مشاركة

สหายร่วมศึกษา 2

last update تاريخ النشر: 2026-08-06 12:03:07

เวลาผ่านไปสามปี จ้าวมู่เฉินในวัยสิบแปดปีได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นถึงความสามารถของเขา เขากลายเป็นอัจฉริยะในกลุ่มสหายร่วมเรียน ได้รับการยกย่องจากอาจารย์ และเพื่อนร่วมเรียน เขาได้รับรางวัลที่หนึ่งในการสอบจอหงวนอย่างง่ายดาย นายท่านจ้าวได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นขุนนางระดับสาม ชีวิตความเป็นอยู่ของสกุลจ้าวดีขึ้นอย่างมาก ชื่อเสียงเงินทองไหลมาเทมา

อย่างไรก็ตาม จ้าวมู่เฉินยังคงใช้ชีวิตอย่างสมถะ ไม่หลงใหลในลาภยศสรรเสริญ ยิ่งเขาเจริญก้าวหน้ามากเพียงใด เมล็ดพันธุ์แห่งความอิจฉาในใจของจ้าวซื่อเจี๋ยก็ยิ่งเติบโตขึ้นเท่านั้น เขากลายเป็นคนสองบุคลิก ภายนอกเขาเป็นบุตรชายที่เชื่อฟังบิดามารดา เป็นพี่ชายที่แสนดีของน้องชายคนเล็ก แต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความริษยา และความทะเยอทะยาน มารดาที่เป็นอนุภรรยาของเขาก็ยิ่งยุยงส่งเสริมให้เขาคิดร้ายต่อพี่ชายต่างมารดา

ในคืนเดือนแรม จ้าวซื่อเจี๋ยนั่งอยู่ในห้องของตนเอง แสงเทียนริบหรี่สาดส่องลงบนใบหน้าของเขา ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความแค้นเคือง เขาจ้องมองไปยังเงาของตนเองที่ทาบทับอยู่บนผนัง ราวกับกำลังจ้องมองศัตรู

“สักวันหนึ่ง ข้าจะต้องเป็นผู้ที่ยืนอยู่ตรงนั้น” 

เขากระซิบด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ 

“จ้าวมู่เฉินเจ้าก็เป็นแค่หินรองเท้าของข้าเท่านั้น”

รัชศกเสียนชิง (ค.ศ.656 - 661) ปีที่ 4 จักรพรรดิถังเกาจง (พระนามเดิมหลี่จื้อ) ทรงครองราชปีที่ 11  ทรงเป็นจักรพรรดิพระองค์ที่ 3 ที่ขึ้นครองราชในราชวงศ์ถัง 

ท่ามกลางแสงแดดเจิดจ้าของฤดูร้อน ขบวนราชทูตจากแคว้นถู่ปัวได้เดินทางมาถึงฉางอัน นครหลวงอันยิ่งใหญ่แห่งต้าถัง เสียงแตรและกลองดังกึกก้องไปทั่วท้องถนน ปลุกเร้าความตื่นเต้นให้กับผู้คนสองฝั่งทาง

ขบวนราชทูตยาวเหยียดทอดผ่านประตูเมืองโอ่อ่า ธงทิวสีแดงสดพลิ้วไหวตามแรงลม ประดับประดาด้วยลวดลายมังกรและหงส์ทองคำ ขบวนหน้าเป็นเหล่าทหารองครักษ์ในชุดเกราะหนังสัตว์ ปักขนจามรีสีขาวสะอาด มือถือหอกยาวและดาบโค้งงอ วาดลวดลายดุดันตามจังหวะก้าวเดิน ม้าศึกสีน้ำตาลเข้มกำยำล่ำสัน สวมเครื่องประดับเงินและหยกส่งประกายวาววับ

ถัดมาเป็นเหล่าขุนนางถู่ปัวในชุดผ้าไหมหลากสีสัน ปักลวดลายดอกไม้และสัตว์ป่าตามแบบฉบับถู่ปัว หมวกทรงสูงประดับขนนกและลูกปัดแก้ว เดินตามหลังด้วยท่าทางสง่างาม บนรถลากไม้แกะสลักอย่างวิจิตรตระการตา บรรทุกของขวัญและบรรณาการมากมายสำหรับจักรพรรดิถัง

ของขวัญล้ำค่าถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ ทั้งผ้าไหมทอทองคำ เครื่องเงินและเครื่องทองคำ แก้วหินสีต่างๆ และของหายาก เช่น เขาจามรี งาช้าง และสมุนไพรจากที่ราบสูงทิเบต ไฮไลท์ของบรรณาการคือม้าพันธุ์ดีสีขาวบริสุทธิ์ ขนเรียบลื่นดุจแพรไหม นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนฉายแววเฉลียวฉลาด

ด้านหลังขบวนบรรณาการ เป็นเกี้ยวไม้แกะสลักปิดทอง ประดับด้วยอัญมณีล้ำค่า ภายในคือราชทูตถู่ปัว ใบหน้าคมเข้ม ดวงตาฉายแววเฉลียวฉลาด สวมชุดผ้าไหมปักลวดลายมังกรทองแสดงถึงฐานะอันสูงส่ง เสียงดนตรีบรรเลงจากเครื่องดนตรีทองเหลืองและกลองหนัง ควบคู่ไปกับการเต้นรำของหญิงสาวชาวถู่ปัวในชุดผ้าไหมสีสันสดใส ส่งเสียงหัวเราะคิกคัก ดึงดูดสายตาของผู้คน

การมาเยือนของราชทูตถู่ปัวในครั้งนี้ เป็นไปเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างสองแคว้น และถวายบรรณาการแด่จักรพรรดิถังตามธรรมเนียมปฏิบัติ ทุกครั้งที่มีการเยือนเช่นนี้ ราชสำนักต้าถังจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ และจัดการแข่งขันระหว่างเยาวชนของทั้งสองแคว้น เพื่อกระชับความสัมพันธ์ และแสดงถึงความสามารถของรุ่นเยาว์

ปีนี้มีการจัดการแข่งขันสี่ประเภท ได้แก่ ดนตรี หมากรุก (มากล้อม) การคำนวณ และตีคลี ซึ่งเป็นการแข่งขันที่ได้รับความสนใจมากที่สุด องค์รัชทายาท หลี่เสียน ทรงเป็นหัวหน้าทีมตีคลีของต้าถัง แข่งขันกับทีมของเยาวชนทางการทหารจากแคว้นถู่ปัว การประลองตีคลีครั้งนี้จึงเป็นที่จับตามองของผู้คนในฉางอันเป็นอย่างยิ่ง

ทั่วทั้งนครฉางอันต่างตกอยู่ในบรรยากาศแห่งความครื้นเครง เทศกาลงานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างแคว้นถู่ปัว และต้าถังกลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ถูกกล่าวถึงทุกหนแห่ง เหล่าขุนนาง ข้าราชบริพาร และชาวเมืองต่างเฝ้ารอคอยการประลองความสามารถระหว่างเยาวชนของทั้งสองแคว้น

ภายในตำหนักศึกษาหลวง บรรยากาศกลับเงียบสงัดผิดปกติ ห้องเรียนที่เคยเต็มไปด้วยนักศึกษาบัดนี้กลับว่างเปล่า มีเพียงจ้าวมู่เฉินที่นั่งอ่านตำราอยู่เพียงลำพัง แม้แต่องค์ชาย และเหล่าบุตรขุนนางผู้สูงศักดิ์ก็ยังละทิ้งการศึกษาเพื่อไปชมการแข่งขัน อาจารย์ผู้สอนในวันนี้เหลือเพียงอาจารย์เว่ย บุตรชายของราชเลขาเว่ย ผู้ที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมาของจักรพรรดิองค์ก่อน

อาจารย์เว่ยมีนิสัยคล้ายบิดา อารมณ์ฉุนเฉียว และเอาแต่ใจ เมื่อเห็นว่าห้องเรียนว่างเปล่า เขาจึงตวาดใส่จ้าวมู่เฉินด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

“เจ้ายังนั่งทำอะไรอยู่ที่นี่..! ในเมื่อไม่มีใครมาเรียน ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะสอน กลับไปทบทวนบทเรียนที่จวนของเจ้าเสีย..!”

จ้าวมู่เฉินลุกขึ้นคารวะอาจารย์เว่ย ก่อนจะเดินออกจากห้องเรียนด้วยท่าทางสงบ เขาเข้าใจดีว่าอาจารย์เว่ยไม่พอใจที่ไม่มีใครมาเรียน แต่วิธีการของอาจารย์เว่ยก็ช่างกระด้างไร้เหตุผล

ระหว่างที่เดินผ่านกำแพงที่ประดับด้วยภูเขาจำลอง จ้าวมู่เฉินได้ยินเสียงสนทนาแผ่วเบา เขาชะงักฝีเท้า และแอบฟังอย่างระมัดระวัง

“ท่านแม่ทัพมั่นใจได้อย่างไร ว่าแผนการของเราจะสำเร็จ..?” เสียงทุ้มต่ำของชายผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น

“ไม่ต้องห่วงองค์ชาย เรามีแคว้นถู่ปัวให้การสนับสนุน หากพวกมันร่วมมือกับเรา แผนการย่อมสำเร็จอย่างแน่นอน” 

เสียงอีกเสียงตอบกลับมา

จ้าวมู่เฉินจำเสียงแรกได้ดี เขาคือองค์ชายใหญ่ หลี่ซวน แต่เสียงที่สองกลับไม่คุ้นเคย เขามองลอดช่องว่างระหว่างภูเขาจำลอง เห็นบุรุษวัยกลางคนในชุดขุนนางบู๊กำลังยืนหันหลังให้เขา

“แต่ฝ่าบาททรงโปรดปรานองค์รัชทายาท หากพวกเรารีบร้อน...” เสียงองค์ชายใหญ่เอ่ยอย่างลังเล

“ความเมตตาของฝ่าบาทกำลังทำให้แผ่นดินลุกเป็นไฟ รีบรวบรวมกำลังของเราเสีย ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป” 

เสียงบุรุษวัยกลางคนเอ่ยอย่างหนักแน่น

จ้าวมู่เฉินรับรู้ได้ถึงอันตราย เขาจำเสียง และรูปร่างขององค์ชายใหญ่ได้ แต่บุรุษวัยกลางคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาคือใครกันแน่..? เขาพยายามจดจำลักษณะท่าทางของบุรุษผู้นั้นให้ได้มากที่สุด ก่อนที่จะค่อยๆ ถอยออกไปจากที่ซ่อนอย่างเงียบเชียบ

ภายในใจของจ้าวมู่เฉินเต็มไปด้วยความกังวล แผนการก่อกบฏที่เขาได้ยินมานั้นเป็นเรื่องใหญ่ หากองค์ชายใหญ่ และบุรุษผู้นั้นร่วมมือกับแคว้นถู่ปัว สงครามกลางเมืองอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เขาจะต้องรีบแจ้งเรื่องนี้ให้บิดา และองค์รัชทายาททราบโดยเร็วที่สุด

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • ปราบพยศคุณหนูจวนแม่ทัพ   อาจารย์จำเป็น 2

    จ้าวมู่เฉินมองไปรอบๆ ลานฝึกที่ดูว่างเปล่าด้วยแววตา ประหม่าและไม่มั่นใจนัก “อาจารย์หรือขอรับ?” เขาพึมพำ “จะเหมือน... เหมือนพี่ใหญ่เฉินหรือไม่?” ความคิดถึงพี่สาวคนเก่งผุดขึ้นมาในใจทันทีเหล่าหยวนเพียงแค่ยิ้มบางๆ ไม่ได้ตอบคำถามนั้น “รอสักครู่นะขอรับ อาจารย์คงกำลังมา”จ้าวมู่เฉินยืนรอด้วยใจที่เต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เขากลัวว่าอาจารย์คนใหม่จะดุ หรือน่ากลัวเหมือนทหารร่างใหญ่ที่เขาเห็นเดินขวักไขว่อยู่ในค่ายหรือไม่แล้วในที่สุด... ร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งก็เดินตรงเข้ามายังลานฝึกด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง ร่างนั้นสวมชุดฝึกสีฟ้าอ่อนรัดกุมทะมัดทะแมง ผมยาวสลวยถูกรวบขึ้นสูงอย่างเรียบร้อยเผยให้เห็นต้นคอระหง ใบหน้างดงามราวหยกสลักนั้นแม้จะยังอ่อนเยาว์ แต่กลับฉายแววมุ่งมั่นและจริงจัง... หากแต่ที่มุมปากนั้น กลับมีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่คุ้นเคยปรากฏอยู่!จ้าวมู่เฉินเบิกตากว้าง อ้าปากค้างด้วยความ ตกตะลึงอย่างสุดขีด! เขาจ้องมอง “อาจารย์” ที่เพิ่งปรากฏกายนั้นอย่างไม่เชื่อสายตาตนเอง! “พี่ใหญ่เฉิน!!!” เขาร้องออกมาเสียงดังอย่างลืมตัว ความดีใจ ความประหลาดใจ และความสับสนถาโถมเข้ามาพร้อมกัน “ท่าน... ท่านมาได้อย่างไร! แล้ว... ท่านจะม

  • ปราบพยศคุณหนูจวนแม่ทัพ   อาจารย์จำเป็น 1

    ความเงียบเหงา และบรรยากาศอันซึมเซาปกคลุมจวนแม่ทัพเฉินเหยาจินมาหลายวันแล้วนับตั้งแต่คุณหนูเฉินซูเหริน “แก้วตาดวงใจ” ของท่านแม่ทัพ เปลี่ยนจากเด็กร่าเริงแก่นแก้วกลายเป็นเด็กหญิงผู้เงียบขรึมและไร้รอยยิ้ม นางเอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้อง หรือนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยแววตาเศร้าสร้อย ไม่ยอมพูดคุยหรือเล่นสนุกกับผู้ใด แม้แต่ขนมของโปรดที่ถูกนำมาประเคนให้ถึงที่ นางก็เพียงแต่ปรายตามองอย่างไม่แยแสท่านแม่ทัพเฉินเหยาจินเฝ้าสังเกตอาการของหลานสาวด้วยความหนักใจยิ่งนัก หัวใจของผู้เป็นปู่เจ็บปวดทุกครั้งที่เห็นแววตาอันว่างเปล่าและไร้ชีวิตชีวาของนาง เขาทราบดีว่าสาเหตุนั้นย่อมมาจากการต้องพลัดพรากจาก “จ้าวน้อย” สหายคนใหม่ที่นางเพิ่งจะผูกพันด้วยอย่างรวดเร็วเย็นวันหนึ่ง หลังจากที่เห็นหลานสาวเขี่ยข้าวในถ้วยไปมาโดยแทบไม่ได้แตะต้องเลยตลอดมื้อเย็น ท่านแม่ทัพจึงตัดสินใจว่าต้องทำอะไรสักอย่าง เขาเดินตามนางไปยังห้องพักส่วนตัวของนางเงียบๆ“ซูเหรินเอ๋ย” เขากล่าวเรียกเสียงอ่อนโยน เมื่อเห็นนางนั่งกอดเข่าอยู่ริมหน้าต่าง มองออกไปนอกความมืดอย่างไร้จุดหมาย เฉินซูเหรินสะดุ้งเล็กน้อย หันกลับมามองท่านปู่ด้วยแววตาที่ยังคงเศร้า

  • ปราบพยศคุณหนูจวนแม่ทัพ   รอยยิ้มที่เลือนหาย

    เขาหยุดมองปฏิกิริยาของเหล่าหยวน ก่อนจะกล่าวเสริม “และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เมื่ออยู่ในค่ายแล้ว ข้าจะให้จ้าวมู่เฉินได้เริ่มเรียนรู้วรยุทธ์อย่างจริงจังเสียที แม้ความจำจะยังไม่กลับคืน แต่การฝึกฝนร่างกาย และทักษะการป้องกันตัว ย่อมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเขา เพื่อที่จะได้เอาตัวรอดได้ในภายภาคหน้า”เหล่าหยวนรับฟังข้อเสนอด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งโล่งใจที่จะได้อยู่ในที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น และยินดีที่คุณชายจะได้รับการฝึกฝน แต่ก็อดกังวลถึงความไม่สะดวกสบาย และความเข้มงวดของชีวิตในค่ายทหารไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เขาก็ทราบดีว่านี่คือทางเลือกที่ดีที่สุดในเวลานี้“ท่านแม่ทัพกล่าวถูกแล้วขอรับ” เหล่าหยวนตอบรับโดยไม่ลังเล “ในสถานการณ์เช่นนี้ ค่ายทหารของท่านย่อมเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับนายน้อย และการที่คุณชายจะได้รับการฝึกฝนวรยุทธ์ ก็นับเป็นพระคุณอย่างสูง ข้าน้อยไม่มีข้อปฏิเสธใดๆ ทั้งสิ้น เพราะข้าเชื่อมั่นว่าที่นี่คือที่ที่ปลอดภัยที่สุดแล้วสำหรับนายน้อย”“ดีมาก” แม่ทัพเฉินเหยาจินพยักหน้าอย่างพอใจ “เช่นนั้นเจ้ากลับไปเตรียมตัว บอกกล่าวแก่ทุกคนให้พร้อม ข้าจะให้คนจัดเตรียมที่พักพิเศษภายในค่ายไว้ให้ ส่วนเรื่อ

  • ปราบพยศคุณหนูจวนแม่ทัพ   เงามืดในเมืองหลวง 2

    บัณฑิตเฒ่าสวีลูบเคราขาวของตนอย่างครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้าๆ “องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ การส่งม้าเร็วในยามวิกาลเช่นนี้ย่อมต้องเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง และการที่จ้าวเหวินหยวนเพิ่งไปเยือนตำหนักเหอผิงมาก่อนหน้า ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าอาจจะเกี่ยวข้องกัน หรืออาจจะเกี่ยวกับข่าวลือเรื่องบุตรชายของเขารอดชีวิตที่ชายแดน”บัณฑิตวัยกลางคนแซ่หานเสริมขึ้น “แต่ไม่ว่าข่าวที่ออกไปนั้นจะเกี่ยวข้องกับแผนการขององค์ชายโดยตรงหรือไม่ หรือเป็นเพียงเรื่องส่วนตัวของสกุลจ้าวกับสกุลเฉินก็ตามที ในเมื่อยังไม่มีหลักฐานใดๆ ที่ชัดเจน ก็ยังไม่สามารถเอาผิดหรือกล่าวโทษองค์ชายได้อยู่ดีพ่ะย่ะค่ะ”“ถูกต้อง” บัณฑิตเฒ่าสวีกล่าวสนับสนุน “ดีไม่ดี ผลร้ายอาจจะตกอยู่ที่คนสกุลจ้าวเอง ที่อาจจะกำลังกล่าวหาหรือใส่ความเชื้อพระวงศ์อย่างไร้มูลความจริง หรือพยายาม ยุยงให้เกิดความแตกแยกและความหวาดระแวงขึ้นในหมู่ขุนนางและเชื้อพระวงศ์ของต้าถัง ซึ่งถือเป็นความผิดร้ายแรง”คำแนะนำของที่ปรึกษาทั้งสองนั้นเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือให้องค์ชายใหญ่วางพระทัย ยังไม่จำเป็นต้องดำเนินการใดๆ ที่อาจจะสร้างความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น ตราบใดที่ไม่มีหลักฐานมัดตัวพระองค์ ก

  • ปราบพยศคุณหนูจวนแม่ทัพ   เงามืดในเมืองหลวง 1

    เพื่อป้องกันมิให้ความลับสุดยอดนี้รั่วไหลหากเกิดเหตุไม่คาดฝันระหว่างทาง แต่เขาใช้คำเปรียบเปรยถึง “ภัยมืดจากอำนาจชั่วร้ายในราชสำนัก” และ “ผู้ไม่ประสงค์ดีระดับสูง” ที่กำลังปองร้ายคุณชายจ้าวมู่เฉิน ผู้ซึ่งเป็น “แขกคนสำคัญ” ของท่านพ่อ และกำชับให้ท่านพ่อ “เพิ่มการอารักขาคุณชายจ้าวอย่างแน่นหนาที่สุด เตรียมพร้อมรับมือการลอบสังหารที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และให้ถือว่าเรื่องนี้เป็นความลับสุดยอด มีความสำคัญระดับคอขาดบาดตาย”เมื่อเขียนเสร็จ เขาประทับตราประจำตัวลงบนสาส์นอย่างหนักแน่น ก่อนจะม้วนสาส์นนั้นใส่กระบอกไม้ไผ่อย่างดี ผนึกครั่งอย่างรัดกุม แล้วยื่นส่งให้หลี่กงกง “นำสาส์นนี้ไปมอบให้แก่หัวหน้าหน่วยม้าเร็วที่ข้าไว้วางใจที่สุด สั่งให้เขาคัดเลือก ม้าเร็วฝีเท้าดีที่สุด ที่สามารถเดินทางได้ทั้งวันทั้งคืน นำสาส์นนี้ไปส่งให้ถึงมือท่านพ่อข้าที่ค่ายบัญชาการชายแดนโดยเร็วที่สุด! ห้ามหยุดพักระหว่างทางเป็นอันขาด! บอกเขาว่า เรื่องนี้สำคัญยิ่งกว่าชีวิต!” “พ่ะย่ะค่ะ ท่านผู้บัญชาการ!” หลี่กงกงรับกระบอกสาส์นมาด้วยสองมือ ก่อนจะรีบถอยออกไปปฏิบัติการตามคำสั่งทันทีจ้าวเหวินหยวน มองตามการกระทำอันเด็ดขาด และรวดเร็วข

  • ปราบพยศคุณหนูจวนแม่ทัพ   ความลับเปิดเผย 2

    ลำคอของเขากลับตีบตัน จ้าวเหวินหยวนพบว่าตนเองไม่อาจเอ่ยถ้อยคำอันน่าสะพรึงกลัวนั้นออกมาทางวาจาได้ มันเป็นความลับที่ใหญ่หลวงเกินไป เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงเกินทน เขาเหลือบมององค์หญิงชิงเหอที่ประทับนั่งนิ่ง พระพักตร์ซีดเผือดเล็กน้อยด้วยความกังวล จากนั้นจึงหันกลับมามองผู้บัญชาการเฉินผู้กำลังรอคอยคำตอบด้วยความอดทนในที่สุด เขาเลือกที่จะลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายดูอ่อนล้าแต่ก็แฝงความเด็ดเดี่ยว เขา เดินไปยังด้านข้างของผู้บัญชาการเฉิน ที่กำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะเล็กซึ่งวางชุดน้ำชาไว้ ท่านผู้บัญชาการมองตามการกระทำนั้นด้วยความฉงนใจจ้าวเหวินหยวนก้มลง ใช้นิ้วชี้จุ่มลงไปในถ้วยชาของตนเอง ที่วางอยู่บนโต๊ะ ปลายนิ้วเปียกชุ่มด้วยน้ำชาสีอำพันจางๆ จากนั้น เขาก็ค่อยๆ บรรจง เขียนข้อความลงบนพื้นโต๊ะไม้ขัดมัน ตรงหน้าท่านผู้บัญชาการเฉิน ตัวอักษรที่เกิดจากหยาดน้ำชานั้น ปรากฏขึ้นทีละตัว... ทีละตัว... อย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง:‘องค์ชายใหญ่... กำลังวางแผน... ก่อกบฏ... กับแม่ทัพคนหนึ่ง’แม้จะเป็นเพียงอักษรที่เกิดจากน้ำชา และจะเลือนหายไปในไม่ช้า แต่ เนื้อความนั้นประหนึ่งสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อมของผู้บัญชาการเฉินซูเหลียง! เข

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status