로그인
เธอถือโทรศัพท์ไว้ในมือ เลื่อนดูคลิปต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ แต่กลับไม่มีอะไรเข้าสมองเลยสักอย่างเธอเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังรออะไรอยู่สุดท้ายสิ่งที่เธอรอก็ไม่ได้เกิดขึ้น เธอค่อย ๆ ผล็อยหลับไปทั้งที่ยังถือโทรศัพท์อยู่ในมือเธอเริ่มฝัน ภาพในความฝันคือเมืองทั้งเมืองที่ประดับประดาด้วยกระดาษกลอนคู่ที่เขียนคำอวยพรรับปีใหม่ คืนนั้นก็เป็นคืนส่งท้ายปีเก่าเช่นกัน หลังจากออกจากบ้านคุณย่า เธอก็หอบไก่อบครึ่งตัวที่ตั้งใจจะเอาไปให้เวินถิงเยี่ยนติดมือมาด้วยวันนี้เป็นตรุษจีนปีแรกที่เวินถิงเยี่ยนไม่มีคุณย่าอยู่เคียงข้างคุณย่าเวินจากโลกนี้ไปแล้วช่วงนี้อากาศหนาวจัด พออยู่ข้างนอกนาน ๆ ก็เริ่มรู้สึกหนาวจนเข้ากระดูก ไม่ต่างอะไรจากแววตาเย็นเยียบของเวินถิงเยี่ยนในช่วงที่ผ่านมาเวินถิงเยี่ยนกับคุณย่าของเขาอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ ซึ่งเป็นมรดกเพียงชิ้นเดียวที่พ่อของเขาทิ้งไว้ให้——ที่ซุกหัวนอนปลายเท้าเธอเคยไปที่นั่นครั้งหนึ่งจึงพอจำทางได้ แต่ในค่ำคืนที่ทั่วทั้งเมืองสว่างไสวด้วยแสงไฟประดับจากบ้านเรือน บ้านของเวินถิงเยี่ยนกลับปิดไฟมืดสนิทเธอจินตนาการออกเลยว่า ในคืนที่ทุกครอบครัวได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ห
คนเฒ่าคนแก่มักมีความเชื่อที่ว่าต้องเลี้ยงลูกหลานให้กินดีอยู่ดี มีน้ำมีนวล เวินถิงเยี่ยนเอียงหน้าซบฝ่ามือของคุณย่า ดวงตาชื้นด้วยหยาดน้ำตาจนเป็นประกายวาววับ ริมฝีปากที่ซีดขาวสั่นระริก “ครับ……”“ต้องเชื่อฟังนะ” คุณย่ากำชับเวินถิงเยี่ยนเสียงเข้ม “เชื่อฟังคุณหมอ เชื่อฟังแอนนา แล้วก็ต้องเชื่อฟังย่าด้วยนะ!”“ครับ” เวินถิงเยี่ยนพยักหน้ารับพอกำชับเสร็จ คุณย่าและเจี่ยนจือถึงได้ออกจากห้องไปไม่รู้ว่าเพราะเจี่ยนจือคิดไปเองหรือเปล่า แต่เธอรู้สึกว่าตอนนี้ทั้งคุณย่าและแอนนาต่างก็ดูเปลี่ยนไปนัยน์ตาของคุณย่ามีประกายความหนักแน่นฉายวาบอยู่ ส่วนเมื่อกี้ตอนที่เดินผ่านแอนนา เหมือนเจี่ยนจือจะสังเกตเห็นร่องรอยการร้องไห้บนใบหน้าของเธอตอนที่เดินออกมาจากห้องพัก เจี่ยนจือหันกลับไปมองอีกครั้ง เธอเห็นเพียงแผ่นหลังของแอนนาที่ยืนอยู่ตรงเตียงผู้ป่วยของเวินถิงเยี่ยน จนมองไม่เห็นตัวเวินถิงเยี่ยนเลย“คุณย่าคะ” เจี่ยนจือเอ่ยถามตอนที่กำลังเดินอยู่บนโถงทางเดินในโรงพยาบาล “คุณย่าคุยอะไรกับแอนนาเหรอคะ?”คุณย่าพยักหน้ารับ “อืม”“อะไรเหรอคะ?” เจี่ยนจือเริ่มกระวนกระวาย “เรื่องอาการบาดเจ็บของเวินถิงเยี่ยนเหรอคะ?อา
“เธอโกรธเหรอ?”จู่ ๆ มือของเธอก็ถูกคว้าเอาไว้พอก้มลงมอง คนที่นอนซูบโทรมอยู่บนเตียง ริมฝีปากออกสีม่วงคล้ำ ดวงตาที่ลึกโหลคู่นั้นกำลังมองเธออย่างลึกซึ้ง มือผอมจนเห็นกระดูกที่ยื่นออกมาจากใต้ผ้าห่มกำลังจับนิ้วของเธอไว้อย่างไร้เรี่ยวแรงเธอดึงมือของตัวเองออก แล้วจับมือเขายัดกลับเข้าไปใต้ผ้าห่ม บรรยากาศผ่อนคลายที่เขาจงใจสร้างขึ้นมาก่อนหน้านี้ก็พังทลายลงในชั่วขณะนั้น“ทำไมถึงผอมขนาดนี้?” จมูกของเจี่ยนจือพลันแสบขึ้นมา อารมณ์ที่เธอพยายามกดเอาไว้มาตลอดก็แทบจะควบคุมไม่อยู่ในทันที“ร้องไห้ทำไม?” เขาเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่าราวกับยังมีรอยยิ้มเจืออยู่ “ก็...อาหารฝรั่งมันไม่อร่อยนี่นา”“งั้นก็ขอให้หายไว ๆ...” เดิมทีเธออยากจะพูดว่าแล้วจะมาอยู่ยุโรปทำไม? อยู่ที่ประเทศไม่ดีกว่าเหรอ? แต่พอนึกอีกที ไม่ใช่สิ แอนนาอยู่ที่นี่ เขาก็คงต้องอยู่กับแอนนาแน่นอน จึงเปลี่ยนคำพูดเป็น “นายเองก็ทำอาหารเป็นไม่ใช่เหรอ? งั้นก็จ้างเชฟจีนมาสักคนสิ”“จะลำบากทำไม!” เขาฝืนยิ้ม “ตอนนี้ฉันก็ดีอยู่ ลดน้ำหนักหน่อยก็ดี อีกไม่นานจะสามสิบแล้ว อย่ามีพุงก็พอ”“อย่างนายเนี่ยนะจะมีพุง!” ผอมจนแทบเหลือแต่กระดูกแล้ว! เจี่ยนจือบ่นออกมา คว
เจี่ยนจือแกะอั่งเปาออกตามที่เขาบอก เขายังคงถามไม่หยุด “เป็นปอนด์...หรือหยวนกันนะ...”เขาน่าจะทรมานมากแล้ว ทุกครั้งที่พูดออกมาหนึ่งประโยคก็ดูยากลำบาก แต่ก็ยังฝืนจะพูดเจี่ยนจืออดถลึงตาใส่เขาไม่ได้ “ไม่สบายก็อย่าพูดมากสิ”เขายิ้ม แต่ไม่รู้ว่าไปสะเทือนโดนตรงไหนเข้าเลยรู้สึกเจ็บขึ้นมา รอยยิ้มจึงดูบิดเบี้ยว “จะไม่พูดได้ยังไง? ฉันอยากพูดนี่นา”เจี่ยนจือแกะอั่งเปาออก ข้างในเป็นธนบัตรร้อยหยวนใหม่เอี่ยมหนึ่งปึก เธอยกให้เขาดู “เป็นเงินหยวน แดงสดเลย ดูเป็นสิริมงคลไหม?”“อืม” เขามองเงินในอั่งเปาแล้วเอ่ยอย่างทอดถอนใจ “คุณย่ามักจะเตรียมธนบัตรใหม่เอี่ยมไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อใส่อั่งเปาให้พวกเราเหมือนเมื่อก่อนเลย ฉันจำได้ว่ามีอยู่สองสามปีที่เป็นเลขเรียงกันทั้งหมดเลยด้วย”นี่คือพิธีเล็ก ๆ ที่คุณย่ายึดถือมาตลอดเจี่ยนจือใส่เงินกลับเข้าไป“ถ้าปีใหม่ฉันให้เงินคุณย่าจะถือว่าล้ำเส้นไหม?” จู่ ๆ เขาก็ถามขึ้นมามือของเจี่ยนจือที่กำอั่งเปาอยู่ชะงักเล็กน้อยตลอดห้าปีที่พวกเขาแต่งงานกัน เขาใจกว้างเรื่องเงินมากจริง ๆ ทุกช่วงปีใหม่ คุณย่าให้อั่งเปาเขาเท่าไร เขาก็มักจะให้เงินคุณย่ากลับสิบเท่าหรือหลายสิบเ
เวินถิงเยี่ยนยังรู้สึกตัวอยู่สีหน้าของเขาซีดเทาผิดปกติ บวกกับตลอดสองปีมานี้เขาผอมลงไปมากจริง ๆ ผ้าห่มที่คลุมอยู่บนตัวราบเรียบจนแทบไม่มีส่วนไหนนูนขึ้นมา ทั้งร่างดูซูบโทรมและโรยรามีเพียงดวงตาคู่นั้นที่พลันเปล่งประกายขึ้นมาทันทีที่เห็นเธอกับคุณย่า“คะ...คุณย่า...” เขาเรียกเสียงสั่น ดวงตาวาววับพอเข้าไปใกล้ ถึงได้เห็นว่าแสงในดวงตาคู่นั้นคือน้ำตาคุณย่าเดินเข้าไปใกล้ มองเขาแล้วถามเสียงเบา “เจ็บไหม?”ขอบตาของเวินถิงเยี่ยนแดงขึ้นทันที “มะ...ไม่เจ็บครับ”คุณย่าไม่เอ่ยถึงเรื่องอื่น เธอเพียงยิ้มแล้ววางอาหารที่นำมาจากบ้านไว้บนโต๊ะข้างเตียง “ปีใหม่แล้ว ย่าทำอาหารแบบไห่เฉิงมานิดหน่อย ปีใหม่ของคนจีนก็ต้องกินอาหารจีนสิ”“ขอบคุณครับ...คุณย่า...” เวินถิงเยี่ยนเอ่ยอย่างยากลำบากด้วยเสียงแหบพร่า“เด็กโง่ ไม่สบายก็ไม่ต้องพูด ย่ารู้อยู่แล้ว” คุณย่าเอ่ยด้วยเสียงอ่อนโยน ก่อนจะหยิบอั่งเปาออกมาอีกซอง แล้ววางไว้บนโต๊ะ “วันนี้วันส่งท้ายปีเก่า เด็ก ๆ ทุกคนต้องได้อั่งเปา ขอให้พวกเธออายุยืนยาว ปลอดภัยแข็งแรงตลอดไป”คำว่า “อายุยืนยาว ปลอดภัยแข็งแรง” ทำให้เวินถิงเยี่ยนกลั้นไม่อยู่ เขาหลับตาลง หางตามีน้ำตาว
วันรุ่งขึ้น เจี่ยงอวี๋ฝานก็ส่งข้อความหาเจี่ยนจือว่า: พี่ วันนี้ตอนบ่ายพี่ชายหนูจะขึ้นเครื่องกลับประเทศแล้ว หนูก็เตรียมจะกลับบ้านไปฉลองปีใหม่กับเขาด้วย สุขสันต์วันปีใหม่นะพี่ ไว้เจอกันปีหน้าค่ะ!เจี่ยนจือตอบกลับ: สุขสันต์วันปีใหม่นะเจี่ยนหลานไม่ได้กลับบ้านเลยหลายวันติดต่อกัน เขาเพียงโทรกลับมาบอกคนในบ้านว่าไม่ต้องเป็นห่วง เขากำลังยุ่งอยู่ข้างนอกเจี่ยนจือคิดว่าพี่ชายของเธอน่าจะกำลังจัดการเรื่องลั่วอวี่เฉิงอยู่แล้วก็เป็นอย่างที่คิด คืนหนึ่งเจี่ยนหลานกลับมา สภาพดูยุ่งเหยิงอย่างที่แทบไม่เคยเห็น หนวดเคราก็ขึ้น แม้แต่แว่นตาที่ปกติใส่ไว้สร้างภาพลักษณ์ก็หายไป ดูแตกต่างจากเจี่ยนหลานที่เนี้ยบพิถีพิถันในทุก ๆ วันราวกับคนละคน“ไม่เป็นไรแล้ว จัดการเรียบร้อยหมดแล้ว” หลังจากเจี่ยนหลานอาบน้ำและโกนหนวดเสร็จ ก็จงใจแต่งตัวให้ดูสะอาดสดชื่นแล้วมาหาเธอ พร้อมเล่าเรื่องราวตลอดหลายวันที่ผ่านมาให้เธอฟังอย่างชัดเจนลั่วอวี่เฉิงถูกจับตั้งแต่วันที่เจี่ยงซื่อฝานมาหาเจี่ยนจือแล้ว ส่วนคนที่มีความเกี่ยวข้องกับลั่วอวี่เฉิง ก็คือคนที่อยู่เบื้องหลังเธอเจี่ยนหลานไม่ยอมบอกชื่อของคนเบื้องหลังคนนั้น เพียงเอ่ยว่า “







