로그인
เรื่องที่หลินจื่อเวยก่อขึ้นมานั้นเกี่ยวข้องกับเจี่ยงซื่อฝานโดยตรงหรือไม่ เธอไม่รู้ แต่ท่าเต้นในช่วงที่เกี่ยวกับฟีนิกซ์ มีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวว่าจะรั่วไหลออกไปจากฝั่งเจี่ยงซื่อฝานเธออยากฟังว่าเจี่ยงซื่อฝานต้องการจะพูดอะไรกันแน่“รุ่นพี่ ผมเห็นหมดแล้ว” เขาเอ่ย“อืม” เจี่ยนจือไม่ได้แสดงท่าทีอะไรเจี่ยงซื่อฝานเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า “เรื่องนี้เป็นความผิดของผม ผมดูแลเวยเวยไม่ดีเอง”เจี่ยนจือรอฟังเขาพูดต่อเธอพบว่าบรรดาแฟนเก่าของเธอต่างก็ชอบมาขอโทษเธอแทนผู้หญิงอีกคน นี่เธอตกเข้าไปอยู่ในรังประหลาดอะไรกัน?“รุ่นพี่เจี่ยน” เสียงของเขาในสายต่ำและเชื่องช้าราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง “ถ้าจะพลิกกระแสสังคมมันก็ง่ายอยู่นะ”“อืม นายว่ามาสิว่ามันง่ายยังไง” เจี่ยนจือได้ยินน้ำเสียงของเขาแล้วก็รู้สึกว่าเรื่องนี้คงไม่ได้ง่ายอย่างที่พูดแน่“ตอนนี้ผมอยู่ลอนดอน ออกมาเจอกันหน่อยได้ไหม? เรามาคุยกันต่อหน้าเถอะ”“ไม่ล่ะ มีอะไรก็พูดในโทรศัพท์เถอะ” ในเมื่อเลิกกันแล้ว เจี่ยนจือก็จะไม่ไปเจอเขาอีก“แค่เจอกันสักครั้งก็ไม่ได้เหรอ?”เจี่ยนจือรู้สึกคุ้นหูกับประโยคนี้มาก เหมือนใครบางคนก็เคยพู
นี่มันคำพูดปลิ้นปล้อนอะไรกัน?จากนั้นข่าวลือต่าง ๆ บนอินเทอร์เน็ตก็เริ่มถาโถมเข้ามาราวกับกระแสน้ำในบรรดาข่าวลือทั้งหมด เรื่องที่ถูกพูดถึงมากที่สุดก็คือ《เสียงกวางกังวาน》เป็นผลงานที่เจี่ยงซื่อฝานกับหลินจื่อเวยร่วมกันสร้างขึ้น เจี่ยนจือใช้ทุกวิถีทางเนรคุณคนที่เคยช่วยเหลือ โดยอ้างว่าต้องรักษาขาเพื่อขอให้เจี่ยงซื่อฝานช่วย เจี่ยงซื่อฝานเห็นแก่ที่เคยอยู่คณะเดียวกัน จึงช่วยหาแพทย์ให้เจี่ยนจือ ถึงขั้นอยู่เป็นเพื่อนเธอตอนทำกายภาพฟื้นฟู แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงของเจี่ยนจือกลับเป็นการล่อลวงเจี่ยงซื่อฝาน เจี่ยงซื่อฝานไม่ได้หลงกล ทว่าการเต้น《เสียงกวางกังวาน》ที่เขากับหลินจื่อเวยร่วมกันออกแบบและยังไม่ทันได้ขึ้นแสดง กลับถูกเจี่ยนจือขโมยไปเสียก่อนจากนั้นยังมีนักเรียนหลายคนที่เคยเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกับเจี่ยนจือและเจี่ยงซื่อฝานในอังกฤษออกมาโพสต์รูป ซึ่งทั้งหมดเป็นภาพเจี่ยงซื่อฝานกำลังซ้อม《เสียงกวางกังวาน》เพื่อใช้เป็นหลักฐานว่าการเต้นชุดนี้เป็นของเจี่ยงซื่อฝานและในการแสดง《เสียงกวางกังวาน》อย่างเป็นทางการอีกหลายครั้งในเวลาต่อมา นักแสดงนำก็ไม่ใช่เจี่ยงซื่อฝานจริง ๆเรื่องนี้ยิ่งกลายเป็นหลักฐานสนับสนุน
ช่วงปีใหม่ คณะร้องรำและวงดนตรีหลายแห่งต่างก็มีการแสดงต้อนรับปีใหม่แต่คณะเต้นของเจี่ยนจือไม่ได้จัดการแสดงคุณป้าบอกว่าให้คนในครอบครัวไปดูคอนเสิร์ตหรือละครเต้นรำด้วยกันสักเรื่อง ให้เจี่ยนจือได้เป็นผู้ชมบ้าง อย่าเอาแต่เป็นคนขึ้นแสดงตลอดเจี่ยนจือจึงค้นหาบัตรการแสดงทางอินเทอร์เน็ต ปรากฏว่ากลับเจอการแสดงเรื่องหนึ่งเข้า: หงส์เหินคู่เป็นการแสดงของคณะนาฏศิลป์จีนพอเห็นภาพประชาสัมพันธ์ เธอก็รู้สึกคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก พอเลื่อนลงไปดูต่อ ดี ผู้ออกแบบท่าเต้น: หลินจื่อเวยในเวลาเดียวกัน โทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้น ตี๋โยวโทรมา“หัวหน้าทีม เธอเห็นโฆษณาการแสดงปีใหม่หรือยัง? มีเรื่องหนึ่งชื่อว่า《หงส์เหินคู่》 โฆษณากันเต็มไปหมดเลย ทำไมฉันรู้สึกว่าการเต้นชุดนี้...” ความหมายที่ตี๋โยวต้องการสื่อนั้นชัดเจนเสียยิ่งกว่าชัด“ซื้อตั๋วไปดูกัน” เจี่ยนจือเอ่ยไม่ใช่ว่าเธอกังขาในนิสัยใจคอของหลินจื่อเวย แต่คนคนนี้ไม่มีคุณธรรมอะไรเลยจริง ๆเธอไปไอร์แลนด์หนึ่งเดือน ส่วนหลินจื่อเวยออกจากคณะเต้นไปก่อนที่เธอจะเดินทางไปไอร์แลนด์เพียงครึ่งเดือนกว่า ๆ การจะสร้างละครเต้นรำขึ้นมาหนึ่งเรื่อง ตั้งแต่ออกแบบท่า ซ้อมการแสดง
เจี่ยนจือเจอเวินถิงเยี่ยนกับแอนนาที่โรงพยาบาลตอนนั้นเป็นตอนเช้าแล้ว ครั้งนี้อาการของคุณย่าไม่ได้รุนแรงมาก ตอนกลางคืนหลังจากให้น้ำเกลือที่โรงพยาบาลและสังเกตอาการอยู่หลายชั่วโมง อาการก็ค่อนข้างคงที่ เช้าวันรุ่งขึ้นจึงเตรียมกลับบ้านไปพักผ่อนดังนั้น พวกเธอจึงเจอเวินถิงเยี่ยนกับแอนนาที่เพิ่งลงจากรถที่ลานจอดรถ รถสองคันจอดอยู่ติดกัน จะไม่เห็นกันก็ยากเวินถิงเยี่ยนกับแอนนาต่างสวมหมวกหนา ๆ กับหน้ากากอนามัย และห่อตัวด้วยเสื้อขนเป็ดยาวเจี่ยนจือลองนึกดู เหมือนนี่จะเป็นครั้งแรกที่เธอเห็นเวินถิงเยี่ยนใส่เสื้อขนเป็ดปกติเขาแต่งตัวเรียบร้อยเนี้ยบทุกกระเบียดนิ้ว ปกติเขารังเกียจเสื้อขนเป็ดว่าดูเทอะทะและไม่เป็นทางการไม่ใช่เหรอ?เพราะหลีกเลี่ยงกันไม่ได้ เวินถิงเยี่ยนจึงทักทายพวกเขา เรียกคุณย่า คุณป้า และพี่ชายแน่นอนว่าสุดท้ายก็เรียกเจี่ยนจือด้วยจากนั้นจึงถามว่าใครไม่สบาย“ไม่มีอะไรหรอก” เจี่ยนหลานรีบให้คุณย่าขึ้นรถเพราะข้างนอกอากาศหนาว จากนั้นจึงเอ่ยกับเวินถิงเยี่ยนว่า “ขอบคุณคุณเวินที่เป็นห่วง พวกเรามีผู้สูงอายุอยู่ด้วย ขอตัวกลับก่อนนะครับ”น้ำเสียงเขาดูสุภาพมาก แต่เพราะความสุภาพมากนี่เอ
ถ้าเปลี่ยนเป็นผู้หญิงคนอื่นที่ชี้ไปยังอาหารในจานพร้อมบอกเธอว่า นี่คืออาหารที่เวินถิงเยี่ยนทำ เธอคงรู้สึกว่าผู้หญิงคนนั้นกำลังอวด แต่พอเป็นแอนนาทำแบบนี้ เธอกลับไม่รู้สึกแบบนั้นเลยจริง ๆ“ฝีมือทำอาหารของเวินก็ใช้ได้นะ” แอนนาเอ่ย “เขาทำเค้กอร่อยมาก”เจี่ยนจือยิ้มบาง “ฉันรู้ว่าเขาทำเค้กอร่อย ร้านบ้านคุกกี้ของเขาก็เปิดเพื่อเธอไม่ใช่เหรอ?”เจี่ยนจือสาบานได้ว่าตอนพูดประโยคนี้ เธอไม่ได้รู้สึกหึงหวงเลยสักนิด เพียงแค่รู้สึกทอดถอนใจและสะท้อนใจเท่านั้นคิดไม่ถึงว่าแอนนากลับเอ่ยว่า “เพื่อฉันเนี่ยนะ? ไม่หรอก ฉันไม่ชอบอะไรแบบนั้น”“งั้นเหรอ?” เจี่ยนจือชะงักไปเล็กน้อยแอนนายิ้มแล้วเอ่ยว่า “ฉันยังเคยหัวเราะเขาเลยว่าไร้เดียงสา”จู่ ๆ เจี่ยนจือก็นึกขึ้นได้ว่าวันนั้นตอนเวินถิงเยี่ยนเล่าให้เธอฟังว่าทำไมร้านเค้กถึงออกแบบเป็นรูปทรงบ้านคุกกี้โดยพูดเป็นภาษาจีนตอนนั้นแอนนาฟังไม่เข้าใจเหรอ?แอนนาที่อยู่อีกฝั่งยิ้มแล้วเอ่ยว่า “เขามาแล้ว”เวินถิงเยี่ยนเหรอ?เพียงชั่วพริบตา เวินถิงเยี่ยนก็ปรากฏตัวในกล้อง เขายิ้มอยู่ทางนั้น “เจี่ยนจือกลับมาแล้วเหรอ? เดินทางราบรื่นดีไหม?”“ก็โอเคนะ” เจี่ยนจือมองเวินถิงเย
เจี่ยนจือรู้ดีว่า ในใจของพี่ชายเธอกากบาทสีแดงชื่อเวินถิงเยี่ยนเอาไว้แล้วแต่เจี่ยนหลานก็ยังไม่ถึงขั้นพูดออกมาตรง ๆ ต่อหน้าน้องสาว เขาเพียงทำเหมือนไม่ได้ยิน แล้วเอ่ยว่า “กินข้าวได้แล้ว คุณยายกับแม่ฉันพูดถึงมื้อนี้มาหลายวัน เมนูก็แก้แล้วแก้อีก ทุกอย่างเลือกตามที่เธอชอบหมด”ยิ่งทำให้เขาที่เป็นลูกชายแท้ ๆ ดูเหมือนเก็บมาเลี้ยงเข้าไปใหญ่เจี่ยนจือยิ้มจนหุบไม่ลงตอนที่เพิ่งรู้จักพี่ชาย แม้พี่ชายจะดีกับเธอมาก ๆ แต่จริง ๆ แล้วเธอก็ยังแอบกลัวเขาอยู่บ้าง เพราะรัศมีรอบตัวเขาแข็งแกร่งเกินไป แต่เวลาอยู่บ้าน โดยเฉพาะตอนอยู่ต่อหน้าคุณป้า พี่ชายกลับขี้เล่นขึ้นมากจริง ๆทุกคนในครอบครัวกินอาหารมื้อใหญ่อันแสนอุดมสมบูรณ์ด้วยกันเมื่อวานยังเป็นเนื้อตุ๋นกับไส้กรอกอยู่เลย พอจู่ ๆ กลับมาเป็นอาหารจีนที่ประณีต ก็ให้อรรถรสไปอีกแบบหลังจากกินข้าวเสร็จ เจี่ยนจือนั่งคุยกับคนในครอบครัว เล่าเรื่องที่พบเจอในไอร์แลนด์อยู่พักใหญ่ แล้วยังเต้นรำพื้นเมืองที่เพิ่งเรียนมาให้พวกเขาดูด้วย ไม่ต้องพูดเลยว่าทุกคนในบ้านมีความสุขกันแค่ไหนหลังจากเจี่ยนจือกลับเข้าห้องของตัวเอง การเดินทางตลอดหนึ่งเดือนนี้ถึงถือว่าสิ้นสุดลงอย่า







![เด็กแสบของคนเถื่อน (NC20+) [ซีรีส์ คนเถื่อน 3/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)