Masukเมื่อรุ่งสางมาถึง แสงอาทิตย์อ่อน ๆ เริ่มสาดส่องเข้ามาในห้อง ในขณะที่หลิวรุ่ยหลินกำลังทดลองขยับนิ้วมืออย่างระมัดระวัง นางก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเบา ๆ พร้อมกับบทสนทนาของหญิงสาวสองคนกำลังเดินเข้ามาในห้อง
เร็วเข้า!
หลิวรุ่ยหลินแสร้งทำเป็นล้มตัวลงนอนอย่างเร่งรีบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดวงตาหรี่ปรือเล็กน้อยเพื่อคอยสังเกตการณ์ เพราะนางยังไม่สามารถลุกยืนได้อย่างมั่นคง การเปิดเผยว่าตนเองได้สติแล้วในตอนนี้อาจนำมาซึ่งอันตราย
สาวใช้ทั้งสองเดินเข้ามาพร้อมกับถังน้ำร้อนและผ้าเช็ดตัว พวกนางเริ่มจัดระเบียบห้องและพูดคุยกันอย่างเปิดเผย
“เหยาซื่อ เมื่อคืนเจ้าได้ยินเสียงอะไรหรือไม่ ข้าได้ยินเสียงเหมือนของตกเบา ๆ” สาวใช้คนหนึ่งถาม
สาวใช้ที่ชื่อเหยาซื่อส่ายหน้า “เหยาซาน เจ้าหูฝาดไปแล้วกระมัง คุณหนูสี่นอนหลับนิ่ง ๆ มานานหลายปีแล้ว จะมีเสียงอะไรได้เล่า”
“หรือว่าจะมี...” เหยาซานมองซ้ายมองขวา ราวกับว่าที่นี่อาจมีภูติผีมาสิงสู่
“หยุดพูดเลยนะ ถ้าคุณหนูขยับจริง ก็อาจจะเพราะไม่สบายตัวเหมือนทุกทีนั่นแหละ เมื่อคืนพวกเราไม่ได้รอให้นางถ่ายก่อนแล้วค่อยไปนอน” เหยาซื่อลองเปิดผ้าห่มดู ก็พบว่าคุณหนูสี่นอนจมปัสวะจริงๆ “เห็นไหมละ”
เหยาซานลดเสียงลง แต่หลิวรุ่ยหลินก็ยังได้ยินอย่างชัดเจน “ช่างน่าสมเพชจริงๆ สงสารก็แต่ท่านโหวกับฮูหยิน อุตส่าห์ย้ายคนทั้งจวนเจิ้นหนิงโหวมาอยู่เมืองฉางซาถึงเจ็ดปี เพื่อพาบุตรสาวมาพบหมอเทวดาแซ่จาง แต่ก็ยังไม่ดีขึ้นสักนิด”
“นั่นสิ ตกน้ำจนกลายเป็นคนเขลาไปแบบนี้ ช่างเป็นภาระแท้ๆ จะตายก็ไม่ตายให้สิ้นเรื่อง” เหยาซื่อทำหน้ารังเกียจขณะพยายามจัดการกับผ้ารองที่เปียกปัสสวะของคุณหนู
เจ็ดปี? เจ้าเมืองฉางซา? บุตรีของท่านโหว?
ข้อมูลนี้พุ่งเข้าชนสมองของหลิวรุ่ยหลินอย่างจัง นางรู้ความจริงอันน่าตกใจว่า นางคือบุตรีของเจิ้นหนิงโหว ซึ่งกำลังอาศัยอยู่ในจวนของเจ้าเมืองฉางซา และที่สำคัญที่สุด คือทุกคนในจวนนี้ทราบดีว่าบุตรีผู้นี้สติไม่สมประกอบ
อ่า... คนเขลางั้นหรือ
มุมปากของหลิวรุ่ยหลินกระตุกยิ้มอย่างเงียบงัน ความเคร่งเครียดในแววตาเมื่อครู่พลันมลายหายไป และถูกแทนที่ด้วยแววฉลาดเฉลียวและเด็ดขาด
นางตระหนักทันทีว่า ในสถานการณ์ที่ร่างกายอ่อนแอ พลังวัตรเกือบสูญสิ้น และความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ หรือศัตรูที่ทำร้ายนางจนเป็นแบบนี้ถูกทำลาย การเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงก็ไม่ต่างอะไรกับการฆ่าตัวตาย
หลิวรุ่ยหลินตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้ว นางจะไม่กลับไปเป็นเจ้าสำนักผู้ยิ่งใหญ่ที่ต้องรับผิดชอบยุทธภพ ตราบใดที่ยังสืบหาสาเหตุที่ทำให้นางตกอยู่ในสภาพนี้ไม่ได้
เอาเถอะ ในเมื่อร่างนี้ไม่อาจกลับสู่ความว่างเปล่าได้ ก็ขอให้ข้าใช้มันเป็นเครื่องมือเถิด
นางจะใช้สถานะ เหยาหลิงเจิน คุณหนูสี่ของเจิ้นหนิงโหวเป็นเกราะกำบังอย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบายโดยไม่มีใครสงสัย ในระหว่างฟื้นฟูวรยุทธ์ และรวบรวมข้อมูลเพื่อสืบหาความจริงเกี่ยวกับปมปริศนาของตนเองให้จงได้
ทว่าวันแรกของการคืนสู่โลกของผู้ที่เคยเป็นถึงเจ้าสำนัก ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความสดใสและพลังอำนาจ แต่เริ่มต้นด้วยกลิ่นเหม็นอับของปัสสาวะและโจ๊กข้าวต้มจืดชืด
ทั้งเหยาซาน และเหยาซื่อที่เข้ามาดูแลเหยาหลิงเจินในยามเช้า ไม่มีความเคารพอยู่ในดวงตาของพวกนาง มีเพียงความเบื่อหน่ายและความรังเกียจที่ถูกส่งมาดูแลเจ้านายผู้ที่ทุกคนรู้กันว่า ‘ไร้สติปัญญา’ หรือไม่ก็ ‘ถูกปีศาจเข้าสิง’
“วันนี้ค่อยดีหน่อย นางไม่ส่งเสียงเอะอะโวยวายเลย” เหยาซานพึมพำเบาๆ ขณะที่ยกถังน้ำร้อนวางลงบนพื้นอย่างขอไปที
“แล้วไง? นางก็ยังเป็นคนเขลาอยู่ดี” เหยาซื่อตอบกลับด้วยน้ำเสียงกระด้าง “ข้าต้องมาดูแลคนบ้าที่วัน ๆ เอาแต่นอนจมสิ่งปฏิกูลของตัวเอง ชีวิตข้าคงโชคร้ายถึงที่สุด”
หลิวรุ่ยหลินที่กำลังแสร้งทำเป็นนอนนิ่งอยู่บนเตียง รับรู้ทุกการกระทำและทุกถ้อยคำ ทันทีที่รับรู้ถึงสาเหตุว่าทำไมถึงมีกลิ่นปัสสาวะติดอยู่ตามเสื้อผ้าและผ้าปูที่นอนของร่างนี้ ความรู้สึกโกรธแค้นก็พุ่งสูงขึ้นภายในใจของนาง
เหยาหลิงเจิน เจ้าถูกปฏิบัติเช่นนี้มานานแค่ไหนแล้ว
การกระทำของสาวใช้ทั้งสองนั้นเชื่องช้าและเลินเล่อ พวกนางจัดการเรื่องความสะอาดของห้องอย่างรีบร้อนและไม่พิถีพิถัน จากนั้นก็มาถึงขั้นตอนการป้อนอาหาร
เหยาซื่อตักโจ๊กข้าวต้มที่เหลวใสสีอ่อนขึ้นมาหนึ่งช้อน นางไม่ได้รอให้โจ๊กเย็นลงก่อนที่จะยื่นมาจ่อที่ปากของเหยาหลิงเจิน
“อ้าปาก กินซะสิคุณหนู อย่าให้ต้องเสียเวลา” เหยาซื่อพูดเสียงหงุดหงิดพร้อมกับยัดโจ๊กเข้าไปในปากของร่างไร้กำลัง
หลิวรุ่ยหลินฝืนกลืนมันลงไป โจ๊กนั้นร้อนและแทบไม่มีเนื้ออยู่เลย เหยาซื่อป้อนอีกเพียงไม่กี่คำก่อนจะวางชามลง
“พอแล้ว... แค่นี้ก็พอแล้วสำหรับคนที่ไม่รู้รสชาติอะไร” เหยาซานกล่าวกับเหยาซื่อ พลางมองคุณหนูของตนเองอย่างเหยียดหยาม “เราไปซักผ้าแล้วมานั่งคุยกันข้างนอกดีกว่า”
แล้วทั้งสองคนก็ช่วยกันประคองให้เหยาหลิงเจินนอนลง แล้วพากันออกไปโดยไม่สนใจว่านางจะกินอิ่มจริงๆ หรือไม่
สภาพความเป็นอยู่เช่นนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมร่างกายของเหยาหลิงเจินถึงได้อ่อนแอและผอมแห้งถึงเพียงนี้ ความอ่อนแอทางร่างกายที่เกิดจากการทอดทิ้งยิ่งทำให้การฟื้นฟูวรยุทธ์ของหลิวรุ่ยหลินยากลำบากขึ้นไปอีกหลายเท่า
เวลาล่วงเลยผ่านไปหลายเดือน ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดพาความเย็นสบายมาสู่แคว้นบรรณาการ ต้นไม้ในจวนเว่ยอ๋องผลัดใบเป็นสีส้มทองกว้างใหญ่ ทว่าบรรยากาศภายในจวนกลับอบอวลไปด้วยความหวานชื่นและความตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนนั่นเพราะยามนี้ หลิวรุ่ยหลินได้คลอดบุตรสาวตัวน้อย แก้วตาดวงใจของจวนอ๋องออกมาอย่างปลอดภัยแล้วทารกน้อยผู้มีผิวขาวผ่องแก้มชมพูระเรื่อ นามว่า มู่ซินอี๋ นางมีดวงตากลมโตฉลาดเฉลียวเหมือนมารดา และมีรอยยิ้มพราวเสน่ห์เหมือนบิดาไม่มีผิดเพี้ยน ยามที่ชาวบ้านรู้ข่าวว่าพระชายาคลอดท่านหญิง ต่างก็พากันจัดงานฉลองทั่วทั้งเมือง พร้อมทั้งยกย่องว่าทารกน้อยผู้นี้คือ “กุมารีสวรรค์” ที่นำความมั่งคั่งและความสงบสุขมาสู่แคว้นทว่าเบื้องหลังหน้ากากอ๋องเสเพลผู้โชคดี ยามนี้มู่หย่งฉีได้เปลี่ยนสภาพกลายเป็น “บิดาเห่อลูก” ขั้นหนักชนิดที่ไม่มีใครคาดคิด“จิงจื่อ เบาเสียงหน่อย อี๋เอ๋อร์ตัวน้อยของข้าเพิ่งจะหลับไป”เสียงเข้มกระซิบดุของมู่หย่งฉีดังขึ้นภายในเรือนพัก เขากำลังนั่งอยู่ข้างตั่ง อุ้มทารกน้อยตัวนุ่มฟูไว้ในอ้อมแขนอย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวว่าหากลงน้ำหนักมากไปเพียงนิด ร่างน้อยๆ นี้จะแตกสลายไปจิงจื่อถึงกับต
แดดในยามบ่ายของแคว้นเว่ยอบอุ่นกำลังดี สายลมพัดเอากลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาโชยผ่านกำแพงจวนเว่ยอ๋อง หากมองจากภายนอก จวนแห่งนี้ช่างดูสงบเงียบและเต็มไปด้วยบรรยากาศอันผ่อนคลาย ราวกับเป็นสถานที่พักผ่อนของบุคคลผู้ไร้ซึ่งความทะเยอทะยานโดยแท้และนั่นคือสิ่งที่คนภายนอกรับรู้…ณ หอสุราสดับลม หอสุราที่สูงที่สุดในเมืองหลวงของแคว้นบรรณาการบรรดาขุนนางและสายสืบจากเมืองหลวงที่แฝงตัวมาในคราบพ่อค้า ต่างพากันจับจองโต๊ะริมหน้าต่างชั้นสาม นั่งจิบชาพลางทอดสายตามองลงไปยังศาลาพักผ่อนริมน้ำนอกกำแพงจวนเว่ยอ๋อง ที่ซึ่งข้ามถนนไปเพียงเล็กน้อยก็มองเห็นได้อย่างชัดเจนที่นั่นปรากฏร่างของ เว่ยอ๋อง มู่หย่งฉี ในชุดผ้าไหมเนื้อดีสีฟ้าอ่อน หลวมกว้าง ร่างสูงโปร่งเอนกายทอดถอนใจอยู่บนตั่งยาวอย่างไม่แคร์สายตาชาวบ้าน ในมือถือพัดขนนกโบกไปมาอย่างเกียจคร้าน ข้างกายมีขันทีคนสนิทอย่างจิงจื่อ คอยพัดวีกระพือลมและป้อนผลไม้ให้อย่างเอาอกเอาใจ“เฮ้อ… ชีวิตช่างว่างเปล่าจริงหนอ” น้ำเสียงเกียจคร้านของมู่หย่งฉีดังลอยขึ้นมาตามลม “จิงจื่อ ให้คนยกสุราดอกท้อชั้นดีมาอีกสองไห วันนี้ข้าจะนอนฟังดนตรีให้สบายใจ”“พ่ะย่ะค่ะ” จิงจื่อขานรับเสียงดังฟังชัด พลา
หลังจากมู่หย่งฉีสั่งการให้บ่าวไพร่แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนเอง เขาก็ประคองหลิวรุ่ยหลินกลับเข้าสู่ห้องนอนส่วนตัวอันกว้างขวางลึกเข้าไปในเรือนชั้นใน เพื่อหลีกหนีจากความวุ่นวายและเปิดอกคุยถึงวันข้างหน้าหลังจากนี้ภายในห้องนอนอันเงียบสงบ มู่หย่งฉีนั่งลงบนเตียงกว้างพลางดึงร่างของภรรยาเข้ามานั่งบนตักหนา เขาซบหน้าลงกับลาดไหล่บางลอบระบายลมหายใจยาวลึก ราวกับต้องการสลัดคราบของเว่ยอ๋องผู้แบกรับภาระหนักอึ้งในเมืองหลวงออกไปจนหมดสิ้น“เจินเจิน... เจ้าล่วงรู้เรื่องที่ข้าเสแสร้งแกล้งทำเป็นอ๋องเสเพลอันดับหนึ่งแล้วใช่หรือไม่” มู่หย่งฉีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและจริงจัง“ข้ารู้มานานแล้ว” หลิวรุ่ยหลินพยักหน้ารับแผ่วเบา “ข้ารู้ว่าท่านเป็นคนฉลาดหลักแหลม มีความสามารถในการบริหารบ้านเมืองอย่างหาตัวจับยาก ทว่าที่ต้องแสร้งทำตัวเหลวแหลกไร้สาระ เที่ยวเตร่ไปวันๆ ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าไปพัวพันกับการแย่งชิงอำนาจอันโสมมในราชสำนัก เพื่อปกป้องชีวิตของตนเองและคนที่รัก”มู่หย่งฉียกยิ้มบาง แววตาเต็มไปด้วยความเลื่อมใสในความชาญฉลาดของสตรีในอ้อมกอด อ๋องหนุ่มกระชับอ้อมกอดพลางเอ่ยคำสัญญาสำคัญด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“สมกับเป็นภรร
เสียงล้อรถม้าบดไปตามพื้นถนนมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงอย่างมั่นคง ทัศนียภาพของขุนเขาและม่านหมอกแห่งสำนักอัสนีเมฆาค่อยๆ เลื่อนลับหายไปเบื้องหลัง บรรยากาศภายในรถม้าคันใหญ่ที่ถูกบุด้วยเบาะขนสัตว์หนานุ่มเต็มไปด้วยไออุ่นแห่งความหวานละมุนอย่างที่ไม่ได้เกิดขึ้นมานาน มู่หย่งฉีที่แม้ใบหน้าจะยังคงมีความซีดเซียวอยู่บ้างจากพิษบาดแผล ทว่าแววตาของเขาในยามนี้กลับส่องประกายระยิบระยับลึกซึ้ง แขนแกร่งโอบประคองร่างบางของหลิวรุ่ยหลินเอาไว้ในอ้อมอกราวกับกำลังกกกอดแก้วตาดวงใจอันแสนเปราะบาง“หย่งฉี ท่านประคองข้าแน่นเกินไปแล้ว ข้ามิใช่ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบเสียหน่อย บาดแผลของท่านเองก็ยังสมานตัวไม่ดี หากขยับแรงจะอักเสบเอาได้” หลิวรุ่ยหลินเอ่ยทัดทานเสียงเบา ใบหน้าหวานขึ้นสีระเรื่อเมื่อเขาคอยเอาแต่จัดแจงท่านั่ง ประคบประหงม และป้อนน้ำป้อนขนมนางไม่หยุดหย่อนตลอดทาง“ไม่ได้... เจินเจินของข้าลำบากตรากตรำ นั่งเฝ้าข้าที่เรือนโอสถจนร่างกายซูบเซียวไปถึงเพียงนี้ ข้าเป็นสามีย่อมต้องดูแลเจ้าให้ดี” มู่หย่งฉีกระซิบเสียงนุ่ม พลางก้มลงฝังจมูกโด่งสันลงบนแก้วนวลเนียนของภรรยาฟอดใหญ่อย่างแสนรัก “บาดแผลของข้าแค่นี้ไกลหัวใจนัก ได้ยาดีจากหมอ
วันต่อมาหลังจากอาการบาดเจ็บของมู่หย่งฉีเริ่มทรงตัวและพอจะขยับลุกนั่งได้บ้างโดยมีหลิวรุ่ยหลินคอยประคองดูแลอยู่ไม่ห่าง เว่ยอ๋องก็ตัดสินใจให้หวงเชียนเล่อไปเชิญตัวรองเจ้าสำนักเซี่ยมู่หยางเข้ามาพบภายในห้องรักษาหลัก เพื่อสะสางเรื่องราวทุกอย่างให้กระจ่างแจ้งและสมเกียรติครืด...บานประตูเลื่อนออกพร้อมกับร่างสูงสง่าในชุดไว้อาลัยสีขาวของเซี่ยมู่หยางที่ก้าวเข้ามา แววตาของรองเจ้าสำนักยามนี้ยังคงมีความหม่นแสงทว่ากลับดูสงบนิ่งและปล่อยวางขึ้นมาก ชายหนุ่มกวาดสายตามองคนทั้งสองบนเตียงรักษา ก่อนจะหยุดลงที่มู่หย่งฉี“เห็นท่านฟื้นขึ้นมาได้เช่นนี้ ข้าก็เบาใจ” เซี่ยมู่หยางเอ่ยเสียงเรียบ “บาดแผลของท่านเกิดจากคนของสำนักเรา ข้าย่อมต้องรับผิดชอบ”มู่หย่งฉียกยิ้มบาง ทว่าแววตาของอ๋องหนุ่มกลับเปี่ยมด้วยรังสีน่าเกรงขามอันสูงส่ง ชายหนุ่มขยับกายพิงหัวเตียง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าทรงอำนาจ “ท่านรองเจ้าสำนักเซี่ย เกรงใจไปแล้ว บาดแผลนี้เกิดจากกลุ่มกบฏและคนทรยศ หาใช่ความผิดของท่านไม่ อีกอย่าง... ยามนี้เรื่องราวคลี่คลายลงด้วยดี ข้าย่อมต้องขอบคุณท่านที่ช่วยปกป้องฮูหยินของข้าเอาไว้”คำว่า ‘ฮูหยินของข้า’ ทำเอาเซี่ยมู
เว่ยอ๋องมู่หย่งฉีหาได้สนใจคำเตือนของนาง ข้าวของเงินทองหรือแม้กระทั่งชีวิตของตนเองเขาก็มิได้นำพา ยามนี้ท่านอ๋องกระชับมือเรียวบางของภรรยาไว้แน่นหนา ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือเพียงเสี้ยววินาที นางจะอันตรธานหายไปดั่งภาพฝัน แววตาของอ๋องเสเพลอันดับหนึ่งยามนี้ไม่มีแววหยอกเย้าเหลืออยู่ มีเพียงความสำนึกผิดและความรักอันท่วมท้นที่กักเก็บไว้ไม่ไหวอีกต่อไป“เจินเจิน... ฟังข้าให้ดีนะ ข้าขอโทษ...” เว่ยอ๋องเอ่ย น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ดวงตาคมเริ่มแดงระเรื่อ “ความจริงแล้ว... ในตอนนั้นข้ากำลังจะสั่งปล่อยตัวเจ้าจากการกักบริเวณอยู่แล้ว ข้าหาได้ตั้งใจจะกักขังเจ้าไว้ชั่วชีวิตไม่”หลิวรุ่ยหลินชะงักไปเล็กน้อย หัวใจกระตุกวาบเมื่อได้ยินประโยคที่คาดไม่ถึงจากปากสามี น้ำตาที่พยายามสะกดกลั้นไว้จวนเจียนจะหยาดร่วง แต่เมื่อเห็นใบหน้าซีดเซียวของเขา นางจึงแสร้งทำเป็นดุเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหว“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถอะ ท่านบาดเจ็บอยู่นะ”“ไม่ได้ ข้าต้องบอกเจ้าเดี๋ยวนี้” เว่ยอ๋องสูดหายใจเข้าลึก ข่มกลั้นความเจ็บปวดในอกและเล่าความจริงที่ติดค้างอยู่ให้ฟังอย่างละเอียด “หลังจากข้าได้ฟังคำให้การจากเหล่าสาวใช้ และเรื่องราวใน
ท่ามกลางแสงอรุณที่ลอดผ่านบานหน้าต่างเรือนในจวนเจิ้นหนิงโหว ร่องรอยของเหตุการณ์เมื่อคืนก่อนยังคงชัดเจนในความทรงจำของหลิวรุ่ยหลิน สัมผัสอุ่นร้อนที่ริมฝีปากและคำประกาศิตที่เอาแต่ใจของมู่หย่งฉีที่ว่าจะรับผิดชอบนางในฐานะชายาเว่ยอ๋องยังคงทำให้นางรู้สึกหน้าร้อนวูบทุกครั้งที่นึกถึง
เห็นหญิงสาวยืดหลังตรงอย่างภาคภูมิใจ มู่หย่งฉีมองท่าทางนั้นแล้วก็ได้แต่หัวเราะในลำคอด้วยความเอ็นดู เขาเอื้อมมือไปลูบศีรษะนางเบาๆ “อืม... สูงขึ้นจริงๆ นั่นแหละ เจินเอ๋อร์ของข้าโตขึ้นจนข้าเกรงว่าหากไม่รีบผูกมัดเจ้าไว้ตั้งแต่วันนี้ วันหน้าเจ้าอาจจะบินหนีข้าไปได้”&
หลิวรุ่ยหลินข่มความเจ็บปวดและความระแวงสงสัยเอาไว้ลึกสุดใจ ก่อนจะเบือนหน้าหนีและเร่งฝีเท้าผ่านร้านสมุนไพร ‘ร้อยราก’ ของพรรคหมื่นอสรพิษ และร้าน ‘เข็มเงา’ ของสำนักเงาจันทราไปอย่างรวดเร็ว จุดหมายของนางในตอนนี้มีเพียงแห่งเดียวเท่านั้น คือที่ที่ข้อมูลจะไม่ถูกบิดเบือนด้วยความภักดีหรือกา
สายลมต้นฤดูใบไม้ผลิพัดโชยมาเอื่อยๆ หอบเอาความสดชื่นและกลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้เข้ามาทางหน้าต่างเรือนพักในจวนจวงเซียงป๋อ บรรยากาศรอบตัวดูสงบสุขเสียจนคนทั่วไปอาจจะเคลิ้มหลับไปได้ง่ายๆ แต่สำหรับหลิวรุ่ยหลินในร่างของเหยาหลิงเจิน มันคือช่วงเวลาแห่งการ “ทำตัวเป็นเด็กดี” ที่น่







