คล้อยหลังของเด็กสาว อาเซิงได้กำถุงเงินเอาไว้แน่น ถึงจะยังไม่รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของนายคนใหม่ก็ตาม เขาครุ่นคิดพลางลูบคลำหนังสือไถ่ตัวในมือด้วยความรู้สึกยินดีระคนขมขื่น
เพราะเขาเป็นถึงผู้สืบทอดศาสตร์เครื่องหอมผู้หาตัวจับยากอีกทั้งยังมีจมูกราวมุสิกทองคำ ทว่าเพียงเพราะเกิดมามีร่างกายผิดแผกค่อมแคระ คนในตระกูลจึงได้ส่งต่อเขามายังจวนอัครเสนาบดีกู้ที่แสนทะนงตนโดยกล่าวอ้างถึงเรื่องฝีมือไม่เป็นสอง
แต่มีฝีมือเป็นเอกแล้วอย่างไร เพราะคนเหล่านี้ก็มองเขาไม่ต่างจากตัวประหลาด ยิ่งยามที่เขาปรุงเครื่องหอมได้ดีจนเด่นเกินหน้าผู้อื่น ความริษยาก็แปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชัง
กู้ซื่อหมิงมองว่าการมีคนพิการเช่นเขาอยู่ในจวนเป็นรอยด่างพร้อย แต่ที่เลี้ยงไว้ก็เพื่อต้องการให้เขาถ่ายทอดทักษะเหล่านี้ ซึ่งไม่ใช่ว่าเขาไม่เข้าใจเจตนา ดังนั้นเขาจึงยอมถ่ายทอดศาสตร์เครื่องหอมให้จนพวกมันหลงเชื่อว่าได้ในสิ่งที่ต้องการทั้งหมดแล้ว
พอเป้าหมายบรรลุผลสะพานก็ถูกรื้อ ซึ่งเขาเองก็คิดเอาไว้นานแล้ว แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็คือท่านอัครมหาเสนาบดีผู้ทรงเกียรติได้ให้คนลงมือกับเขาอย่างหนัก อีกทั้งยังข่มขู่ถึงชีวิตก่อนจะขายออกมาในราคาแสนถูกราวกับซากสัตว์
ให้มาเป็นทาสชั้นต่ำในโรงน้ำชาหยกอ่อนเพื่อหลบซ่อนจากสายตาผู้คน อยู่ร่วมกับพวกคนขี้โรคและวณิพกที่ถูกทิ้งเหมือนกัน แต่ที่ไม่สังหารทิ้ง... เป็นเพราะเขาคิดว่าบางทีคนผู้นั้นอาจจะยังไม่เชื่อในสิ่งที่เขาทิ้งไว้ทั้งหมดนั่นเองตามประสาตาเฒ่ามากเล่ห์
“นายใหม่ของข้า... ท่านเป็นใครกันแน่ แต่ในเมื่อท่านมอบอิสระให้แก่ข้าโดยไม่มีหนังสือทาสมาบังคับ อีกทั้งยังไม่กลัวว่าข้าจะหนี ข้าขอสาบานจะติดตามรับใช้ท่านจนชีวาวาย”
เมื่อไป๋เหอกลับมาถึงเรือนของผู้เป็นนาย นางก็รีบเข้าไปรายงานความคืบหน้าเรื่องของอาเซิงทันที
“คุณหนูเจ้าคะ บ่าวกลับมาแล้ว”
ทว่า...
ยังไม่ทันที่มู่หลงเฟิงจะเอ่ยถาม เสียงของชิงจูพลันดังขึ้นเสียก่อน
“คุณหนูเจ้าคะ ฮูหยินผู้เฒ่าฉินมาเจ้าค่ะ”
‘หึ! ช่างเป็นนกรู้เสียจริง’ มู่หลงเฟิงคิดพลางตวัดมือเบา ๆ เพื่อให้ไป๋เหอหลบไปก่อน
“แค่ก ๆ” นางแสร้งส่งเสียงไอออกมา
“ให้ท่านย่ารองเข้ามาเถอะ” น้ำเสียงของนางแหบแห้งระคนโรยรา
ฉินม่านก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับกลิ่นเครื่องหอมฉุนที่ชวนให้เวียนหัว นางใช้ผ้าเช็ดหน้าซับหัวตาเบา ๆ พลางทำสีหน้าทุกข์ระทมอย่างสุดซึ้ง โดยมีผิงมามาประคองแขนอยู่ไม่ห่าง
“เฟิงเอ๋อร์ หลานรักของย่า... เหตุใดสวรรค์ถึงใจร้ายกับเจ้านัก” นางทรุดตัวลงนั่งข้างเตียง มือที่ดูแลมาอย่างดีแม้จะมี ริ้วรอยตามวัยเอื้อมมากุมมือเล็กอันเย็นเฉียบของมู่หลงเฟิงไว้อย่างทะนุถนอม
“พอย่าได้ยินเรื่องชีพจรของเจ้าจากท่านหมอซ่ง ใจย่าแทบจะขาดเสียให้ได้”
มู่หลงเฟิงพยายามหดมือกลับเล็กน้อยพลางไอโขลกจนตัวโยน
“ท่านย่ารอง... แค่ก! ลำบากท่านแล้วที่ต้องมาเยี่ยมคนใกล้ตายเช่นข้า”
“อย่าพูดเช่นนั้นหลานรัก” ฉินม่านบีบมือนางแน่นขึ้น แววตาที่ดูห่วงใยนั้นแฝงไปด้วยการสำรวจ “ย่าสั่งให้คนไปเตรียมสมุนไพรบำรุงล้ำค่ามาให้เจ้าแล้ว แต่เฟิงเอ๋อร์... ย่ามีเรื่องหนักใจยิ่งนัก” นางถอนหายใจยาว พลางหันไปสบตากับผิงมามาที่ยืนรอจังหวะ
“เรียนคุณหนูสาม” ผิงมามาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ยามนี้นายท่านและท่านแม่ทัพต่างไม่อยู่ในจวน เงินทองในคลังส่วนกลางเองก็เริ่มร่อยหรอ อีกทั้งค่าหยูกยาของท่านนับวันยิ่งสูงลิบ ฮูหยินผู้เฒ่าเกรงว่าหากยังเบิกจ่ายเช่นนี้ต่อไป... เกรงว่าฟืนไฟในฤดูหนาวของบ่าวไพร่คนอื่น ๆ จะขัดสนเอาได้เจ้าค่ะ”
มู่หลงเฟิงหรี่ตาลงเล็กน้อย ‘มาแล้วสินะ... มดตะนอยที่หวังจ้องจะขนสมบัติออกไปจากรังของข้า’
“แล้วท่านย่ารอง... อยากให้ข้าทำสิ่งใดเจ้าคะ?” มู่หลงเฟิง ถามเสียงแผ่ว
“ย่าเพียงคิดว่า... กุญแจห้องสมบัติของท่านตาเจ้าที่พี่หญิงเก็บไว้นั้นหากเจ้าขอนางมาให้ย่าช่วยดูแลแทน ย่าจะได้จัดสรรปันส่วนเงินทองมาเป็นค่ารักษาเจ้าได้อย่างเต็มที่ โดยที่คนนอกไม่ต้องครหาว่าเจ้าผลาญสมบัติจนจวนล่มจมอย่างไรเล่า” ฉินม่านกล่าวพลางส่งยิ้มเมตตา
“เพราะเจ้าก็รู้ดีว่าท่านพี่หญิงนั้นคงไม่มาดูแลเจ้าอย่างใกล้ชิดเหมือนยายแก่คนนี้หรอกจริงหรือไม่”
มู่หลงเฟิงแค่นยิ้มในใจ แผนการช่างตื้นเขินนัก คิดจะอาศัยช่วงที่ข้าป่วยหนักบีบเอากุญแจคลังสมบัติของตระกูลเฉิน ที่ท่านตามอบให้เป็นสินเดิมของข้าเช่นนั้นหรือ ‘เรื่องนี้ช่างเหมือนเดิมไม่มีผิด แต่ครั้งนี้เจ้าอย่าได้หวัง’
“ท่านย่ารองช่างเมตตานัก...” เด็กหญิงพึมพำ “แต่กุญแจนั้น... ข้าเกรงว่าจะมอบให้ท่านไม่ได้ในตอนนี้เจ้าค่ะ”
สีหน้าของฉินม่านเปลี่ยนไปทันที แววตาของนางเปลี่ยนเป็นมีโทสะวูบหนึ่งก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว
“เหตุใดเล่า? หรือเจ้าไม่เชื่อใจย่า?”
“หามิได้เจ้าค่ะ เพียงแต่...” ท่าทางของมู่หลงเฟิงลังเลเล็กน้อย “ข้าเกรงว่าท่านย่าใหญ่จะไม่ยินยอม” นางเอ่ยพลางก้มหน้าลงคล้ายเสียใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาด้วยดวงตามีความหวังมากขึ้น
“เอาเช่นนี้ดีหรือไม่เจ้าคะ ท่านย่าใหญ่ได้บอกกับข้าว่าเมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ นางจะพาข้าเดินทางไปทางใต้เจ้าค่ะ นางบอกว่าอากาศที่นั่นดีกว่าในเมืองหลวง เผื่อบางทีอาการของข้าน่าจะดีขึ้น” มู่หลงเฟิงกล่าวพลางเว้นจังหวะลงชั่วครู่เพื่อลอบสังเกตท่าทางของหญิงชราผู้นี้
และดูเหมือนว่านางจะไม่ทำให้มู่หลงเฟิงผิดหวัง “เจ้าหมายความว่า ย่าไม่จำเป็นต้องมีกุญแจก็สามารถใช้สมบัติของเจ้าได้ใช่หรือไม่” แม้ภายในจะดีใจจนเนื้อเต้น กระนั้นนางก็ทำท่าทางอีกแบบออกมา
“เจ้าไว้ใจย่าถึงเพียงนั้นเลยหรือหลานรัก” นางเอ่ยเสียงอ่อนพลางจะเอื้อมมือมาสัมผัสกับผมสีเงินของเด็กหญิง แต่แล้วก็ต้องเปลี่ยนใจเมื่อมู่หลงเฟิงไอจนตัวโยน
“แค่ก ๆ เจ้าค่ะ ข้าคิดว่าในเมื่อพี่หญิงใหญ่จะประกวดธิดาบุปผาทั้งที ข้าที่เป็นน้องสาวควรมอบอะไรให้นางบ้าง แต่น่าเสียดายเมื่อถึงเวลานั้นข้าคงออกเดินทางไปไกลแล้ว”
ในขณะที่มู่หลงเฟิงกำลังปั้นน้ำเป็นตัวแสดงงิ้วโรงใหญ่อยู่นี้ ภายในเรือนรุ่ยอัน เจียงเหลียนก็กำลังทำการตรวจสอบทั้งบัญชีและบ่าวในจวนอย่างลับ ๆ ตามที่หลานสาวแนะนำ
“ข้าไม่คิดเลยว่าบ่าวเกินกว่าครึ่งในจวนจะเป็นคนของทางนั้นแทบทั้งหมด” นางกล่าวอย่างเสียใจที่ตัวเองประมาท
“ฮูหยินอย่าโทษตัวเองไปเลยเจ้าค่ะ หลายปีมานี้พวกเราต่างรู้ว่าท่านพยายามอุดรอยรั่วจวนแห่งนี้ไปมากแค่ไหน ท่านทำการค้าอยู่ภายนอก ภายในก็ต้องหาเงินมาจ่ายค่ายาให้คุณหนูสามไม่ได้ขาด” เว่ยมามาเอ่ยปลอบ
“ข้ารู้ แต่ผู้ไม่รู้แล้วยังจ้องตาเป็นมันกับสิ่งที่ไม่ใช่ของตนนี่สิมันช่างน่ารังเกียจนัก”
“แล้วฮูหยินจะให้ทำอย่างไรต่อไปเจ้าคะ” ครั้งนี้เป็นฉินมามาถามออกมาบ้าง
“ข้าจะทำสิ่งใดได้ล่ะ” แม้ว่าน้ำเสียงของเจียงเหลียนจะฟังดูคล้ายทอดถอนใจ ทว่าสำหรับคนรับใช้ที่ตามติดมานานย่อมรู้ดีถึงความมีนัยยะแฝงนี้
“ข้าก็จะปล่อยให้พวกมันเปิดห้องสมบัตินี้ได้ตามใจอย่างไรเล่า แต่จะมีสิ่งใดให้ขนหรือไม่ค่อยว่ากัน”
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงเหลียนคลี่ยิ้มเย็นเยียบ แววตาที่เคยอ่อนโยนบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความเด็ดขาดของสตรีที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน
กลับมาทางด้านของมู่หลงเฟิง เมื่อฉินม่านก้าวเท้าพ้นประตูออกไป รอยยิ้มบนใบหน้าของนางก็หายวับไปทันที แทนที่ด้วยใบหน้าเรียบเฉยทว่าแฝงความอำมหิต นางขยับกายลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง แววตาสีนิลประดุจน้ำหมึกส่องประกายวาววับในความมืด
“ไป๋เหอ เรื่องของอาลิ่วเรียบร้อยดีแล้วใช่หรือไม่”
“เรียนคุณหนู บ่าวจัดการเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ บ่าวได้ทำการตามที่คุณหนูประสงค์ทุกอย่างตอนนี้บ่าวพาอาเซิงไปหลบอยู่บ้านร้างทางทิศเหนือเจ้าค่ะ”
“อาเซิง นามนี้ดี ข้าขอบใจในความรอบคอบของเจ้ามากไป๋เหอ จากนี้เจ้าจงเอาเงินนี้ไปและตามท่านหมอซ่งไปรักษาเขาด้วย หากเห็นว่าอาการของเขาไม่เป็นอันใดมาก เจ้าก็ให้อาเซิงปรุงเครื่องหอมลวงตาให้ข้าสักหน่อย บอกเขาว่าให้เป็นแบบออกฤทธิ์ช้า หากเป็นไปได้ก็ให้ออกฤทธิ์ช่วงต้นเดือนสาม” มู่หลงเฟิงกล่าวพลางหยิบเงินที่เตียมไว้ใต้หมอนออกมาจำนวนหนึ่ง
“จากนั้นก็ให้เขาปรุงเครื่องหอมบุปผาอวลวสันต์เอาไว้ให้ข้าด้วย” นางเอ่ยพลางเผยรอยยิ้มเย็นจนไป๋เหอรู้สึกขนลุกเกรียว
“เจ้าค่ะ”
คล้อยหลังของไป๋เหอ เถาฮวากับชิงจู ก็เดินเข้ามาเพื่อเตรียมรับใช้
“คุณหนูเจ้าคะ ท่านจะรับสำรับเย็นเลยหรือไม่” ชิงจูถามขึ้น... เมื่อเห็นท่าทางของคุณหนูน้อยดูเหม่อลอย
“ข้าจะไปรับกับท่านย่า พวกเราไปเรือนรุ่ยอันกันเถอะ” นางกล่าวพลางขยับกายลุกจากเตียงโดยมีสองบ่าวรุ่นเยาว์คอยช่วย
“ถ้าเช่นนั้นบ่าวจะทำผมให้นะเจ้าคะ” เถาฮวาอาสา
“เอาสิ” มู่หลงเฟิงยิ้มรับ
“ส่วนบ่าวจะเตรียมชุดให้คุณหนูเอง ไม่ทราบว่าคุณหนูอยากใส่สีใดเจ้าคะ” ชิงจูเอ่ยออกมาอย่างกระตือรือร้น
มู่หลงเฟิงเห็นท่าทางของนางก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะน้อย ๆ ออกมา ‘ดีเหลือเกิน ที่ข้าได้กลับมาอยู่กับพวกเจ้าอีกครั้ง’
“ตามใจเจ้าเถอะ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราไปจากที่นี่ ข้าจะใส่แต่สีแดง”
“ไปจากที่นี่” สองบ่าวรับใช้พึมพำราวละเมอ กระนั้นมันก็ยังดังพอให้ผู้เป็นนายได้ยิน
“ใช่! เอาไว้ข้าจะบอกเหตุผลกับเจ้าสองคนในภายหลัง”