LOGINตอนที่ 4: ราชสีห์ไม่ตื่นตูม
ความเย็นฉ่ำของเครื่องปรับอากาศภายในรถตู้ลักชัวรี VIP คันโต ไม่ได้ช่วยให้อุณหภูมิบนใบหน้าของนทีลดน้อยลงไปได้เลย ร่างโปร่งถูกประคอง (หรือเรียกให้ถูกคือถูกกึ่งอุ้มกึ่งยัด) เข้ามานั่งแปะอยู่บนเบาะหนังแท้ฝั่งด้านในสุดอย่างหมดท่า ความพยายามที่จะกางเล็บขู่เป็นแมวป่าใจแตกเมื่อครู่ พังทลายลงไม่เป็นท่าทันทีที่แผ่นหลังสัมผัสกับความนุ่มของเบาะรถ "ปล่อย! บอกให้ปล่อยไงวะ!" นทีโวยวายลั่น สลัดข้อมือออกจากการเกาะกุมของร่างสูงทันทีที่ได้รับอิสระ ดวงตากลมโตที่บัดนี้รื้นไปด้วยประกายหยาดน้ำใสๆ จากความขัดใจตวัดมอง 'คู่หมั้นประธานบริหาร' ที่ก้าวตามขึ้นมานั่งเคียงข้างอย่างละสายตาไม่ได้ คิรากรไม่ได้มีท่าทีทุกข์ร้อนหรือตื่นตระหนกเลยสักนิด ชายหนุ่มเพียงขยับสูทตัวนอกให้เข้าที่ ก่อนจะหันไปสั่งงานกับเลขาคนสนิทที่ยืนอยู่ข้างประตูรถ "เรียบร้อยไหมอาทิตย์?" น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบถามขึ้น "เรียบร้อยครับท่านประธาน ค่าเครื่องดื่มและค่าบริการของโต๊ะคุณนทีทั้งหมด ผมจัดการรูดบัตรเครดิตของบริษัทเคลียร์ให้เรียบร้อยแล้วครับ ส่วนเพื่อนๆ ของคุณนที ผมให้คนขับรถของโรงแรมสแตนด์บายไปส่งถึงหอพักอย่างปลอดภัยทุกคนครับ" อาทิตย์รายงานอย่างเป็นระบบระเบียบ สมกับตำแหน่งเลขาฯ มือหนึ่งของตระกูลใหญ่ "ดีมาก นายกลับไปพักผ่อนได้แล้ว ขอบใจมาก" "ครับท่านประธาน ขอให้เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพครับ" อาทิตย์ค้อมศีรษะลงเล็กน้อย ก่อนจะปิดประตูรถตู้คันหรูลงอย่างเบามือ ส่งผลให้ความเงียบงันและบรรยากาศอันอึดอัดโรยตัวเข้าปกคลุมคนสองคนในทันที นทีอ้าปากค้าง สมองที่เริ่มจะหมุนคว้างจากฤทธิ์ของบลูมาริต้าและบรอนด์เหล้าเพียวที่กระดกเข้าไปก่อนหน้านี้เริ่มประมวลผลช้าลง ‘อะไรวะ... จ่ายให้หมดเลยหรอ? แถมยังส่งเพื่อนกูกลับบ้านอีก?’ ตามแผนการที่วางไว้กับเจเจ คิรากรควรจะโกรธสิ! ควรจะชี้หน้าด่าว่าเขาเป็นเด็กเหลวไหล ใช้ไม่ได้ ไร้หัวนอนปลายเท้า แล้วก็สะบัดตูดหนีไปพร้อมกับความรู้สึกรังเกียจเดียดฉันท์สิ! ทำไมหมอนี่ถึงยังทำหน้านิ่งเหมือนพระอิฐพระปูน แถมยังใจป้ำสายเปย์จนแผนการ ‘ประชดสังคม’ ของเขาดูเหมือนเด็กประถมเรียกร้องความสนใจไปเลย "มองฉันทำไม? มีอะไรติดหน้าหรือเปล่า" คิรากรเอ่ยถามโดยไม่แม้แต่จะหันมามอง เขาเอื้อมมือไปหยิบขวดน้ำแร่จากช่องแช่เย็นด้านข้างมาเปิดฝา แล้วยื่นมาตรงหน้าคนตัวเล็กที่กำลังนั่งทำหน้าบูดบึ้ง "ไม่กิน! อย่ามาทำเป็นใจดีหน่อยเลย!" นทีปัดมือหนาออกอย่างไม่ใยดี ทว่าแรงปัดกลับเบาหวิวขัดกับท่าทางดุดันในตอนแรก เพราะหัวสมองมันเริ่มหมุนคว้างของจริงแล้ว ลมที่ตีขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นแอลกอฮอล์ฉุนกึกทำให้นทีต้องเม้มปากแน่นเพื่อกักเก็บก้อนความรู้สึกปั่นป่วนในช่องท้อง "แกล้งเมาประชดฉัน... แต่ตอนนี้เริ่มเมาจริงแล้วล่ะสิ" คิรากรแค่นยิ้มบางๆ วางขวดน้ำลงที่เดิม สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นเลื่อนมาจับจ้องใบหน้าหวานที่ขึ้นสีจัดเพราะฤทธิ์น้ำเปลี่ยนนิสัย "ใครแกล้งเมา! กู... เออ ผมเมาจริง! เมาแล้วดื้อด้วย เมาแล้วกวนประสาท ชอบหาเรื่องคนอื่นด้วย! คุณรู้แบบนี้แล้วก็รีบๆ วิ่งกลับไปบอกคุณปู่ของคุณเลยนะว่าไม่หมั้นแล้ว ขืนหมั้นไปตระกูลกีรติวัฒน์พังพินาศแน่ เพราะผมจะผลาญเงินคุณให้หมด คอยดู!" นทีชี้หน้าอีกฝ่ายขู่ฟ่อๆ ท่าทางม้าดีดกะโหลกเต็มขั้น คิรากรไม่ตอบ เขาเพียงแต่มองนิ้วเรียวที่ชี้มาตรงหน้าตัวเองนิ่งๆ ก่อนจะขยับตัวเข้ามาใกล้ "จะ ทำอะไรน่ะ!" นทีผงะหงายหลังจนชิดประตูรถอีกฝั่ง ร่างสูงใหญ่ของคิรากรโน้มตัวลงมาคร่อมปิดทางหนีของคนตัวเล็กไว้จนหมดสิ้น แผงอกกว้างในชุดสูทเนี้ยบกริบขยับเข้าประชิดจนนทีสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมา กลิ่นน้ำหอมผู้ใหญ่แนวเซดาร์วูด (Cedarwood) และมะกรูดฝรั่ง (Bergamot) ที่ผสมผสานกับกลิ่นสะอาดๆ ของคนตรงหน้าลอยเข้ากระทบจมูกอย่างจัง มันเป็นกลิ่นที่ทรงพลัง น่าเกรงขาม และชวนให้ใจสั่นอย่างบอกไม่ถูก ใบหน้าคมคายขยับเข้ามาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน นทีสะดุ้งเฮือก ดวงตากลมโตเบิกกว้าง ลมหายใจสะดุดกึกคล้ายกับลืมวิธีหายใจไปชั่วขณะ นิ้วมือที่เคยชี้หน้าอีกฝ่ายลดลงมาขยำเสื้อเชิ้ตของตัวเองแน่นด้วยความตื่นตระหนก คลิก... เสียงล็อกของสายเข็มขัดนิรภัยดังขึ้นเบาๆ เป็นสัญญาณว่าคิรากรเพียงแค่โน้มตัวลงมาคาดเข็มขัดให้เด็กดื้อที่นั่งปล่อยเนื้อปล่อยตัวเท่านั้น ทว่าร่างสูงกลับยังไม่ยอมถอยห่างออกไป นัยน์ตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่กลมที่สั่นระริกของนที ระยะที่ใกล้กันจนเห็นเงาของตัวเองสะท้อนอยู่ในตาของอีกฝ่ายทำให้อารมณ์พลุ่งพล่านเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความเงียบและเสียงหัวใจที่เต้นรัวราวกับกลองรบ "ดื้อให้พอครับ..." คิรากรกระซิบเบาๆ น้ำเสียงทุ้มต่ำและนุ่มนวลกว่าครั้งไหนๆ ทว่ากลับทรงอำนาจจนคนฟังใบ้รับประทาน "อยากจะเที่ยว อยากจะทำตัวเหลวไหลประชดพี่เท่าไหร่ก็ทำไป แต่อย่าขับรถตอนเมา... พี่เป็นห่วง รู้ไหมครับ?" คำว่า 'พี่เป็นห่วง' พร้อมกับสรรพนามแทนตัวที่เปลี่ยนไป ทำให้นทีเหมือนโดนหมัดฮุกเข้าที่กลางแสกหน้า สมองที่มึนงงอยู่แล้วย่ำแย่ลงไปอีก หัวใจเจ้ากรรมดันเต้นผิดจังหวะตึกตักจนกลัวว่าคนตรงหน้าจะได้ยิน นทีได้แต่เบือนหน้าหนีไปอีกทาง พลางพึมพำอุบอิบในลำคอเพื่อกลบเกลื่อนความหน้าร้อนผ่าว "ใคร... ใครเป็นน้องคุณไม่ทราบ อย่ามาขี้ตู่..." คิรากรหัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างนึกเอ็นดู ชายหนุ่มยอมถอยกลับไปนั่งที่เบาะของตัวเอง พลางส่งสัญญาณให้คนขับรถออกตัว มุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางที่นทีไม่มีทางรู้เลยว่า... มันคือที่ไหน และเขากำลังจะโดน 'ราชสีห์' ตัวนี้จัดการอย่างไรต่อหลังจากนี้ตอนที่ 14: ข้อหาหึงหวงและคำเตือนสติเสียงบานประตูไม้โอ๊กเคลือบเงาบานยักษ์ปิดลงพร้อมกับความเงียบสงัดที่ตีแผ่กลับเข้ามาในห้องทำงานท่านประธานบริหารอีกครั้ง ร่างของอรินลับหายไปจากสายตาแล้ว ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมฉุนกึกชวนเวียนหัวที่ยังคงลอยอบอวลเจือจางอยู่ในอากาศ นทีหน้านิ่วคิ้วขมวด ชายหนุ่มขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน ความรู้สึกพลุ่งพล่านอัดแน่นอยู่ในอกจนเนื้อตัวสั่นเทา มันทั้งหงุดหงิด ขัดใจ และพาลชวนให้อารมณ์เสียอย่างที่เขาไม่เคยเป็นมาก่อน‘หึ... อรินคิดถึงคุณที่สุดเลยค่ะ... ฟังแล้วอยากจะอ้วก!’ปัง!นทีแกล้งทุบฝ่ามือลงบนตำราแคลคูลัสเล่มหนาจนเกิดเสียงดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องทำงานอันกว้างขวาง ก่อนจะกระแทกปากกาเคมีลงบนโต๊ะกระจกอย่างไม่ใยดี ร่างโปร่งลุกพรวดขึ้นยืนเต็มความสูง หมุนตัวหันหลังเดินจ้ำอ้าวตรงไปยังผนังกระจกบานยักษ์ กอดอกแน่นพลางทอดสายตามองออกไปข้างนอก ขบเคี้ยวเคี้ยวฟันมุ่ยริมฝีปากจนเจ่อรั้นคิรากรที่นั่งอยู่โต๊ะทำงานลอบมองปฏิกิริยา ‘แมวป่าพองขน’ ของคู่หมั้นตัวแสบด้วยความนึกสนุก ชายหนุ่มระบายยิ้มหยักลึกที่มุมปาก นัยน์ตาคู่คมไร้กรอบแว่นสายตาบดบังฉายประกายระยับวาววับล้อเลียน ร่างสูงใหญ่ลุกข
ตอนที่ 13: แขกไม่ได้รับเชิญและความหึงหวงความอบอุ่นในเช้าวันหยุดผ่านพ้นไป พร้อมกับอาการไข้ของนทีที่หายเป็นปลิดทิ้ง ทว่าพันธนาการระลอกใหม่กลับเริ่มต้นขึ้นเมื่อเข้าสู่สัปดาห์แห่งการสอบมิดเทอม คณะวิศวกรรมศาสตร์อันขึ้นชื่อเรื่องความโหดหินทำให้นทีต้องหอบหิ้วตำราเล่มหนาเท่าดิกชันนารีติดตัวอยู่ตลอดเวลา และแน่นอนว่า ‘ผู้ปกครองชั่วคราว’ อย่างคิรากรไม่มีทางปล่อยให้เด็กดื้อคลาดสายตา"พี่คิรากร! ผมบอกว่าจะไปอ่านหนังสือที่คณะกับพวกไอ้เจเจไงล่ะ คุณจะลากผมมาที่นี่ทำไมเนี่ย!" นทีโวยวายอุบอิบขณะก้าวเท้าออกจากลิฟต์ส่วนตัวของประธานบริหารบนชั้นสูงสุดของตึกกีรติวัฒน์ทาวเวอร์"อ่านที่คณะเดี๋ยวเธอก็แอบหนีไปตากฝนตากแดดจนไข้กลับอีก" คิรากรเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบ ชายหนุ่มอยู่ในชุดสูทสีกรมท่าเเนี้ยบกริบตามมาตรฐาน มือหนาข้างหนึ่งถือกระเป๋าเอกสาร ส่วนอีกข้างจับจูงข้อมือบางของคู่หมั้นตัวแสบให้เดินตามเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัวอย่างถือสิทธิ์ห้องทำงานประธานบริหารกว้างขวางและตกแต่งอย่างหรูหราด้วยผนังกระจกบานยักษ์ที่มองเห็นทัศนียภาพของกรุงเทพมหานครได้อย่างสุดสายตา คิรากรชี้ไปที่โซฟารับรองหนังแท้สีครีมตัวใหญ่ที่ม
ตอนที่ 12: หัวใจเต้นผิดจังหวะยามเช้าไออุ่นที่โอบรัดรอบเอวบางบวกกับความนุ่มยืดหยุ่นของเตียงนอนคิงไซส์สีเทาอ่อน ทำให้ความรู้สึกแรกหลังจากหลุดพ้นจากห้วงนิทราของนทีเต็มไปด้วยความอบอวลจนไม่อยากลืมตาเปลือกตาบางขยับไหวเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ปรือขึ้นเพื่อรับแสงตะวันสีทองอ่อนยามเช้าที่เล็ดลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านทึบแสงเข้ามา นทีสูดหายใจเข้าลึก ความรู้สึกหนักอึ้งในหัวสมองและอาการครั่นเนื้อครั่นตัวจากพิษไข้ป่าเมื่อคืนลดน้อยลงไปกว่าครึ่ง ทว่าสิ่งที่เข้ามาแทนที่กลับเป็นความรู้สึกอุ่นจัดที่ทาบทับอยู่บริเวณแผ่นหลังและเอวคอดกิ่ว‘กบดานอยู่ในอ้อมกอดใครวะ...’ สมองที่เพิ่งฟื้นตัวประมวลผลช้าไปสามวินาที ก่อนสติทั้งหมดจะดีดผุดขึ้นมาอย่างเต็มตาราวกับโดนน้ำเย็นสาดนทีค่อย ๆ พลิกตัวกลับมาอย่างเชื่องช้าเพราะกลัวว่าคนด้านหลังจะตื่น และทันทีที่หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้า ระยะห่างที่หลงเหลืออยู่ไม่ถึงคืบก็ทำให้นทีลืมวิธีหายใจไปในทันทีคิรากร...ชายหนุ่มรุ่นพี่ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น ‘ประธานบริหารจอมเก๊กเผด็จการ’ บัดนี้กำลังนอนหลับใหลอยู่ข้างกายเขาในระยะประชิดอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในยามที่แสงสว่างส่องถึง ใบหน้าคมคายหล่อเ
ตอนที่ 11: เมื่อเด็กดื้อล้มป่วยความลับเมื่อสามปีก่อนที่ถูกเปิดเผยออกมาจากปากของคิรากร คล้ายเป็นแรงกระเพื่อมมหาศาลที่พลิกผันความรู้สึกในใจของนทีไปโดยสิ้นเชิง กำแพงอคติที่เคยสร้างไว้หนาแน่นพังทลายลงจนเหลือเพียงความหวั่นไหวทว่าอบอุ่น ทว่าสัญชาตญาณความดื้อรั้นอันเป็นเอกลักษณ์ของเด็กวิศวะปีสามมีหรือจะยอมสยบให้ราบคาบง่าย ๆ ถึงในใจจะยอมรับความอบอุ่นของร่างสูงเข้ามาเต็มอก แต่ภายนอกนทีก็ยังคงพยายามรักษาฟอร์ม ‘ม้าพยศ’ เอาไว้ไม่ให้เสียเชิงชายและนั่นคือกิมมิกที่นำพาความวุ่นวายมาสู่ร่างกายของเขาในสัปดาห์ต่อมาช่วงนี้เป็นเทศกาลเตรียมงานกิจกรรมใหญ่ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ นทีในฐานะพี่ปีสามหัวเรี่ยวหัวแรงหลักต้องคอยคุมรุ่นน้องทำฉากและซ่อมแซมซุ้มกิจกรรมกลางสนามหญ้าตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ท้องฟ้ากรุงเทพมหานครในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมเดาใจยากชะมัด ยามบ่ายแดดเปรี้ยงจนผิวแทบไหม้ พอตกเย็นจู่ ๆ เมฆฝนก้อนมหึมาก็ตั้งเค้าก่อนจะเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา"เฮ้ย! นที! หลบฝนก่อนมึง! ฉากพังช่างมันเถอะเดี๋ยวค่อยทำใหม่!" เจเจตะโกนข้ามสายฝนพลางกวักมือเรียกเพื่อนสนิทให้วิ่งเข้าหลบใต้ถุนตึกคณะ"ไม่ได้เว้ย! ไอ้เจ! ฉากนี้ต้องส่
ตอนที่ 10: ตัวป่วนสายชงความเงียบสงบในเพ้นท์เฮ้าส์หรูหลังจากมื้ออาหารค่ำแสนอร่อยผ่านพ้นไปได้ไม่นาน ทว่ากระแสความปั่นป่วนระลอกใหม่กำลังคืบคลานเข้ามาโดยที่นทีไม่ทันตั้งตัว แผ่นหลังบางที่เพิ่งจะทิ้งตัวลงนอนกลิ้งบนโซฟายาวเพื่อย่อยอาหารพลันต้องดีดตัวขึ้นนั่งตรงทันทีเมื่อเสียงออดหน้าประตูดังขึ้นเป็นจังหวะรัวเร็วคล้ายคนมาเยือนกำลังอารมณ์ดีเต็มขั้นออด—ออด—ออด!"ใครมาเอาป่านนี้วะ..." นทีพึมพำพลางขมวดคิ้ว มือบางเอื้อมไปคว้าหมอนอิงมาอุ้มไว้ ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะลุกเดินไปเปิด ประตูระบบดิจิตอลล็อกก็ถูกปลดจากภายนอกด้วยความชำนาญ พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างเพรียวบางของเด็กสาวหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มคนหนึ่ง"ฮายยย! พี่คิรันขาคิรินมาแล้ว... อ้าว! พี่นที!"‘คิริน’ น้องสาวลูกพี่ลูกน้องตัวแสบของคิรากรนั่นเอง เธออยู่ในชุดเดรสแฟชั่นวัยรุ่นสีสดใส ในมือหอบหิ้วถุงขนมและเค้กเจ้าดังมาพะรุงพะรัง ดวงตาโตเท่าไข่ห่านของเด็กสาวเบิกกว้างเมื่อเห็นนทีนั่งอยู่กลางห้องนั่งเล่น ก่อนที่ริมฝีปากบางจะคลี่ยิ้มกว้างออกมาจนแก้มแทบปริ"สวัสดีครับน้องคิริน..." นทียกมือไหว้ตามมารยาทแบบงง ๆ "มาหาพี่คิรากรเหรอครับ? เจ้านั่น... เออ พี่คิร
ตอนที่ 9: ย้ายเข้าถ้ำเสือและเมนูมัดใจพายุฝนและรสจูบอันวาบหวามในค่ำคืนนั้นคล้ายจะเป็นเพียงความฝันอันตื่นตาตื่นใจที่เกิดขึ้นในความมืด ทว่าร่องรอยความอุ่นซ่านที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในหัวใจกลับตอกย้ำว่าทุกอย่างคือความจริง หลังจากผ่านพ้นคืนพายุคะนองมาได้ไม่กี่วัน แผนการย้ายเข้าพำนักอย่างเป็นทางการของนทีก็ถูกเร่งรัดขึ้นโดยคำสั่งเด็ดขาดของผู้ใหญ่ทั้งสองตระกูลมันไม่ใช่การมาพักค้างคืนชั่วคราวอีกต่อไป แต่เป็นการ ‘ย้ายสำมะโนครัว’ มาใช้ชีวิตคู่ร่วมกันภายใต้ชายคาเพ้นท์เฮ้าส์หรูของคิรากร เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแต่งงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้‘เออ! ในเมื่อขัดใจคุณปู่ไม่ได้ ต้องย้ายเข้ามาอยู่ในถ้ำเสือตัวนี้จริง ๆ ฉันก็จะทำตัวเป็นม้าพยศป่วนถ้ำให้พังพินาศไปเลย คอยดู!’นทีคิดในใจด้วยความฉุนเฉียวขณะที่ยืนอยู่หน้าประตูระบบดิจิตอลล็อกบานยักษ์ ชายหนุ่มลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่สองใบพร้อมกระเป๋าเป้คู่ใจเข้ามาในห้อง ทันทีที่ประตูปิดลง ความหรูหราและระเบียบวินัยอันเนี้ยบกริบของสถานที่ก็สะท้อนเข้าสู่สายตา ทุกอย่างถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบตามสไตล์คนรักความเพอร์เฟกต์ของคิรากร และนั่นคือเป้าหมายแรกในการ ‘ป่วน’







