Masuk
เวินถิงเยี่ยนถูกส่งเข้าไอซียูแล้ว นั่นก็หมายความว่าตอนนี้พวกเธอจะไม่ได้เจอเขาอีกภายใต้การเกลี้ยกล่อมซ้ำแล้วซ้ำเล่าของเจี่ยนหลาน แอนนากับเจี่ยนจือถึงยอมออกจากโรงพยาบาลแล้วกลับบ้านเจี่ยนจือวางใจเรื่องแอนนาไม่ได้จริง ๆตลอดทาง แอนนาเอาแต่นิ่งเหม่อราวกับยังไม่สามารถยอมรับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับเวินถิงเยี่ยนได้เลยคำพูดมากมายของเจี่ยนจือ ทั้งคำขอโทษ คำสัญญา คำรับรอง...ไม่มีคำไหนเลยที่เธอจะพูดออกมาได้พอแอนนาเดินออกจากอาคารผู้ป่วย ก็เดินตรงไปทางนอกโรงพยาบาล ถึงขั้นลืมไปด้วยซ้ำว่าต้องขึ้นรถของพวกเขา“แอนนา...” เจี่ยนจือเรียกเธอเอาไว้แอนนาหันกลับมาด้วยท่าทางเหม่อลอย“แอนนา” พอเห็นแอนนาเป็นแบบนี้ เจี่ยนจือก็แทบร้องไห้ออกมา “ถ้างั้นช่วงนี้เธอไปพักที่บ้านฉันสักระยะดีไหม?”เธอกังวลว่าแอนนาจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ด้วยตัวคนเดียวไม่ไหวแต่แอนนากลับยิ้มบาง ๆ แล้วส่ายหน้าเธอยังยิ้มได้ยังไงกัน...หัวใจของเจี่ยนจือเปรี้ยวฝาดราวกับมะนาวลูกหนึ่งที่กำลังถูกบิดจนแหลกเพื่อคั้นน้ำออกมา“แอนนา” เจี่ยนจือกลั้นไม่ไหวอีกครั้ง เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือสะอื้น “ไปอยู่กับพวกเราก่อนเถอะ จะได
เจี่ยนจือกับแอนนารออยู่นอกห้องฉุกเฉินนานมาก นานแสนนานจนกระทั่งฟ้ามืดสนิท ทั้งสามคนจึงทยอยถูกเข็นออกมาคนแรกที่ออกมาคือเซนต์ หรือก็คือบอดี้การ์ดที่ถูกยิง เขาได้รับบาดเจ็บตรงหัวไหล่ ตอนถูกเข็นออกมา บริเวณแผลถูกพันด้วยผ้าก๊อซ และตัวเขาก็มีสติแจ่มชัดแล้ว นอกจากสีหน้าจะซีดเล็กน้อยแล้ว ดูท่าทางสภาพจิตใจยังดีอยู่ หลังจากบอกเจี่ยนหลานว่าตัวเองไม่เป็นไรมาก ก็ถูกส่งตัวไปยังห้องพักผู้ป่วยจากนั้นก็เป็นบอดี้การ์ดที่ถูกรถชน เขากระดูกขาหัก ตอนถูกเข็นออกมา ขาข้างหนึ่งใส่เฝือกไว้ อย่างน้อยตอนนี้ก็ไม่มีอันตรายถึงชีวิตแล้วเจี่ยนจือมองขาของบอดี้การ์ดที่ถูกหุ้มด้วยเฝือก ความทรงจำอันห่างไกลช่วงหนึ่งพลันไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวอย่างรุนแรงราวกับคลื่นยักษ์ที่กำลังซัดกระหน่ำเธอกำเสื้อของเจี่ยนหลานแน่น “พี่ เขาจะขาเป๋ไหม?”บอดี้การ์ดก็เป็นคน ไม่ใช่เครื่องจักร เขาเพียงแค่ทำงานที่มีความเสี่ยงสูงงานหนึ่งเท่านั้น ถ้าต้องพิการเพราะเรื่องนี้...อาจเป็นเพราะตัวเธอเองเคยผ่านประสบการณ์แบบเดียวกันมาก่อน ดังนั้นเมื่อเห็นเฝือก จึงยิ่งรู้สึกบีบหัวใจเป็นพิเศษเจี่ยนหลานตบมือเธอเบา ๆ ก่อนจะไปถามรายละเอียดจากหมอ หลังจาก
เจี่ยนจือถือโทรศัพท์ ก้มหน้าพิมพ์ข้อความหาแอนนา แต่ไม่ว่าจะทำยังไงก็มองตัวหนังสือบนหน้าจอไม่ชัด จนกระทั่งน้ำตาเม็ดใหญ่ไหลลงมาหยดใส่หน้าจอ เธอจึงได้รู้ว่าน้ำตาบดบังสายตาของเธอมานานแล้วเธอยกมือเช็ดน้ำตาอย่างแรง ก่อนจะเช็ดโทรศัพท์ให้สะอาด แล้วจึงบอกแอนนาว่าทั้งสามคนถูกส่งไปโรงพยาบาลแล้ว ส่วนเป็นโรงพยาบาลไหน เธอยังต้องถามอีกทีแต่ในตอนนั้นเอง โทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้นอีกครั้งครั้งนี้เป็นเจี่ยงอวี๋ฝานเจี่ยงอวี๋ฝานโทรหาเธอตอนนี้ทำไม?“พี่! พี่อยู่ไหนน่ะ?” เสียงของเจี่ยงอวี๋ฝานฟังดูร้อนรนไม่แพ้กัน“ฉันอยู่ที่บ้าน” เจี่ยนจือปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติ“อ๋อ ค่อยยังชั่ว ดีแล้ว” เจี่ยงอวี๋ฝานถอนหายใจอย่างเห็นได้ชัด “พี่ ช่วงนี้ถ้าไม่มีธุระก็อย่าออกไปไหนนะ ถ้ามีธุระด่วนต้องออกไปจริง ๆ ก็ต้องพาบอดี้การ์ดไปหลาย ๆ คน”“เธอ...ทำไม?” หรือเจี่ยงอวี๋ฝานก็รู้อะไรบางอย่างเหมือนกัน?“พี่ มีคนคิดจะทำร้ายพี่ คนนามสกุลลั่ว พี่ต้องระวังตัวให้ดีนะ”“เธอรู้ได้ยังไง?” เจี่ยนจือตกใจ“หนู…”เจี่ยงอวี๋ฝานยังพูดไม่ทันจบ สายก็ตัดไปเสียก่อนเจี่ยนจือเริ่มเป็นห่วงขึ้นมา เจี่ยงอวี๋ฝานคงไม่ได้เกิดเรื่องอะไรขึ้นเห
พอหลับตาลง เสียงปืนก็ดังขึ้นข้างหู ตามมาด้วยเสียงเครื่องยนต์คำราม ภาพคนที่ถูกชนจนกระเด็นลอยไปปรากฏขึ้นตรงหน้า รวมถึงกองเลือดบนพื้นที่ไหลออกมาหลังจากบอดี้การ์ดถูกยิงจนล้มลงจากนั้นเธอก็ได้รับสายจากแอนนาเสียงของแอนนาดังมาจากปลายสายอย่างร้อนรนเป็นพิเศษ “เจี่ยน เธออยู่ไหน? รีบกลับบ้านเร็ว มีคนคิดจะทำร้ายเธอ”ที่แท้แอนนาก็โทรหาเธอเพราะเรื่องนี้เอง...เจี่ยนจืออยากพูด แต่เสียงทั้งหมดกลับติดอยู่ในลำคอ พูดไม่ออกเลยแม้แต่คำเดียวเธอรู้สึกผิดต่อแอนนา“เจี่ยน เวินไปหาเธอแล้ว! เธอเจอเขาหรือยัง? ตอนนี้เธอเป็นยังไงบ้าง? ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?” แอนนาร้อนใจและก็เป็นห่วงเธอมาก แน่นอนว่าเธอก็คงกำลังเป็นห่วงเวินถิงเยี่ยนอยู่ด้วยแต่เจี่ยนจือจะพูดกับเธอยังไงดี?“แอนนา...” เจี่ยนจือเอ่ยปาก เสียงของเธอแหบพร่าไปหมดแล้ว “เวินถิงเยี่ยนเขา...ขอโทษนะ...เวินถิงเยี่ยนเขา...ถูกรถชน...”ตอนที่พูดประโยคนี้ออกมา อารมณ์ของเธอก็พังทลายลงในชั่วพริบตา“ขอโทษนะแอนนา...ขอโทษ...” เธอพยายามอย่างมากที่จะกลั้นเอาไว้ไม่ให้ร้องไห้ออกมาแอนนาเงียบไปนานมาก ราวกับต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งกว่าจะตั้งสติได้ ก่อนจะถามเธอว่า “ตอ
เจี่ยนจือหันกลับไปมองเวินถิงเยี่ยนกับบอดี้การ์ดที่นอนอยู่บนพื้นแวบหนึ่ง หัวใจบีบรัดแน่นด้วยความเป็นห่วง แต่เธอก็ยังรีบตามอัลเลนขึ้นรถไปติด ๆเสียงปืนทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตกใจจนรีบเข้ามาดู อัลเลนเอ่ยอย่างร้อนรนว่า “รีบแจ้งตำรวจ เรียกรถพยาบาลเร็ว!”พูดจบ เขาก็หันไปพูดกับทั้งสามคนที่นอนอยู่บนพื้นว่า “อดทนไว้นะ ผมจะขับรถออกไปก่อน แล้วค่อยแจ้งคุณรอสซี”คุณย่าตกใจกลัวจนจับมือเจี่ยนจือไว้แน่น ทั้งที่ตัวเองหวาดกลัวมาก แต่ก็ยังปลอบเจี่ยนจือว่า “จือจือไม่ต้องกลัวนะ ไม่ต้องกลัว ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว หมอกับตำรวจกำลังจะมา พวกเขาสามคนจะต้องไม่เป็นอะไร”เจี่ยนจือแนบตัวอยู่กับกระจกรถ มองทั้งสามคนที่ค่อย ๆ ห่างออกไป รวมถึงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ ในหัวของเธอมีแต่เสียงหึ่ง ๆ ดังไม่หยุด ส่วนหัวใจก็เหมือนมีใครถือกลองใบใหญ่มาทุบอย่างแรง ตึก…ตึก…ตึก… ทุบเสียจนใจเธอสั่นราวกับจะกระเด็นออกมา แม้แต่ในหู ในสมอง ก็เหมือนมีใครกำลังทุบดัง ตึก…ตึก…ตึก… อยู่ตลอดเวลาเธอกุมหน้าอกพลางหอบหายใจแรง “คุณย่า หนูไม่เป็นไร หนูไม่ได้กลัว แล้วคุณย่าล่ะ? เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?”“ย่าไม่เป็นไร
ใกล้จะถึงเทศกาลตรุษจีนแล้วถึงแม้ตัวจะอยู่ที่ต่างประเทศ แต่สำหรับคนตระกูลเจี่ยนตรุษจีนยังคงเป็นเทศกาลที่สำคัญที่สุดของปีโดยเฉพาะกับคุณย่า พอถึงช่วงนี้ทีไรท่านก็มักจะยุ่งอยู่กับการเตรียมงานฉลองตามขนบธรรมเนียมเดิมที่คุ้นเคย ซึ่งเรื่องพวกนี้ล้วนแต่เป็นเรื่องที่คนงานที่บ้านคุณป้าจัดการไม่ได้ จึงกลายเป็นหน้าที่ของคุณป้า เจี่ยนจือและเจี่ยนหลานที่ต้องช่วยคุณย่าจัดเตรียมทุกอย่างเองโดยเฉพาะเจี่ยนจือที่ยังไม่เปิดเทอม จึงมีเวลาช่วยคุณย่ามากกว่าคนอื่นทั้งเตรียมเนื้อเค็ม ตัดกระดาษมงคลตกแต่งหน้าต่างและประตู แถมยังถึงขั้นที่ไปซื้อโม่เล็ก ๆ มาอันหนึ่ง ตั้งใจจะบดข้าวเหนียวสำหรับทำบัวลอยจีนไม่มีทั้งคำพูดที่ว่า “ที่บ้านมีแฮมสเปนชั้นดีอยู่แล้วจะยังทำเนื้อเค็มไปทำไม” หรือแม้แต่ “ในซูเปอร์มาเก็ตจีนก็มีเม็ดบัวลอยสำเร็จรูปขายตั้งเยอะ นั่งโม่เองลำบากจะตาย” ทุกคนต่างเต็มใจทำตามขนมธรรมเนียมที่คุณย่ายึดถือ และที่สำคัญพวกเขาเองก็มีความสุขกับการได้ทำสิ่งเหล่านี้ไปด้วยกันถึงขนาดที่เจี่ยนหลานสนใจเครื่องโม่หินมาก เขาถึงขั้นเปิดดูคลิปสอนวิธีใช้ตามอินเทอร์เน็ต จำได้ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งเขาถึงกับตื่นเช้ามาโม่ถั่






![เด็กแสบของคนเถื่อน (NC20+) [ซีรีส์ คนเถื่อน 3/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
