تسجيل الدخولลูกชายคนเล็กของตระกูลหานจำต้องแต่งงานกับผู้นำมาเฟียอันดับหนึ่งเพื่อสร้างพันธมิตร พร้อมกับคำพูดแสนหยาบคายในคืนเข้าหอ"โตขึ้นขนาดนี้แล้วเหรอ ขอเฮียสำรวจดูหน่อยสิ ว่าข้างในมีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง"
عرض المزيدปัจจุบันปี 2001 บนผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาลของสาธารณรัฐประชาชนจีน ทางรัฐบาลได้ประกาศยกเลิกกฎหมายทางอาญาที่เคยใช้จับกุมบุคคลรักร่วมเพศอย่างเป็นทางการ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ยังคงถือเป็นอาชญากรรมรูปแบบหนึ่งต่อสังคม ยิ่งกว่านั้นในวันเดียวกันยังมีข่าวดีจากทางองค์กรแพทย์ได้ยื่นเอกสารเพื่อแจ้งถอดถอนให้กลุ่มคนเหล่านี้ออกจากข้อครหาความผิดปกติทางจิตเภทอีกด้วย
ภายหลังข่าวสารสำคัญได้ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วประเทศอย่างกว้างขวาง ถึงกระนั้นในสายตาของผู้คนส่วนใหญ่ล้วนยังเป็นที่น่ารังเกียจอยู่เสมอ
หนังสือพิมพ์ถูกปิดโดยฝ่ามือใหญ่ ภายใต้กรอบแว่นสีดำสไตล์คลาสสิกและรอยยิ้มเย็นที่ไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าบุคคลผู้นี้กำลังอยู่ในสภาวะอารมณ์แบบไหนกันแน่
“หยงอี้ ตระกูลหานติดต่อมาหรือยัง” เสียงทรงอำนาจเอ่ยถามลูกน้องคนสนิท
“ยังเลยครับ”
“งั้นรออีกสักสองสามวันแล้วกัน ถ้ายังไม่ติดต่อมา ก็ดำเนินการตามแผนการได้เลย”
“ครับนายท่าน”
ณ ตระกูลหานแห่งกว่างโจว หรือมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งมีถิ่นฐานรกรากตั้งอยู่ทางภาคใต้ของจีนแผ่นดินใหญ่ นับว่าเป็นตระกูลเก่าแก่ ซึ่งอดีตเคยมีอำนาจทางการเมืองล้นหลามควบรวมสองแห่งด้วยกัน หากแต่ปัจจุบันกลับเสื่อมถอยลง จนถูกบีบให้ต้องเลือกเส้นทางใหม่เพื่อรักษาชื่อเสียงของตระกูลเอาไว้
“อาเฉิน ลื้อยอมตกลงแต่งงานกับทางนั้นเถอะ อย่างน้อยเราก็ยังรักษาชื่อเสียงของตระกูลเอาไว้ได้นะ”
“แต่อั๊วเป็นผู้ชายนะเตี่ย จะไปแต่งงานกับผู้ชายด้วยกันได้ยังไงล่ะ!” หานอวี่เฉิน ลูกชายคนเล็กของตระกูลหาน และมีพี่ชายแท้ ๆ อีกคนชื่อหานอวี่เจ๋อ ซึ่งนั่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกัน ดวงตาคู่งามเหลือบมองเสี้ยวใบหน้าของผู้เป็นพี่ชายแวบหนึ่ง ริมฝีปากขบเม้มจนห้อเลือดเพราะยังตัดสินใจไม่ได้สักที
“อั๊วรู้ แต่จะให้ทำยังไงล่ะ เราไม่มีทางเลือกมากนักนะอาเฉิน”
“นั่นสิ ขืนเรายังเลื่อนงานแต่งอีกครั้ง เห็นทีคราวนี้ตระกูลหานเราคงจบเห่จริง ๆ แน่” เสียงของหม่าม้าเอ่ยแทรกขึ้นมา ก่อนจะยกยาดมในมือขึ้นสูด พร้อมกับถือพัดคู่ใจกวัดแกว่งไปมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
บรรยากาศกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง มีเพียงเสียงเคาะดังเป็นจังหวะจากปลายนิ้วของอวี่เฉินที่กำลังนั่งพิงพนักอยู่บนเก้าอี้ด้วยความหนักใจ
“งั้นเตี่ยก็โทรบอกทางนั้นเถอะ ว่าอั๊วตกลง”
“ละ…ลื้อพูดจริง ๆ ใช่มั้ย” เสียงของเตี่ยเอ่ยอย่างติดสั่น เพราะแทบไม่เชื่อหูตัวเอง
“หรืออยากให้อั๊วเปลี่ยนใจดี”
“ดะ…เดี๋ยว อั๊วไปเดี๋ยวนี้แหละ”
เสียงโทรศัพท์มือถือดังสะท้อนก้องไปทั่วกลางห้องทำงานใหญ่ของผู้นำคนปัจจุบันแห่งตระกูลเฟิง
“...เว่ย”
“อารุ่ย นี่อั๊วเองนะ หานเจี๋ยนกั๋ว” ซิการ์ม้วนใหญ่ในมือถูกพ่นออกจากปากอย่างเบื่อหน่าย เพราะไม่รู้คราวนี้ฝั่งนั้นจะหาข้ออ้างอะไรมาผลัดอีก
“ท่านมีอะไรก็รีบพูดมาเถอะ”
“ลูกชายคนเล็กของอั๋ว ยินดีตกแต่งเข้าตระกูลของลื้อแล้วนะ” เมื่อได้ยินคำตอบจากปลายสาย มุมปากสีคล้ำกลับยกยิ้มแสดงออกถึงความพึงพอใจขึ้นมาทันที
“ดี งั้นรีบบอกให้ลูกชายท่านเดินทางมาที่นี่ซะ เพราะงานแต่งของเราจะเริ่มในอีกไม่กี่วัน นับจากนี้...”
“นะ…นี่อั๋วกำลังจะเป็นอาม่าแล้วงั้นเหรอ?” เสียงติดสั่นของคนที่เพิ่งได้รับรู้ว่าตัวเองกำลังจะมีหลานฉายชัดแสดงออกถึงความดีใจจนแทบปกปิดเอาไว้ไม่อยู่“ตอนแรกที่อั๋วรู้ก็มีท่าทีแบบนี้นี่แหละ” ใบหน้าสวยกล่าวอย่างติดตลก แต่ทว่าในใจกลับสุขล้นเหลือเกิน“จากนี้พวกลื้อสองคนต้องถ้อยทีถ้อยอาศัยกันนะ ทำอะไรก็นึกถึงลูกกันให้มาก ๆ เพราะทุกอย่างล้วนส่งผลต่อเขาทั้งหมด แล้วอย่าคิดจะทำอะไรเกินตัว หากมีอะไรก็ให้รีบพูดหันหน้าเข้าหากัน ไม่ใช่ช่วยกันปกปิดเหมือนที่เคยทำกับม้า” คำกล่าวอวยพรแต่กลับแฝงไปด้วยความจริงตีแสกหน้า ทำเอาทั้งสองคนที่ได้ยินถึงกับใบหน้าถอดสี“ม้า…” เสียงสั่นของลูกชายคนเล็ก พร้อมกับเตรียมเอื้อมฝ่ามือเข้าปลอบ“ไม่ต้องร้อง เพราะอั๊วทำใจได้แล้ว ตอนนี้ก็พยายามอยู่กับความจริง ดูแลเตี้ยลื้อ ดูแลอาเจ๋อ ในเมื่อจะเดินไปทางไหนก็มีค่าเท่ากัน เอาเป็นว่าจากนี้อย่าให้หลานของอั๊วต้องมาซ้ำรอยเดิมไปอีกคนก็แล้วกัน”“อั๊วเองก็เพิ่งรู้ไม่นานนี่เอง” หานอวี่เฉินเอ่ยเสียงแผ่ว“ถ้าจะมีใครผิดสักคนก็คงเป็นผมเอง” ร่างสูงเตรียมลุกขึ้นยืนเพื่อโค้งตัวขอโทษ“พอ ๆ พวกลื้อนี่ยังไง อั๋วบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าทำใจได้แล้ว งั้นเ
“อ้าว แล้วฉันจะโกหกแกทำไมล่ะ” ผู้เป็นพ่อย้อนถามกลับทันที“จริงครับเฮีย คุณหมอเพิ่งบอกไปเมื่อครู่นี่เอง คราวนี้ ยังดีที่ผมช่วยอาซ้อไว้ได้ทันนะ ไม่อย่างนั้นแย่แน่” เฟิ่งจื่อหานรีบเสริมทัพเพื่อย้ำว่าทุกอย่างเป็นความจริง ก่อนค่อย ๆ เล่าเหตุการณ์ในวันนี้ให้พี่ชายฟังตั้งแต่ต้น“ขอบใจมาก จากนี้เฮียจะกลับมาให้เงินเดือนเราเท่าเดิม”“เย้!” จื่อหานชูกำปั้นขึ้น ก่อนแสดงท่าทีของความดีใจออกมา“ชู่ว! เบา ๆ หน่อยสิ อาซ้อของลื้อยังนอนอยู่เลยนะ” เสียงของมารดาเอ่ยปรามเพราะเกรงจะรบกวนคนป่วย“ก็คนมันดีใจนี่นา!” ระหว่างที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันอยู่ คนบนเตียงก็ลืมตาตื่นขึ้นมาได้สักพักแล้ว ก่อนยกยิ้มอ่อนกับภาพและบทสนทนาตรงหน้า“เฮีย…” น้ำเสียงอ่อนแรงเอ่ยเรียกผู้เป็นสามี เฟิงจื่อรุ่ยครั้นได้ยิน ก่อนรีบวิ่งเข้าไปเกาะขอบเตียงอีกครั้ง“เป็นไงบ้าง อยากจะทานน้ำสักหน่อยไหม”“ครับ” หานอวี่เฉินส่งเสียงตอบสั้น ๆ ก่อนรีบหยัดกายลุกขึ้นนั่งบนเตียง ด้วยการประคองจากสามี“ผมสลบไปนานแค่ไหนเหรอ?”“ราวสามชั่วโมงครับ ส่วนเฮียไม่รู้หรอก เพราะเพิ่งมาถึงไม่นานนี่เอง” เฟิงจื่อหานเป็นคนตอบแทน เพราะอยู่ตรงนี้มาตั้งแต่ต้น“ขอบคุณนะ” หานอ
“น้องทำได้แล้ว และในที่สุดเราก็สามารถผ่านมันมาได้สักที!” เสียงใสตะโกนออกมาดังสนั่นทันทีที่ทุกอย่างสิ้นสุดลง“แล้วมีรางวัลอะไรให้กับผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการบ้างล่ะ” ใบหน้าสวยขมวดคิ้วค้อนขวับ ก่อนพุ่งตัวเข้าไปสวมกอดผู้เป็นสามีด้วยความดีใจ“...งั้นเฮียอยากได้อะไรล่ะ” คนเด็กกว่าที่กำลังแนบแก้มอยู่บนอกแกร่งของอีกฝ่ายถามเสียงอู้อี้กลับ“ปั๊มลูกให้เฮียหน่อยสิ” เสียงแหบพร่ากระซิบกระซาบอยู่ข้างใบหูจนอวี่เฉินต้องย่นคอหลบหนี ก่อนใบหน้าเหนียมอายจะหลุบต่ำลง เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าในนี้ยังมีหยงอี้อยู่อีกคน“เฮีย ในนี้ไม่ได้มีแค่เราสองคนนะ ไว้กลับถึงบ้านเมื่อไหร่ น้องจะจัดเต็มให้เฮียทุกอย่างเลย ดีไหม?”“พูดแล้ว ห้ามคืนคำทีหลังล่ะ” คนโตกว่าพูดดักเอาไว้ ก่อนโอบเอวบางเข้ามาใกล้“แน่นอนสิ น้องจะโกหกทำไมล่ะ”“ได้ หยงอี้เป็นพยานนะ” จื่อรุ่ยหันหน้าตะโกนบอกบอดี้การ์ดคนสนิทลั่นรถ“ครับนาย”18.04 น.อวี่เฉินกลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลเฟิงก็เจอเข้ากับสองครอบครัวที่ต่างออกมายืนรอต้อนรับกันอย่างพร้อมเพรียง“ผลออกมาเป็นไงบ้างอาเฉิน ไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนะ เราแค่กลับมาอยู่กันแบบเดิมก็พอ”“ใช่ เพราะไม่ว่ายังไงตระกูลหานเร
“ไม่เป็นไร อั๊วแค่ทำสิ่งที่ควรทำเท่านั้นเอง” แม้ว่าคำพูดจะดูสวนทางกับความรู้สึกในใจ แต่ทว่าทุกอย่างในตอนนี้มันลงตัวดีที่สุดแล้ว จึงไม่ควรไปขุดหรือรื้อฟื้นอดีตมันกลับขึ้นมาอีกครั้ง“ถึงอย่างนั้น อั๊วก็ยังต้องขอบคุณพวกลื้ออีกครั้งอยู่ดีนั่นแหละ” กล่าวจบ อดีตผู้นำตระกูลหานก็รีบลุกยืนขึ้นเต็มความสูง ก่อนรีบโค้งกายลงเพื่อเป็นการขอบคุณอีกครั้ง แต่ใครจะรู้ว่าอีกนัย หานเจี๋ยนกั๋วทำเพื่อต้องการขอโทษกับรูปภาพตรงหน้าของเจิ้งเหม่ยฮวาที่ติดอยู่บนผนังด้านหลังห้องรับแขกต่างหากณ กว่างโจวเช้าตรู่สองสัปดาห์ต่อมา อวี่เฉินเดินทางกลับสู่บ้านเกิดอีกครั้ง หลังจากพาครอบครัวมาอยู่ในความดูแลของตระกูลเฟิงเรียบร้อยแล้ว พอเรื่องราวในวันนี้จบลง ต่อยพาทั้งสามคนกลับมาที่นี่อีกครั้ง“แล้วทนายล่ะครับเฮีย” เสียงเล็กเอ่ยถามขณะชะเง้อใบหน้ามองหาทนายที่สามีเป็นคนจัดหามาให้“เดี๋ยวก็มาแล้ว รออีกหน่อยแล้วกัน”ทว่าพูดได้เพียงไม่นาน รถยนต์คันสีเทาเข้มทะเบียนเรียบง่ายก็ค่อย ๆ เคลื่อนมาจอดลงตรงหน้าโรงแรมหรูใจกลางเมืองของกว่างโจว ก่อนชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมจะก้าวลงจารถดังกล่าว พร้อมหอบกองเอกสารจำนวนไม่น้อยถือมาด้วย“สวัสดีครับค











