Share

บทที่ 4

last update publish date: 2026-02-18 20:47:46

ไม่ อย่าเข้ามานะ! มึงเป็นใคร!”

“มึงต้องการอะไรจากกู!” กันต์ธีร์ตะโกนลั่น วิ่งหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ไม่ว่าก้าวเท้าเร็วแค่ไหน ร่างเน่าเปื่อยก็ยังคืบคลานตามหลังมาไม่ห่าง

ไม่นานร่างนั้นก็โผล่มาอยู่ตรงหน้า “หมับ!” ฝ่ามือเย็นชืดเน่าเฟะคว้าลำคอของเขาอย่างแม่นยำ มันบีบแน่นจนกล้ามเนื้อเกร็งแข็ง ลมหายใจถูกบีบรัดติดขัดในทันที “อึก…ปะ…ปล่อย…” เสียงแหบพร่าหลุดจากริมฝีปากทีละคำ ก่อนจะเหลือเพียงเสียงขาดห้วง ราวกับอากาศหายไปจากโลก “อึก…อึก…”

“กูจะทำให้มึงได้ลิ้มรสความทรมานเหมือนที่กูเคยได้รับ” เสียงคำรามต่ำ รอยแสยะยิ้มผุดขึ้นอย่างน่าขนลุก คลื่นความอาฆาตแผ่ซ่านออกมาจากเงาร่างที่ยืนอยู่เบื้องหน้า

มันใช้เล็บแหลมคมดุจมีดกรีดลงบนอกตรงกับตำแหน่งหัวใจ กันต์ธีร์สะดุ้งเฮือก รู้สึกได้ถึงเลือดอุ่น ๆ ไหลรินออกจากรอยแผล ความเจ็บที่แล่นปราดมันจริงเกินกว่าจะเป็นความฝัน ร่างกายสั่นสะท้านจนเขาแทบยืนไม่อยู่

“มึงจงจำไว้ คำสาปของมึงเริ่มทำงานแล้ว และกูก็กลับมาแล้วเช่นกัน!—”

“เฮือก!” กันต์ธีร์สะดุ้งตื่น ลมหายใจหอบกระชั้น เหงื่อเย็นผุดเต็มขมับ คำพูดในฝันยังคงดังก้องสะท้อนไม่จางหาย จนเขาเผลอยกมือกุมอกด้านที่ถูกคมเล็บกรีดในฝัน “ซี๊ด!” ความแสบแล่นวูบจนต้องขบกรามแน่น

ชายหนุ่มรีบพาตัวเองไปยืนหน้ากระจก มือที่กำลังถอดเสื้อสั่นไม่หยุด…ทันทีที่เนื้อผ้าเปิดออก ภาพตรงหน้าทำให้เขานิ่งค้างไป เพราะตอนนี้บนหน้าอกนอกจากเลือดที่ซึม ยังปรากฏรอยลึกที่ซ้อนกันสี่กลีบบนและล่าง ประกอบกันเป็นดอกไม้ที่ราวกับบานสะพรั่งอยู่บนผิวหนัง แต่ที่น่าแปลกคือกลีบบนสุดปรากฎอักขระที่เขาไม่รู้จักอยู่ด้วย

หากนั่นเป็นเพียงฝัน ไอ้รอยนี้มันจะโผล่มาได้ยังไง? แต่ถ้าไม่ใช่… แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นมันหมายความว่าอย่างไร?

ชายหนุ่มได้แต่ข่มใจ หยิบกล่องยาขึ้นมาเพื่อจัดการกับแผล แม้ความกังวลยังเกาะกุมไม่ปล่อย

เหตุการณ์ยามรุ่งสางทำให้กันต์ธีร์ไม่อาจข่มตาหลับต่อ เขาจึงตัดสินใจออกมาทำงานก่อนเวลา ในตอนนี้เลยกำลังเปิดไฟล์รายงานชันสูตรคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่ทีมบีส่งมอบให้ เพื่อเขียนรายงานสรุปให้รองผู้กำกับคนใหม่

ขณะเดียวกันก็นึกถึงเรื่องที่จินดาเรียกไปคุยเป็นการส่วนตัว เธอเล่าให้ฟังว่าหลังจากเกิดเหตุฆาตกรรมรายที่สี่ ทีมบีก็ขอถอนตัวจากคดีนี้ โดนให้เหตุผลว่าทนไม่ไหวกับการทำงานของท่านรองฯคนก่อนหน้าหรือที่เรียกกันว่าท่านรองฯสมบัติ และพวกทีมหนึ่ง พอได้รับความเห็นชอบ ไม่กี่ชั่วโมงจดหมายร้องเรียนฉบับหนึ่งก็ปลิวว่อนไปทั่ว

จินดาส่งจดหมายฉบับนั้นให้เขาอ่าน

“อย่าบอกนะว่าเป็นฝีมือของคนในทีมบี?”

จินดาพยักหน้าเนิบ ๆ “ปัญหามันก็มีจริง ๆ พวกนั้นมักจะถูกทีมหนึ่งถ่วงเวลา พอเข้าไปที่เกิดเหตุได้ มันก็เหมือนถูกจัดการไปก่อนแล้ว ถึงทางนั้นจะอ้างว่าไม่เคยแตะต้องอะไร แต่ก็นั่นแหละ…” จินดาถอนหายใจ “ตอนนี้ทีมออบส์ต้องเข้ามารับไม้ต่อ พยายามหาหลักฐานและช่วยปิดคดีนี้ให้ได้เข้าใจไหม”

“ครับ” กันต์ธีร์รับคำสั้น ๆ เขาเข้าใจในสิ่งที่จินดากังวล นั่นเพราะนอกจากคดีนี้จะเป็นคดีใหญ่ มันยังเป็นคดีแรกที่จินดาในฐานะผอ.เป็นผู้รับผิดชอบ

ขณะนี้เป็นเวลาเก้าโมง กันต์ธีร์กำลังเดินเขามาภายในอาคารใหม่ที่สุดของสำนักงานตำรวจฯ เพื่อมาพบกับรองผู้กำกับคนใหม่ พร้อมเอกสารในมือ

ในตอนที่เขากดปุ่มลิฟต์นั้นเอง กลับมีอีกมือหนึ่งยื่นมากดทำให้ปลายนิ้วทั้งสองชนกันโดยไม่ตั้งใจ

“ขอโทษครับ” ชายในเครื่องแบบกล่าวอย่างสุภาพ

“ไม่เป็น—ไอ้วิทย์!”

“ไอ้กันต์!” อีกฝ่ายก็ตกใจเช่นกัน “นี่มึงกลับมาเมื่อไร ไม่เห็นบอกเลย ไอ้เวรนี้!” ไกรวิทย์ที่ปกติมักมีใบหน้าเคร่งขรึม ยิ้มกว้างออกมาอย่างไม่ปิดบังความดีใจ

เขาตบหลังเพื่อนเต็มแรงเสียงดัง ปัก! จนร่างของกันต์ธีร์ไหวไปข้างหน้าตามแรงตบ

“อัก! มือหรือตีนครับ หนักฉิบหาย” กันต์ธีร์โวยลั่น ก่อนตอบคำถาม “กูเพิ่งกลับมาไม่นานนี่แหละ”

เขายื่นมือบีบต้นแขนเพื่อนแรง ๆ เป็นการเอาคืน “ไง ไม่เจอกันสองปี กล้ามหายไปเยอะนะเลยดิ”

แต่อีกฝ่ายดูไม่สะทกสะท้าน “เออดิ ช่วงนี้ไม่ค่อยมีเวลา แล้วนี่มึงจะไปไหน?”

“กูจะไปรายงานตัวกับรองผู้กำกับคนใหม่ ที่ดูแลแผนกอาชญากรรมร้ายแรงน่ะ แล้วมึงล่ะ?”

“ถ้ามึงมารายงานตัวกับรองฯคนใหม่… งั้นกูก็รอให้มึงมารายงานตัวนี่แหละ” ไกรวิทย์ยักคิ้วยิ้มมุมปาก

“เอาจริงดิ?”

“เออสิวะ เพื่อนมึงเก่งขนาดนี้ จะไม่ให้ก้าวหน้าได้ยังไง”

กันต์ธีร์ทำหน้าหมั่นไส้เพียงครู่ แล้วระบายลมหายใจอย่างโล่งอก “เป็นมึงก็ดี กูจะได้ทำงานง่ายขึ้นหน่อย วันนี้กูมารายงานตัวในฐานะหัวหน้าทีมออบส์ และเอาสรุปผลรายงานการชันสูตรมาให้ด้วย”

“เห้ย! โคตรโชคดีเลยวะ กูกำลังกลุ้มใจอยู่เลยว่าจะประสานเรื่องคดีนี้กับใคร”

“ได้ข่าวว่าเมื่อวานมึงโดนเล่นงานเหรอ” กันต์ธีร์ถาม

ไกรวิทย์ลอบถอนหายใจ “อืม— ไปคุยกันที่ห้องทำงานดีกว่า ตรงนี้ไม่ค่อยเหมาะ”

กันต์ธีร์พยักหน้าเห็นด้วย “ก็ดี ไป ไปเดี๋ยวกูสั่งกาแฟมาเลี้ยง ถือว่าฉลองการพบหน้าในรอบสองปี”

“โหไม่เจอกันสองปี เลี้ยงแค่กาแฟเนี่ยนะ?”

“เอาน่าเดี๋ยวหาเวลาอีกที”

“เอางั้นก็ได้ แต่ขออย่างเดียวอย่าเป็นนมคาราเมลแบบที่มึงชอบละกัน หวานเกิ๊น” ไกรวิทย์กลั้วหัวเราะ

ทั้งสองก้าวเข้าไปในลิฟต์พร้อมคนอื่น ๆ บทสนทนาเปลี่ยนเป็นการไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบตามประสาเพื่อนสนิท

ลิฟต์หยุดลงที่ชั้นบนสุด ทั้งสองเดินออกมาถึงหน้าประตูบานที่ต้องการ ไกรวิทย์เดินนำกันต์ธีร์เขามาภายในห้อง เขาเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะแรก กำลังจัดของของตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง

ทันทีที่เห็นเจ้านายเข้ามา ชายหนุ่มคนนั้นรีบลุกยืนตัวตรงเอ่ยอย่างสุภาพ “สวัสดีครับท่านรองฯ”

ไกรวิทย์ไม่รอช้ารีบแนะนำคนที่มาด้วยให้อีกฝ่ายรู้จัก “พักตร์ นี่กันต์ธีร์ หัวหน้าทีมออบส์ ต่อไปคงได้ร่วมงานกันบ่อย ๆ”

“ส่วนนี่รณพักตร์เป็นผู้ช่วยและเลขากู ฝากด้วยนะ”

รณพักตร์ยกมือไหว้ “สวัสดีครับคุณกันต์ ยินดีที่ได้ร่วมงานครับ ถ้ามีอะไรให้ช่วยบอกได้เลยนะครับ”

กันต์ธีร์ยิ้มรับทักทายอย่างเป็นกันเอง “เช่นกันครับ”

“แนะนำตัวกันเรียบร้อย พวกเราเข้าไปคุยข้างในดีกว่า” ไกรวิทย์บอก

กันต์ธีร์เดินตามเจ้าของห้องได้ไม่กี่ก้าว ก็นึกขึ้นได้ว่าสัญญาจะเลี้ยงกาแฟเพื่อนรัก

“เฮ้ย กูขอใช้ผู้ช่วยมึงหน่อยนะ จะสั่งกาแฟ”

“ตามสบาย” ไกรวิทย์ตอบ

กันต์ธีร์หันไปทางผู้ช่วยหนุ่ม “พักตร์ครับ ฝากสั่งกาแฟผ่านแอปให้หน่อยสิ ผมไม่ค่อยรู้ว่าร้านไหนอร่อย”

“ได้ครับ”

“งั้นผมขอนมคาราเมลหวานร้อยห้าสิบ ถ้าไม่มีเอาอะไรก็ได้ครับที่ไม่ใช่กาแฟ แล้วก็ขนมสักสามสี่ชิ้น ไอ้วิทย์มึงเอาอะไร” เขาถามเพื่อนที่เข้าไปนั่งในห้องแล้ว

“อเมริกาโน่ ไม่หวาน”

รณพักตร์ตอบรับคำสั่ง “ครับ”

“พักตร์อยากกินก็สั่งเลยนะครับ ผมเลี้ยงเอง” เขาพูดพลางยื่นธนบัตรให้อีกฝ่าย

“ไม่เป็นไรครับ ผมเกรงใจ…”

“ไม่ได้ ผมจะเลี้ยงคุณห้ามปฏิเสธ” กันต์ธีร์สวนทันควัน

ไกรวิทย์ช่วยเสริม “ผู้ใหญ่เลี้ยง ไม่ควรปฏิเสธนะ”

รณพักตร์รับธนบัตรมา พลางเอ่ยขอบคุณ

ฝากเรื่องของกินเสร็จ เขาก็เดินเข้าไปมาห้องทำงานหลัก กันต์ธีร์กวาดตามองรอบห้องเพียงครู่ ก่อนทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ แล้วโพล่งถามขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

“เด็กคนนี้ มึงเป็นคนเลือกมาใช่ไหม?”

ไกรวิทย์เลิกคิ้ว “ทำไมมึงถึงคิดงั้น? เขาอาจจะเป็นเลขาของคนเก่าก็ได้”

กันต์ธีร์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ “ท่านรองฯสมบัติ ขึ้นชื่อว่าเรื่องมาก เลขาส่วนใหญ่ก็เป็นลูกน้องที่ตามมา ถ้าดูจากอายุของพักตร์แล้วไม่เข้าเค้าสักนิด” เขาหยุดพูดเหมือนใช้ความคิด ก่อนทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มกวน “อีกอย่าง โต๊ะทำงานยังจัดไม่เสร็จด้วยซ้ำ”

ไกรวิทย์หัวเราะพรืด ส่ายหน้าอย่างระอา “ร่ายซะยาว สุดท้ายก็แค่เห็นว่าโต๊ะยังจัดไม่เสร็จ”

เขาเว้นจังหวะให้เสียงหัวเราะจางไป เหลือไว้เพียงสายตาเย็นชา “อืม… กูสั่งย้ายเลขาคนเก่าไปฝ่ายธุรการแล้ว แม่งดันรวมหัวกับหัวหน้าทีมหนึ่งเล่นงานกู เลยจัดการทีเดียวยกทีม”

กันต์ธีร์ถามต่ออย่างอยากรู้อยากเห็น “สรุป…เมื่อวานเกิดอะไรขึ้นว่ะ”

ไกรวิทย์ถอนหายใจยาว ก่อนจะเล่าเหตุการณ์ทั้งหมด ตั้งแต่การแถลงข่าวที่ถูกนักข่าวยิงคำถามไม่ยั้ง การตรวจสอบรายงานอย่างละเอียด ไปจนถึงการเรียกสอบทีมงานทีละคน และบทลงโทษที่ตามมา เขาเล่าแทบไม่หยุดปากอยู่นานเกือบชั่วโมง ราวกับกำลังปลดภาระที่แบกไว้ลง แบบนี้

“อิทธิพลของรองฯ คนเก่านี่มันหยั่งรากลึกใช่เล่นเลยนะ โดยเฉพาะทีมหนึ่งของแผนกอาชญากรรมร้ายแรง แต่กูจะค่อย ๆ จัดการไปทีละแผนก ตอนนี้เรื่องสำคัญคือต้องจับตัวคนร้ายคดีฆาตกรรมต่อเนื่องให้ได้”

กันต์ธีร์พยักหน้า “กูเห็นด้วย— มึงได้ข่าวเรื่องจดหมายร้องเรียนความไม่โปร่งใส่ในการทำคดีนี้ไหม?” กันต์ธีร์บอก

“กูก็ได้ยินมาเหมือนกัน”

แต่ก่อนที่บทสนทนาจะดำเนินต่อ เสียงเคาะประตูก็ดังขัดจังหวะ “เครื่องดื่มและขนมมาแล้วครับ” คนด้านนอกร้องบอก

“เข้ามา” ไกรวิทย์ขานรับสั้น ๆ

รณพักตร์เดินเข้ามาวางแก้วกาแฟและจานขนมลงบนโต๊ะ เสร็จเรียบร้อยจึงรีบถอยออกไป แต่ของเจ้าของห้องกลับยังมองตามเด็กหนุ่มไปจนลับตา

กันต์ธีร์อดใจไม่อยู่แหย่ด้วยรอยยิ้มกวน ๆ

“มองจนเขาพรุนแล้วมั้ง”

“ไร้สาระ เข้าเรื่องเถอะ” ไกรวิทย์ตัดบท เก็บสีหน้ากลับมาเป็นจริงจัง

“โอเคครับ~ คืองี้เท่าที่กูรู้มารองฯสมบัติเป็นคนหัวโบราณไม่ค่อยยอมรับวิธีทำงานของทีมพิสูจน์หลักฐาน แต่ก็ไม่เคยสั่งให้ทีมไหนขัดขวาง— ยกเว้นคดีนี้ เหมือนตั้งใจสั่งให้ทีมหนึ่งถ่วงเวลาทีมพิสูจน์หลักฐานในการเข้าไปเก็บหลักฐาน ผอ.กูได้รับรายงานว่าพอทีมเข้าไปพื้นที่ก็เหมือนถูกจัดการไปบางส่วน พวกทีมบีไม่อยากเสี่ยง เลยขอถอนตัวออกจากคดี”

ไกรวิทย์ขมวดคิ้ว พึมพำถามต่อ “มันแปลกมากทเขาทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร”

“อาจจะอยากสร้างความยุ่งยากให้หน่วยกู หรืออาจอยากสร้างผลงานให้ตัวเองเลยจัดการเก็บหลักฐานไปก่อน หรืออาจจะรู้อะไรเกี่ยวกับคดีนี้อยู่แล้ว”

“เป็นไปไดทั้งนั้น แต่ไม่ว่าจะเพราะอะไร แต่ตอนนี้กูมาดูแลเองแล้วเอา ทีมมึงจัดการคดีนี้ได้เต็มที่เลย” เขายิ้มกริ่ม

“ครับ!” กันต์ธีร์ทันทียืดตัวตรงรับคำสั่ง

เขาเลื่อนเอกสารที่เตรียมมาไปตรงหน้าไกรวิทย์ “นี่คือรายงานการชันสูตรเบื้องต้นจากสามคดีก่อนหน้า กูสรุปมาให้มึงอ่านไปก่อนนะ ส่วนคดีล่าสุดกูจะขอตรวจศพอีกครั้ง ถึงจะส่งรายงานให้”

“ขอบใจมาก ที่เหลือฝากมึงด้วย ถ้ามีความคืบหน้ารีบรายงานเลยนะ เรื่องนี้ผู้ใหญ่จับตามองอยู่”

“ได้ครับท่าน!” กันต์ธีร์ทำเสียงล้อเลียนพลางยกมือทำท่าตะเบ๊ะ ก่อนหันไปยิ้มยียวน “งั้นกูไปก่อนนะ…อ้อ ผู้ช่วยมึงนี่ สเปคมึงเลยนี่หว่า”

“ไอ้สัสกันต์!” ไกรวิทย์เงื้อมือจะเขวี้ยงปากกาใส่ แต่เจ้าตัวดีชิ่งผลุบออกจากห้องทันควัน ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะกวน ๆ ที่ลอดกลับเข้ามา พร้อมคำลาผู้ช่วยดังแจ๋ว

“ไปก่อนนะครับ ฝากดูแลเจ้านายด้วยนะพักตร์!”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ปริศนาใต้เงาสาป   บทที่ 5

    หลังอาหารกลางวัน กันต์ธีร์ตรงมายังห้องเก็บศพเพื่อตรวจสอบ ภายในนั้นทั้งเงียบสงบและเย็นจัด เสียงเดียวที่ได้ยินคือเครื่องทำความเย็นที่ดังหึ่งต่ำ ๆ ชายหนุ่มเปิดประตูเหล็กของตู้ที่เก็บร่างเหยื่อ ก่อนออกแรงดึงถาดวางศพออกมา เมื่อรูดซิปถุงบรรจุร่างผู้ตายก็เผยให้เห็นผิวหนังขาวซีดและร่องรอยการผ่าชันสูตร แฟ้มรายงานถูกหยิบขึ้นมาเปิด ชายหนุ่มกวาดสายตาไปตามตัวอักษรทุกบรรทัด พร้อมเปรียบเทียบรายละเอียดกับสภาพจริงตรงหน้า ทุกแผล ทุกจุดร่องรอยถูกตรวจสอบอย่างละเอียดครบถ้วน หลังตรวจไม่พบจุดผิดพลาด กันต์ธีร์จึงผละออกจากที่นั่น กลับไปยังห้องทำงาน กันต์ธีร์ออกจากลิฟต์ เห็นจินไตยยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่หน้าห้อง มือทั้งสองข้างหอบแฟ้มคดีกองใหญ่ที่เขาสั่งให้ไปเอามาจากทีมบีมไว้แน่น กำลังร้องขอความช่วยเหลือจากคนด้านใน “ไอ้โรส! ช่วยกูหน่อย แฟ้มจะหล่นแล้ว เร็ว ๆ!” กันต์ธีร์ก้าวไปหยิบแฟ้มบางส่วนออกจากมืออย่างรวดเร็ว ก่อนที่มันจะตกลงสู้พื้น “อ้าว เฮีย มาแล้วเหรอครับ” จินไตยยิ้มแหย ๆ พลางถอนหายใจโล่งอก “นี่แฟ้มที่ฉันให้ไปเอามาใช้ไหม” “ครับ” เขาพัยกหน้า ทั้งสองเข้ามาข้างใน จินไตยมองไปที่โรส เปิดปากบ่นด้วย

  • ปริศนาใต้เงาสาป   บทที่ 4

    ไม่ อย่าเข้ามานะ! มึงเป็นใคร!” “มึงต้องการอะไรจากกู!” กันต์ธีร์ตะโกนลั่น วิ่งหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ไม่ว่าก้าวเท้าเร็วแค่ไหน ร่างเน่าเปื่อยก็ยังคืบคลานตามหลังมาไม่ห่าง ไม่นานร่างนั้นก็โผล่มาอยู่ตรงหน้า “หมับ!” ฝ่ามือเย็นชืดเน่าเฟะคว้าลำคอของเขาอย่างแม่นยำ มันบีบแน่นจนกล้ามเนื้อเกร็งแข็ง ลมหายใจถูกบีบรัดติดขัดในทันที “อึก…ปะ…ปล่อย…” เสียงแหบพร่าหลุดจากริมฝีปากทีละคำ ก่อนจะเหลือเพียงเสียงขาดห้วง ราวกับอากาศหายไปจากโลก “อึก…อึก…” “กูจะทำให้มึงได้ลิ้มรสความทรมานเหมือนที่กูเคยได้รับ” เสียงคำรามต่ำ รอยแสยะยิ้มผุดขึ้นอย่างน่าขนลุก คลื่นความอาฆาตแผ่ซ่านออกมาจากเงาร่างที่ยืนอยู่เบื้องหน้า มันใช้เล็บแหลมคมดุจมีดกรีดลงบนอกตรงกับตำแหน่งหัวใจ กันต์ธีร์สะดุ้งเฮือก รู้สึกได้ถึงเลือดอุ่น ๆ ไหลรินออกจากรอยแผล ความเจ็บที่แล่นปราดมันจริงเกินกว่าจะเป็นความฝัน ร่างกายสั่นสะท้านจนเขาแทบยืนไม่อยู่ “มึงจงจำไว้ คำสาปของมึงเริ่มทำงานแล้ว และกูก็กลับมาแล้วเช่นกัน!—” “เฮือก!” กันต์ธีร์สะดุ้งตื่น ลมหายใจหอบกระชั้น เหงื่อเย็นผุดเต็มขมับ คำพูดในฝันยังคงดังก้องสะท้อนไม่จางหาย จนเขาเผลอยกมือกุมอกด้านที่

  • ปริศนาใต้เงาสาป   บทที่ 3.3

    คนมาใหม่กวาดตามองรอบโต๊ะเร็ว ๆ ขณะเดินมา ก่อนจะเห็นเก้าอี้ว่างเพียงตัวเดียว เขาเดินไปนั่งโดยไม่ลังเล และไม่ได้มองด้วยซ้ำว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย จินดาที่เห็นอย่างนั้นก็ยกยิ้มมุมปาก และตั้งตารอชมเรื่องสนุกหลังจากนี้ เธอเริ่มแนะนำหัวหน้าทีมคนใหม่ให้นักข่าวทั้งสองได้รู้จักทันที “จัน แอน นี่หัวหน้าทีมคนใหม่ของออบส์… กันต์ นี่จันอับกับแอนนี่ นักข่าวสายอาชญากรรม ต่อไปพวกแกจะได้ทำงานร่วมกันบ่อย ๆ” เมื่อได้ยินจินดาแนะนำ จันอับที่กำลังคุยเล่นและหัวเราะกับเพื่อนสาวทั้งสองเพลิน ๆ จึงเอี้ยวตัวกลับมาเพื่อจะกล่าวคำทักทายกับคนมาใหม่ แต่ทันทีที่สายตาปะทะเข้ากับคนข้างตัว เขาและกันต์ธีร์ต่างเบิกตากว้าง ความตกใจแล่นวูบเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว มือของทั้งสองยกขึ้นชี้หน้าอีกฝ่ายแทบจะในจังหวะเดียว “นี่นาย/นี่คุณ!!” แอนนี่ได้แต่กุมขมับที่ปวดตุบ ๆ กับเหตุการณ์ตรงหน้า ส่วนคนอื่น ๆ มองกันไปมาอย่างงง ๆ โรสเขยิบตัวเข้ามาใกล้ กระซิบถามเสียงเบา “นี่พวกมึง…เคยเจอกันมาก่อนเหรอ? ทำไมบรรยากาศดูตึง ๆ แปลก ๆ วะ” หญิงสาวถอนหายใจน้อย ๆ กระซิบเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างจันอับกับกันต์ธีร์ ให้คนที่อยู่ใกล้ระยะได้ยินฟ

  • ปริศนาใต้เงาสาป   บทที่ 3.2

    จันอับและแอนนี่เดินออกจากห้องแถลงข่าวพร้อมนักข่าวคนอื่น ๆ ระหว่างทางไปลานจอดรถ ชายหนุ่มรู้สึกหิวจนท้องร้อง เขามองเวลาบนมือถือที่โชว์ตัวเลขสิบสองนาฬิกาพอดี วันนี้พวกเขาทั้งคู่รีบออกจากบ้านตั้งแต่เช้าและตรงมาที่นี่เลย จึงยังไม่มีเวลาหาอะไรลงท้อง “มึงไปหาข้าวกินกันเถอะ หิวฉิบหาย” “เออไปดิ ๆ หิวเหมือนกัน” แอนนี่ตอบรับก่อนหันไปถามนักข่าวคนอื่น ๆ แต่ได้รับคำปฏิเสธ เพราะแต่ละคนมีงานต่อ ทั้งหมดจึงแยกทางกัน “งั้นไปร้านประจำกัน” จันอับเอ่ยบอกจุดหมายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังถึงอาหารจานโปรด “เจ้าค่ะ คุณหนูจันอับ” เธอเอ่ยเย้า “คุณหนูอะไร ต้องคุณชายสิวะ กูเป็นผู้ชายนะ” “เป็นผู้ชายประสาอะไรหน้าสวยกว่ากูอีกค่ะ! มึงมาเป็นแฟนกูจริงๆเอามะ ถ้าเป็นมึงกูจะรีบเซย์เยสเลย” แอนนี่ยิ้มกวน จันอับทำท่าขนลุก “อิ้ววว อย่าเลย ให้กูหลับสบายแบบนี้ทุกคืนน่ะดีแล้ว” “หมายความว่าไง?” แอนนี่ย่นคิ้ว “นี่มึงไม่รู้ตัวเลยเหรอ ผู้หญิงอะไรทั้งกรน ทั้งนอนดิ้น กินเสร็จก็เรอ แล้วยัง…” “พอ ๆ พูดซะหมดสวยแล้วเนี่ย” แอนนี่รีบห้าม หน้าแดงวูบ คิดในใจ ‘ไอ้เพื่อนเหี้ย’ จันอับหัวเราะเสียงบ่น ก่อนจะเร่งเพื่อน “เดิ

  • ปริศนาใต้เงาสาป   บทที่ 3.1

    นักข่าวจากทุกสำนักรวมตัวกันอยู่ในห้องที่ใช้แถลงข่าววันนี้ของหน่วยปราบปรามอาชญากรรม เก้าอี้ทุกตัวถูกจับจอง ด้านหลังห้องกล้องวิดีโอ และช่างภาพยืนประจำที่เพื่อเตรียมบันทึกภาพ เสียงพูดคุยเบา ๆ ดังเป็นระยะ ขณะที่ทุกคนรอคอยการแถลงเกี่ยวกับเหตุฆาตกรรมเมื่อสองวันก่อน ซึ่งเชื่อมโยงกับฆาตกรต่อเนื่องที่กำลังสร้างความหวาดกลัวให้ผู้คน เพียงการปรากฏตัวของชายในเครื่องแบบก็ทำให้เสียงพูดคุยเงียบลง เปลี่ยนเป็นเสียงชัตเตอร์ดังถี่รัวและแสงแฟลชที่สะท้อนอยู่ทั่วห้อง จันอับยกกล้องขึ้นแนบตา เลนส์จับไปยังคนที่ขึ้นสู่โพเดียม เขาดูอายุไม่น่าเกินสามสิบห้า ใบหน้าเกลี้ยงเกลาหล่อเหลา ผิวแทนเข้มสุขภาพดี ท่วงท่ามั่นคงและแววตาสงบนิ่ง นักข่าวหนุ่มถ่ายภาพต่ออีกสองสามภาพ และเมื่อคนบนโพเดียมเริ่มพูด เขาจึงเดินไปนั่งเก้าอี้ข้างแอนนี่ที่กำลังพิมพ์ข้อมูลลงในโน๊ตบุ๊ค ตำรวจนายนั้นเริ่มต้นด้วยการกล่าวทักทาย “สวัสดีนักข่าวทุกท่าน ผม พ.ต.อ. ไกรวิทย์ ชาญเดชา รองผู้กำกับหน่วยปราบปรามอาชญากรรม รับหน้าที่แถลงข่าวเหตุการณ์ฆาตกรรมที่เกิดขึ้นครั้งนี้ครับ” หลังแนะนำตัว รองผู้กำกับคนใหม่ก็ตรงเข้าประเด็น “ผลการสอบสวนเบื้องต้น ยืนยัน

  • ปริศนาใต้เงาสาป   บทที่ 2.3

    “เฮีย!” จินไตยลุกจากเก้าอี้วิ่งมากระโดดกอดเป็นคนแรก เหมือนได้เจอเทวดามาโปรด อัยกรลุกตามมาสมทบ ยื่นมือมาชนกำปั้นแบบที่เคยทำกัน ส่วนพิร์วรัลยิ้มจนตาหยี “เฮียกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่? ไม่เห็นบอกล่วงหน้าเลยค่ะ” “ไม่คิดจะให้ใครไปรับเลยเหรอครับ?” อัยกรเสริม “แล้วคราวนี้อยู่ยาวเลยหรือเปล่า หรือว่าต้องกลับไปเรียนต่ออีก?” จินไตยยิงคำถามต่อทันที โรสที่ยืนลูบหน้าผาก มองเพื่อน ๆ ตาเขียว ที่ไม่มีใครสนใจเธอสักคน และสิ่งที่เธอบ่นกลับสร้างเสียงหัวเราะแทนเสียงปลอบใจ “พวกมึงสนใจกูหน่อยได้ไหม? หัวกูชนประตูนะ!” “ฮา ฮา ฮา!” จากนั้นคำถามยังคงพรั่งพรูไม่หยุด จนกันต์ธีร์แทบไม่มีโอกาสตอบ จินดาอมยิ้ม “เอาล่ะ ๆ ใจเย็นกันหน่อยเถอะ จะดีใจอะไรขนาดนั้น” เธอชะงักเมื่อเห็นหน้าจินไตยที่มีคราบน้ำตา “ไอ้แดนแกถึงกับร้องไห้เลยเหรอ?” “ที่จริง…พวกเรากังวลเรื่องหัวหน้าคนใหม่กันมาก ๆ เลยนะครับ แต่พอเฮียกลับมาความหนักในใจก็เหมือนถูกวางลงทันที” จินไตยหลุดสะอื้นเบา ๆ “โอเค ๆ ไม่ต้องร้องแล้ว ฉันกลับมาแล้วนี่ไง” กันต์ธีร์ยิ้มอบอุ่น ยกมือขยี้หัวคนที่เช็ดน้ำตาเหมือนเด็ก ๆ ก่อนจะเอียงคอถามด้วยความสงสัย “แล้

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status