分享

บทที่ 2

作者: รู้ใจด้านมืด
ผมเรียกรถไปยังโรงแรมริมทะเลแห่งนั้น ตามพิกัดตำแหน่งที่เธอปักไว้หน้าโพสต์

หลังขึ้นรถ ผมก็ได้รับแจ้งเตือนว่ามีรายการหักเงินจากบัญชีกองกลางที่เราใช้ร่วมกัน

ซูหว่านหยินรูดเงินในบัตรไปหกหลัก

ชื่อร้านค้าที่ระบุในรายการนั้นคือร้านเครื่องประดับแห่งหนึ่ง

และในเวลาเดียวกันนั้น เธอก็ลงโพสต์อีกครั้ง

ภาพของผู้ชายคนนั้นที่ยื่นข้อมือออกมา เผยให้เห็นนาฬิกาประดับเพชรที่สวมอยู่บนข้อมือ

คำบรรยายใต้ภาพคือ “ถึงเป็นผู้ชาย ก็มีคนตามใจจนกลายเป็นเจ้าชายได้เหมือนกัน”

ผมก้มหน้าลงมองข้อมือของตัวเอง

บนข้อมือมีรอยแผลเป็นจาง ๆ อยู่หนึ่งรอย

ฤดูหนาวเมื่อปีที่แล้ว เพราะซูหว่านหยินปวดกระเพาะหนักผมเลยลุกขึ้นมาต้มโจ๊กให้เธอกินตอนกลางดึก แต่เพราะไม่ทันระวังเลยเผลอถูกขอบหม้อลวกเข้า

เธอในตอนนั้นเป็นห่วงผมมาก ประคองมือผมไว้แล้วเป่าให้อยู่พักใหญ่ ๆ

เธอบอกว่า “ที่รัก หลังจากนี้ฉันจะเป็นคนทำเรื่องพวกนี้ให้เองนะ”

ต่อมาเธอก็เรียนรู้วิธีต้มโจ๊กจริง ๆ

เพียงแต่ไม่ใช่เพื่อผม

ในโพสต์ของเธอมีภาพที่ผู้ชายคนนั้นล้มป่วย และเธอก็นั่งป้อนโจ๊กให้เขาอยู่ข้างเตียง

ผมเข้าใจมาตลอดว่าความอ่อนโยนที่เธอเคยมีมันหายตายไปจากโลกนี้แล้ว แต่อันที่จริงมันไม่เคยหายไปไหนเลย

แค่เปลี่ยนคนให้ก็เท่านั้น

ตอนที่เพิ่งก้าวลงจากรถ ซูหว่านหยินก็ส่งรูปมาให้ผมรูปหนึ่ง

ในรูปเป็นตุ๊กตาจิงโจ้ขนนุ่มนิ่มตัวหนึ่ง

เธอบอกว่า “ที่รัก อันนี้น่ารักไหม?ฉันจะซื้อไปฝากนายแหละ”

ผมกดเข้าไปดูรูปภาพนั้น

กระจกตู้โชว์สินค้าที่อยู่ข้างตุ๊กตาจิงโจ้ สะท้อนใบหน้าส่วนหนึ่งของผู้ชายคนหนึ่ง

เขาโอบไหล่ซูหว่านหยินอยู่ รอยยิ้มบนใบหน้าเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

ผมเก็บโทรศัพท์เข้าที่เดิม แล้วเดินตรงไปที่โรงแรมทันที

ที่โถงโรงแรมกำลังจัดงานปาร์ตี้ส่วนบุคคลอยู่พอดี บริเวณทางเข้าประดับประดาด้วยกุหลาบขาวและหอคอยแก้วแชมเปญ

บนป้ายแบนเนอร์เขียนไว้ว่า:สุขสันต์วันครบรอบสามปีของคุณซูหว่านหยินและคุณหลินอี้โจว

บนหน้าจอยักษ์กำลังฉายวนภาพของซูหว่านหยินกับผู้ชายคนนั้น

ภาพทุกใบที่ฉายอยู่บนจอ เธอยิ้มอย่างมีความสุขเหลือเกิน

ผมได้แต่ยืนนิ่งอยู่ตรงทางเข้าอย่างเลื่อนลอย ราวกับเป็นคนนอกที่เผลอเดินหลงเข้ามาในโลกแห่งความสุขของคนอื่น

จู่ ๆ ผมก็พลันนึกอะไรขึ้นได้ว่าเดือนก่อนผมเคยชวนเธอไปถ่ายรูปคู่รักด้วยกัน

เธอบอกว่า “ที่รัก ฉันไม่ชอบถ่ายรูป”

แต่ตอนนี้ทุกภาพที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ ล้วนแต่เป็นภาพที่เธอหันมายิ้มให้กล้องด้วยความเต็มใจทั้งนั้น

ชายคนหนึ่งในชุดสูทเดินออกมาจากลิฟต์ โดยมีซูหว่านหยินเดินตามหลังมาติด ๆ

มือเขายกขึ้นประคองมงกุฎวันเกิดที่เอียงกระเท่เร่ไว้ เอี้ยวตัวหลบเธอพลางหัวเราะร่า “อย่าเข้ามานะ ผมยุ่งหมดแล้ว”

ซูหว่านหยินรีบเดินตามเข้าไป ก่อนยื่นมือจัดมงกุฎบนศีรษะเขาให้เข้าที่อย่างคล่องแคล่ว

“ซูหว่านหยิน”

น้ำเสียงสั่นเครือของผมลอยตามสายลมทะเลเข้าไปในโถงจัดงาน

เมื่อซูหว่านหยินเห็นผม ท่าทีของเธอก็แปรเปลี่ยนเป็นลนลาน ร่างบางรีบปล่อยมือที่โอบผู้ชายคนนั้นออก

หลินอี้โจวเหลือบตามองผม “หว่านหยิน ผู้ชายคนนี้เป็นใคร?”

น้ำเสียงของผู้ชายตรงหน้าแผ่วเบา ราวกับลูกกวางขี้กลัวตัวหนึ่ง

ซูหว่านหยินรีบเอ่ยปลอบเขา “แค่เพื่อนน่ะ”

ระยะเวลาเจ็ดปี สามพันกว่าวันที่คบกันมา ผ่านการทะเลาะและคืนดีกันนับครั้งไม่ถ้วน แต่สุดท้ายทุกสิ่งที่เรามีกลับมีค่าแค่คำว่า “เพื่อน”

ผมคิดว่าตัวเองจะร้องไห้

แต่น่าแปลกใจที่น้ำตามันไม่ไหลออกมาเลยสักหยด

อาจเป็นเพราะเมื่อคนเรารู้สึกเจ็บปวดถึงขีดสุด สิ่งที่เหลืออยู่จะมีเพียงความเงียบงัน

ผมหยิบโทรศัพท์ออกมาก่อนจะกดเข้าไปในอัลบั้มรูป

“ผมเป็นแฟนที่คบกับซูหว่านหยินมาเจ็ดปี”

ผมชูโทรศัพท์ในมือขึ้น

ภาพแรกเป็นภาพงานปฐมนิเทศมหาวิทยาลัย ซูหว่านหยินนั่งบรรเลงเปียโนอยู่บนเวที ก่อนจะสารภาพรักกับผมต่อหน้าคนทั้งมหาวิทยาลัยทันทีที่ร้องเพลงจบ

ภาพที่สองเป็นภาพในปีที่พวกเราเรียนจบ เธอเอาเงินเดือนก้อนแรกไปซื้อสร้อยข้อมือให้ผมเป็นของขวัญ ก่อนจะเก้ ๆ กัง ๆ สวมมันลงบนข้อมือของผม พร้อมบอกว่าสักวันจะซื้อเส้นที่ดีกว่านี้ให้

ภาพที่สามเป็นภาพที่ผมป่วยจนไข้สูงถึงสี่สิบองศา เธอแบกผมไปโรงพยาบาลด้วยอย่างร้อนใจจนดวงตาคู่สวยแดงก่ำ

ภาพที่สี่เป็นภาพคืนส่งท้ายปีเก่าเมื่อปีที่แล้ว เธอนั่งห่อเกี๊ยวอยู่ในครัวบ้านผม แล้วหันไปพูดกับพ่อแม่ของผมทั้งที่มือทั้งสองข้างยังเปรอะไปด้วยแป้ง “คุณอาคุณน้าไม่ต้องห่วงนะคะ หนูจะดูแลเขาให้ดีที่สุดเลยค่ะ”

วิดีโอในอัลบั้มถูกเปิดขึ้นทีละคลิป

สีหน้าของซูหว่านหยินซีดเผือดลงเรื่อย ๆ

หลินอี้โจวเองก็ช็อกไปเหมือนกัน

เขาจ้องมองภาพของซูหว่านหยินในวัยเยาว์ น้ำตาค่อย ๆ ร่วงหล่นลงมาทีละหยด

“ไหนบอกว่าเลิกกันไปนานแล้วไง?”

ซูหว่านหยินเงียบไปพักใหญ่

ในที่สุดก็มีคนที่อยู่ในเหตุการณ์ตั้งสติได้ รีบออกหน้ากู้สถานการณ์ด้วยท่าทีกระอักกระอ่วน

“คุณผู้ชายคะ เรื่องความรักไม่ใช่ว่าใครมาก่อนแล้วจะต้องเป็นฝ่ายถูกเสมอไปนะ”

“ใช่แล้ว ตลอดสามปีมานี้ หว่านหยินกับอี้โจวก็ผ่านอะไรด้วยกันมามาก เป็นรักแท้จริง ๆ นะ”

“ถ้าคุณรักหว่านหยินจริง ๆ ก็ควรจะช่วยให้เธอสมความปรารถนาสิ”

“เจ็ดปีแล้วมันทำไม?ถ้าไม่ได้ประกาศเปิดตัวก็ไม่ต่างอะไรจากมือที่สามหรอก”

在 APP 繼續免費閱讀本書
掃碼下載 APP

最新章節

  • ปลายทางไม่อาจหวนคืน   บทที่ 9

    หนึ่งเดือนต่อมา เงินในบัญชีกองกลางที่ค้างกันอยู่ก็ถูกสะสางจนเรียบร้อยซูหว่านหยินคืนเงินครึ่งหนึ่งในส่วนของผมมา ส่วนที่เกินจากนั้นเธอบอกว่าเป็นค่าชดเชยผมโอนเงินส่วนนั้นคืนไปผมไม่ต้องการให้เธอชดเชยอะไรให้การชดเชยหมายความว่าสามารถใช้ตัวเลขประเมินค่าได้ แต่เวลาเจ็ดปีที่ผมเสียไปไม่อาจใช้ตัวเลขมาประเมินค่าได้หลังจากนั้น หลินเจาก็เคยมาหาผมอีกครั้งเขายืนอยู่ที่ชั้นล่างบ้านผม ในมือถือเค้กที่ผมเคยชอบที่สุด พร้อมกับดวงตาบวมช้ำเขาบอกว่า “อาเยี่ยน ฉันผิดไปแล้ว”วันนั้นลมแรงมาก แต่เมื่อผมได้เห็นเขาจู่ ๆ ก็พลันนึกย้อนไปถึงฤดูร้อนช่วงมัธยมปลายตอนนั้นเราสองคนยืนเบียดกินไอศกรีมแท่งเดียวกันอยู่หน้าร้านขายของ หัวเราะและให้สัญญากันว่าถ้าใครแต่งงาน อีกคนจะต้องเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้ความจริงใจในตอนนั้นไม่ใช่เรื่องโกหกแต่การหักหลังในครั้งนี้ก็เป็นความจริงผมไม่ได้รับเค้กมาจากเขา“หลินเจา ฉันไม่ได้เกลียดนาย”ในแววตาเขาเพิ่งจะมีประกายความหวังถูกจุดขึ้น ผมก็พูดต่อว่า “แต่ฉันก็จะไม่ให้อภัยนาย”น้ำตาของเขาร่วงลงมาในทันทีผมหันหลังเดินกลับชั้นบนโดยไม่หันกลับไปมองอีกหลังจากนั้นผมก็ได้ยินว่า

  • ปลายทางไม่อาจหวนคืน   บทที่ 8

    เช้าวันรุ่งขึ้น ผมจัดการลงโพสต์หนึ่งบนบัญชีของตัวเองตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา นี่เป็นครั้งแรกที่ผมระบุชื่อเต็ม ๆ ของซูหว่านหยินผมไม่ได้ตัดพ้อ ไม่ได้ด่าทอ แค่เรียบเรียงลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดลงไปตั้งแต่สารภาพรักที่มหาวิทยาลัย คบหากันเจ็ดปี ย้ายมาอยู่ด้วยกัน เปิดบัญชีกองกลางด้วยกัน พาไปเจอพ่อแม่ผม และคำสัญญาว่าจะแต่งงานกันรวมถึงความสัมพันธ์ที่เธอเริ่มคบหากับหลินอี้โจวตั้งแต่เมื่อสามปีก่อน เปิดตัวเขาบนโลกออนไลน์ พาเขาไปเจอเพื่อนและแม่ของเธอ แต่กลับอ้างมาตลอดว่าต้องไปทำงานต่างเมือง ยุ่งอยู่หรือแม้แต่รอโอกาสเหมาะ ๆ ก่อนสุดท้าย ผมแนบคลิปคืนวันนั้นที่โรงแรมลงไปด้วยในคลิปนั่น ซูหว่านหยินเป็นคนพูดออกมาเองว่า “ฉันจะแต่งงานกับนาย แต่จะจัดงานแต่งให้เขาด้วย”หลังลงโพสต์เสร็จ ผมก็ปิดเครื่องโทรศัพท์แล้วออกไปจ่ายตลาดกับแม่แม่จับมือผมไว้ตลอดทาง เหมือนตอนเด็ก ๆ ที่กลัวว่าผมจะเดินหลงหายไปแม่ไม่ได้ถามอะไรเลย ท่านแค่ซื้อเกาลัดคั่วถุงเล็ก ๆ และยัดมันใส่มือผมในตอนที่เราเดินผ่านร้านเกาลัดคั่ว“ตอนเด็ก ๆ เวลาลูกอารมณ์ไม่ดี กินอันนี้แล้วจะดีขึ้น”ผมแกะเกาลัดคั่วหนึ่งเม็ด ไอร้อนจากมันทำเอาปลายนิ้วรู้ส

  • ปลายทางไม่อาจหวนคืน   บทที่ 7

    ซูหว่านหยินไม่ได้กลับไปในทันทีเธอยืนอยู่ที่ชั้นล่างจนถึงตอนเที่ยง แล้วหลังจากนั้นก็ส่งข้อความมากมายมาหาจากที่หน้าบ้าน เธอบอกว่าเธอลบช่องทางการติดต่อของหลินอี้โจวออกหมดแล้วเธอบอกว่าจะเปิดตัวว่าคบกับผม ชดใช้ในสิ่งที่เธอติดค้างมาตลอดหลายปีให้เธอบอกว่าขอแค่ผมยอมให้อภัย เธอจะยอมคุกเข่าขอร้องเพื่อนและญาติของผมทุกคนผมไม่ได้ตอบกลับแม้แต่ข้อความเดียวช่วงบ่าย หลินเจาโทรเข้ามาหาผมอีกครั้งครั้งนี้ น้ำเสียงของเพื่อนสนิทไม่ได้มั่นอกมั่นใจเหมือนอย่างเมื่อวาน กลับกันยังฟังดูเหนื่อยล้าอยู่ในที“อาเยี่ยน นายจำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้จริง ๆ เหรอ?”ผมนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง ในมือกุมแก้วน้ำอุ่นที่แม่ยื่นให้พลางถามเขาอย่างสงบนิ่ง “ฉันทำอะไร?”“หว่านหยินบินกลับประเทศข้ามวันข้ามคืนเพราะนาย ตอนนี้อี้โจวก็ร้องไห้จนแทบจะเป็นบ้าไปแล้ว หมอนั่นเองก็เป็นเหยื่อเหมือนกัน เขาไม่รู้ว่านายกับหว่านหยินคบกันอยู่”“แล้วไง?”ปลายสายเงียบไปชั่วขณะผมพูดต่อ “เพราะงั้นฉันควรจะปลอบเขา อวยพรเขา แล้วยอมยกซูหว่านหยินให้เขาง่าย ๆ แบบนั้นสินะ?”เสียงของหลินเจาแผ่วลง “ฉันไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น ฉันแค่รู้สึกว่าเรื่องมันม

  • ปลายทางไม่อาจหวนคืน   บทที่ 6

    เช้าวันรุ่งขึ้น ผมตื่นขึ้นมาเพราะเสียงเอะอะโวยวายที่ชั้นล่างแม่ผมกำลังพูดกับใครบางคนอยู่ที่นอกประตู น้ำเสียงของท่านแผ่วต่ำแต่กลับแข็งกระด้างอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นนัก “เขาไม่อยากเจอเธอ เธอกลับไปเถอะ”หัวใจผมพลันกระตุกวูบ คว้าเสื้อคลุมมาสวมแล้วเดินไปที่หน้าต่างซูหว่านหยินยืนอยู่ชั้นล่าง เธอยังคงสวมชุดกระโปรงตัวเดิมที่ตอนนี้ยับยู่ยี่จนแทบดูไม่ได้เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมาเห็นผม ดวงตาก็เป็นประกายราวกับคว้าฟางเส้นสุดท้ายไว้ได้“ที่รัก ลงมาหาฉันหน่อยสิคะ”ผมไม่ได้ขยับไปไหนเธอเงยหน้าขึ้นมองผม เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “ฉันรีบนั่งเครื่องเที่ยวแรกกลับมาเลย ขนาดกระเป๋าก็ยังไม่ได้เอาติดมาด้วย เฉิงเยี่ยน ฉันสำนึกผิดแล้วจริง ๆ อย่าทิ้งกันไปเลยนะ”เมื่อก่อนผมทนเห็นเธอเป็นแบบนี้ไม่ได้แค่เธอเรียกผมว่าที่รักพร้อมกับดวงตาแดงก่ำคู่นั้น ผมก็ใจอ่อนทุกครั้ง คิดว่ากว่าจะคบกันมาได้ถึงเจ็ดปีมันไม่ง่ายและลืมความเจ็บปวดที่ตัวเองเคยได้รับไปจนหมดแต่ตอนนี้เวลาที่มองเธอ ผมกลับรู้สึกเหมือนกำลังมองคนแปลกหน้า เพื่อนบ้านคนอื่น ๆ เริ่มทยอยออกมามุงดูว่าเกิดอะไรขึ้น แม่ไม่อยากให้ผมต้องอับอายต่อหน้าคนอื่นจึงหมุนต

  • ปลายทางไม่อาจหวนคืน   บทที่ 5

    ตอนที่เครื่องบินลงจอด เม็ดฝนเล็ก ๆ กำลังโปรยปรายลงมาเบา ๆ ทันทีที่กดเปิดโทรศัพท์ แจ้งเตือนข้อความต่างก็พรั่งพรูเข้ามาจนโทรศัพท์แทบค้างซูหว่านหยินโทรเข้ามาสามสิบกว่าสาย ในตอนแรกเธอส่งข้อความมาเกลี้ยกล่อมให้ยอมโอนอ่อน และนานเข้าก็เปลี่ยนเป็นคาดคั้นอย่างร้อนรน“ที่รัก นายไปไหนน่ะ?”“หยุดก่อเรื่องได้แล้ว ฉันบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าจะแต่งงานกับนายน่ะ”“ที่นายลบโพสต์ออกทั้งหมดมันหมายความว่าไง?”และข้อความล่าสุดถูกส่งมาเมื่อประมาณตีสี่“ที่รัก ฉันผิดไปแล้ว รับโทรศัพท์หน่อยได้ไหมคะ?”ผมจ้องมองคำว่า “ผิดไปแล้ว” จู่ ๆ ก็รู้สึกว่ามันเสียดสีดีเหมือนกันเธอไม่ได้รู้ตัวว่าผิดในวันที่ผมถูกเพื่อนของเธอเหยียดหยามไม่ได้รู้ตัวว่าผิดตอนที่บอกว่าจะแต่งงานกับผม แต่กลับเลือกจัดงานแต่งกับหลินอี้โจวแล้วก็ไม่ใช่เพราะรู้สึกผิดที่ผมจับได้ว่าเธอหักหลังกันมาสามปีเต็มเธอก็แค่เห็นว่าผมเดินออกจากชีวิตเธอจริง ๆ ถึงได้กระวนกระวายพ่อกับแม่มารอรับผมอยู่ที่ทางออกผู้โดยสารขาเข้า วินาทีที่แม่เห็นผม ขอบตาของท่านก็พลันแดงก่ำ ท่านดึงผมเข้าไปกอดโดยไม่ได้ถามอะไรสักคำเมื่อได้กลิ่นน้ำยาซักผ้าที่คุ้นเคยจากตัวแม่ น

  • ปลายทางไม่อาจหวนคืน   บทที่ 4

    ผมยืนอยู่บนถนนใหญ่ และในตอนนั้นเองโทรศัพท์ก็สั่นครืดไม่หยุดเป็นข้อความจากพ่อพ่อทักมาว่า “ลูกพ่อ หว่านหยินจะกลับมาตอนไหน วันนี้แม่เขาเริ่มบ่นเรื่องงานแต่งงานของพวกลูกอีกแล้ว”ผมจ้องมองข้อความนั้น ขอบตาพลันร้อนผ่าวขึ้นมาผมโกหกคนในครอบครัวตัวเองเพื่อซูหว่านหยินมานานมากพอแล้วโกหกโดยการบอกว่าเธอยุ่ง บอกว่าเธอรักผม บอกว่าเธอแค่ไม่ชอบเปิดเผยเรื่องส่วนตัวโกหกไปโกหกมา จนท้ายที่สุดก็เกือบหลอกตัวเองให้เชื่อแบบนั้นจริง ๆ ผมโทรออกหาผู้เป็นแม่น้ำเสียงอ่อนโยนของแม่ดังลอดปลายสายมา “เป็นยังไงบ้างลูกแม่ ได้ฤกษ์แต่งงานของลูกกับหว่านหยินหรือยัง จะพาเธอเข้ามาที่บ้านเมื่อไหร่”“แม่ พวกเราเลิกกันแล้วครับ”คนปลายสายเงียบไปพักใหญ่มันนานจนผมคิดว่าแม่คงจะตำหนิที่ผมตัดสินใจหุนหันพลันแล่นเกินไป แล้วก็เกลี้ยกล่อมให้ผมลองให้โอกาสซูหว่านหยินอีกสักครั้งแต่แม่กลับเพียงถอนหายใจเบา ๆ“โดนทำร้ายมาสินะ?”เพียงประโยคสั้น ๆ ก็แทบจะทำให้ความเข้มแข็งที่ผมพยายามฝืนประคองมาตลอดพังทลายลงเสียงของแม่เองก็เริ่มสั่นเครือ“งั้นก็กลับบ้านเรานะลูก”“แม่รอลูกอยู่ที่บ้านนะ”น้ำตาที่ฝืนกลั้นเอาไว้แทบตายไหลพรั่งพ

更多章節
探索並免費閱讀 優質小說
GoodNovel APP 免費暢讀海量優秀小說,下載喜歡的書籍,隨時隨地閱讀。
在 APP 免費閱讀書籍
掃碼在 APP 閱讀
DMCA.com Protection Status