مشاركة

บทที่ 6

คล้อยหลังของเด็กสาว อาเซิงได้กำถุงเงินเอาไว้แน่น ถึงจะยังไม่รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของนายคนใหม่ก็ตาม เขาครุ่นคิดพลางลูบคลำหนังสือไถ่ตัวในมือด้วยความรู้สึกยินดีระคนขมขื่น

เพราะเขาเป็นถึงผู้สืบทอดศาสตร์เครื่องหอมผู้หาตัวจับยากอีกทั้งยังมีจมูกราวมุสิกทองคำ ทว่าเพียงเพราะเกิดมามีร่างกายผิดแผกค่อมแคระ คนในตระกูลจึงได้ส่งต่อเขามายังจวนอัครเสนาบดีกู้ที่แสนทะนงตนโดยกล่าวอ้างถึงเรื่องฝีมือไม่เป็นสอง

แต่มีฝีมือเป็นเอกแล้วอย่างไร เพราะคนเหล่านี้ก็มองเขาไม่ต่างจากตัวประหลาด ยิ่งยามที่เขาปรุงเครื่องหอมได้ดีจนเด่นเกินหน้าผู้อื่น ความริษยาก็แปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชัง

กู้ซื่อหมิงมองว่าการมีคนพิการเช่นเขาอยู่ในจวนเป็นรอยด่างพร้อย แต่ที่เลี้ยงไว้ก็เพื่อต้องการให้เขาถ่ายทอดทักษะเหล่านี้ ซึ่งไม่ใช่ว่าเขาไม่เข้าใจเจตนา ดังนั้นเขาจึงยอมถ่ายทอดศาสตร์เครื่องหอมให้จนพวกมันหลงเชื่อว่าได้ในสิ่งที่ต้องการทั้งหมดแล้ว

พอเป้าหมายบรรลุผลสะพานก็ถูกรื้อ ซึ่งเขาเองก็คิดเอาไว้นานแล้ว แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็คือท่านอัครมหาเสนาบดีผู้ทรงเกียรติได้ให้คนลงมือกับเขาอย่างหนัก อีกทั้งยังข่มขู่ถึงชีวิตก่อนจะขายออกมาในราคาแสนถูกราวกับซากสัตว์

ให้มาเป็นทาสชั้นต่ำในโรงน้ำชาหยกอ่อนเพื่อหลบซ่อนจากสายตาผู้คน อยู่ร่วมกับพวกคนขี้โรคและวณิพกที่ถูกทิ้งเหมือนกัน แต่ที่ไม่สังหารทิ้ง... เป็นเพราะเขาคิดว่าบางทีคนผู้นั้นอาจจะยังไม่เชื่อในสิ่งที่เขาทิ้งไว้ทั้งหมดนั่นเองตามประสาตาเฒ่ามากเล่ห์

“นายใหม่ของข้า... ท่านเป็นใครกันแน่ แต่ในเมื่อท่านมอบอิสระให้แก่ข้าโดยไม่มีหนังสือทาสมาบังคับ อีกทั้งยังไม่กลัวว่าข้าจะหนี ข้าขอสาบานจะติดตามรับใช้ท่านจนชีวาวาย”

เมื่อไป๋เหอกลับมาถึงเรือนของผู้เป็นนาย นางก็รีบเข้าไปรายงานความคืบหน้าเรื่องของอาเซิงทันที

“คุณหนูเจ้าคะ บ่าวกลับมาแล้ว”

ทว่า...

ยังไม่ทันที่มู่หลงเฟิงจะเอ่ยถาม เสียงของชิงจูพลันดังขึ้นเสียก่อน

“คุณหนูเจ้าคะ ฮูหยินผู้เฒ่าฉินมาเจ้าค่ะ”

‘หึ! ช่างเป็นนกรู้เสียจริง’ มู่หลงเฟิงคิดพลางตวัดมือเบา ๆ เพื่อให้ไป๋เหอหลบไปก่อน

“แค่ก ๆ” นางแสร้งส่งเสียงไอออกมา

“ให้ท่านย่ารองเข้ามาเถอะ” น้ำเสียงของนางแหบแห้งระคนโรยรา

ฉินม่านก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับกลิ่นเครื่องหอมฉุนที่ชวนให้เวียนหัว นางใช้ผ้าเช็ดหน้าซับหัวตาเบา ๆ พลางทำสีหน้าทุกข์ระทมอย่างสุดซึ้ง โดยมีผิงมามาประคองแขนอยู่ไม่ห่าง

“เฟิงเอ๋อร์ หลานรักของย่า... เหตุใดสวรรค์ถึงใจร้ายกับเจ้านัก” นางทรุดตัวลงนั่งข้างเตียง มือที่ดูแลมาอย่างดีแม้จะมี ริ้วรอยตามวัยเอื้อมมากุมมือเล็กอันเย็นเฉียบของมู่หลงเฟิงไว้อย่างทะนุถนอม

“พอย่าได้ยินเรื่องชีพจรของเจ้าจากท่านหมอซ่ง ใจย่าแทบจะขาดเสียให้ได้”

มู่หลงเฟิงพยายามหดมือกลับเล็กน้อยพลางไอโขลกจนตัวโยน

“ท่านย่ารอง... แค่ก! ลำบากท่านแล้วที่ต้องมาเยี่ยมคนใกล้ตายเช่นข้า”

“อย่าพูดเช่นนั้นหลานรัก” ฉินม่านบีบมือนางแน่นขึ้น แววตาที่ดูห่วงใยนั้นแฝงไปด้วยการสำรวจ “ย่าสั่งให้คนไปเตรียมสมุนไพรบำรุงล้ำค่ามาให้เจ้าแล้ว แต่เฟิงเอ๋อร์... ย่ามีเรื่องหนักใจยิ่งนัก” นางถอนหายใจยาว พลางหันไปสบตากับผิงมามาที่ยืนรอจังหวะ

“เรียนคุณหนูสาม” ผิงมามาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ยามนี้นายท่านและท่านแม่ทัพต่างไม่อยู่ในจวน เงินทองในคลังส่วนกลางเองก็เริ่มร่อยหรอ อีกทั้งค่าหยูกยาของท่านนับวันยิ่งสูงลิบ ฮูหยินผู้เฒ่าเกรงว่าหากยังเบิกจ่ายเช่นนี้ต่อไป... เกรงว่าฟืนไฟในฤดูหนาวของบ่าวไพร่คนอื่น ๆ จะขัดสนเอาได้เจ้าค่ะ”

มู่หลงเฟิงหรี่ตาลงเล็กน้อย ‘มาแล้วสินะ... มดตะนอยที่หวังจ้องจะขนสมบัติออกไปจากรังของข้า’

“แล้วท่านย่ารอง... อยากให้ข้าทำสิ่งใดเจ้าคะ?” มู่หลงเฟิง ถามเสียงแผ่ว

“ย่าเพียงคิดว่า... กุญแจห้องสมบัติของท่านตาเจ้าที่พี่หญิงเก็บไว้นั้นหากเจ้าขอนางมาให้ย่าช่วยดูแลแทน ย่าจะได้จัดสรรปันส่วนเงินทองมาเป็นค่ารักษาเจ้าได้อย่างเต็มที่ โดยที่คนนอกไม่ต้องครหาว่าเจ้าผลาญสมบัติจนจวนล่มจมอย่างไรเล่า” ฉินม่านกล่าวพลางส่งยิ้มเมตตา

“เพราะเจ้าก็รู้ดีว่าท่านพี่หญิงนั้นคงไม่มาดูแลเจ้าอย่างใกล้ชิดเหมือนยายแก่คนนี้หรอกจริงหรือไม่”

มู่หลงเฟิงแค่นยิ้มในใจ แผนการช่างตื้นเขินนัก คิดจะอาศัยช่วงที่ข้าป่วยหนักบีบเอากุญแจคลังสมบัติของตระกูลเฉิน ที่ท่านตามอบให้เป็นสินเดิมของข้าเช่นนั้นหรือ ‘เรื่องนี้ช่างเหมือนเดิมไม่มีผิด แต่ครั้งนี้เจ้าอย่าได้หวัง’

“ท่านย่ารองช่างเมตตานัก...” เด็กหญิงพึมพำ “แต่กุญแจนั้น... ข้าเกรงว่าจะมอบให้ท่านไม่ได้ในตอนนี้เจ้าค่ะ”

สีหน้าของฉินม่านเปลี่ยนไปทันที แววตาของนางเปลี่ยนเป็นมีโทสะวูบหนึ่งก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว

“เหตุใดเล่า? หรือเจ้าไม่เชื่อใจย่า?”

“หามิได้เจ้าค่ะ เพียงแต่...” ท่าทางของมู่หลงเฟิงลังเลเล็กน้อย “ข้าเกรงว่าท่านย่าใหญ่จะไม่ยินยอม” นางเอ่ยพลางก้มหน้าลงคล้ายเสียใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาด้วยดวงตามีความหวังมากขึ้น

“เอาเช่นนี้ดีหรือไม่เจ้าคะ ท่านย่าใหญ่ได้บอกกับข้าว่าเมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ นางจะพาข้าเดินทางไปทางใต้เจ้าค่ะ นางบอกว่าอากาศที่นั่นดีกว่าในเมืองหลวง เผื่อบางทีอาการของข้าน่าจะดีขึ้น” มู่หลงเฟิงกล่าวพลางเว้นจังหวะลงชั่วครู่เพื่อลอบสังเกตท่าทางของหญิงชราผู้นี้

และดูเหมือนว่านางจะไม่ทำให้มู่หลงเฟิงผิดหวัง “เจ้าหมายความว่า ย่าไม่จำเป็นต้องมีกุญแจก็สามารถใช้สมบัติของเจ้าได้ใช่หรือไม่” แม้ภายในจะดีใจจนเนื้อเต้น กระนั้นนางก็ทำท่าทางอีกแบบออกมา

“เจ้าไว้ใจย่าถึงเพียงนั้นเลยหรือหลานรัก” นางเอ่ยเสียงอ่อนพลางจะเอื้อมมือมาสัมผัสกับผมสีเงินของเด็กหญิง แต่แล้วก็ต้องเปลี่ยนใจเมื่อมู่หลงเฟิงไอจนตัวโยน

“แค่ก ๆ เจ้าค่ะ ข้าคิดว่าในเมื่อพี่หญิงใหญ่จะประกวดธิดาบุปผาทั้งที ข้าที่เป็นน้องสาวควรมอบอะไรให้นางบ้าง แต่น่าเสียดายเมื่อถึงเวลานั้นข้าคงออกเดินทางไปไกลแล้ว”

ในขณะที่มู่หลงเฟิงกำลังปั้นน้ำเป็นตัวแสดงงิ้วโรงใหญ่อยู่นี้ ภายในเรือนรุ่ยอัน เจียงเหลียนก็กำลังทำการตรวจสอบทั้งบัญชีและบ่าวในจวนอย่างลับ ๆ ตามที่หลานสาวแนะนำ

“ข้าไม่คิดเลยว่าบ่าวเกินกว่าครึ่งในจวนจะเป็นคนของทางนั้นแทบทั้งหมด” นางกล่าวอย่างเสียใจที่ตัวเองประมาท

“ฮูหยินอย่าโทษตัวเองไปเลยเจ้าค่ะ หลายปีมานี้พวกเราต่างรู้ว่าท่านพยายามอุดรอยรั่วจวนแห่งนี้ไปมากแค่ไหน ท่านทำการค้าอยู่ภายนอก ภายในก็ต้องหาเงินมาจ่ายค่ายาให้คุณหนูสามไม่ได้ขาด” เว่ยมามาเอ่ยปลอบ

“ข้ารู้ แต่ผู้ไม่รู้แล้วยังจ้องตาเป็นมันกับสิ่งที่ไม่ใช่ของตนนี่สิมันช่างน่ารังเกียจนัก”

“แล้วฮูหยินจะให้ทำอย่างไรต่อไปเจ้าคะ” ครั้งนี้เป็นฉินมามาถามออกมาบ้าง

“ข้าจะทำสิ่งใดได้ล่ะ” แม้ว่าน้ำเสียงของเจียงเหลียนจะฟังดูคล้ายทอดถอนใจ ทว่าสำหรับคนรับใช้ที่ตามติดมานานย่อมรู้ดีถึงความมีนัยยะแฝงนี้

“ข้าก็จะปล่อยให้พวกมันเปิดห้องสมบัตินี้ได้ตามใจอย่างไรเล่า แต่จะมีสิ่งใดให้ขนหรือไม่ค่อยว่ากัน”

ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงเหลียนคลี่ยิ้มเย็นเยียบ แววตาที่เคยอ่อนโยนบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความเด็ดขาดของสตรีที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน

กลับมาทางด้านของมู่หลงเฟิง เมื่อฉินม่านก้าวเท้าพ้นประตูออกไป รอยยิ้มบนใบหน้าของนางก็หายวับไปทันที แทนที่ด้วยใบหน้าเรียบเฉยทว่าแฝงความอำมหิต นางขยับกายลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง แววตาสีนิลประดุจน้ำหมึกส่องประกายวาววับในความมืด

“ไป๋เหอ เรื่องของอาลิ่วเรียบร้อยดีแล้วใช่หรือไม่”

“เรียนคุณหนู บ่าวจัดการเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ บ่าวได้ทำการตามที่คุณหนูประสงค์ทุกอย่างตอนนี้บ่าวพาอาเซิงไปหลบอยู่บ้านร้างทางทิศเหนือเจ้าค่ะ”

“อาเซิง นามนี้ดี ข้าขอบใจในความรอบคอบของเจ้ามากไป๋เหอ จากนี้เจ้าจงเอาเงินนี้ไปและตามท่านหมอซ่งไปรักษาเขาด้วย หากเห็นว่าอาการของเขาไม่เป็นอันใดมาก เจ้าก็ให้อาเซิงปรุงเครื่องหอมลวงตาให้ข้าสักหน่อย บอกเขาว่าให้เป็นแบบออกฤทธิ์ช้า หากเป็นไปได้ก็ให้ออกฤทธิ์ช่วงต้นเดือนสาม” มู่หลงเฟิงกล่าวพลางหยิบเงินที่เตียมไว้ใต้หมอนออกมาจำนวนหนึ่ง

“จากนั้นก็ให้เขาปรุงเครื่องหอมบุปผาอวลวสันต์เอาไว้ให้ข้าด้วย” นางเอ่ยพลางเผยรอยยิ้มเย็นจนไป๋เหอรู้สึกขนลุกเกรียว

“เจ้าค่ะ”

คล้อยหลังของไป๋เหอ เถาฮวากับชิงจู ก็เดินเข้ามาเพื่อเตรียมรับใช้

“คุณหนูเจ้าคะ ท่านจะรับสำรับเย็นเลยหรือไม่” ชิงจูถามขึ้น... เมื่อเห็นท่าทางของคุณหนูน้อยดูเหม่อลอย

“ข้าจะไปรับกับท่านย่า พวกเราไปเรือนรุ่ยอันกันเถอะ” นางกล่าวพลางขยับกายลุกจากเตียงโดยมีสองบ่าวรุ่นเยาว์คอยช่วย

“ถ้าเช่นนั้นบ่าวจะทำผมให้นะเจ้าคะ” เถาฮวาอาสา

“เอาสิ” มู่หลงเฟิงยิ้มรับ

“ส่วนบ่าวจะเตรียมชุดให้คุณหนูเอง ไม่ทราบว่าคุณหนูอยากใส่สีใดเจ้าคะ” ชิงจูเอ่ยออกมาอย่างกระตือรือร้น

มู่หลงเฟิงเห็นท่าทางของนางก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะน้อย ๆ ออกมา ‘ดีเหลือเกิน ที่ข้าได้กลับมาอยู่กับพวกเจ้าอีกครั้ง’

“ตามใจเจ้าเถอะ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราไปจากที่นี่ ข้าจะใส่แต่สีแดง”

“ไปจากที่นี่” สองบ่าวรับใช้พึมพำราวละเมอ กระนั้นมันก็ยังดังพอให้ผู้เป็นนายได้ยิน

“ใช่! เอาไว้ข้าจะบอกเหตุผลกับเจ้าสองคนในภายหลัง”

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • ปักษาคืนรัง    บทที่ 190

    เซียวจั้นเทียนประคองร่างระหงของมู่หลงเฟิงลงจากหลังม้าอย่างทะนุถนอม ก่อนจะทรุดกายลงนั่งเคียงข้างนางบนผืนทรายอันอบอุ่น ลำแขนแกร่งรวบกอดโอบกระชับเอวบางของภรรยาคู่ชีวิตเข้าหาแผ่นอกกว้างอันตึงแน่นของตนแน่นหนาดั่งเช่นครั้งอดีตมู่หลงเฟิงเอนกายพิงแผงอกกว้างของสามีอย่างผ่อนคลาย ดวงตาคู่งามทอดมองผืนทะเลสาบเบ

  • ปักษาคืนรัง    บทที่ 189

    ท่ามกลางทัศนียภาพอันกว้างใหญ่ไพศาลของผืนทรายสีทอง แสงแดดยามเย็นทอสาดส่องกระทบเม็ดทรายนับล้านเม็ดจนก่อเกิด เป็นประกายระยิบระยับราวกับเกล็ดทองคำ ได้มีม้าศึกตัวโตสองตัวเยื้องย่างเคียงคู่กันไปตามสันทรายอย่างเนิบนาบสองคนนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากมู่หลงเฟิงและเซียวจั้นเทียนในชุดคลุมยาวสีดำ แม้กาลเวลาจะผ่

  • ปักษาคืนรัง    บทที่ 188

    ท่ามกลางเสียงร่ำไห้ภายในจวนกั๋วกง... กลิ่นอายความโศกเศร้าแผ่ซ่านตลบอบอวลไปทั่วทุกหนแห่ง วันเวลาผันผ่านไปนานหลายปี แผ่นดินชุนเทียนและแคว้นจิ่วเซียวเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด ทว่าสัจธรรมแห่งโลกย่อมมิมีผู้ใดหนีพ้นยามนี้มู่หลงหยาง อดีตท่านกั๋วกงผู้รับช่วงต่อมาจากบิดาได้นอนสงบนิ่งอยู่บนเตียงไม้หอม ลมหายใจข

  • ปักษาคืนรัง    บทที่ 187

    “เหอะ! ในเมื่อเจ้าคิดว่าลุงสามของเจ้าดีเลิศประเสริฐศรีถึงเพียงนั้น เหตุใดเจ้ามิอยู่เสียที่นั่นไปเลยเล่า?”เมื่อเห็นเสด็จพ่อเริ่มเปลี่ยนสีหน้าเป็นดุดันเอาจริง เจ้าตัวแสบน้อยมู่อันผู้กะล่อนปลิ้นปล้อนและกุมศาสตร์การเอาตัวรอดขั้นสูง พลันเปลี่ยนท่าทีในพริบตา!สองแขนอวบสั้นรีบไขว่คว้าโอบรอบลำคอแกร่งของผู้

  • ปักษาคืนรัง    บทที่ 186

    กาลเวลาผันผ่านไปราวกับสายน้ำ... เจ็ดปีผ่านไปอย่างรวดเร็วเบื้องหลังผืนแผ่นดินแคว้นจิ่วเซียวอันกว้างขวางและรุ่งเรือง ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นภายในวังอ๋องแห่งจิ่วเซียว ยามเมื่อเซียวจั้นเทียนบุรุษหนุ่มผู้เย็นชาขี้แกล้งในวันวาน บัดนี้ได้สืบทอดบัลลังก์ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็น ‘ท่านอ๋องแห่งจิ่วเซียว’ อย

  • ปักษาคืนรัง    บทที่ 185

    “ขอบพระทัยองค์หญิงใหญ่พ่ะย่ะค่ะ! หากพระองค์มิเป็นอันใดแล้ว กระหม่อมขอตัวกลับไปคุมลานฝึกฝ่ายบู๊ต่อพ่ะย่ะค่ะ!” กล่าวจบเจ้าตัวก็ลุกขึ้นยืน ประสานมือคารวะอีกครา จากนั้นก็หันหลังเดินอย่างองอาจกลับเข้าลานฝึกไปหน้าตาเฉย ทิ้งให้องค์หญิงใหญ่ยืนอ้าปากค้างอยู่ตรงนั้นเพียงลำพังนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา... ปฏิ

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status