LOGIN
รัชศกเสียนชิง (ค.ศ.656 - 661) ปีที่ 1 จักรพรรดิถังเกาจง (พระนามเดิมหลี่จื้อ) ทรงครองราชปีที่ 8 ทรงเป็นจักรพรรดิพระองค์ที่ 3 ที่ขึ้นครองราชในราชวงศ์ถัง
ยามเช้าแห่งวสันตฤดู นครเทพฉางอันตื่นจากห้วงราตรีด้วยเสียงจอแจของผู้คนที่เริ่มต้นวันใหม่ รถม้าหรูหราแต่ประดับตกแต่งอย่างเรียบง่าย เคลื่อนผ่านถนนสายหลักของเมือง เสียงเกือกม้ากระทบพื้นหินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ประกอบกับเสียงลมหายใจของม้าแผ่วเบา ทว่าหนักแน่น ม่านหน้าต่างพลิ้วไหวตามแรงลม เผยให้เห็นใบหน้าของบุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่ภายใน
จ้าวมู่เฉิน หนุ่มน้อยวัย 15 ปี เลิกม่านขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาดำขลับดุจรัตติกาลทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง บรรยากาศแห่งชีวิตที่เคลื่อนไหวเบื้องนอกแตกต่างจากความเงียบงันภายในรถม้าราวฟ้ากับดิน ผู้คนสัญจรไปมา เด็กน้อยวิ่งไล่จับกันส่งเสียงหัวเราะเริงร่า พ่อค้ากู่ร้องเรียกลูกค้าหน้าร้าน กลิ่นหอมรัญจวนของอาหารจากภัตตาคารชั้นเลิศลอยมาตามสายลม ผสมผสานกับเสียงบรรเลงพิณจากหอสังคีตที่อยู่ไม่ไกล
แม้จะเป็นซื่อจื่อจวนขุนนาง แต่บรรยากาศครึกครื้นเช่นนี้ก็มิใช่สิ่งแปลกใหม่สำหรับเขา หากแต่วันนี้ หัวใจกลับรู้สึกหนักอึ้งกว่าคราใด
‘เหตุใดท่านพ่อจึงส่งจดหมายเร่งด่วนเรียกตัวข้ากลับจวนเช่นนี้..?’
ดวงตาเรียวคมทอดมองกลุ่มผู้คน ทว่าภายในใจกลับรู้สึกห่างเหินราวกับมิใช่โลกเดียวกัน หลังจากเขาจากบ้านไปร่ำเรียนที่สำนักศึกษา เวลาก็ผ่านพ้นไปสามปีแล้ว แม้เขาจะคุ้นชินกับความสงบของสำนักศึกษาแล้วก็ตาม แต่เมื่อมองเห็นครอบครัวของผู้อื่นใช้ชีวิตร่วมกัน ความเดียวดายในใจก็ยิ่งแจ่มชัด
สายลมเย็นโชยเข้ามาภายในรถม้า จ้าวมู่เฉินลดม่านลง ปลายนิ้วเรียวยาวกำจดหมายของบิดาในมือแน่น เขารู้ดีว่าท่านพ่อมิใช่คนไร้เหตุผล การเรียกตัวเขากลับมาอย่างเร่งด่วนเช่นนี้ ย่อมมีเรื่องสำคัญเป็นแน่
รถม้ายังคงมุ่งหน้าสู่จวนจ้าว แต่ภายในใจของจ้าวมู่เฉินกลับเต็มไปด้วยคำถามที่ไร้ซึ่งคำตอบ
เมื่อรถม้าค่อย ๆ หยุดลงที่หน้าจวนสกุลจ้าว เสียงบ่าวไพร่ที่ยืนรออยู่พลันเปล่งเสียงตะโกนด้วยความยินดี
“นายน้อยกลับมาแล้ว..!”
เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วประสานกับเสียงหัวเราะที่ดังมาจากภายในเรือน พ่อบ้านจ้าวพ่อบ้านชราผู้อยู่กับตระกูลจ้าวมานานรีบก้าวออกมาต้อนรับ นัยน์ตาของเขาเปล่งประกายยินดี รอยยิ้มยิ่งกว้างเสียจนตาหยี
“โอ้...! นายน้อยจ้าว ไม่พบกันเพียงสามปี ท่านเติบใหญ่รูปร่างสง่างามยิ่งนัก..! รูปงามดุจเทพเซียน ผิวขาวดังหยก นัยน์ตากระจ่างดุจน้ำค้างแรกแย้ม โอ้...เป็นบุญตายิ่งนักที่ได้เห็นท่านกลับมา..!”
จ้าวมู่เฉินได้ฟังก็อดมิได้ที่จะอมยิ้มเล็กน้อย แม้สีหน้าจะสงบนิ่งดังเช่นเคย แต่ภายในใจกลับรู้สึกโหยหาอย่างประหลาด สายลมพัดเอื่อย พัดพากลิ่นเรือนอันคุ้นเคยมาแตะจมูก คล้ายดึงเขากลับไปสู่อ้อมกอดแห่งบ้านเกิด
พ่อบ้านจ้าวรีบรุดเข้าไปแจ้งข่าวแก่นายท่านจ้าว และฮูหยิน ไม่ช้าเสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากภายในเรือน พร้อมร่างของบิดา และมารดาที่เร่งฝีเท้าออกมาต้อนรับ ด้านหลังปรากฏเงาร่างของเด็กชายสองคน คนหนึ่งอายุสิบปี อีกคนเพียงห้าขวบ ทั้งสองวิ่งเข้ามาหาพี่ชายด้วยแววตาเป็นประกายแห่งความดีใจ
ภาพครอบครัวเบื้องหน้าประหนึ่ง ความอบอุ่นจากเปลวเพลิงช่วยขับไล่ความอ้างว้าง หนาวเหน็บที่คอยกัดกินดวงใจของเขาตลอดสามปีที่จากจวนหลังนี้ไปนาน ดวงใจที่เคยถูกแช่แข็งของจ้าวมู่เฉิน กลับมาเต้นอย่างมีชีวิตชีวาอีกครั้ง
แสงอาทิตย์ยามเช้าส่องตกกระทบใบหน้างดงามของจ้าวมู่เฉิน ขับเน้นรอยยิ้มอบอุ่นของเขาให้เด่นชัดขึ้น แม้จะใช้ชีวิตอยู่นอกเรือนมานาน แต่สุดท้าย ที่นี่ก็คือบ้านของเขา
จ้าวมู่เฉินประคองมารดาเดินเข้าสู่ตัวเรือน ขณะที่น้องชายทั้งสองเดินไปพลางกระโดดล้อมหน้าล้อมหลังเขาไปพลางด้วยความตื่นเต้น สายลมอ่อนพัดพาใบไม้ไหว เสียงบ่าวไพร่กระซิบกระซาบชื่นชมความงาม และความสง่างามของเขาเป็นระยะ
เมื่อเข้าสู่ห้องโถงรับรอง นายท่านจ้าวเดินไปนั่งยังตำแหน่งประมุขของห้อง เขานั่งลงด้วยท่วงท่าสง่าผ่าเผย คนอื่น ๆ ต่างนั่งลงในตำแหน่งอันสมควร ห้องโถงกว้างขวางตกแต่งอย่างประณีต เชิงเทียนโลหะตั้งตระหง่านส่งประกายเงางาม ประทีปแขวนไว้ข้างผนังให้แสงสว่างนวลตา ข้างกำแพงมีชั้นไม้เรียงรายด้วยเครื่องเคลือบลายคราม ส่วนริมหน้าต่างประดับด้วยบอนไซแคระที่ได้รับการดูแลอย่างดี
ไม่นานนัก บ่าวสตรีก็รีบนำน้ำชามาต้อนรับจ้าวมู่เฉิน เขารับถ้วยชาด้วยมือเรียว ก่อนยกขึ้นจิบช้า ๆ ความหอมละมุนของใบชาที่เขาคุ้นเคยปลุกความทรงจำขึ้นมาอีกครั้ง รสชาติอันกลมกล่อมช่วยคลายความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกล แววตาสะท้อนถึงความคิดถึงในรสชาแห่งบ้านเกิด
นายท่านจ้าวทอดสายตามองบุตรชายคนโตด้วยความภาคภูมิใจ ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“เฉินเอ๋อร์..!! ที่สำนักศึกษาเป็นอย่างไรบ้าง...? เจ้าสบายดีหรือไม่?”
เสียงของเขาแฝงไปด้วยความห่วงใย
“ ข้าสบายดีขอรับท่านพ่อ สหายร่วมเรียนก็มีหลายประเภททั้งดี และไม่ดีปะปนกันไป แต่เหตุใดท่านพ่อจึงส่งจดหมายเร่งด่วนเรียกข้ากลับมาที่เมืองหลวงขอรับ ”
นายท่านจ้าวหยิบม้วนราชโองการออกมา ยื่นให้จ้าวมู่เฉิน
“นี่คือเหตุผลที่ข้าส่งจดหมายเรียกเจ้ากลับมา” น้ำเสียงของเขาหนักแน่น ทว่าฉายแววลำบากใจ
“เป็นราชโองการจากฝ่าบาท…”
จ้าวมู่เฉินโพล่งเอ่ยออกมาอย่างเสียอาการ
เขารีบรับม้วนราชโองการคลี่ออกอ่านอย่างรีบร้อน แววตาสั่นไหว คิ้วเรียวยาวขมวดเข้าหากัน ก่อนเงยหน้ามองบิดา เอ่ยด้วยเสียงประหลาดใจ
“ราชโองการมั่นหมาย... เฉินซูเหริน บุตรีของแม่ทัพเฉินซูเหลียง และองค์หญิงชิงเหอ..!!”
นายท่านจ้าวพยักหน้าช้าๆ
“ใช่..!! เวลานี้นางมีอายุเพียงห้าขวบปี ทว่าคุณหนูนางนี้สร้างเรื่องจนเป็นที่เลื่องลือ เมื่อไม่นานมานี้ เมืองหลวงมีงานเฉลิมฉลองการเปลี่ยนราชศักใหม่ ความซุกซนของนางทำให้เรือนบ่าวไพร่เกิดเพลิงไหม้ มีผู้เสียชีวิต ข่าวลือแพร่สะพัดว่าบุตรีองค์หญิง คือปีศาจวางเพลิง องค์หญิงชิงเหอหวั่นเกรงว่าอนาคตเฉินซูเหริน จะหาคู่มิได้ จึงร้องขอให้ฝ่าบาทพระราชทานงานมั่นหมายให้แก่บุตรีของพระนาง”
จ้าวมู่เฉินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
“และฝ่าบาททรงเลือกข้า..?”
นายท่านจ้าวหลุบตาลงต่ำ รู้สึกหนักใจไม่น้อย เขารู้สึกผิดต่อบุตรชายตรงหน้า
“ถูกต้อง ฝ่าบาททรงเห็นถึงความสามารถของเจ้าตั้งแต่วัยเยาว์ และเพราะสายสัมพันธ์ระหว่างจวนสกุลจ้าวกับราชสำนัก ข้ามิอาจปฏิเสธ…”
เขาถอนใจยาว “ข้าเสียใจนัก ที่มิอาจปกป้องเจ้าได้”
จ้าวมู่เฉิน ตกอยู่ในภวังค์ประหนึ่งวิญญาณหลุดออกจากร่าง มารดาของเขาจำต้องดึงชายแขนเสื้อเพื่อปลุกให้เขาตื่นจากภวังค์ เขาทอดถอนใจ
‘ ไม่คิดว่าชะตาชีวิตของข้าจะพลิกผันเช่นนี้ เดิมตั้งใจศึกษาเล่าเรียนหวังสร้างความรุ่งโรจน์ให้แก่สกุลจ้าว บัดนี้กับมีบวงลวดหนามมาคล้องคอ ’
เมื่อตั้งสติได้เขาค้อมกายลง เอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“ท่านพ่ออย่ากล่าวเช่นนั้น สิ่งที่บุตรพึงมีต่อบิดามารดา คือความกตัญญู งานมั่นหมายนี้เป็นพระราชโองการ ข้าย่อมต้องยอมรับ โดยไม่อาจกล่าวโทษท่านพ่อแม้แต่น้อย”
นัยน์ตาของนายท่านจ้าวมองบุตรชายด้วยความรู้สึกซับซ้อน ลึกลงไปในใจของเขาทั้งภาคภูมิใจ และโศกเศร้าในคราเดียวกัน
‘ไม่เสียแรงที่ข้าส่งบุตรชายคนโต เดินทางไกลไปเพื่อศึกษาที่สำนักศึกษาลัทธิหยู ที่ลั่วหยาง กลับมาครานี้จ้าวมู่เฉินทั้งสุขุม และนิ่งสงบยิ่งนัก’
หากแต่งานมั่นหมายครั้งนี้จะนำพาเรื่องราวใดมาให้บุตรชาย เขาก็สุดจะคาดเดาได้
ทั้งสี่จึงหันหลังให้กับป่าลึก เดินมุ่งหน้ากลับสู่ค่ายฝึกด้วยฝีเท้าที่กระฉับกระเฉงยิ่งขึ้น ยามนี้มิใช่เพียงแค่ผืนธงที่เฉินซูเหรินถือไว้ในมือ แต่ยังมีความชื่นชมยินดีที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจของเหล่าผู้ติดตามทุกคน และความผูกพันที่เริ่มถักทอเป็นสายใยบางเบา ท่ามกลางภารกิจอันท้าทายนี้เฉินซูเหริน และคณะกำลังก้าวลงจากเนินเขาอย่างผ่อนคลาย ด้วยผืนธงเจ็ดผืนในมือที่ได้มาจากการใช้ไหวพริบล้วน ๆ บรรยากาศเงียบสงบมีเพียงเสียงลมพัดใบไม้เสียดสีกันดุจเสียงกระซิบของพงไพร ทว่า...ความสงบนั้นพลันถูกทำลายลงในชั่วพริบตา!เมื่อร่างของบุรุษฉกรรจ์สี่นายสวมชุดทหารสีเข้มปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ขวางทางลงเขาของพวกเขาเอาไว้ ใบหน้าของชายทั้งสี่เต็มไปด้วยความทะนงตน และแววตาจ้องมองมายังเฉินซูเหรินดุจดั่งพยัคฆ์ที่จ้องจับเหยื่อหนึ่งในนั้นก้าวออกมาข้างหน้า รูปร่างสูงใหญ่กำยำ ใบหน้าคมคายดุดัน คล้ายแม่ทัพผู้เก่งกาจ เอ่ยด้วยน้ำเสียงเล็กแหลมประหนึ่งแมวเหมียว “พวกเราคือกลุ่มพยัคฆ์อัคคี ผู้ผดุงความยุติธรรม! พวกเราเฝ้ามองการกระทำของคุณหนูอยู่เนิ่นนานแล้ว!”ชายผู้นั้นหยุดชั่วครู่ ก่อนจะมองมายังเฉินซูเหรินด้วยแววตาตำหนิ “ข้าเห็นว่าสิ่งท
ทันใดนั้น...ซู่ว์!เสียงแหเชือกถูกโยนจากเบื้องบนสายลม ดั่งพญามังกรรัดรึงร่างเหยื่อในชั่วพริบตาเดียว!ร่างของทหารทั้งสี่นายพัลวันพันกันมั่ว ตะโกนไม่ทันขาดคำ ก็ถูกแหเชือกอีกผืนครอบจนดิ้นไม่หลุด“บัดนี้!” เสียงสั่งการแผ่วเบาของเฉินซูเหรินดังขึ้นราวกระซิบในอากาศเหล่าหยวนกับอาไค่โผล่พรวดออกมาจากพุ่มไม้ราวเงาทมิฬยามย่ำค่ำเหล่าหยวนแม้อายุมากแล้ว หากกายยังว่องไว มือหนึ่งดึงธงจากเอว อีกมือจัดแจงตัดเชือกส่วนอาไค่กลับมิได้มีเล่ห์เหลี่ยมมากมาย ทว่าพละกำลังแข็งกล้ายิ่งนัก ร่างใหญ่โตของเขาเสมือนพยัคฆ์ตกมัน เพียงหมัดเดียวสองคนแรกทรุดลงมิอาจฝืนยืน สองคนหลังยังไม่ทันตั้งหลักก็มิอาจขยับเสียงครวญอู้อี้หลุดลอดจากปากทหารผู้โชคร้าย ก่อนจะถูกปิดสนิทด้วยเศษผ้าชุบน้ำพวกเขาถูกมัดมือไขว้หลังแน่นหนา วางเรียงไว้ใต้พุ่มไม้ใหญ่ดุจร่างไร้ชีวิต รอให้หมดสติจากพิษหมัดของอาไค่แล้วจึงปล่อยให้หลับสนิทไปอีกครู่เฉินซูเหรินคุกเข่าลงหน้าผืนธงสามผืนที่เพิ่งได้มา สายตาของนางเรืองรองด้วยแววเฉียบคม คล้ายมังกรที่เพิ่งกลืนไข่มุกเข้าไปเต็มครา“ธงสามผืน...เห็นทีโชควาสนาข้าจะไม่เลว”นางพึมพำเบา ๆ พลางปรายตาไปยังผู้ร่วมขบวนเหล่
พลันความคิดหนึ่งผุดวาบขึ้นในห้วงสมอง ‘แผนช่วงชิง!’หากสามารถดักหน้า หรือชิงเอาธงจากกลุ่มทหารอื่นที่อ่อนประสบการณ์กว่า นางย่อมมีโอกาสเก็บธงได้มากกว่าผู้ใดดวงตาคู่งามหรี่ลงอย่างเฉียบคม แล้วค่อย ๆ หันไปมองผู้ติดตามของตนทีละคน...เหล่าหยวน ชายชราอายุคราวท่านปู่ ใบหน้าราบเรียบ ปราศจากพิษสง ดวงตากลับปรากฏประกายเฉลียวอยู่บ้าง แม้กายเงอะงะ แต่ชาญฉลาดนักในการลอบเร้นและวิเคราะห์เส้นทางจ้าวมู่เฉิน นายน้อยผู้รูปงามดังเซียนสวรรค์ หากแต่ความจำเสื่อมจนมิเหลือกระบวนยุทธ์ใด อุปนิสัยก็เปิ่นซื่อปนทะเล้น มิเหมาะแก่การแย่งชิงสิ่งใดนอกจากหัวใจหญิงสาวในตลาดอาไค่...บ่าวผู้อยู่ข้างกายนายน้อย กายใหญ่เท่าหมีสีน้ำตาล แขนขาดั่งเสาไม้ซุง แข็งแกร่งไม่แพ้ทหารอารักษ์แคว้นใหญ่ ทว่า...สมองน้อยนักประหนึ่งหมีแพนด้าเมื่อสายตาพินิจครบทั้งสาม นางพลันถอนหายใจยาว“...แผนช่วงชิงหรือ?” นางพึมพำกับตนเอง“หวังพึ่งทัพเช่นนี้ คงมิใช่ทัพกล้า แต่เป็นกองเตี้ย”ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มอย่างระอา แต่แฝงความเอ็นดู ดวงตาของนางแม้เรียบเย็นเฉกเช่นหิมะยามค่ำ ทว่าภายในกลับอบอุ่นด้วยประกายบางประการ“เอาเถิด...” เสียงนางเบาเสียยิ่งกว่าลมกระทบไผ่
เมื่อแน่ใจว่าปลอดผู้ใดเฉียดใกล้ นางจึงค่อย ๆ หยิบแผ่นหนังสัตว์เก่าคร่ำออกมาจากอกเสื้อ วางราบลงบนพื้นดินที่ปูด้วยใบไม้กรอบแห้ง จากนั้นนางนั่งยองลงก่อน แล้วพยักหน้าเรียกทั้งสามให้มานั่งล้อมวงจ้าวมู่เฉินเพียงแลเห็นแผนที่ที่วาดเส้นทางเดินเขาเป็นลวดลายสลับซับซ้อน ก็พลันร้องออกมาเสียงหลงด้วยดวงตาเบิกกว้าง“พี่ใหญ่เฉิน! ท่านมีแผนที่ภูเขา!”ยังมิทันที่เสียงจะจบประโยค เฉินซูเหรินกลับคว้าตัวจ้าวมู่เฉินเข้ามาใกล้ปิดปากเขาแน่น ดวงตาดุราวพี่สาวดุเด็กซน พร้อมกล่าวเสียงเบา“เจ้าอยากให้ทั้งค่ายได้ยินหรือไร..!”จ้าวมู่เฉินขยับริมฝีปากอุบอิบแต่ก็พยักหน้าเข้าใจ สองแก้มขึ้นสีราวเด็กโดนขู่เหล่าหยวนที่นั่งขัดสมาธิอยู่ใกล้ ๆ ยิ้มตาหยี ใช้สองนิ้วยกขึ้นชูเชิงชมเชย ดวงหน้าชราเปื้อนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์กล่าวเบา ๆ ว่า“ข้าน้อยนับถือคุณหนูเฉิน…ช่างกล้าหาญนัก…”เฉินซูเหรินแค่นเสียงเบา ดวงตาฉายแววแน่วแน่ขณะชี้นิ้วลงบนรอยเครื่องหมายแห่งหนึ่งบนแผนที่ รูปธงเล็ก ๆ ถูกขีดวงไว้ชัดเจน“ครูฝึกจี้ซานบอกข้าเองว่า ธงถูกปักไว้บนโขดหินเหนือบ่อน้ำร้าง หากสิ่งนี้เป็นจริง เราเพียงเดินตามทางซอกเขาไป ไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็คงพบ”“แล้วหากเ
“วันนี้…ต้องปีนเขาใช่หรือไม่?” เขาหันไปถามเสียงแผ่ว ท่าทีคล้ายจะกลัว คล้ายจะตื่นเต้น คล้ายจะ…ไม่รู้ว่าตนเองอยู่ในการแข่งขันอันยิ่งใหญ่เฉินซูเหรินหัวเราะเบา ๆ ยืนกอดอกอยู่ข้าง ๆ “ใช่…และห้ามวิ่งเตลิดกลางทางอีกนะ เจ้ายังจำได้หรือไม่ว่าเมื่อวานเจ้าไปวิ่งไล่เก็บก้อนหินกลางสนามแข่ง?”จ้าวมู่เฉินเกาศีรษะ ดวงหน้าใส ๆ แสดงสีหน้าเขินอายเล็กน้อยเหล่าหยวนในร่างชายชราหลังค่อมเดินมาหยุดอยู่ข้างหลัง มือหนึ่งถือตะกร้าผลไม้ อีกมือยื่นขนมเปี๊ยะให้ “นายน้อย ทานหน่อยเถิด ข้านำมาเผื่อท่าน ยามปีนเขาจะได้ไม่หิวกลางทาง” จ้าวมู่เฉินผงกศีรษะตอบรับเบา ๆเสียงกลองศึกดังกระหึ่ม ดุจเสียงสัญญาณปลุกมังกรให้ตื่นจากนิทรา ทั่วทุกค่ายน้อยใหญ่ เหล่าทหารกลุ่มที่ผ่านการทดสอบทั้งสี่ด่าน ต่างตื่นตัวพลัน สวมเกราะคว้าศัสตรา วิ่งทะยานมายังลานรวมพลด้วยฝีเท้าหนักแน่น เรียงรายเป็นระเบียบ ลมหายใจประสานเป็นหนึ่ง เสียงฝีเท้ากระทบพื้นลานดังประหนึ่งกลองรบของทวยเทพผืนธงประจำค่ายถูกโบกสะบัดอย่างสง่างาม ผ้าแพรสีแดงเพลิงปลิวไหวดุจเปลวเพลิงต้องลม กระแทกใจเหล่าทหารให้คึกคักร้อนแรงไม่ต่างไฟสงครามแม่ทัพเฉินเหยาจิน สวมเกราะดำทมิฬเดินขึ้นแท
“ปึก!” หินยักษ์ถูกยกขึ้นพ้นพื้น! อาไค่ยืนขึ้นเต็มความสูง ใบหน้าแดงก่ำ หินยักษ์วางพาดอยู่บนบ่าทั้งสองข้างฝูงชนตะลึงงัน! ไม่มีใครคิดว่าอาไค่จะสามารถยกหินนั้นขึ้นมาได้จริง ๆ!ทว่าทันใดนั้นเอง...“พรึ่บ!” อาไค่สะดุดก้อนหินเล็ก ๆ ที่พื้น เขาก้าวขาไปข้างหน้าอย่างโซเซ ร่างสูงเซถลาจะล้มลง แต่ด้วยความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เขากลับพลิกตัวหมุนหินในอ้อมแขนไปด้านข้าง ส่งผลให้หินยักษ์พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างไม่ตั้งใจ“โครม!” หินยักษ์กระแทกพื้นอย่างแรงและกลิ้งไปปะทะกับหินอีกก้อนหนึ่ง แตกกระจายเป็นเศษหินเล็ก ๆ ฝุ่นคลุ้งตลบไปทั่วบริเวณเหล่าทหารที่ยืนมองเหตุการณ์ต่างอ้าปากค้าง ตะลึงกับพละกำลังของอาไค่ที่นอกจากจะยกหินได้แล้ว ยังสามารถทุ่มหินออกไปได้ไกลถึงเพียงนั้น!อาไค่ลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นจากเสื้อผ้า พลางหัวเราะเขิน ๆ “อา... ข้าทำหินหลุดมือเสียแล้ว...”ทหารทั้งหลายมองหน้าอาไค่ แล้วหันมามองซากหินที่แตกกระจายก่อนจะกลืนน้ำลายลงคออย่างพร้อมเพรียงกัน ‘เจ้าหนุ่มคนนี้... แค่เผลอทำหลุดมือก็ทำลายหินยักษ์ได้ขนาดนี้เลยรึ?!’เสียงปรบมือและเสียงเชียร์ดังสนั่นขึ้นรอบทิศ ขณะที่อาไค่ยังคงยืนเกาศีรษะพลางยิ้มแหย ๆ ไม่รู้เ







