LOGINตอนที่ 5 ไม่ยอมง่าย ๆ
“สบาย ๆ ไม่ต้องเกร็งนะจ๊ะ หนูโรส” เมื่อเห็นท่าทางของหญิงสาวรุ่นเยาว์กว่าตรงหน้า พรทิพย์ก็อดที่จะเอ่ยด้วยความเอ็นดูไม่ได้ ทั้งยังพาลคิดไปว่าหญิงสาวคงจะเขินลูกชายตนเป็นแน่ถึงเอาแต่ก้มหน้าก้มตาหลังจากสบตากับศิวดล เมื่อเห็นแบบนั้น ในใจเธอก็นึกเชียร์ให้ลูกชายมีใจให้กับลูกสาวเพื่อนที่น่ารักคนนี้จริง ๆ
“นั่งตรงนี้สิ ลูก” เมื่อเห็นบุตรียืนนิ่งแข็งเป็นหิน แถมเอาแต่ก้มหน้าก้มตา ผู้เป็นแม่จึงสะกิดลูกของตนให้นั่งเก้าอี้ข้าง ๆ หญิงสาวเองก็ทำตามแต่โดยดี “ป่ะ ทุกคนรอลูกอยู่นะ”
‘ไม่ ไม่จริง นี่มันไม่จริงใช่ไหม’
โรสิตาพยายามเหล่ไปมองชายคนดังกล่าวอีกครั้ง คราวนี้ ดวงตาคมที่จ้องเธอเขม็งไม่วางตานั่น เล่นเอาหายใจไม่ทั่วท้องเลยทีเดียว มือทั้งสองข้างของหญิงสาวกุมเข้าหากันแน่น ก่อนจะหันกลับมาจ้องจานเปล่าตรงหน้าอย่างไว ในขณะเดียวกัน พรทิพย์ก็ไม่ลังเลที่จะสร้างบรรยากาศเป็นกันเองขึ้นมา
“นอนหลับดีไหม ลูก เตียงที่โรงแรมนี้ใช้ได้ไหมจ๊ะ”
เมื่อได้ยินคำถามแบบนั้น หญิงสาวก็รู้ได้ในทันทีเลยว่าคุณน้าพรทิพย์คงสังเกตท่าทางเธออยู่แน่ ๆ จึงพยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด
“ดีค่ะ คุณน้า เอ่อ คือ หนูขอโทษนะคะที่ลงมาช้า”
“พอดีแปลกที่ โรสคงนอนไม่ค่อยหลับน่ะ” ผู้เป็นแม่เอ่ยตอบแก้ตัว ก่อนจะลูบศีรษะบุตรีเบา ๆ
“โธ่ จะเป็นไรไป” ทันทีที่เอ่ยจบ คุณพรทิพย์ก็หันไปหาลูกชายของเธอพลางจับไหล่ข้างหนึ่งแล้วยิ้มให้ “นี่ ลูกชายฉันเองก็เอาแต่ทำงาน ดีซะอีกที่เราจะใช้โอกาสนี้พักผ่อนกัน จริงไหม”
“ก็จริงอย่างที่ทิพย์ว่านะ” คุณสุวิทย์เห็นด้วย “กว่าจะได้เจอกันสักที”
“เด็ก ๆ ก็ไม่ต้องเกร็งนะจ๊ะ สบาย ๆ พูดคุยกันไป กินข้าวกันไป ถือซะว่าเหมือนครอบครัวเดียวกันก็แล้วกันนะ เพราะพ่อแม่ของลูก ๆ ก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล แต่เป็นเพื่อนสนิทกันมานานแล้ว อ๊ะ จริงสิ น้าลืมแนะนำ นี่ลูกชายของน้าเอง ชื่อเหนือจ้ะ คนที่ป้าจะพามารู้จักกับหนูโรสวันนี้ยังไงล่ะจ๊ะ”
คำตอกย้ำส่วนสุดท้ายของผู้สูงวัยตรงหน้าทำเอาโรสิตาหน้าชา แค่ได้มาเห็นหน้าอีกครั้งก็ทำเอาเธอแทบรับไม่ได้ แล้วเมื่อยิ่งได้รู้ความจริงว่าเขาคือคนที่เธอจะได้มาคุยด้วย โรสิตาก็แทบเป็นลมล้มตึง
‘นี่ถ้าเรามีพลังวิเศษหายตัวไปจากตรงนี้ได้ก็ดีสิ’
อีกอย่าง การได้มาพบหน้าชายคนดังกล่าวก็ทำเอาเธอนึกขยะแขยงไปทั้งตัว นี่ถ้าไม่ใช่ว่าได้ไปเจอธาตุแท้ของเขาตั้งแต่เมื่อคืนล่ะก็ เธอคงถูกรูปลักษณ์ภายนอกของเขาที่ทั้งหล่อเหลา คมคาย รูปร่างภูมิฐานนี่หลอกเข้าเต็มเปาเป็นแน่ คนแบบนี้มีดีก็แค่หน้าตาเท่านั้นล่ะ สงสัยโชคชะตาคงกำหนดมาให้เธอได้เห็นธาตุแท้เขาก่อนล่ะกระมัง
โชคดีชะมัดยาด
“อาหารมาแล้วล่ะ” คุณธนพลที่ดูจะหิวไม่น้อยมองไปเห็นเด็กเสิร์ฟที่ยกอาหารมาเต็มถาด
“น่ากินทั้งนั้นเลย” คุณสุวิทย์ผสมโรงกับเพื่อนอย่างสนุกสนาน บรรยากาศในอดีตที่เต็มไปด้วยความสุขกำลังหล่อเลี้ยงหัวใจของผู้สูงวัยทั้งโต๊ะให้นึกถึงเมื่อสมัยเรียนอย่างแช่มชื่น
ในขณะที่พนักงานกำลังวางจานอาหาร โรสิตาก็ได้แต่ภาวนาในใจว่าถ้าจบมื้ออาหารนี้ไป ก็จะไม่มีการสานสัมพันธ์ใด ๆ กับชายคนนี้แน่ ๆ
‘แล้วเราจะอ้างเหตุผลอะไรดีล่ะ’
ส่วนศิวดล เมื่อเห็นว่าคู่ที่ตัวเองได้มีโอกาสพบเจอพูดคุยในครั้งนี้คือหญิงสาวที่ตนปรารถนาจะได้ใกล้ชิดอีกครั้งก็นึกดีใจไม่น้อย
‘ต้องขอบคุณโชคชะตาหรืออะไรก็ตามที่ทำให้เราได้มาเจอเธอ’ และครั้งนี้ ชายหนุ่มก็นึกสนใจอยากจะลองสานสัมพันธ์กับผู้หญิงคนนี้ดูสักตั้งด้วย
จนในจังหวะที่พนักงานเสิร์ฟสาววัยรุ่นกำลังจะตักข้าวอยู่นั้นเอง ศิวดลก็ได้เรียกพนักงานคนดังกล่าวไว้ก่อน ก่อนจะลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วเดินไปหา
“เดี๋ยวผมตักเองครับ”
หลังจากกล่าวจบ พนักงานสาวคนดังกล่าวก็มีท่าทีลังเลเล็กน้อย จนเมื่อศิวดลเจรจาโน้มน้าวให้เธอเข้าใจ เธอจึงยื่นโถข้าวให้เขาอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเดินออกไปตามคำขอร้องของแขกหนุ่ม
“อะไรล่ะ เหนือ ทำไมไม่ให้พนักงานเขาตักล่ะ ลูก” ผู้เป็นพ่อขมวดคิ้วไม่เข้าใจ
“นาน ๆ พ่อกับแม่จะได้เจอเพื่อน ๆ ทั้งที ผมก็อยากบริการให้เป็นพิเศษน่ะครับ”
“นี่ พวกเราไม่ใช่ลูกค้าที่โรงแรม ไม่ต้องมาบริกงบริการอะไรให้เหนื่อยหรอกน่า” คุณสุวิทย์เอ่ยแซวต่อ
“เอาน่า เด็กเขาอยากทำนี่ พ่อ” คุณวิไลปรามสามี ก่อนจะหันไปมองชายหนุ่ม “ตักเลยจ้ะ”
เมื่อเป็นแบบนั้น พรทิพย์ก็ได้ทีแซวลูกชายตน
“สายเลือดชอบบริการมันเข้าเส้นเสียแล้ว”
จากนั้นผู้ใหญ่บนโต๊ะก็พูดคุยแซวศิวดลอย่างสนุกสนาน ยกเว้นแต่โรสิตาที่ไม่นึกอินไปกับบทสนทนาพวกนั้นเลย ร่างเล็กได้แต่ถอนหายใจเบา ๆ เหม่อคิดถึงเรื่องโน่นนี่ฆ่าเวลาไปเรื่อยเปื่อย
“ขอโทษนะครับ”
เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยแว่วดังมาข้างหูจนโรสิตาต้องสะดุ้งโหยง และเมื่อหันไปมองยังต้นเสียงจึงได้เห็นใบหน้าคมคายของชายหนุ่มที่เธอไม่พึงปรารถนาจะพานพบอีกมายื่นหน้าอยู่ใกล้ ๆ และเมื่อเห็นประกายบางอย่างวาววับในดวงตาคมนั้นก็พาลให้รู้สึกเกร็งขึ้นมาถนัด ก่อนจะตัดสินใจเขยิบเก้าอี้ออกห่างมาเล็กน้อย แล้วหันหน้ามองไปทางผู้ใหญ่เพื่อหาตัวช่วย แต่ภาพที่เห็นกลับกลายเป็นว่าพวกเขากำลังคุยกันอย่างออกรสโดยไม่หันมามองที่เธอกันเลย
‘พ่อ แม่ แหม เจอเพื่อนที ลืมลูกเลยนะ’
นี่ถ้าพ่อแม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วตานี่เป็นคนยังไงล่ะก็ พวกท่านคงต้องรีบพาเธอกลับบ้านแทบไม่ทันเป็นแน่ นี่ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้าเพื่อน ๆ ของพ่อแม่และละอายเกินจะเล่าล่ะก็ เธอจะโพล่งออกไปถึงวีรกรรมอันสุดแสบของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของคุณน้าทั้งสองให้หมดเปลือกเลยทีเดียว
“คุณโรสครับ”
หญิงสาวไม่แม้แต่มองหน้าถึงเขาจะเรียกเป็นคำรบสอง
“ผมตักข้าวให้นะครับ คุณโรสช่วยเลื่อนจานมาทางผมนิดนึงนะครับ”
หญิงสาวหยิบจานไปทางที่เขายืนโดยที่ไม่หันไปมอง
“ขอบคุณค่ะ” มือบางขยับจานข้าวมาที่เดิม
“แค่นี้พอไหมครับ”
ทันทีที่สิ้นคำพูดดังกล่าว ดวงตาหวานก็เลื่อนมามองปริมาณข้าวในจานที่มากเกินกว่าที่เธอกินเล็กน้อย แต่เพราะต้องการให้ชายคนดังกล่าวออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด จึงเพียงพยักหน้าเบา ๆ
บรรยากาศแบบนี้ ต่อให้ปริมาณข้าวเท่าแมวดม เธอก็กินไม่ลงหรอก
ตลอดช่วงเวลาที่กินข้าวนั้น โรสิตาแทบจะไม่รู้รสชาติของอาหารเลยสักนิด แถมยังต้องกินไป ทั้งต้องคอยเลี่ยงไม่มองไปทางเขาอยู่ตลอดเวลาจนเริ่มรู้สึกอึดอัดขึ้นมาเรื่อย ๆ จนผู้เป็นแม่รู้สึกได้
“ปวดท้องหรือ ลูก หรืออาหารไม่ถูกปาก”
“เอ่อ เปล่าค่ะ ไม่มีอะไรค่ะ แม่” หญิงสาวพยายามฝืนตอบก่อนจะยิ้มออกไปอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด โดยมีสายตาของศิวดลแอบมองการกระทำของเธออยู่ตลอด ในขณะที่พ่อแม่เขารวมถึงพ่อของเธอกำลังลิ้มชิมรสกับอาหารตรงหน้าอย่างเอร็ดอร่อย
“แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลาของที่นี่อร่อยจังเลย ปลาส๊ดสด กินไหมจ๊ะ หนูโรส” คุณพรทิพย์เอ่ยชวน
“ได้ค่ะ คุณน้า ขอบคุณค่า” พวงแก้มหวานอมแดงราวกับลูกแอปเปิ้ลแย้มยิ้มให้ผู้สูงวัย แกงเขียวหวานก็เป็นของโปรดของเธอเช่นกัน โดยเฉพาะความนัวของกะทิที่ผสมในแกงจนทำเอาเธอลืมความอึดอัดไปชั่วขณะ จนหลังจากนั้นเองความสบายใจที่เกิดขึ้นมาก็ดับลงอย่างรวดเร็วกับประโยคต่อมาของคุณพรทิพย์
“เหนือตักให้หนูโรสหน่อยสิ ลูก พ่อสลับที่นั่งกับลูกนี่มา ลูกจะได้ตักให้น้องโรสเขาได้”
“เอ่อ ไม่เป็นไรค่ะ หนูเกรงใจ เดี๋ยวหนูให้แม่ตักให้ก็ได้ค่ะ”
แล้วสถานการณ์ก็กลับมาเป็นปกติ เมื่อคุณน้าพรทิพย์ไม่ได้บังคับให้ลูกชายของตัวเองมาตักกับข้าวให้เธออีกต่อไป
โดยในขณะที่กินกันอยู่นั้น พ่อแม่ของหมอนั่นก็ดูจะนำเสนอสรรพคุณลูกชายราวกับเทวดาผู้แสนวิเศษก็มิปาน เธอเองก็ตั้งใจฟังบ้างไม่ฟังบ้าง
“...ลูกน้าจบมาก็ทำงานเป็นซอม...ซอม อะไรนะ ลูก”
“ซอมเมอลิเยร์ครับ”
“นั่นล่ะ ดูแลเรื่องไวน์ เครื่องดื่มแพง ๆ อะไรพวกเนี้ย ได้กระทบไหล่พวกดารา ไฮโซ นักการเมืองดัง ๆ ด้วยนะ อีกอย่าง ลูกชายน้าเนี่ยก็เป็นสุภาพบุรุษ เรียบร้อย ไม่เคยทำตัวมะเหรกเกเรเลยจ้ะ”
“แค่ก”
“ตายละ โรส ดื่มน้ำดี ๆ สิ ลูก” คุณวิไลว่าพลางลูบหลังบุตรสาวจนกระทั่งเธอค่อย ๆ ดีขึ้น
“เป็นไงบ้าง ลูก” คุณนายยังหันมาถาม พร้อมกับสายตาของทุกคนบนโต๊ะที่มองมายังเธอเป็นจุดเดียว
“หนูไม่เป็นไรแล้วค่ะ” โรสิตาหายใจเข้าปอดลึกก่อนจะตอบ
หนูจะไม่เป็นไรแน่ ๆ ถ้าคุณน้าหยุดอวยลูกชายตัวเองเป็นเทพบุตรแสนดีบริสุทธิ์ ทั้งที่จริง ๆ ลูกชายคุณน้ามันเป็นปีศาจหื่นกามจอมเจ้าเล่ห์
----------------------------------------------------------------------------------------------------
โรสิตาค่อย ๆ ตักข้าวเข้าช้อนอย่างช้า ๆ ความพยายามที่จะเพิ่งสมาธิบนจานข้าวนั้นค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ผู้ใหญ่ต่างคุยกันติดลม และในจังหวะที่กำลังจะหยิบน้ำขึ้นมาจิบนั้นเอง เธอถึงได้นึกได้ว่าน้ำหมดไปก่อนหน้านี้แล้ว และในขณะที่กำลังจะลุกขึ้นไปเอาน้ำนั้น เธอก็รู้สึกถึงเงาบางอย่างมายืนข้าง ๆ ด้วยความที่คิดว่าเป็นเด็กเสิร์ฟ ร่างเล็กจึงสั่งออกไป
“ไม่เอาน้ำแข็งนะคะ”
“ได้สิครับ คนสวย”
ในทันทีที่เสียงนั้นดังขึ้นข้างหู โรสิตาก็หันขวับไปมองในทันที ดวงตาคู่หวานกลายกลับเป็นแววแห่งความเกลียดชังอันเต็มเปี่ยม
“ไม่ต้อง ฉันทำเอง” หญิงสาวยื้อเอาแก้วมาจากมือของศิวดลแต่ชายหนุ่มกลับไม่ยอมปล่อย อีกทั้งยังเอามืออีกข้างหนึ่งมาจับมือเธออีก “ปล่อยนะ”
“คุณนั่นแหละต้องปล่อย แล้วให้ผมทำให้คุณ”
“ไม่มีวัน” โรสิตากัดฟันพูดให้ได้ยินแค่สองคน “แล้วฉันก็ไม่ได้เป็นง่อยด้วย”
ศิวดลมองกิริยาตรงหน้าอย่างนึกขัน ทั้งยังไพล่นึกไปถึงหมาพันธุ์เล็ก ๆ อย่างพวกชิสุที่ชอบขู่แว้ด ๆ แต่ถ้าเอาเข้าจริงขึ้นมามักหงอตัวงอทุกที
เอาเถอะ อย่าให้พ้นสายตาพวกผู้ใหญ่ขึ้นมาก็แล้วกัน
จนเมื่อจบมื้ออาหารแล้วนั้น คุณวิไลแม่ของเธอก็ได้ชวนทั้งหมดไปเดินเล่นที่ชายหาดกัน ซึ่งทั้งหมดต่างก็เห็นด้วย แต่จะยกเว้นก็...
‘นี่ยังไม่จบอีกหรือไง’ ในหัวของเธอตอนนี้กำลังขบคิดวิธีหลีกหนีอย่างหนัก จะปฏิเสธผู้ใหญ่อย่างไรไม่ให้เสียน้ำใจ
ทั้งหมดในตอนนี้ต่างมาเดินเล่นกันบริเวณชายหาดหน้าโรงแรม แสงแดดในยามเช้าสาดส่องให้พออุ่นจนร้อน แต่ยังดีที่มีลมพัดผ่านพอให้ชื่นใจอยู่เรื่อย ๆ ส่วนโรสิตาเองนั้น ขณะเดิน ๆ ก็นึกอะไรออกจึงเดินไปหาผู้เป็นแม่
“ลูกค้าโทรมาของานด่วนหรือจ๊ะ ลูก”
“ค่ะ แม่ เจ้านี้กระเป๋าหนักด้วย ถ้าหนูไม่รีบส่งงานให้เขาในวันนี้ล่ะก็ เป็นเรื่องแน่ค่ะ”
เมื่อได้โอกาสออกมาจากตรงนั้นโดยไม่น่าเกลียด หญิงสาวก็ไม่รอช้าที่จะบอกลาทุกคน ก่อนจะวิ่งขึ้นไปเก็บกระเป๋าโดยเร็ว ในขณะที่พวกแม่ ๆ ต่างกระซิบกระซาบกัน
“สงสัยคงจะเขิน ๆ กันนั่นแหละ ก็เพิ่งเจอกันนี่เนอะ”
“ก็อาจเป็นได้ แต่นี่ ยังไงยัยโรสก็เป็นผู้หญิง จะให้แสดงออกชัดเจนมันก็น่าเกลียดนะ ทิพย์”
“นี่เราเพื่อนกันนะ วิ ไม่ใช่ใคร จะมาน่ากงน่าเกลียดอะไร ดีซะอีก ถ้าลูกเราชอบพอกันจริง ๆ ตระกูลพวกเราสองคนก็จะได้ดองกันด้วยไง” พรทิพย์ยังคงเอ่ยอย่างอารมณ์ดี “อีกอย่าง หนูโรสก็น่ารักออกจะปานนั้น ลูกชายของฉันจะได้ลงจากคานไม้โอ๊คสักที อีกอย่างนะ ฉันจะได้สบายใจถ้าลูกจะได้เป็นฝั่งเป็นฝาด้วย”
“ฉันเองก็คิดเหมือนเธอนะ ยัยโรสน่ะ ไม่เคยมีแฟนมาก่อน ทำแต่งานเพราะอยากเอาเงินเลี้ยงดูพ่อแม่ แต่ฉันกับวิทย์ก็อายุมากขึ้นทุกวัน ๆ ถ้าลูกสาวฉันได้มีใครสักคนมาดูแล ฉันก็ค่อยหายหมดห่วง”
จนในตอนนั้นเอง คุณวิไลก็ได้หันไปหาศิวดลที่ยืนอยู่ไม่ห่าง
“ขอโทษด้วยนะจ๊ะ พอดีโรสเขาทำฟรีแลนซ์ด้วย ก็เลยยุ่งอยู่เกือบตลอดเวลาแบบนี้ล่ะจ้ะ”
“คุณโรสขยันจังเลยครับ แต่แบบนี้คงจะเหนื่อยไม่น้อยเลย”
“จ้ะ เขาก็เป็นแบบนี้ล่ะ เขาชอบของเขา”
ในขณะที่คุณธนพล พ่อของศิวดล เพียงแค่แวบเดียว เขาก็ดูออกตามประสบการณ์ของผู้สูงวัย พลางแอบยิ้มขำจนคุณสุวิทย์เห็นเข้า
“ขำอะไรน่ะ พล”
“ไม่มีอะไร๊ ก็แค่นึกเรื่องขำ ๆ ขึ้นมาน่ะ”
ศิวดลมองร่างของหญิงสาวที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไปอยู่สักพัก มุมปากหนาก็ได้ยกยิ้ม แววตาเป็นประกายขึ้นมาแวบนึง ก่อนจะหันไปโปรยรอยยิ้มอันแสนสุภาพเหมือนตอนตัวเองทำงานให้กับบรรดาพ่อแม่ซึ่งใช้ได้ผลกับบรรดาลูกค้าที่ร้านเป็นประจำ
“เดี๋ยวผมไปซื้อน้ำมะพร้าวตรงมุมชายหาดโน้นให้นะครับ พอดีเมื่อกี้เดินผ่านมาผมว่าน่ากินดี”
ส่วนโรสิตาก็จัดการหิ้วกระเป๋าผ้าคู่ใจลงมาก่อนจะมุ่งไปยังลานจอดรถด้านหลังของโรงแรม โดยก่อนที่จะกลับ หญิงสาวก็อดไม่ได้ที่จะมองต้นสนที่เรียงกันเป็นทิวสวยงามบนพื้นทรายที่ค่อนข้างร่วนติดเท้า
“ดีเลย เผื่อได้เอาไปเป็นแบบในงาน” คิดได้ดังนั้น หญิงสาวก็หยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปตามมุมต่าง ๆ ทั้งไม่พลาดที่จะเซลฟี่ตัวเองไปอวดเพื่อนสาวคนสนิทอีกด้วย โดยมื่อได้รูปสมใจอยาก เธอก็จัดการเก็บกระเป๋าที่หลังรถ จากนั้นจึงได้มองไปยังวิวรอบ ๆ ก่อนจะตัดสินใจสูดอากาศบริสุทธิ์ตรงนี้เงียบ ๆ สักพักก่อนจะต้องกลับไปรับอากาศมลพิษในเมืองกรุง
เธอล่ะชอบบรรยากาศที่ไม่มีใครรบกวน มีเพียงธรรมชาติ สายลม แสงแดดและ...
“มีงานด่วนต้องรีบกลับไปทำหรือครับ”
หญิงสาวชะงักเพราะจำเสียงได้ ก่อนจะหันไปก็เห็นว่าเป็นเขาจริง ๆ เพียงแต่ใบหน้าติ๋ม ๆ เรียบร้อยที่อยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่เมื่อครู่ มาคราวนี้กลับฉายแววเจ้าเล่ห์ชัดเจน ร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาหาเธอด้วยท่าทางสบาย ๆ จนเธอนึกหมั่นไส้ ก่อนจะรีบเลี้ยวกลับเพื่อมุ่งไปที่รถ
ศิวดลเดินตามโรสิตาไปอย่างไว แล้วด้วยขาที่ยาวทำให้เดินตามทันจนกระทั่งมายืนขวางเธอได้สำเร็จ
“หลบไป” น้ำเสียงของเธอในตอนนี้เย็นชาจนปิดไม่มิด แถมพอจะเลี่ยงไปอีกทาง ร่างสูงใหญ่ก็มายืนขวางอีก
“คุณโรสเป็นอะไรหรือครับ ถึงไม่มองผมเลยตอนอยู่ที่โต๊ะอาหาร”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงยียวนแบบนั้นก็นึกฉุน มิน่าล่ะ ถึงหาเรื่องทำเป็นตักข้าว ตักน้ำให้เธอ นี่คงจะคิดฉวยโอกาสเข้าหาเธอให้ได้สินะ
“นี่คุณไม่รู้สึกรู้สาอะไรในสิ่งที่ตัวเองทำไปเมื่อคืนเลยจริงดิ” แต่แทนที่คู่สนทนาตรงหน้าจะสำนึก เขากลับตอบมาด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ แต่กวนอยู่ในที
“ทำไมจะไม่รู้สึกล่ะ ผมเป็นผู้ชายทั้งแท่งนะครับ ถ้าไม่รู้สึก คงไม่ทำอะไรกับคุณแบบนั้นหรอก หรือนี่คุณคงคิดถึงเรื่องของเราเมื่อคืนอยู่ตลอดเลยใช่ไหมครับ เลยตื่นสายแบบนี้”
คราวนี้ โรสิตาโกรธจัดจนตัวสั่น ฟางเส้นสุดท้ายของเธอขาดผึงในทันที เมื่อได้ฟังคำพูดจากชายตรงหน้าที่กล่าวออกมาราวกับไม่รู้สึกรู้สมแบบนั้นแถมยังดูถูกเธออยู่ในทีอีก มือบางตบหน้าเขาฉาดใหญ่จนหันไปอีกทาง
“สารเลว ฉันไม่มีวันคบกับผู้ชายอย่างคุณเด็ดขาด แล้วนะ ตบแค่นี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำกับสิ่งที่คุณทำกับฉันเมื่อคืน” นึกแล้วก็ให้แค้นไม่หาย นี่เธอทั้งอับอาย นอนไม่หลับเกือบทั้งคืนเพื่อจะได้มาเจอกับคนเฮงซวยอย่างตานี่ในฐานะคู่หมาย แถมยังต้องมารับฟังคำพูดไร้สำนึกนี้อีก
“แล้วนี่ คุณรู้ไหม สิ่งเดียวที่ฉันดีใจในตอนนี้คืออะไร มันก็คือการที่ฉันได้เห็นธาตุแท้ของคุณก่อนที่จะหลวมตัวไปคบกับคุณยังไงล่ะ ขอบคุณนะที่ช่วยแสดงให้เห็นก่อน”
ส่วนศิวดลเองก็ไม่ยอมโดนตบฟรีเช่นกัน โดยในจังหวะที่คนตัวเล็กกำลังด่ารัว ๆ อยู่นั้นเอง เขาก็จัดการรวบตัวเธอเข้ามากอด ออกแรงเพียงแค่นิดเดียว โรสิตาก็เข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของเขาแล้ว
“นี่คุณจะทำอะไรฉัน ปล่อยนะ” โรสิตาใช้เรี่ยวแรงที่เธอรู้อยู่แล้วว่ายังไงก็สู้แรงคนตรงหน้าไม่ได้พยายามดันคนตัวโตให้ออกห่าง
“สิ่งที่คุณเห็นเมื่อคืนเป็นสิ่งที่ผมแสดงออกไปเพราะเข้าใจว่าคุณเป็นแบบผู้หญิงพวกนั้น แต่กับคุณ” ดวงตาคมสบกับร่างเล็กในอ้อมกอดที่จ้องเขาเขม็ง “ไม่อยากรู้เหรอ ว่าผมคิดยังไง”
จนในตอนนั้นเอง ศิวดลก็ได้ฉวยโอกาสที่คนในอ้อมกอดกำลังตกใจก้มลงจุมพิตกลีบปากนุ่มละมุนนั้นอย่างร้อนแรง ในขณะที่โรสิตาตกใจจนตาเบิกกว้าง ทั้งยังพยายามดิ้นหนี ทุบเขาด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีแต่ก็ไม่สำเร็จเช่นเคยด้วยพละกำลังและความช่ำชองของชายตรงหน้าที่มีมากกว่าเธอหลายเท่าพันทวี
อีกอย่าง เธอกลับรู้สึกว่าจูบของเขาในตอนนี้ไม่ได้ดุดันรุนแรงเหมือนเมื่อคืนแต่กลับหวานละมุนแปลก ๆ จนมือที่ทุบอกอยู่กลับเผลอไปกอดเขาไปโดยไม่รู้ตัว
จนเมื่อคนตัวโตผละจากกลีบปากนุ่มนั้น เธอจึงได้สติ ก่อนจะผลักเขาออกอย่างแรง มือบางเงื้อมขึ้นจะตบเขาให้สาแก่ใจให้จงได้จนกระทั่งประโยคต่อมาต้องทำให้เธอชะงัก
“เอาสิ ถ้าคุณตบ ผมจูบ ผมไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายฟรี ๆ หรอกนะครับ คุณโรส ของทุกอย่างมันก็ต้องมีการแลกเปลี่ยนกันทั้งนั้น”
“คนทุเรศ ฉวยโอกาส” ในตอนนี้เธอทั้งอาย ทั้งโกรธสลับกันไปหมด แถมเมื่อกี้ยังเผลอเคลิ้มไปกอดตาบ้านี่อีก
“ใจเย็น ๆ ก่อนสิครับ” เขาสาวเท้าเข้ามาใกล้เธอ ส่วนเธอก็ถอยหนีอย่างไวจนเขาต้องคว้าข้อมือบางนั้นไว้ “ผมเองก็อยากจะขอโทษคุณเรื่องเมื่อคืนนะครับ”
โรสิตารู้สึกว่านี่ไม่ต่างจากการตบหัวแล้วลูบหลังเลยสักนิด
“พอเถอะ คิดซะว่าเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนก็แล้วกันค่ะ” หญิงสาวพยายามสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุม น้ำเสียงหมางเมินอย่างปิดไม่มิด “ฉันมีงานต้องกลับไปทำ กรุณาปล่อยด้วย”
“คุณโกหก ผมรู้ แล้วเรื่องที่จะทำเหมือนว่าเราไม่รู้จักกันนี่ ผมไม่เชื่อหรอกว่าคุณจะทำได้ เพราะผู้หญิงคงไม่ลืมจูบแรกของตัวเองหรอก จริงไหมครับ” รอยยิ้มยียวนพร้อมกับแววตาเป็นประกายฉายวับสบตากับคนตัวเล็ก
“พูดบ้าอะไร ว้าย นี่คุณจะทำอะไร” โรสิตาแข็งขืน ไม่ยอมง่าย ๆ เมื่อศิวดลตีเนียนจับมือเธอเดินไปที่ชายหาด
“แลกกันกับสิ่งที่ผมทำไม่ดีกับคุณเมื่อคืนไงครับ”
“ไม่ต้อง ปล่อยฉัน ฉันจะกลับ”
“ถ้าคุณไม่เดินมากับผมดี ๆ ผมจะจูบคุณ”
โรสิตากัดฟันอย่างขุ่นเคือง ก่อนจะต้องเดินตามเขาไปอย่างจำยอม และถึงแม้จะบอกว่าตัวเองเดินเองได้ ไม่ต้องมาจับ แต่เขากลับไม่ยอม ซ้ำยังจับมือเธอแน่นขึ้นอีก
‘ทำไงดีล่ะ’
จนในตอนนั้นเอง ขณะที่เขาเผลอ โรสิตาก็ค่อย ๆ ก้มลงอย่างช้า ๆ ก่อนจะกอบทรายบางส่วนมาไว้เต็มอุ้งมือ
“ผมว่าจะมาซื้อน้ำมะพร้าวไปให้พวกผู้ใหญ่เขา คุณโรสเอาด้วยไหมครับ โอ๊ย” ในตอนนั้นเอง ชายหนุ่มก็ร้องลั่น มือหนาทั้งสองข้างกุมตาที่หลับปี๋เพราะทรายเข้าตาเต็ม ๆ นั่น ในขณะที่โรสิตาฉวยโอกาสนี้รีบวิ่งออกมา ปล่อยให้เขาแสบตา นั่งทรุดลงกับพื้นทรายแบบนั้น
“สมน้ำหน้า”
ส่วนศิวดลเอง หลังจากล้างหน้าล้างตาตรงบริเวณห้องน้ำแถวนั้นเรียบร้อย เขาก็ได้แต่มองร่างเล็กที่วิ่งฉิวออกไปไม่เห็นฝุ่นนั่นอย่างหมายมั่น
“ฝากไว้ก่อนเถอะ คุณโรส คุณหนีผมไปไม่ได้ง่าย ๆ แน่”
-----------------------------------------------------------------------------------
ฝากติดตามด้วยนะค้าาาาาา
ตอนที่ 31 วิวาห์ว้าวุ่น จู่ ๆ บรรยากาศก็เงียบจนน่าอึดอัด โรสิตาเองเมื่อได้ยินข้อแลกเปลี่ยนเมื่อครู่จากนายจ้างสาวก็เล่นเอาเธอทำหน้าไม่ถูก คิดอะไรไม่ออกเหมือนคนบ้าใบ้ไม่รู้ภาษาไปเสียอย่างงั้น จนกระทั่งเมื่อตั้งสติได้จากสายตาคู่ตรงข้ามที่จ้องเขม็งราวกับจะเอาคำตอบให้ได้ “คุณจีน่าไม่ได้เรียกฉันมาเพื่อคุยเรื่องที่เกิดขึ้นหรอกหรือคะ” มือเรียวทั้งสองข้างเข้ากุมประสานกันตรงหน้า แววตาที่จ้องมายังเธอดูตึงเครียด นิ่งกว่าปกติ “ก็อย่างที่ฉันได้กล่าวไป ถ้าคุณยอมรับข้อเสนอของฉัน ฉันจะช่วยให้คุณโรสได้กลับมาทำงานเหมือนเดิมเองค่ะ” “ฉันทำแบบนั้นไม่ได้หรอกนะคะ” หลังจากคิดทบทวนคำพูดที่จะกลั่นกรองออกไปชั่วครู่หนึ่ง โรสิตาก็ตัดสินใจตอบไปตามตรง “แต่คุณรักงานของคุณมากเลยไม่ใช่หรือ เท่าที่ฉันรู้มา คุณกับคุณเหนือก็ไม่ได้รักกัน เพียงแต่ผู้ใหญ่จับคู่ให้เท่านั้น แบบนี้ไม่คิดว่านี่จะเป็นข้อเสนอที่ดีกว่าหรือไง” “เราเตรียมงานกันมานานจนใกล้จะถึงวันงา
ตอนที่ 30 คำตอบในใจที่เริ่มไม่เหมือนเดิม เสียงนกร้องคลอมากับสายลมที่พัดใบไม้บนยอดต้นให้ปลิวไสวดังมาเป็นระยะ ๆ กลิ่นข้าวต้มหมูหอมกรุ่นน่ากินโชยมาทำเอาท้องของคนที่กินอะไรแทบไม่ลงมาหลายวันถึงกับร้องลั่นออกมาเลยทีเดียว โรสิตาเองเมื่อได้เปลี่ยนบรรยากาศจากห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ มาสูดอากาศบริสุทธิ์ในบ้านสวน ความหนักอึ้งในใจ ถึงจะไม่หายแต่ก็พอจะลืมไปได้ชั่วคราว “อย่าได้เสียอกเสียใจไปเลยนะ หนูโรส ตราบใดที่เราไม่ได้ทำอะไรผิดอย่างที่เขาว่า” หญิงชราเลื่อนชามข้าวต้มมาให้หญิงสาวคราวหลานที่วันนี้มาร่วมดูความเรียบร้อย ก่อนที่งานแต่งงานจะมาถึง “ตอนนี้หนูมืดแปดด้านไปหมดเลยค่ะ คุณยาย ไม่รู้ว่าจะหาหลักฐานอะไรมาสู้เลย” “โรสไม่ถูกกับใครหรือเปล่า” ศิวดลที่นั่งข้าง ๆ เอ่ยถาม “ไม่มีนะคะ โรสไม่ได้มีศัตรูที่ไหนเลย” “น่าแปลกจังเลย” เขาพึมพำกับตนเองพลางนึกว่านี่ก็คล้าย ๆ กับกรณีของตนอย่างบอกไม่ถูก “ทุกอย่างจู่ ๆ ก็เป็นแบบนี้ โดยไม่มีเหตุผล มันเป็นไปไม่ได้เลย เว้นเสียแต่ว่าเราจะมีศั
ตอนที่ 29 ดั่งน้ำทิพย์ชโลมใจ “มันต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ ๆ” หลังจากประชุมเสร็จไม่นาน อัญธิกาก็โวยขึ้น ขณะที่โรสิตานั้นยืนนิ่งราวกับไร้วิญญาณ “ภาพที่เขาเอามาให้เราดู เป็นคนละภาพกับที่เธอส่งไปเลยนะ” “ใช่ เธอก็เห็นใช่ไหม แต่ไม่ว่าใครก็ไม่เชื่อฉันเลย” “เราลองไปดูที่ไฟล์ล่าสุดเถอะ” แต่เมื่อไปค้นดูไฟล์ที่หญิงสาวส่งให้จีริณล่าสุด กลับกลายเป็นว่าภาพล่าสุดที่เธอส่งไปนั้นเป็นโลโก้ที่คัดลอกมาจากโรงแรมดัง ลายน้ำของผู้ทำเด่นหรา “อะไรกันน่ะ ไฟล์ที่ฉันส่งไม่ใช่อันนี้นี่นา” สุดท้ายทั้งคู่จึงขอไปดูกล้องวงจรปิดในวันที่ส่งงาน แต่วันที่ในวันดังกล่าว ช่วงเวลาที่เธอส่งกลับถูกลบหายไปเสียดื้อ ๆ ไม่ว่าจะกรอกลับกี่รอบก็ตาม “นี่ก็แปลว่ามีคนแกล้งฉัน” สำหรับโรสิตาในตอนนี้ ไม่มีอะไรร้ายแรงเท่ากับการถูกพักงานด้วยข้อหาร้ายแรงนี้อีกแล้ว อีกทั้งหลักฐานที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนก็ถูกลบทิ้งออกไปอย่างเป็นปริศนาอีกด้วย แถมงานที่ส่งคุณจีริณก็เป็นคนละงาน
ตอนที่ 28 ชีวิตที่เริ่มพลิกผัน “ผมว่ากระโปรงยาว ๆ คงไม่เหมาะกับหาดทรายนะ โรส” หลังจากตกลงเรื่องการถ่ายรูปกันเสร็จเรียบร้อย สุดท้ายก็มาติดเพียงเรื่องชุดที่สาวเจ้าจะใส่ลงชายหาดในบรรยากาศยามสายที่แดดแอบแรงแบบนี้ “แต่ชุดเจ้าสาวก็ต้องเป็นแบบนี้สิ” โรสิตายังคงยืนกราน หลังจากโต้เถียงกันสักพัก ศิวดลจึงต้องยอมเพราะช่างภาพเริ่มมาเตือนแล้วว่าถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้จะถ่ายภาพออกมาได้ไม่สวยเท่าที่ควร “ต้องแบบนี้สิ เหนือ ถึงจะน่ารัก ขอบใจนะ” คราวนี้ว่าที่เจ้าสาวคนสวยถึงกับยิ้มกว้างจนทำเอาว่าที่เจ้าบ่าวอย่างเขาโกรธไม่ลงเลยทีเดียว ในจินตนาการของเธอ ชุดเจ้าสาวก็ไม่ต่างจากชุดเจ้าหญิง กระโปรงต้องเน้นยาว ฟูฟ่องไว้ก่อน ส่วนกระโปรงสั้นเลิกคิดไปได้เลย ชุดเจ้าสาวของโรสิตาไม่ว่าสถานการณ์ไหนจะต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น “โรส ระวัง” ยังไม่ทันที่ว่าที่เจ้าบ่าวในชุดเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายสีขาวจะกล่าวจบดี หญิงสาวก็ดันไปสะดุดเข้ากับรากขนาดใหญ่ของต้นไม้ที่โผล่มาอย่างโดดเด่นบนผืน
ตอนที่ 27 อยู่กับปัจจุบัน เสียงลูกมะพร้าวกระทบกันลูกแล้วลูกเล่าถูกยกขึ้นรถบรรทุกคันใหญ่จากผู้ที่มารับซื้อในสวน มะพร้าวของสวนยายปั้นก็นับว่าเป็นอีกผลผลิตหนึ่งที่สร้างชื่อให้กับที่นี่ไม่น้อยเช่นกัน “ตายจริง นี่ทำไมหลานยังไม่ไปอาบน้ำแต่งตัว เดี๋ยวจะมีนัดถ่ายรูปพรีเวดดิ้ง ต้องไปรับหนูโรสอีกไม่ใช่หรือ” สีหน้ายายปั้นดูจะยุ่งเล็กน้อยเมื่อเห็นสภาพหลานที่เนื้อตัวมอมแมม “แล้วนี่ไปแอบปีนต้นมะพร้าวมาอีกใช่ไหม ถ้าตกขึ้นมา ขาแข้งหักจะว่ายังไง” “เดี๋ยว ๆ ใจเย็นครับ คุณยาย” ก่อนที่จะถูกร่ายยาวไปมากกว่านี้ ศิวดลจึงต้องไปห้ามผู้เป็นยายก่อน “คุณยายจำผิดวันแล้ว พรุ่งนี้ต่างหากล่ะครับ” “อ้าวเหรอ” ผู้สูงวัยกะพริบตาปริบ ๆ รู้สึกเหวอเล็กน้อย รู้สึกลังเล “นี่ยายจำวันผิดได้ยังไงกัน” “ครับ ผิดจริง ๆ ครับยาย” ศิวดลว่าพลางกลั้วขำ ก่อนจะหันมาพูดคุยกับคนงาน โดยหลังจากทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็ได้เดินมาหายายพร้อมกับยื่นกระดาษที่จดรายการรวมถึงเงินให้ “นี่ค่ามะพร้าวครับ เอ
ตอนที่ 26 ก่อนวิวาห์ “เรื่องที่เกิดขึ้น สรุปแล้วมันยังไงกันแน่คะ” โรสิตาเอ่ยถามขึ้นขณะที่เดินเล่นบนหน้าดินที่ถูกขุดตามยาว โดยมีศิวดลเดินอยู่ข้าง ๆ ไม่ห่างกัน เพราะเขาหายไปนานพอสมควร เธอเองก็ไม่อยากยืนแกร่วอยู่นานจนคิดฟุ้งซ่าน จึงได้มาดูว่าเขามาทำอะไรไปด้วยเป็นการฆ่าเวลาจนมาถึงตอนบ่ายคล้อยในที่สุด ความโกรธฉุนเฉียวในตอนแรกดูจะค่อย ๆ สงบลงไปบ้าง “แล้วคุณโรสคิดว่าผมจะเป็นแบบอย่างที่ในข่าวบอกไหมล่ะครับ” “แน่ะ ย้อนอีก” หญิงสาวเขย่งไปมาก่อนจะกลับมาทรงตัวให้มั่นคง “คนอุตส่าห์เป็นห่วง” ตรงท้ายประโยคนั้นกลายเป็นเสียงพึมพำกับตนเอง “ผมก็แค่อยากรู้ว่าคุณโรสคิดยังไง” “ถ้าถามฉัน ฉันก็ไม่ค่อยจะเชื่อข่าวที่อยู่ตามอินเทอร์เน็ตสักเท่าไหร่ จนกว่าจะมีหลักฐานพิสูจน์ชัดเจนอยู่แล้ว” “งั้นก็แปลว่าโรสก็ไม่เชื่อใจผมจนกว่าจะได้เห็นหลักฐานอย่างงั้นสินะครับ” แววตานั้นดูหม่นลง ไหนจะน้ำเสียงที่ดูน้อยใจนั่นอีก “ฉันยังไม่ได้บอกสักคำเ







