Short
ปลายทางไม่อาจหวนคืน

ปลายทางไม่อาจหวนคืน

โดย:  รู้ใจด้านมืดจบแล้ว
ภาษา: Thai
goodnovel4goodnovel
9บท
36views
อ่าน
เพิ่มลงในห้องสมุด

แชร์:  

รายงาน
ภาพรวม
แค็ตตาล็อก
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป

แฟนผมเป็นคนขี้หึงขี้หวงมาก ตลอดระยะเวลาเจ็ดปีที่คบกันมา ประโยคติดปากของซูหว่านหยินก็คือ: “แฟนฉันหล่อมากเลยนะรู้ไหม?ถ้ารู้แล้วมีคนจะเข้ามายุ่งล่ะก็เจอดีแน่” “ที่รักหล่อขนาดนี้ใครเห็นก็ต้องมีหวั่นไหวบ้างแหละ แค่เห็นคนอื่นจ้องที่รัก ฉันก็หึงแล้ว” เพราะแบบนี้ เธอเลยไม่เคยให้ผมไปทำความรู้จักกับวงสังคมของเธอเลย จนกระทั่งวันที่ผมใช้บัญชีสำรองเข้าไปดูหน้าโพสต์ของเธอ สามปี รวมทั้งหมดหกร้อยกว่าโพสต์ และทุกโพสต์นั่นล้วนเต็มไปด้วยช่วงเวลาที่เธอใช้ร่วมกับผู้ชายอีกคน ภาพของเธอกับเขาที่เดินเล่นที่พระราชวังโปตาลาด้วยกัน ขอพรบนยอดภูเขาหิมะด้วยกัน จูบกันอย่างดูดดื่มกลางถนนในกรุงซิดนีย์ โพสต์ล่าสุดบนหน้าโปรไฟล์ของเธอ ภาพประกอบเป็นภาพบรรยากาศริมทะเล เธอกำลังจูบกับผู้ชายคนนั้นท่ามกลางเสียงโห่แซวและเสียงกรี๊ดจากกลุ่มเพื่อนที่รายล้อมอยู่ คำบรรยาย:การรักใครสักคน คือการอดไม่ได้ที่จะประกาศให้โลกรู้ว่าเขาเป็นของเรา ปลายนิ้วผมสั่นระริก ผมกดออกจากหน้าโพสต์นั้นเงียบ ๆ ก่อนจะจองตั๋วเครื่องบินไปเมืองหนานเฉิง ที่แท้ความสัมพันธ์เจ็ดปี ก็สามารถปล่อยมือได้ภายในชั่วพริบตา

ดูเพิ่มเติม

บทที่ 1

บทที่ 1

วินาทีที่ข้อความยืนยันการจองตั๋วเที่ยวบินแจ้งเตือนเข้ามา ซูหว่านหยินก็วิดีโอคอลมาในจังหวะนั้นพอดี

บนหน้าจอปรากฏภาพของเธอที่ยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ในห้องพักโรงแรม

เธอยิ้มพลางเอ่ยเรียกผม “ที่รัก ทำไมยังไม่นอนอีกล่ะคะ?”

ถ้าหากว่าผมไม่ได้เพิ่งเห็นโพสต์กว่าหกร้อยโพสต์นั่น ป่านนี้ผมน่าจะใจอ่อนกับคำเรียกแสนหวานของเธอไปแล้ว

ผมไม่ได้ตอบออกไปในทันที

ซูหว่านหยินเอาอกเอาใจผมอย่างทุกครั้ง “คิดถึงฉันใช่ไหมล่ะ?โปรเจกต์ทางนี้ใกล้จะเสร็จแล้ว อย่างมากก็อีกประมาณสามวันเดี๋ยวก็กลับแล้วค่ะ เดี๋ยวซื้อของฝากไปให้นะคะ”

ผมถามเธอกลับ “เธออยู่โรงแรมคนเดียวเหรอ?”

สีหน้าของเธอไม่ได้เปลี่ยนไปเลย กลับกันยังคลี่ยิ้มกว้างตอบกลับมาเสียอีก “ก็ต้องคนเดียวสิ ฉันเคยรับปากนายแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าเวลาออกมาทำงานนอกสถานที่จะไม่เพ่นพ่านไปไหนมาไหนมั่ว ๆ น่ะ?”

ทันทีที่สิ้นเสียงของเธอ

เสียงหัวเราะของผู้ชายก็ดังมาจากปลายสาย

รอยยิ้มบนใบหน้าของซูหว่านหยินนิ่งค้างไปวูบหนึ่ง

วินาทีถัดมา เธอก็เบนกล้องไปทางอื่น แสร้งเอ่ยขึ้นอย่างหงุดหงิดว่า “เพื่อนร่วมงานประชุมอยู่ห้องข้าง ๆ น่ะ เสียงดังชะมัดเลยไว้อีกสักพักฉันค่อยโทรไปหานายใหม่นะ”

ผมจ้องมองหน้าจอที่ดับสนิท ปลายนิ้วเริ่มเย็นเยียบจนไร้ความรู้สึก

เมื่อก่อนตอนที่เธอไม่ยอมให้ผมไปทำความรู้จักกับวงสังคมของเธอ เธอบอกว่ากลัวคนอื่นจะมาชอบผม

เพราะอย่างนั้น งานปาร์ตี้รวมตัวของเพื่อนเธอ ผมไม่เคยไป

งานเลี้ยงประจำปีของบริษัทเธอ ผมก็ไม่เคยไป

หรือแม้แต่งานแต่งงานของเพื่อนสนิทเธอ เธอก็อ้างว่า “ที่รักหล่อเกินไป ฉันทนให้ผู้หญิงคนอื่นจ้องนายตาเป็นมันไม่ได้”

กระบอกตาเริ่มร้อนผ่าว แต่ผมก็อดไม่ได้ที่จะใช้บัญชีสำรองเข้าไปส่องหน้าโพสต์ของเธออีกครั้ง แล้วกวาดตามองภาพนั้นอย่างละเอียด

ซูหว่านหยินในชุดกระโปรงสีขาว กลุ่มผมสลวยของเธอปลิวพลิ้วไปตามแรงลม เธอเงยหน้าขึ้นจูบผู้ชายคนนั้น แล้วคลี่ยิ้มหวานราวกับหญิงสาวที่ได้สิ่งที่เฝ้าฝันมาไว้ในครอบครอง

ทั้งที่ผมคบกับเธอมาเจ็ดปี แต่เธอกลับไม่เคยโพสต์รูปคู่ของเราเลยแม้แต่รูปเดียว

เธอบอกว่า “ที่รัก ฉันไม่อยากให้คนอื่นมารบกวนชีวิตคู่ของพวกเรา”

เธอบอกว่า “ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน ไม่จำเป็นต้องประกาศให้คนนอกรู้”

เธอบอกว่า “ฉันเป็นคนขี้หึง ไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าแฟนฉันดีขนาดไหน”

ผมเคยเชื่อแบบนั้น

แต่ตอนนี้ผมถึงเพิ่งจะเข้าใจ ที่แท้มันไม่ใช่เพราะเธอไม่อยากประกาศให้คนอื่นรู้ เธอก็แค่ไม่อยากเปิดตัวผมมันก็เท่านั้น

ใต้โพสต์มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นว่า “พี่ซูนี่คนจริงสุด ๆ เปิดตัวตั้งแต่เริ่มคบกัน จนตอนนี้ก็สามปีได้แล้วมั้ง”

ซูหว่านหยินตอบกลับว่า “ทนเห็นเขาอยู่กับพี่แบบไม่มีสถานะไม่ได้น่ะสิ”

สายตาผมจ้องมองประโยคนั้นอยู่นาน

ตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา เธอไม่เคยมอบสถานะอะไรให้ผมเลย

พวกเราใช้ชีวิตด้วยกัน เลี้ยงแมวด้วยกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกัน

แต่หน้าบัญชีของเธอกลับไม่มีผมอยู่ในนั้น

เพื่อนรอบตัวของเธอเองก็ไม่เคยรับรู้การมีตัวตนอยู่ของผม

ความรักที่เธอประกาศให้คนทั้งโลกรู้ เป็นคนอื่นไม่ใช่ผม

ส่วนผมก็ไม่ต่างอะไรจากเสื้อผ้าเก่าที่ล็อกเก็บไว้ในตู้ สะอาด ไม่หือไม่อือ และพร้อมให้เธอหันกลับมาหยิบไปสวมใส่ได้ทุกเมื่อ

โทรศัพท์สั่นเตือนอีกครั้ง เป็นเธอที่ส่งข้อความมา

“ที่รัก เมื่อกี้สัญญาณไม่ค่อยดีเลยค่ะ”

“รีบนอน แล้วก็อย่าคิดมากนะ”

“รักที่รักที่สุดเลย”

ผมไม่ได้ตอบ

ผมเปิดตู้เสื้อผ้าออกแล้วใช้มือแหวกเสื้อเชิ้ตของเธอออกทีละตัว ก่อนจะพบเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ผมซื้อไว้เมื่อปีที่แล้วแขวนอยู่ด้านในสุด

วันนั้นเป็นวันเกิดของเธอ ผมใส่เสื้อตัวนี้ขณะนั่งรอเธอกลับบ้านมากินข้าวด้วยกัน

แต่คืนนั้นเธอไม่ได้กลับมา บอกว่ามีงานด่วนที่ต้องทำล่วงเวลา

แต่หน้าโพสต์ของเธอกลับมีภาพที่ลงว่า วันนั้นเธอไปฟังคอนเสิร์ตที่โรงละครโอเปร่ากับผู้ชายคนนั้น คำบรรยายใต้ภาพคือ “สิ่งที่เขาชอบ ฉันจำมันได้ทั้งหมด”

ผมหยิบเสื้อเชิ้ตออกมาจากตู้แล้วโยนมันทิ้งลงถังขยะ

จากนั้นก็เก็บเอกสารสำคัญ บัตรธนาคาร คอมพิวเตอร์และเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนไม่กี่ชุด

สำหรับระยะเวลาเจ็ดปี สิ่งที่ผมเก็บติดตัวไปด้วยได้มีน้อยจนน่าใจหาย

ส่วนชิ้นไหนที่เอาไปไม่ได้ ก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องเก็บไว้

แสดง
บทถัดไป
ดาวน์โหลด

บทล่าสุด

บทอื่นๆ
ไม่มีความคิดเห็น
9
บทที่ 1
วินาทีที่ข้อความยืนยันการจองตั๋วเที่ยวบินแจ้งเตือนเข้ามา ซูหว่านหยินก็วิดีโอคอลมาในจังหวะนั้นพอดีบนหน้าจอปรากฏภาพของเธอที่ยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ในห้องพักโรงแรมเธอยิ้มพลางเอ่ยเรียกผม “ที่รัก ทำไมยังไม่นอนอีกล่ะคะ?”ถ้าหากว่าผมไม่ได้เพิ่งเห็นโพสต์กว่าหกร้อยโพสต์นั่น ป่านนี้ผมน่าจะใจอ่อนกับคำเรียกแสนหวานของเธอไปแล้วผมไม่ได้ตอบออกไปในทันทีซูหว่านหยินเอาอกเอาใจผมอย่างทุกครั้ง “คิดถึงฉันใช่ไหมล่ะ?โปรเจกต์ทางนี้ใกล้จะเสร็จแล้ว อย่างมากก็อีกประมาณสามวันเดี๋ยวก็กลับแล้วค่ะ เดี๋ยวซื้อของฝากไปให้นะคะ”ผมถามเธอกลับ “เธออยู่โรงแรมคนเดียวเหรอ?”สีหน้าของเธอไม่ได้เปลี่ยนไปเลย กลับกันยังคลี่ยิ้มกว้างตอบกลับมาเสียอีก “ก็ต้องคนเดียวสิ ฉันเคยรับปากนายแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าเวลาออกมาทำงานนอกสถานที่จะไม่เพ่นพ่านไปไหนมาไหนมั่ว ๆ น่ะ?”ทันทีที่สิ้นเสียงของเธอเสียงหัวเราะของผู้ชายก็ดังมาจากปลายสายรอยยิ้มบนใบหน้าของซูหว่านหยินนิ่งค้างไปวูบหนึ่งวินาทีถัดมา เธอก็เบนกล้องไปทางอื่น แสร้งเอ่ยขึ้นอย่างหงุดหงิดว่า “เพื่อนร่วมงานประชุมอยู่ห้องข้าง ๆ น่ะ เสียงดังชะมัดเลยไว้อีกสักพักฉันค่อยโทรไปหานายใหม่น
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 2
ผมเรียกรถไปยังโรงแรมริมทะเลแห่งนั้น ตามพิกัดตำแหน่งที่เธอปักไว้หน้าโพสต์หลังขึ้นรถ ผมก็ได้รับแจ้งเตือนว่ามีรายการหักเงินจากบัญชีกองกลางที่เราใช้ร่วมกันซูหว่านหยินรูดเงินในบัตรไปหกหลักชื่อร้านค้าที่ระบุในรายการนั้นคือร้านเครื่องประดับแห่งหนึ่งและในเวลาเดียวกันนั้น เธอก็ลงโพสต์อีกครั้งภาพของผู้ชายคนนั้นที่ยื่นข้อมือออกมา เผยให้เห็นนาฬิกาประดับเพชรที่สวมอยู่บนข้อมือ คำบรรยายใต้ภาพคือ “ถึงเป็นผู้ชาย ก็มีคนตามใจจนกลายเป็นเจ้าชายได้เหมือนกัน”ผมก้มหน้าลงมองข้อมือของตัวเองบนข้อมือมีรอยแผลเป็นจาง ๆ อยู่หนึ่งรอยฤดูหนาวเมื่อปีที่แล้ว เพราะซูหว่านหยินปวดกระเพาะหนักผมเลยลุกขึ้นมาต้มโจ๊กให้เธอกินตอนกลางดึก แต่เพราะไม่ทันระวังเลยเผลอถูกขอบหม้อลวกเข้าเธอในตอนนั้นเป็นห่วงผมมาก ประคองมือผมไว้แล้วเป่าให้อยู่พักใหญ่ ๆ เธอบอกว่า “ที่รัก หลังจากนี้ฉันจะเป็นคนทำเรื่องพวกนี้ให้เองนะ”ต่อมาเธอก็เรียนรู้วิธีต้มโจ๊กจริง ๆเพียงแต่ไม่ใช่เพื่อผมในโพสต์ของเธอมีภาพที่ผู้ชายคนนั้นล้มป่วย และเธอก็นั่งป้อนโจ๊กให้เขาอยู่ข้างเตียงผมเข้าใจมาตลอดว่าความอ่อนโยนที่เธอเคยมีมันหายตายไปจากโลกนี้แล้ว
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 3
ในขณะที่บรรดาเพื่อนสาวของซูหว่านหยินพากันรุมต่อว่าผมคนละประโยคสองประโยค ซูหว่านหยินก็กำลังปลอบโยนผู้ชายคนนั้นด้วยเสียงแผ่วเบาร่างกายของผมเย็นเยียบ ความอับอายครั้งใหญ่ที่ได้รับแทบจะกลืนกินผมจนหมดสิ้น ในวินาทีที่ผมใกล้จะทนต่อไปไม่ไหว ในที่สุดซูหว่านหยินก็ปล่อยมือจากเขา แล้วเดินมาหาผมเธอกดเสียงต่ำ “ที่รัก รู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่นี่?”ผมช้อนสายตาขึ้นมองเธอ มุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อย“หมายความว่าเธอไม่คิดจะถามว่าฉันมาที่นี่ทำไม แค่อยากรู้ว่ามาได้ยังไงแค่นั้นสินะ?”คิ้วของเธอกระตุกเล็กน้อย ก่อนยื่นมือมาดึงผม“อย่ามาก่อเรื่องที่นี่ ไปคุยกันข้างนอก”ผมสะบัดมือของเธอออกอย่างไม่ไยดี“ฉันก่อเรื่องอะไร?”“ซูหว่านหยิน เธอปิดบังเรื่องของฉันมาถึงเจ็ดปี แล้วก็ปิดบังเรื่องของเขามาสามปี วันนี้ฉันแค่อยากได้ยินเธออธิบายต่อหน้าทุกคนสักครั้ง”“ฉันเป็นอะไรในชีวิตเธอกันแน่?”สีหน้าของซูหว่านหยินค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเย็นชาเมื่อก่อนสิ่งที่เธอกลัวที่สุดคือการเห็นผมร้องไห้เวลาที่โรคกระเพาะผมกำเริบ เธอยอมขับรถตระเวนไปเกือบครึ่งเมืองกลางดึกเพื่อซื้อยาให้ผมเวลาที่ผมปวดท้อง เธอจะกอดถุงน้ำร้อนไว้ในอ้อ
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 4
ผมยืนอยู่บนถนนใหญ่ และในตอนนั้นเองโทรศัพท์ก็สั่นครืดไม่หยุดเป็นข้อความจากพ่อพ่อทักมาว่า “ลูกพ่อ หว่านหยินจะกลับมาตอนไหน วันนี้แม่เขาเริ่มบ่นเรื่องงานแต่งงานของพวกลูกอีกแล้ว”ผมจ้องมองข้อความนั้น ขอบตาพลันร้อนผ่าวขึ้นมาผมโกหกคนในครอบครัวตัวเองเพื่อซูหว่านหยินมานานมากพอแล้วโกหกโดยการบอกว่าเธอยุ่ง บอกว่าเธอรักผม บอกว่าเธอแค่ไม่ชอบเปิดเผยเรื่องส่วนตัวโกหกไปโกหกมา จนท้ายที่สุดก็เกือบหลอกตัวเองให้เชื่อแบบนั้นจริง ๆ ผมโทรออกหาผู้เป็นแม่น้ำเสียงอ่อนโยนของแม่ดังลอดปลายสายมา “เป็นยังไงบ้างลูกแม่ ได้ฤกษ์แต่งงานของลูกกับหว่านหยินหรือยัง จะพาเธอเข้ามาที่บ้านเมื่อไหร่”“แม่ พวกเราเลิกกันแล้วครับ”คนปลายสายเงียบไปพักใหญ่มันนานจนผมคิดว่าแม่คงจะตำหนิที่ผมตัดสินใจหุนหันพลันแล่นเกินไป แล้วก็เกลี้ยกล่อมให้ผมลองให้โอกาสซูหว่านหยินอีกสักครั้งแต่แม่กลับเพียงถอนหายใจเบา ๆ“โดนทำร้ายมาสินะ?”เพียงประโยคสั้น ๆ ก็แทบจะทำให้ความเข้มแข็งที่ผมพยายามฝืนประคองมาตลอดพังทลายลงเสียงของแม่เองก็เริ่มสั่นเครือ“งั้นก็กลับบ้านเรานะลูก”“แม่รอลูกอยู่ที่บ้านนะ”น้ำตาที่ฝืนกลั้นเอาไว้แทบตายไหลพรั่งพ
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 5
ตอนที่เครื่องบินลงจอด เม็ดฝนเล็ก ๆ กำลังโปรยปรายลงมาเบา ๆ ทันทีที่กดเปิดโทรศัพท์ แจ้งเตือนข้อความต่างก็พรั่งพรูเข้ามาจนโทรศัพท์แทบค้างซูหว่านหยินโทรเข้ามาสามสิบกว่าสาย ในตอนแรกเธอส่งข้อความมาเกลี้ยกล่อมให้ยอมโอนอ่อน และนานเข้าก็เปลี่ยนเป็นคาดคั้นอย่างร้อนรน“ที่รัก นายไปไหนน่ะ?”“หยุดก่อเรื่องได้แล้ว ฉันบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าจะแต่งงานกับนายน่ะ”“ที่นายลบโพสต์ออกทั้งหมดมันหมายความว่าไง?”และข้อความล่าสุดถูกส่งมาเมื่อประมาณตีสี่“ที่รัก ฉันผิดไปแล้ว รับโทรศัพท์หน่อยได้ไหมคะ?”ผมจ้องมองคำว่า “ผิดไปแล้ว” จู่ ๆ ก็รู้สึกว่ามันเสียดสีดีเหมือนกันเธอไม่ได้รู้ตัวว่าผิดในวันที่ผมถูกเพื่อนของเธอเหยียดหยามไม่ได้รู้ตัวว่าผิดตอนที่บอกว่าจะแต่งงานกับผม แต่กลับเลือกจัดงานแต่งกับหลินอี้โจวแล้วก็ไม่ใช่เพราะรู้สึกผิดที่ผมจับได้ว่าเธอหักหลังกันมาสามปีเต็มเธอก็แค่เห็นว่าผมเดินออกจากชีวิตเธอจริง ๆ ถึงได้กระวนกระวายพ่อกับแม่มารอรับผมอยู่ที่ทางออกผู้โดยสารขาเข้า วินาทีที่แม่เห็นผม ขอบตาของท่านก็พลันแดงก่ำ ท่านดึงผมเข้าไปกอดโดยไม่ได้ถามอะไรสักคำเมื่อได้กลิ่นน้ำยาซักผ้าที่คุ้นเคยจากตัวแม่ น
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 6
เช้าวันรุ่งขึ้น ผมตื่นขึ้นมาเพราะเสียงเอะอะโวยวายที่ชั้นล่างแม่ผมกำลังพูดกับใครบางคนอยู่ที่นอกประตู น้ำเสียงของท่านแผ่วต่ำแต่กลับแข็งกระด้างอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นนัก “เขาไม่อยากเจอเธอ เธอกลับไปเถอะ”หัวใจผมพลันกระตุกวูบ คว้าเสื้อคลุมมาสวมแล้วเดินไปที่หน้าต่างซูหว่านหยินยืนอยู่ชั้นล่าง เธอยังคงสวมชุดกระโปรงตัวเดิมที่ตอนนี้ยับยู่ยี่จนแทบดูไม่ได้เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมาเห็นผม ดวงตาก็เป็นประกายราวกับคว้าฟางเส้นสุดท้ายไว้ได้“ที่รัก ลงมาหาฉันหน่อยสิคะ”ผมไม่ได้ขยับไปไหนเธอเงยหน้าขึ้นมองผม เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “ฉันรีบนั่งเครื่องเที่ยวแรกกลับมาเลย ขนาดกระเป๋าก็ยังไม่ได้เอาติดมาด้วย เฉิงเยี่ยน ฉันสำนึกผิดแล้วจริง ๆ อย่าทิ้งกันไปเลยนะ”เมื่อก่อนผมทนเห็นเธอเป็นแบบนี้ไม่ได้แค่เธอเรียกผมว่าที่รักพร้อมกับดวงตาแดงก่ำคู่นั้น ผมก็ใจอ่อนทุกครั้ง คิดว่ากว่าจะคบกันมาได้ถึงเจ็ดปีมันไม่ง่ายและลืมความเจ็บปวดที่ตัวเองเคยได้รับไปจนหมดแต่ตอนนี้เวลาที่มองเธอ ผมกลับรู้สึกเหมือนกำลังมองคนแปลกหน้า เพื่อนบ้านคนอื่น ๆ เริ่มทยอยออกมามุงดูว่าเกิดอะไรขึ้น แม่ไม่อยากให้ผมต้องอับอายต่อหน้าคนอื่นจึงหมุนต
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 7
ซูหว่านหยินไม่ได้กลับไปในทันทีเธอยืนอยู่ที่ชั้นล่างจนถึงตอนเที่ยง แล้วหลังจากนั้นก็ส่งข้อความมากมายมาหาจากที่หน้าบ้าน เธอบอกว่าเธอลบช่องทางการติดต่อของหลินอี้โจวออกหมดแล้วเธอบอกว่าจะเปิดตัวว่าคบกับผม ชดใช้ในสิ่งที่เธอติดค้างมาตลอดหลายปีให้เธอบอกว่าขอแค่ผมยอมให้อภัย เธอจะยอมคุกเข่าขอร้องเพื่อนและญาติของผมทุกคนผมไม่ได้ตอบกลับแม้แต่ข้อความเดียวช่วงบ่าย หลินเจาโทรเข้ามาหาผมอีกครั้งครั้งนี้ น้ำเสียงของเพื่อนสนิทไม่ได้มั่นอกมั่นใจเหมือนอย่างเมื่อวาน กลับกันยังฟังดูเหนื่อยล้าอยู่ในที“อาเยี่ยน นายจำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้จริง ๆ เหรอ?”ผมนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง ในมือกุมแก้วน้ำอุ่นที่แม่ยื่นให้พลางถามเขาอย่างสงบนิ่ง “ฉันทำอะไร?”“หว่านหยินบินกลับประเทศข้ามวันข้ามคืนเพราะนาย ตอนนี้อี้โจวก็ร้องไห้จนแทบจะเป็นบ้าไปแล้ว หมอนั่นเองก็เป็นเหยื่อเหมือนกัน เขาไม่รู้ว่านายกับหว่านหยินคบกันอยู่”“แล้วไง?”ปลายสายเงียบไปชั่วขณะผมพูดต่อ “เพราะงั้นฉันควรจะปลอบเขา อวยพรเขา แล้วยอมยกซูหว่านหยินให้เขาง่าย ๆ แบบนั้นสินะ?”เสียงของหลินเจาแผ่วลง “ฉันไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น ฉันแค่รู้สึกว่าเรื่องมันม
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 8
เช้าวันรุ่งขึ้น ผมจัดการลงโพสต์หนึ่งบนบัญชีของตัวเองตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา นี่เป็นครั้งแรกที่ผมระบุชื่อเต็ม ๆ ของซูหว่านหยินผมไม่ได้ตัดพ้อ ไม่ได้ด่าทอ แค่เรียบเรียงลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดลงไปตั้งแต่สารภาพรักที่มหาวิทยาลัย คบหากันเจ็ดปี ย้ายมาอยู่ด้วยกัน เปิดบัญชีกองกลางด้วยกัน พาไปเจอพ่อแม่ผม และคำสัญญาว่าจะแต่งงานกันรวมถึงความสัมพันธ์ที่เธอเริ่มคบหากับหลินอี้โจวตั้งแต่เมื่อสามปีก่อน เปิดตัวเขาบนโลกออนไลน์ พาเขาไปเจอเพื่อนและแม่ของเธอ แต่กลับอ้างมาตลอดว่าต้องไปทำงานต่างเมือง ยุ่งอยู่หรือแม้แต่รอโอกาสเหมาะ ๆ ก่อนสุดท้าย ผมแนบคลิปคืนวันนั้นที่โรงแรมลงไปด้วยในคลิปนั่น ซูหว่านหยินเป็นคนพูดออกมาเองว่า “ฉันจะแต่งงานกับนาย แต่จะจัดงานแต่งให้เขาด้วย”หลังลงโพสต์เสร็จ ผมก็ปิดเครื่องโทรศัพท์แล้วออกไปจ่ายตลาดกับแม่แม่จับมือผมไว้ตลอดทาง เหมือนตอนเด็ก ๆ ที่กลัวว่าผมจะเดินหลงหายไปแม่ไม่ได้ถามอะไรเลย ท่านแค่ซื้อเกาลัดคั่วถุงเล็ก ๆ และยัดมันใส่มือผมในตอนที่เราเดินผ่านร้านเกาลัดคั่ว“ตอนเด็ก ๆ เวลาลูกอารมณ์ไม่ดี กินอันนี้แล้วจะดีขึ้น”ผมแกะเกาลัดคั่วหนึ่งเม็ด ไอร้อนจากมันทำเอาปลายนิ้วรู้ส
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 9
หนึ่งเดือนต่อมา เงินในบัญชีกองกลางที่ค้างกันอยู่ก็ถูกสะสางจนเรียบร้อยซูหว่านหยินคืนเงินครึ่งหนึ่งในส่วนของผมมา ส่วนที่เกินจากนั้นเธอบอกว่าเป็นค่าชดเชยผมโอนเงินส่วนนั้นคืนไปผมไม่ต้องการให้เธอชดเชยอะไรให้การชดเชยหมายความว่าสามารถใช้ตัวเลขประเมินค่าได้ แต่เวลาเจ็ดปีที่ผมเสียไปไม่อาจใช้ตัวเลขมาประเมินค่าได้หลังจากนั้น หลินเจาก็เคยมาหาผมอีกครั้งเขายืนอยู่ที่ชั้นล่างบ้านผม ในมือถือเค้กที่ผมเคยชอบที่สุด พร้อมกับดวงตาบวมช้ำเขาบอกว่า “อาเยี่ยน ฉันผิดไปแล้ว”วันนั้นลมแรงมาก แต่เมื่อผมได้เห็นเขาจู่ ๆ ก็พลันนึกย้อนไปถึงฤดูร้อนช่วงมัธยมปลายตอนนั้นเราสองคนยืนเบียดกินไอศกรีมแท่งเดียวกันอยู่หน้าร้านขายของ หัวเราะและให้สัญญากันว่าถ้าใครแต่งงาน อีกคนจะต้องเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้ความจริงใจในตอนนั้นไม่ใช่เรื่องโกหกแต่การหักหลังในครั้งนี้ก็เป็นความจริงผมไม่ได้รับเค้กมาจากเขา“หลินเจา ฉันไม่ได้เกลียดนาย”ในแววตาเขาเพิ่งจะมีประกายความหวังถูกจุดขึ้น ผมก็พูดต่อว่า “แต่ฉันก็จะไม่ให้อภัยนาย”น้ำตาของเขาร่วงลงมาในทันทีผมหันหลังเดินกลับชั้นบนโดยไม่หันกลับไปมองอีกหลังจากนั้นผมก็ได้ยินว่า
อ่านเพิ่มเติม
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status