Share

บทที่ 3

Author: รู้ใจด้านมืด
ในขณะที่บรรดาเพื่อนสาวของซูหว่านหยินพากันรุมต่อว่าผมคนละประโยคสองประโยค ซูหว่านหยินก็กำลังปลอบโยนผู้ชายคนนั้นด้วยเสียงแผ่วเบา

ร่างกายของผมเย็นเยียบ ความอับอายครั้งใหญ่ที่ได้รับแทบจะกลืนกินผมจนหมดสิ้น

ในวินาทีที่ผมใกล้จะทนต่อไปไม่ไหว ในที่สุดซูหว่านหยินก็ปล่อยมือจากเขา แล้วเดินมาหาผม

เธอกดเสียงต่ำ “ที่รัก รู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่นี่?”

ผมช้อนสายตาขึ้นมองเธอ มุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อย

“หมายความว่าเธอไม่คิดจะถามว่าฉันมาที่นี่ทำไม แค่อยากรู้ว่ามาได้ยังไงแค่นั้นสินะ?”

คิ้วของเธอกระตุกเล็กน้อย ก่อนยื่นมือมาดึงผม

“อย่ามาก่อเรื่องที่นี่ ไปคุยกันข้างนอก”

ผมสะบัดมือของเธอออกอย่างไม่ไยดี

“ฉันก่อเรื่องอะไร?”

“ซูหว่านหยิน เธอปิดบังเรื่องของฉันมาถึงเจ็ดปี แล้วก็ปิดบังเรื่องของเขามาสามปี วันนี้ฉันแค่อยากได้ยินเธออธิบายต่อหน้าทุกคนสักครั้ง”

“ฉันเป็นอะไรในชีวิตเธอกันแน่?”

สีหน้าของซูหว่านหยินค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเย็นชา

เมื่อก่อนสิ่งที่เธอกลัวที่สุดคือการเห็นผมร้องไห้

เวลาที่โรคกระเพาะผมกำเริบ เธอยอมขับรถตระเวนไปเกือบครึ่งเมืองกลางดึกเพื่อซื้อยาให้ผม

เวลาที่ผมปวดท้อง เธอจะกอดถุงน้ำร้อนไว้ในอ้อมแขนจนมันอุ่น แล้วค่อยนำมาประคบให้ผม

แต่ตอนนี้ ทั้ง ๆ ที่ผมตัวสั่นเทิ้ม แต่เธอกลับจ้องมองผมด้วยความรำคาญไม่ต่างจากมองคนที่เอาแต่สร้างปัญหาและไม่รู้จักโต

เธอกำข้อมือผมแน่น แล้วพาผมออกจากโรงแรม

ร่างบางเงยหน้าสบตากับดวงตาแดงก่ำของผม แล้วถอนหายใจออกมา

“เฉิงเยี่ยน ในเมื่อนายรู้ความจริงหมดแล้ว ฉันก็จะพูดตามตรงแล้วกัน ฉันคบกับอี้โจวมาสามปีแล้ว”

“แต่ไม่ต้องห่วงนะ ยังไงคนที่ฉันรักที่สุดก็คือนายอยู่ดี ฉันจะแต่งงานกับนาย แต่ฉันก็จะจัดงานแต่งกับเขาด้วย ถือเสียว่าเป็นการชดเชยให้เขา”

“อี้โจวก็แค่เด็กผู้ชายใสซื่อคนหนึ่ง เขาขาดฉันไม่ได้หรอก นายเข้าใจใช่ไหม?”

ความรู้สึกเหลือจะเชื่อถาโถมเข้ามา ผมมองผู้หญิงตรงหน้าราวกับนี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้รู้จักเธอ

“มีสิทธิ์อะไร?”

ซูหว่านหยินหัวเราะเบา ๆ พลางยกมือลูบใบหน้าผม แต่น้ำเสียงอ่อนหวานกลับเปล่งวาจาโหดร้ายออกมา

“เฉิงเยี่ยน พวกเราคบกันมาเจ็ดปี ฉันรู้ว่านายขาดฉันไม่ได้ อีกอย่างพวกเราก็ใกล้จะแต่งงานกันแล้วด้วย”

“พอได้แล้ว อย่างี่เง่าเลย”

ประโยคแบบนี้อีกแล้ว

เมื่อก่อนทุกครั้งที่ผมอยากเปิดตัวว่าคบกัน ทุกครั้งที่อยากมีตัวตนในพื้นที่ของเธอ หรือทุกครั้งที่ผมต้องเสียใจกับท่าทีเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายของเธอ เธอมักจะขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “อย่ามางี่เง่า”

ราวกับว่าความน้อยใจ ความรู้สึกไม่มั่นคงของผม และทุกช่วงเวลาที่ต้องการให้เธอแสดงความจริงใจออกมาเป็นเพียงเรื่องงี่เง่าไร้สาระที่ไม่ควรค่าแก่การใส่ใจ

ผมข่มตาลง ผ่านไปพักใหญ่จึงเปล่งเสียงแผ่วเบาออกมา

“อืม ฉันไม่งี่เง่าแล้ว”

ผมก้าวถอยหลังออกมา

ซูหว่านหยินยกยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะเขย่งตัวขึ้นจูบมุมปากของผม

“ฉันรู้อยู่แล้วแหละว่าที่รักว่าง่าย กลับบ้านไปก่อนนะคะ”

“คืนนี้ฉันต้องอยู่เป็นเพื่อนอี้โจว เขาอารมณ์ร้อนจะตาย เรื่องที่นายเพิ่งพูดไปเมื่อกี้นี้คงต้องปลอบกันยาว ๆ เลย”

ผมพยายามกลั้นอาการคลื่นไส้ที่ตีขึ้นมาอย่างสุดความสามารถ ก่อนหันหลังเดินออกมา

ทันทีที่ออกจากโรงแรม ผมก็โทรหาเพื่อนสนิทอย่างหลินเจาทันที

มันเจ็บเกินไป ตอนนี้ผมอยากร้องไห้ระบายกับคนที่สนิทสักคน

ทันทีที่คนปลายสายกดรับ ผมเพียงเปล่งเสียงเรียกอีกฝ่าย “หลินเจา” ก้อนสะอื้นก็จุกแน่นอยู่ที่ลำคอจนพูดต่อไม่ออก

ผมเล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟังอย่างกระท่อนกระแท่น ยิ่งพูดน้ำเสียงก็ยิ่งสั่น

“หลินเจา ฉันมันน่าสมเพชมากเลยใช่ไหม?”

“คบกับเธอมาตั้งเจ็ดปี แต่กลับไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าฉันเป็นแฟนของเธอ”

“แม้แต่ผู้ชายคนนั้นก็ยังไม่รู้”

ปลายสายเงียบหายไปพักใหญ่ จนผมเข้าใจว่าสัญญาณโทรศัพท์อาจจะมีปัญหา

จากนั้นหลินเจาก็ถอนหายใจออกมา “ปิดนายไม่อยู่จริง ๆ สินะ”

ผมชะงัก “นาย......หมายความว่าไง?”

ผมได้ยินเสียงเพื่อนสนิทสูดหายใจเข้าเบา ๆ

“อี้โจวเป็นเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของฉัน เขากับซูหว่านหยินรู้จักกันผ่านฉันนี่แหละ”

วินาทีนั้น สมองของผมพลันขาวโพลนราวกับถูกกระทบกระเทือนอย่างแรง

ผมนึกถึงเหตุการณ์เมื่อสามปีก่อน มีอยู่ครั้งหนึ่งที่จู่ ๆ หลินเจาก็พูดขึ้นมาว่ามีเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยคนหนึ่งอยู่ต่างประเทศ เป็นคนอัธยาศัยดี ถ้าซูหว่านหยินต้องเดินทางไปทำงานแล้วต้องการความช่วยเหลือก็สามารถติดต่อเขาได้

ตอนนั้นผมยังพูดติดเล่นไปว่า “นายอย่าไปแนะนำหนุ่มหล่อให้เธอซี้ซั้วนะ ฉันหึง”

ตอนนั้นหลินเจาตบบ่าของผมแล้วบอกว่า “ไม่ต้องห่วง ฉันอยู่ข้างนาย”

น้ำเสียงของผมสั่นระริกอย่างเริ่มควบคุมไม่อยู่ “ทำไมนายถึงไม่บอกฉัน?”

น้ำเสียงของหลินเจาฉายแววลนลานไม่น้อย “อาเยี่ยน ฉันไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังนายนะ ตอนแรกฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสองคนนั้นจะกลายมาเป็นแบบนี้ แล้วหลังจากนั้นอี้โจวก็ชอบหว่านหยินมากจริง ๆ หว่านหยินเองก็ปฏิบัติกับหมอนั่นแตกต่างจากคนอื่น”

ผมแค่นหัวเราะในลำคอ “แล้วไง?”

เขาตอบ “เพราะงั้นฉันเลยไม่รู้ว่าจะเล่าเรื่องนี้ให้นายฟังยังไงดี”

ผมหลับตาลงชั่วครู่ น้ำตาร้อนผ่าวจนแสบตา

หลินเจาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของผม

สมัยอยู่หอตอนมัธยมปลาย เราสองคนเคยนอนเบียดอยู่บนเตียงเดียวกัน

ครั้งแรกที่ผมทะเลาะกับซูหว่านหยิน เขาก็ออกมาเดินเล่นอยู่ที่สนามเป็นเพื่อนผมจนถึงเที่ยงคืน

ปีที่ธุรกิจของซูหว่านหยินล้มละลาย เขาเป็นคนเกลี้ยกล่อมผมว่าอย่าเพิ่งทอดทิ้งเธอ บอกว่าความรักที่ผ่านวันที่ยากลำบากไปด้วยกันได้ต่างหากที่มีค่าที่สุด

แต่ตอนนี้ ผมกลับรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าเข้าอย่างแรง

ทั้งที่โทรศัพท์แนบอยู่กับใบหู แต่เสียงของหลินเจากลับฟังดูห่างออกไปทุกที

“อาเยี่ยน ถือว่าฉันขอร้องล่ะ นายอย่าทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่เลย”

“อี้โจวเป็นคนดี หมอนั่นใสซื่อมาก ตลอดสามปีที่ผ่านมา สองคนนั้นคบกันโดยอยู่ในสายตาของทุกคนตลอด”

“สองคนนั้นเหมาะสมกัน”

“เพื่อนของหว่านหยินก็ชอบหมอนั่นมาก”

“แม่ของหว่านหยินก็เคยเจอหมอนั่นแล้วด้วย”

ลมหายใจผมสะดุดไปจังหวะหนึ่ง

ผมกับซูหว่านหยินคบกันมาเจ็ดปี

เธอไม่เคยพาผมไปเจอแม่เธอเลย

เธอบอกว่า “ที่รัก แม่ฉันอารมณ์ไม่ค่อยคงที่น่ะ ฉันไม่อยากให้นายต้องลำบากใจ”

เธอยังบอกอีกว่า “รอให้ถึงเวลาที่เหมาะสม ฉันจะพานายไปเจอแม่แน่นอน”

แต่เธอกลับพาหลินอี้โจวไปพบครอบครัวแล้ว

ในขณะที่ผมยังเฝ้ารอเวลาที่เหมาะสมอย่างโง่งม

ผมมันก็แค่คนในความลับที่ไม่อาจเปิดเผยต่อใครได้

เธอหล่อเลี้ยงผมด้วยถ้อยคำหวาน แล้วซ่อนผมไว้ในมุมหนึ่งที่ไม่มีใครล่วงรู้

ส่วนหลินอี้โจวไม่ต้องแย่งชิง ไม่ต้องร้องขอ ไม่ต้องรอคอย

เขาก็ได้ทุกอย่างมาไว้ในครอบครอง

การยอมรับจากเพื่อนและคนในครอบครัว

แล้วยังมีเพื่อนสนิทของผมช่วยออกหน้าแทนให้

หลินเจาลดเสียงลง “อาเยี่ยน ฟังที่ฉันเตือนเถอะ อย่าไปทำลายชีวิตของสองคนนั้นเลย”

ผมกดตัดสาย โดยที่ไม่ได้ตอบอะไรอีกฝ่ายเลยแม้แต่คำเดียว

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ปลายทางไม่อาจหวนคืน   บทที่ 9

    หนึ่งเดือนต่อมา เงินในบัญชีกองกลางที่ค้างกันอยู่ก็ถูกสะสางจนเรียบร้อยซูหว่านหยินคืนเงินครึ่งหนึ่งในส่วนของผมมา ส่วนที่เกินจากนั้นเธอบอกว่าเป็นค่าชดเชยผมโอนเงินส่วนนั้นคืนไปผมไม่ต้องการให้เธอชดเชยอะไรให้การชดเชยหมายความว่าสามารถใช้ตัวเลขประเมินค่าได้ แต่เวลาเจ็ดปีที่ผมเสียไปไม่อาจใช้ตัวเลขมาประเมินค่าได้หลังจากนั้น หลินเจาก็เคยมาหาผมอีกครั้งเขายืนอยู่ที่ชั้นล่างบ้านผม ในมือถือเค้กที่ผมเคยชอบที่สุด พร้อมกับดวงตาบวมช้ำเขาบอกว่า “อาเยี่ยน ฉันผิดไปแล้ว”วันนั้นลมแรงมาก แต่เมื่อผมได้เห็นเขาจู่ ๆ ก็พลันนึกย้อนไปถึงฤดูร้อนช่วงมัธยมปลายตอนนั้นเราสองคนยืนเบียดกินไอศกรีมแท่งเดียวกันอยู่หน้าร้านขายของ หัวเราะและให้สัญญากันว่าถ้าใครแต่งงาน อีกคนจะต้องเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้ความจริงใจในตอนนั้นไม่ใช่เรื่องโกหกแต่การหักหลังในครั้งนี้ก็เป็นความจริงผมไม่ได้รับเค้กมาจากเขา“หลินเจา ฉันไม่ได้เกลียดนาย”ในแววตาเขาเพิ่งจะมีประกายความหวังถูกจุดขึ้น ผมก็พูดต่อว่า “แต่ฉันก็จะไม่ให้อภัยนาย”น้ำตาของเขาร่วงลงมาในทันทีผมหันหลังเดินกลับชั้นบนโดยไม่หันกลับไปมองอีกหลังจากนั้นผมก็ได้ยินว่า

  • ปลายทางไม่อาจหวนคืน   บทที่ 8

    เช้าวันรุ่งขึ้น ผมจัดการลงโพสต์หนึ่งบนบัญชีของตัวเองตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา นี่เป็นครั้งแรกที่ผมระบุชื่อเต็ม ๆ ของซูหว่านหยินผมไม่ได้ตัดพ้อ ไม่ได้ด่าทอ แค่เรียบเรียงลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดลงไปตั้งแต่สารภาพรักที่มหาวิทยาลัย คบหากันเจ็ดปี ย้ายมาอยู่ด้วยกัน เปิดบัญชีกองกลางด้วยกัน พาไปเจอพ่อแม่ผม และคำสัญญาว่าจะแต่งงานกันรวมถึงความสัมพันธ์ที่เธอเริ่มคบหากับหลินอี้โจวตั้งแต่เมื่อสามปีก่อน เปิดตัวเขาบนโลกออนไลน์ พาเขาไปเจอเพื่อนและแม่ของเธอ แต่กลับอ้างมาตลอดว่าต้องไปทำงานต่างเมือง ยุ่งอยู่หรือแม้แต่รอโอกาสเหมาะ ๆ ก่อนสุดท้าย ผมแนบคลิปคืนวันนั้นที่โรงแรมลงไปด้วยในคลิปนั่น ซูหว่านหยินเป็นคนพูดออกมาเองว่า “ฉันจะแต่งงานกับนาย แต่จะจัดงานแต่งให้เขาด้วย”หลังลงโพสต์เสร็จ ผมก็ปิดเครื่องโทรศัพท์แล้วออกไปจ่ายตลาดกับแม่แม่จับมือผมไว้ตลอดทาง เหมือนตอนเด็ก ๆ ที่กลัวว่าผมจะเดินหลงหายไปแม่ไม่ได้ถามอะไรเลย ท่านแค่ซื้อเกาลัดคั่วถุงเล็ก ๆ และยัดมันใส่มือผมในตอนที่เราเดินผ่านร้านเกาลัดคั่ว“ตอนเด็ก ๆ เวลาลูกอารมณ์ไม่ดี กินอันนี้แล้วจะดีขึ้น”ผมแกะเกาลัดคั่วหนึ่งเม็ด ไอร้อนจากมันทำเอาปลายนิ้วรู้ส

  • ปลายทางไม่อาจหวนคืน   บทที่ 7

    ซูหว่านหยินไม่ได้กลับไปในทันทีเธอยืนอยู่ที่ชั้นล่างจนถึงตอนเที่ยง แล้วหลังจากนั้นก็ส่งข้อความมากมายมาหาจากที่หน้าบ้าน เธอบอกว่าเธอลบช่องทางการติดต่อของหลินอี้โจวออกหมดแล้วเธอบอกว่าจะเปิดตัวว่าคบกับผม ชดใช้ในสิ่งที่เธอติดค้างมาตลอดหลายปีให้เธอบอกว่าขอแค่ผมยอมให้อภัย เธอจะยอมคุกเข่าขอร้องเพื่อนและญาติของผมทุกคนผมไม่ได้ตอบกลับแม้แต่ข้อความเดียวช่วงบ่าย หลินเจาโทรเข้ามาหาผมอีกครั้งครั้งนี้ น้ำเสียงของเพื่อนสนิทไม่ได้มั่นอกมั่นใจเหมือนอย่างเมื่อวาน กลับกันยังฟังดูเหนื่อยล้าอยู่ในที“อาเยี่ยน นายจำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้จริง ๆ เหรอ?”ผมนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง ในมือกุมแก้วน้ำอุ่นที่แม่ยื่นให้พลางถามเขาอย่างสงบนิ่ง “ฉันทำอะไร?”“หว่านหยินบินกลับประเทศข้ามวันข้ามคืนเพราะนาย ตอนนี้อี้โจวก็ร้องไห้จนแทบจะเป็นบ้าไปแล้ว หมอนั่นเองก็เป็นเหยื่อเหมือนกัน เขาไม่รู้ว่านายกับหว่านหยินคบกันอยู่”“แล้วไง?”ปลายสายเงียบไปชั่วขณะผมพูดต่อ “เพราะงั้นฉันควรจะปลอบเขา อวยพรเขา แล้วยอมยกซูหว่านหยินให้เขาง่าย ๆ แบบนั้นสินะ?”เสียงของหลินเจาแผ่วลง “ฉันไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น ฉันแค่รู้สึกว่าเรื่องมันม

  • ปลายทางไม่อาจหวนคืน   บทที่ 6

    เช้าวันรุ่งขึ้น ผมตื่นขึ้นมาเพราะเสียงเอะอะโวยวายที่ชั้นล่างแม่ผมกำลังพูดกับใครบางคนอยู่ที่นอกประตู น้ำเสียงของท่านแผ่วต่ำแต่กลับแข็งกระด้างอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นนัก “เขาไม่อยากเจอเธอ เธอกลับไปเถอะ”หัวใจผมพลันกระตุกวูบ คว้าเสื้อคลุมมาสวมแล้วเดินไปที่หน้าต่างซูหว่านหยินยืนอยู่ชั้นล่าง เธอยังคงสวมชุดกระโปรงตัวเดิมที่ตอนนี้ยับยู่ยี่จนแทบดูไม่ได้เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมาเห็นผม ดวงตาก็เป็นประกายราวกับคว้าฟางเส้นสุดท้ายไว้ได้“ที่รัก ลงมาหาฉันหน่อยสิคะ”ผมไม่ได้ขยับไปไหนเธอเงยหน้าขึ้นมองผม เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “ฉันรีบนั่งเครื่องเที่ยวแรกกลับมาเลย ขนาดกระเป๋าก็ยังไม่ได้เอาติดมาด้วย เฉิงเยี่ยน ฉันสำนึกผิดแล้วจริง ๆ อย่าทิ้งกันไปเลยนะ”เมื่อก่อนผมทนเห็นเธอเป็นแบบนี้ไม่ได้แค่เธอเรียกผมว่าที่รักพร้อมกับดวงตาแดงก่ำคู่นั้น ผมก็ใจอ่อนทุกครั้ง คิดว่ากว่าจะคบกันมาได้ถึงเจ็ดปีมันไม่ง่ายและลืมความเจ็บปวดที่ตัวเองเคยได้รับไปจนหมดแต่ตอนนี้เวลาที่มองเธอ ผมกลับรู้สึกเหมือนกำลังมองคนแปลกหน้า เพื่อนบ้านคนอื่น ๆ เริ่มทยอยออกมามุงดูว่าเกิดอะไรขึ้น แม่ไม่อยากให้ผมต้องอับอายต่อหน้าคนอื่นจึงหมุนต

  • ปลายทางไม่อาจหวนคืน   บทที่ 5

    ตอนที่เครื่องบินลงจอด เม็ดฝนเล็ก ๆ กำลังโปรยปรายลงมาเบา ๆ ทันทีที่กดเปิดโทรศัพท์ แจ้งเตือนข้อความต่างก็พรั่งพรูเข้ามาจนโทรศัพท์แทบค้างซูหว่านหยินโทรเข้ามาสามสิบกว่าสาย ในตอนแรกเธอส่งข้อความมาเกลี้ยกล่อมให้ยอมโอนอ่อน และนานเข้าก็เปลี่ยนเป็นคาดคั้นอย่างร้อนรน“ที่รัก นายไปไหนน่ะ?”“หยุดก่อเรื่องได้แล้ว ฉันบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าจะแต่งงานกับนายน่ะ”“ที่นายลบโพสต์ออกทั้งหมดมันหมายความว่าไง?”และข้อความล่าสุดถูกส่งมาเมื่อประมาณตีสี่“ที่รัก ฉันผิดไปแล้ว รับโทรศัพท์หน่อยได้ไหมคะ?”ผมจ้องมองคำว่า “ผิดไปแล้ว” จู่ ๆ ก็รู้สึกว่ามันเสียดสีดีเหมือนกันเธอไม่ได้รู้ตัวว่าผิดในวันที่ผมถูกเพื่อนของเธอเหยียดหยามไม่ได้รู้ตัวว่าผิดตอนที่บอกว่าจะแต่งงานกับผม แต่กลับเลือกจัดงานแต่งกับหลินอี้โจวแล้วก็ไม่ใช่เพราะรู้สึกผิดที่ผมจับได้ว่าเธอหักหลังกันมาสามปีเต็มเธอก็แค่เห็นว่าผมเดินออกจากชีวิตเธอจริง ๆ ถึงได้กระวนกระวายพ่อกับแม่มารอรับผมอยู่ที่ทางออกผู้โดยสารขาเข้า วินาทีที่แม่เห็นผม ขอบตาของท่านก็พลันแดงก่ำ ท่านดึงผมเข้าไปกอดโดยไม่ได้ถามอะไรสักคำเมื่อได้กลิ่นน้ำยาซักผ้าที่คุ้นเคยจากตัวแม่ น

  • ปลายทางไม่อาจหวนคืน   บทที่ 4

    ผมยืนอยู่บนถนนใหญ่ และในตอนนั้นเองโทรศัพท์ก็สั่นครืดไม่หยุดเป็นข้อความจากพ่อพ่อทักมาว่า “ลูกพ่อ หว่านหยินจะกลับมาตอนไหน วันนี้แม่เขาเริ่มบ่นเรื่องงานแต่งงานของพวกลูกอีกแล้ว”ผมจ้องมองข้อความนั้น ขอบตาพลันร้อนผ่าวขึ้นมาผมโกหกคนในครอบครัวตัวเองเพื่อซูหว่านหยินมานานมากพอแล้วโกหกโดยการบอกว่าเธอยุ่ง บอกว่าเธอรักผม บอกว่าเธอแค่ไม่ชอบเปิดเผยเรื่องส่วนตัวโกหกไปโกหกมา จนท้ายที่สุดก็เกือบหลอกตัวเองให้เชื่อแบบนั้นจริง ๆ ผมโทรออกหาผู้เป็นแม่น้ำเสียงอ่อนโยนของแม่ดังลอดปลายสายมา “เป็นยังไงบ้างลูกแม่ ได้ฤกษ์แต่งงานของลูกกับหว่านหยินหรือยัง จะพาเธอเข้ามาที่บ้านเมื่อไหร่”“แม่ พวกเราเลิกกันแล้วครับ”คนปลายสายเงียบไปพักใหญ่มันนานจนผมคิดว่าแม่คงจะตำหนิที่ผมตัดสินใจหุนหันพลันแล่นเกินไป แล้วก็เกลี้ยกล่อมให้ผมลองให้โอกาสซูหว่านหยินอีกสักครั้งแต่แม่กลับเพียงถอนหายใจเบา ๆ“โดนทำร้ายมาสินะ?”เพียงประโยคสั้น ๆ ก็แทบจะทำให้ความเข้มแข็งที่ผมพยายามฝืนประคองมาตลอดพังทลายลงเสียงของแม่เองก็เริ่มสั่นเครือ“งั้นก็กลับบ้านเรานะลูก”“แม่รอลูกอยู่ที่บ้านนะ”น้ำตาที่ฝืนกลั้นเอาไว้แทบตายไหลพรั่งพ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status