม่พอใจที่ไม่มีใครมาเรียน แต่วิธีการของอาจารย์เว่ยก็ช่างกระด้างไร้เหตุผล

ระหว่างที่เดินผ่านกำแพงที่ประดับด้วยภูเขาจำลอง จ้าวมู่เฉินได้ยินเสียงสนทนาแผ่วเบา เขาชะงักฝีเท้า และแอบฟังอย่างระมัดระวัง

“ท่านแม่ทัพมั่นใจได้อย่างไร ว่าแผนการของเราจะสำเร็จ..?” เสียงทุ้มต่ำของชายผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น

“ไม่ต้องห่วงองค์ชาย เรามีแคว้นถู่ปัวให้การสนับสนุน หากพวกมันร่วมมือกับเรา แผนการย่อมสำเร็จอย่างแน่นอน” 

เสียงอีกเสียงตอบกลับมา

จ้าวมู่เฉินจำเสียงแรกได้ดี เขาคือองค์ชายใหญ่ หลี่ซวน แต่เสียงที่สองกลับไม่คุ้นเคย เขามองลอดช่องว่างระหว่างภูเขาจำลอง เห็นบุรุษวัยกลางคนในชุดขุนนางบู๊กำลังยืนหันหลังให้เขา

“แต่ฝ่าบาททรงโปรดปรานองค์รัชทายาท หากพวกเรารีบร้อน...” เสียงองค์ชายใหญ่เอ่ยอย่างลังเล

“ความเมตตาของฝ่าบาทกำลังทำให้แผ่นดินลุกเป็นไฟ รีบรวบรวมกำลังของเราเสีย ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป” 

เสียงบุรุษวัยกลางคนเอ่ยอย่างหนักแน่น

จ้าวมู่เฉินรับรู้ได้ถึงอันตราย เขาจำเสียง และรูปร่างขององค์ชายใหญ่ได้ แต่บุรุษวัยกลางคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาคือใครกันแน่..? เขาพยายามจดจำลักษณะท่าทางของบุรุษผู้นั้นให้ได้มากที่สุด ก่อนที่จะค่อยๆ ถอยออกไปจากที่ซ่อนอย่างเงียบเชียบ

ภายในใจของจ้าวมู่เฉินเต็มไปด้วยความกังวล แผนการก่อกบฏที่เขาได้ยินมานั้นเป็นเรื่องใหญ่ หากองค์ชายใหญ่ และบุรุษผู้นั้นร่วมมือกับแคว้นถู่ปัว สงครามกลางเมืองอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เขาจะต้องรีบแจ้งเรื่องนี้ให้บิดา และองค์รัชทายาททราบโดยเร็วที่สุด

この本を無料で読み続ける
コードをスキャンしてアプリをダウンロード

最新チャプター

  • ปราบพยศคุณหนูจวนแม่ทัพ   ฝ่าด่านพงไพร กอบกู้ทรัพย์สินสกุลจ้าว 2

    เขามิได้ผลีผลามเข้าไปในทันที แต่สั่งให้อาไค่และจ้าวมู่เฉินรออยู่ด้านนอกก่อน ส่วนตนเองนั้นเดินสำรวจพื้นที่โดยรอบอย่างละเอียด เพื่อดูว่ามีร่องรอยของสัตว์ร้ายหรือสัตว์เลื้อยคลานมีพิษซุกซ่อนอยู่หรือไม่ เมื่อแน่ใจแล้วว่าบริเวณนั้นปลอดภัยดี เขาจึงกวักมือเรียกทั้งสองเข้ามา“ดูเหมือนจะไม่มีอันตรายใดๆ แล้ว พวกเรามาช่วยกันเถิด”ทั้งสามคนมิได้รอช้า ต่างช่วยกันมองหาจุดที่แข็งแรงพอจะใช้ปีนป่ายขึ้นไปบนแพรเถาวัลย์นั้นได้ อาไค่ผู้มีพละกำลังเป็นเลิศรับอาสาปีนขึ้นไปก่อน เขาใช้ทักษะที่ฝึกฝนมาจากค่ายทหารเกาะเกี่ยวเถาวัลย์เส้นใหญ่ได้อย่างคล่องแคล่ว เมื่อขึ้นไปถึงจุดที่หีบวางอยู่ เขาก็เริ่มผูกเชือกที่เตรียมมากับหีบทีละใบ แล้วค่อยๆ หย่อนมันลงมาให้เหล่าหยวนและจ้าวมู่เฉินที่รออยู่ด้านล่างรับไว้จ้าวมู่เฉินแม้จะยังคงมีท่าทางเงอะงะอยู่บ้าง แต่เขาก็พยายามช่วยประคองและลากหีบเหล่านั้นไปรวมกันไว้ในจุดที่ปลอดภัยอย่างเต็มกำลัง ดวงตาของเขาฉายแววตื่นเต้นระคนสงสัยเมื่อเห็นหีบสมบัติมากมายเหล่านั้น แม้จะไม

  • ปราบพยศคุณหนูจวนแม่ทัพ   ฝ่าด่านพงไพร กอบกู้ทรัพย์สินสกุลจ้าว 1

    ทันใดนั้น! เสียงประหลาดก็ดังขึ้นจากพุ่มไม้หนาทึบเบื้องหน้า มันเป็นเสียงคำรามก็ไม่ใช่ เสียงร้องโหยหวนก็ไม่เชิง แต่เป็นเสียงทุ้มต่ำ ก้องกังวาน และแฝงไว้ด้วยพลังอำนาจบางอย่างที่ทำให้ผู้ได้ยินรู้สึกขนพองสยองเกล้า!“เสียงอะไรน่ะขอรับ?!” อาไค่กระซิบถามด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก มือคว้าด้ามมีดสั้นที่เอวเตรียมพร้อมเหล่าหยวนยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ทั้งสองหยุดนิ่ง ดวงตาของเขาสอดส่ายไปรอบบริเวณอย่างระแวดระวัง “เงียบก่อน...ข้าก็ไม่แน่ใจ แต่ฟังดูไม่น่าจะเป็นมิตรเท่าใดนัก”จ้าวมู่เฉินเบิกตากว้าง หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความตกใจระคนหวาดกลัว เขาขยับเข้าไปยืนชิดหลังเหล่าหยวน มองไปยังทิศทางของเสียงนั้นอย่างไม่วางตา ความรู้สึกตื่นเต้นเมื่อครู่พลันมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหวาดหวั่นว่าสิ่งใดกันแน่ที่กำลังรอพวกเขาอยู่แล้วเสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้เข้ามาและดังกว่าเดิม มันเป็นเสียงขู่คำรามอย่างชัดเจน สลับกับเสียงหายใจฟืดฟาดหนักๆ คล้ายสัตว์ร้

  • ปราบพยศคุณหนูจวนแม่ทัพ   อุปสรรคจากพงไพร

    เหล่าหยวนมองนายน้อยของตนด้วยแววตาที่อ่อนโยนลง ก่อนจะหันไปทางถิงถิง “เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ พรุ่งนี้แต่เช้ามืด ข้า จ้าวมู่เฉิน และอาไค่ จะออกเดินทาง คาดว่าไปกลับคงใช้เวลาไม่เกินครึ่งวัน ส่วนเจ้าถิงถิง ให้รออยู่ที่เรือนพักแห่งนี้ ไม่ต้องเป็นห่วงพวกเรา”ถิงถิงก้มหน้านิ่ง นานหลายอึดใจกว่าจะพยักหน้ารับคำช้าๆ น้ำเสียงของนางแผ่วเบาและสั่นเครือเล็กน้อย “เจ้าค่ะ...เหล่าหยวน” แม้จะตอบรับ แต่ภายในใจของนางกลับเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและเป็นห่วงคุณชายของตนอย่างสุดซึ้ง นางรู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้ย่อมไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด แต่ก็มิอาจทัดทานการตัดสินใจของผู้ใหญ่ทั้งสองได้แสงตะเกียงในเรือนยังคงส่องสว่างอยู่เพียงริบหรี่ ท่ามกลางความมืดมิดและเงียบสงัดของค่ำคืนแห่งค่ายพยัคฆ์ขาวพิทักษ์ปฐพี แผนการเดินทางสู่หุบเหวแห่งอดีตได้ถูกกำหนดขึ้นแล้ว พร้อมกับความกังวลที่เกาะกุมหัวใจของทุกคนที่นั่งอยู่ในวงสนทนานั้น.…..ณ “ค่ายพยัคฆ์ขาวพิทักษ์ปฐพี” แสงอรุณแรกแห่งวันยังมิได้ทาบทาทั่วขุนเขาดีนัก ท้องฟ้าทางทิศตะวันออกเริ่มจับสีม่วงอมส้มเรื่อๆ ม่านหมอกยามเช้ายังคงลอยละล่องบางเบาคล้ายสำลีปุยขาวนุ่ม อากาศบริสุทธิ์และเย็นฉ่ำ ส

  • ปราบพยศคุณหนูจวนแม่ทัพ   ความหวังในตำราเก่า 2

    การท่องบ่นซ้ำๆ ทุกวันเช่นนี้ คือความพยายามในแบบของเขาที่จะไขว่คว้าเศษเสี้ยวของอดีตที่หล่นหาย และถึงแม้ความทรงจำที่ปรารถนาจะยังไม่กลับคืนมาอย่างปาฏิหาริย์ แต่อย่างน้อยการฝึกฝนนี้ก็ทำให้เขารู้หนังสือมากขึ้น สามารถอ่านและเขียนอักษรต่างๆ ได้คล่องแคล่วขึ้นกว่าเดิมวันแล้ววันเล่านอกจากตำราพันอักษรแล้ว เขายังพยายามทบทวนตำราอื่นๆ ที่พอจะระลึกเค้าโครงได้บ้างจากส่วนลึกของจิตใจ อาจเป็นบทกวีโบราณ หลักปรัชญาขงจื๊อ หรือแม้แต่ตำราพิชัยสงครามที่เขาไม่รู้ว่าเคยเรียนมาจากที่ใด แต่กลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดบางวัน ในช่วงบ่ายอันเงียบสงบเช่นนี้ ท่านกุนซือชราคู่ใจของแม่ทัพผู้เฒ่าเฉินเหยาจิน ก็จะปลีกเวลาจากการวางแผนกลยุทธ์ในกระโจมใหญ่ เดินทางมาเยี่ยมเยียนเขาถึงข้างคอกม้า ท่านกุนซือผู้มีแววตาเปี่ยมเมตตา และมองการณ์ไกล มักจะนำตำรับตำราต่างๆ มาอ่านให้เขาฟังบ้าง หรือบางครั้งก็ช่วยชี้แนะความหมายของตัวอักษรที่ซับซ้อน เป็นการกระตุ้นความทรงจำ และเติมเต็มความรู้ให้แก่จ้าวมู่เฉินทีละน้อยอย่างไม่เร่งร้อน คล้ายกับว่าท่านมองเห็นศักยภาพบางอย

  • ปราบพยศคุณหนูจวนแม่ทัพ   ความหวังในตำราเก่า 1

    ณ "ค่ายพยัคฆ์ขาวพิทักษ์ปฐพี" เมื่อพ่อบ้านเฉินจากไปแล้ว จ้าวมู่เฉินผู้ยังคงกอดห่อผ้าของขวัญจาก “พี่ใหญ่เฉิน” ไว้แนบอก ก็จำต้องวางมันลงอย่างเสียมิได้เพื่อกลับไปทำงานของตนต่อ เขายังคงสาละวนอยู่กับการดูแลม้า ทั้งตักน้ำ หาบหญ้า และทำความสะอาดคอกอย่างขยันขันแข็ง แม้ดวงใจจะพะวงถึงของเล่นและขนมที่รอคอยอยู่ แต่ความรับผิดชอบที่ถูกปลูกฝังมา ก็ทำให้เขามิอาจละทิ้งหน้าที่ได้จนกระทั่งแสงตะวันคล้อยเคลื่อนสู่กลางศีรษะ เป็นสัญญาณว่าเวลามื้อเที่ยงได้มาถึงแล้ว เสียงฝีเท้าคุ้นเคยสองคู่ก็ดังขึ้นจากทางเดินสู่คอกม้า ถิงถิง บ่าวรับใช้หญิงร่างเล็กบางอายุราวสิบสามสิบสี่ปี ใบหน้าจิ้มลิ้ม เดินนำหน้าอาไค่ บ่าวชายร่างกำยำผู้มีพละกำลังมหาศาล ทว่าดวงตาทั้งคู่กลับฉายแววซื่อซื่อตามประสาทุกเพลา ทั้งสองหอบหิ้วตะกร้าหวายสานใบเขื่อง เดินตรงมายังบริเวณที่จ้าวมู่เฉินมักจะพักทานอาหารเป็นประจำ“คุณชายจ้าวเจ้าคะ ได้เวลามื้อกลางวันแล้วเจ้าค่ะ” ถิงถิงเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงแจ่มใส นางและอาไค่ช่วยกันนำสำรับอาหารออกจากตะกร้าวาง

  • ปราบพยศคุณหนูจวนแม่ทัพ   ของขวัญจากใจ 2

    ทว่าความพยายามของเขาก็มิได้สูญเปล่า...ในเช้าวันนี้ ขณะที่เขากำลังตักน้ำใส่รางให้ม้าตัวหนึ่ง แม้หัวใจจะยังคงเต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่น แต่เขาก็สามารถยืนอยู่ข้างๆ มันได้โดยไม่เป็นลมล้มพับไปเช่นคราแรก ปลายนิ้วที่เคยสั่นเทา บัดนี้สามารถยื่นออกไปสัมผัสแผงคอของม้าตัวนั้นได้อย่างแผ่วเบา แม้มันจะเป็นเพียงสัมผัสสั้นๆ เพียงชั่วอึดใจ แต่สำหรับจ้าวมู่เฉินแล้ว นี่คือก้าวเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่...ก้าวที่จุดประกายความหวังริบหรี่ในใจของเขาให้สว่างวาบขึ้นมาอีกครั้งจ้าวมู่เฉินในชุดทหารฝึกหัดที่เก่าคร่ำคร่ากว่าของผู้ใด กำลังก้มหน้าก้มตาใช้เคียวในมือเกี่ยวหญ้าสดบริเวณเชิงเขาด้านข้างค่ายอย่างขะมักเขม้น เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายบนหน้าผากขาวเนียนที่บัดนี้มีรอยเปื้อนดินอยู่บ้างเล็กน้อย หญ้าแต่ละกำที่เกี่ยวได้ถูกวางลงในตะกร้าหวายใบใหญ่อย่างเป็นระเบียบ ดวงตาซื่อใสของเขามุ่งมั่นอยู่กับภารกิจตรงหน้า ด้วยรู้ดีว่าหญ้าเหล่านี้คืออาหารมื้อสำคัญของเหล่าอาชาในคอกขณะที่เขากำลังก้มๆ เงยๆ อยู่นั้น เสียงแหบชราอันคุ้นเคยของเห

続きを読む
無料で面白い小説を探して読んでみましょう
GoodNovel アプリで人気小説に無料で!お好きな本をダウンロードして、いつでもどこでも読みましょう!
アプリで無料で本を読む
コードをスキャンしてアプリで読む
DMCA.com Protection Status