INICIAR SESIÓNสามปีต่อมา
ปู้จิงทั้งที่ออกล่าสัตว์บ่อย ๆ แต่ผิวพรรณของนางกลับขาวนวลราวกับคุณหนูในห้องหอเสียอย่างนั้น อีกทั้งหน้าตาที่น่ารักราวกับตุ๊กตาของนางก็ทำเอาหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ที่เห็นเป็นต้องนึกเอ็นดูขึ้นมาไม่ได้ น่าเสียดายที่หน้าตากับพลังของนางนั้นไม่สัมพันธ์กันเอาเสียเลย พวกผู้ชายในหมู่บ้านมักเห็นคนงามยกสัตว์ใหญ่ที่ล่าได้กลับบ้านด้วยมือเดียวอยู่บ่อย ๆ ทำเอาความงามของปู้จิงแทบจะมลายหายไปต่อหน้าต่อตาชายหนุ่มเหล่านั้นทันทีทันใด“เฮ้อ ข้าล่ะเสียดายหน้าตาน่ารัก ๆ ของปู้จิงจริง ๆ” เด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับปู้ต้านเอ่ยขึ้นอย่างสุดแสนจะเสียดาย เขามองดูปู้จิงเติบโตขึ้นมาตลอด แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปยุ่งกับนาง ด้วยเพราะตั้งแต่เด็ก ๆ เขาถูกพ่อแม่สอนให้อยู่ห่างจากตัวประหลาดอย่างปู้จิงจึงได้จำฝังใจ
“ชิ เสียดายแล้วจะทำสิ่งใดได้เล่า เจ้ากล้าเข้าไปจีบนางไหมล่ะ” สหายวัยเดียวกันเอ่ยอย่างดูถูกขึ้นมาทันที ใครในหมู่บ้านไม่รู้บ้างว่าปู้จิงมีพละกำลังมหาศาลแค่ไหน
“พูดอย่างกับเจ้ากล้าจีบนางอย่างนั้นแหละ เฮอะ” เด็กหนุ่มตอบกลับด้วยสีหน้าเหยียดหยามไม่แพ้กัน พวกเขาอยู่ในช่วงวัยของการหาคู่ น่าเสียดายที่ในหมู่บ้านไม่ค่อยจะมีหญิงสาวที่พอจะเข้าตาพวกเขาสักเท่าไหร่ ทั้งสองจึงยังไม่ได้หมั้นหมายจนป่านนี้
ในหมู่บ้านใช่ว่าจะมีเพียงเด็กหนุ่มสองคนพูดถึงเรื่องนี้เท่านั้น บรรดาผู้อาวุโสของแต่ละครอบครัวต่างก็คิดแบบเดียวกัน พวกเขารู้ดีว่าบ้านปู้มั่งคั่งแค่ไหนจากฝีมือล่าสัตว์ขั้นเทพของคนบ้านปู้ น่าเสียดายที่พวกเขาไม่อาจเสี่ยงให้บุตรหลานเข้าใกล้ปู้จิงจนอาจได้รับบาดเจ็บจากพลังช้างสารของนางได้ ทุกคนจึงทำได้เพียงเสียดายโอกาสเท่านั้น
ปู้จิงไม่รู้เลยว่าชาวบ้านพูดถึงนางอย่างไร เพราะวัน ๆ นางเอาแต่ขึ้นเขาไปล่าสัตว์อยู่ตลอดก็เท่านั้น นาน ๆ ครั้งปู้จิงจึงจะอยู่บ้านพักผ่อนกับครอบครัว แต่ถึงแม้ปู้จิงจะไม่รู้เรื่องดังกล่าว คนอื่นในบ้านปู้ใช่ว่าจะไม่รู้ด้วย เพียงแต่พวกเขารักปู้จิงมากจนไม่อยากให้ใครมาแย่งนางไปจากครอบครัวพวกเขาได้ง่าย ๆ ทุกคนจึงร่วมมือกันปิดบังนางเอาไว้
สายวันต่อมา ช่วงนี้ปู้ต้านกับปู้ตี้ไม่ต้องเรียนหนังสือกับแม่พวกเขาแล้ว เพราะตลอดสามปีที่ผ่านมา ตำราต่าง ๆ ในบ้านถูกพวกเขาอ่านจนหมดแล้ว ทั้งสองจึงพากันขึ้นเขาล่าสัตว์ช่วยครอบครัวหาเงินแทน วันนี้พวกเขาก็เตรียมกับดักและธนูเอาไว้เช่นกัน
“น้องสาว เจ้าจะไปกับพวกพี่ชายไหม” ปู้ต้านเอ่ยชวนปู้จิงพร้อมรอยยิ้ม เวลาพวกเขาไปกับน้องสาวทีไรก็มักจะโชคดีได้สัตว์ใหญ่กลับบ้านมาแทบทุกครั้ง
“ไม่ดีกว่าพี่ใหญ่ ข้าอยากไปลองหาสมุนไพรหลังเขาดูบ้างเจ้าค่ะ ได้ข่าวว่าช่วงนี้ราคาดีไม่หยอกเลยนะเจ้าคะ” ปู้จิงที่วิ่งไปขอดูหนังสือภาพเกี่ยวกับสมุนไพรจากป้าสะใภ้ใหญ่เมื่อไม่กี่วันก่อนปฏิเสธพร้อมรอยยิ้มบาง นางอยากลองเปลี่ยนมาหาสมุนไพรดูบ้าง แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะเตรียมธนูของนางไปเผื่อเอาไว้ยิงสัตว์ป่าด้วย
“โธ่ เจ้าไม่อยากไปล่าสัตว์กับพวกพี่ชายหรือ” ปู้ตี้เอ่ยอย่างน้อยอกน้อยใจ เขาชอบไปล่าสัตว์กับน้องสาวมากกว่าไปกับพี่ชายสองคนเสียอีก
“ไม่ไปดีกว่าเจ้าค่ะ วันนี้ข้าว่าจะไปภูเขาอีกด้านน่ะ ได้ข่าวว่าแถวนั้นมีสมุนไพรหายากอยู่ด้วย เพียงแต่ไม่รู้ว่าแถวนั้นจะมีสัตว์ดุร้ายคอยปกป้องสมุนไพรไหมเจ้าค่ะ” ปู้จิงบอกไปตามที่นางให้พ่อไปถามหมอในหมู่บ้านมาให้ก่อนหน้านี้
“เช่นนั้นเจ้าก็ระวังตัวด้วยนะน้องสาว” ปู้ต้านไม่อยากเซ้าซี้น้องสาวคนเดียวของบ้าน พวกเขารีบเตรียมของก่อนจะออกเดินทาง ด้วยกลัวว่าน้องชายตัวป่วนอย่างปู้จื่อจะวิ่งตามไปจนเป็นภาระพวกเขาเสียก่อน หลายครั้งแล้วที่ทั้งสองไม่ได้สัตว์กลับบ้านเพราะน้องชายคนนี้
“ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ พวกท่านก็ระวังด้วยนะเจ้าคะ” ปู้จิงยิ้มบอก นางแค่จะไปหาสมุนไพรเท่านั้นเอง ในสมองนางตอนนี้จดจำรูปร่างและลักษณะพิเศษของสมุนไพรได้ไม่น้อยแล้ว ปู้จิงคาดหวังว่าวันนี้นางจะได้ผลลัพธ์ที่ดีในการขึ้นเขา
ปู้จื่อที่อายุน้อยที่สุดในบ้าน พอรู้ว่าพวกพี่ชายพี่สาวจะขึ้นเขาก็อยากไปด้วย น่าเสียดายที่เหมยซื่อดึงคอเสื้อเจ้าเด็กแสบเอาไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นลูกชายนางต้องวิ่งตามหลาน ๆ ไปอีกเป็นแน่ ลูกชายของนางยังเด็กนักและการฝึกฝนวรยุทธ์ก็ไม่เอาไหนที่สุดในครอบครัว ทำให้เหมยซื่อไม่วางใจให้เขาออกไปล่าสัตว์กับเหล่าลูกพี่ลูกน้อง
“หยุดเลยเจ้าตัวแสบ! อยู่บ้านแล้วฝึกฝนให้ดี หากเจ้าฝีมือไม่ได้เรื่องอีกก็ไม่ต้องตามพวกพี่ ๆ ไปวุ่นวายบนภูเขา หลายครั้งแล้วที่เจ้าทำให้พวกเขาล่าสิ่งใดไม่ได้เลย อย่าไปป่วนพวกพี่ ๆ อีกเข้าใจหรือไม่” เหมยซื่อที่ดึงคอเสื้อลูกชายจนเขาดิ้นแด่ว ๆ กล่าวด้วยน้ำเสียงดุ
“โธ่ท่านแม่ ข้าแค่อยากช่วยพวกเขานะขอรับ ข้าไม่ได้ป่วนเสียหน่อย” ปู้จื่อไม่รู้ตัวเลยว่าการช่วยของเขาทำให้เหยื่อที่น่าจะล่าได้วิ่งหนีไปเสียหมด
“เงียบเลย! ไปช่วยพ่อเจ้าทำกับดักเลยนะ วันนี้ห้ามไปไหนเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นแม่จะตีก้นเจ้าให้ลายเลยคอยดู” เหมยซื่อขู่เจ้าเด็กแสบของบ้าน
ปู้จื่อได้แต่ต้องพยักหน้ารับคำแม่ของเขา เขารู้ดีว่าไม้เรียวท่านแม่นั้นรุนแรงแค่ไหน ตอนนี้เขายังไม่อยากก้นลายอีก ปู้จื่อจึงทำได้แค่ขอให้แม่ปล่อยเขาลงแล้วเดินไปทางหลังบ้านซึ่งพ่อจอมขี้เกียจของเขาน่าจะกำลังนอนมากกว่าจะทำกับดักอย่างที่แม่บอก
ปู้จิงเลือกไปภูเขาฝั่งตะวันตกห่างออกไปจากหมู่บ้านประมาณสิบห้าลี้ นางใช้วิชาตัวเบาที่ร่ำเรียนมาอย่างสุดกำลัง ทำให้ปู้จิงไปถึงตีนเขาได้ในเวลาเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยาม
“อืม… ไปทางไหนก่อนดีนะ” ปู้จิงยืนหันรีหันขวางอยู่ตีนเขาคนเดียว นางใช่ว่าจะไม่เห็นชาวบ้านคนอื่นขึ้นเขาแห่่งนี้ เพียงแต่ปู้จิงไม่อยากเดินตามหลังพวกเขาไปเพราะกลัวจะไม่ได้ของดีกลับมา นางรู้ดีว่าคนอื่นเองก็ต้องหาของมีค่าออกไปขายไม่ต่างจากนางเอง
หลังจากยืนมองดูอยู่นานเกือบสองเค่อ ปู้จิงตัดสินใจเดินอ้อมไปอีกทางซึ่งไม่มีชาวบ้านเดินเข้าไป นางคิดว่าทางที่ไม่เคยมีคนไปจะต้องมีสมุนไพรมากมายให้นางเก็บเป็นแน่
ปู้จิงวิ่งเข้าไปในป่าลึกพอสมควร นางเห็นว่าแถวนี้มีป่ารกทึบอยู่จึงได้หยุดวิ่งและกวาดสายตาราวกับเรดาร์ไปทั่วบริเวณทันที
“เอ๊ะ! นั่นไม่ใช่ใบของต้นโสมหรอกหรือ” ปู้จิงเอียงศรีษะคิดไปมาอย่างน่ารัก นางจำได้ลาง ๆ ว่าใบของต้นโสมในหนังสือมีลักษณะอย่างที่กำลังเห็นอยู่
ปู้จิงคิดอยู่ไม่นานก็ตัดสินใจเดินไปนั่งข้างต้นไม้ที่น่าจะเป็นโสม จากนั้นปู้จิงนำเสียมอันเล็กที่พกมาด้วยขุดไปรอบ ๆ พื้นที่ของมันทันที
“หืม? ดูท่าทางจะหัวใหญ่ไม่น้อยเลยนะเนี่ย” ปู้จิงพึมพำขึ้นมาเบา ๆ เมื่อนางรู้สึกว่าใต้ดินน่าจะมีโสมหัวใหญ่ฝังอยู่
หลังจากขุดอย่างเบามือจนดินร่วนดีแล้ว ปู้จิงก็ใช้นิ้วเล็ก ๆ ของนางค่อย ๆ เขี่ยดินออกให้เบาที่สุด ด้วยนางกลัวว่าแรงมหาศาลของนางจะทำลายต้นโสมมีค่าไปเสียก่อน
ปู้จิงใช้เวลาเขี่ยดินออกอยู่นานเกือบครึ่งชั่วยาม ในที่สุดนางก็ตัดสินใจใช้สองนิ้วดึงต้นโสมขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ตรงหน้าของปู้จิงกลับเป็นโสมอย่างในหนังสือจริง ๆ รอยยิ้มของนางปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าทันทีที่ได้สมุนไพรล้ำค่าอย่างไม่คาดคิด ปู้จิงไม่กล้าแตะต้องต้นโสมมากนัก นางกลัวว่าจะพลั้งเผลอจนทำให้โสมกระจุยไปเสียก่อน
“เฮ้อ! ในที่สุดก็ได้สมุนไพรมาหนึ่งอย่างแล้ว ท่าทางแถวนี้จะมีสมุนไพรดี ๆ อยู่ไม่น้อยเลยนะเนี่ย ข้าลองเดินดูสักหน่อยดีกว่า” ปู้จิงเอ่ยขึ้นหลังจากวางโสมลงในตะกร้าอย่างทะนุถนอม
กว่าหนึ่งชั่วยามที่ปู้จิงเดินไปมา นางพบสมุนไพรอีกสองสามอย่างซึ่งไม่ได้สำคัญอะไรนักแต่ก็พอจะขายได้ราคาอยู่บ้าง เมื่อเห็นว่าแถวนี้ไม่น่าจะมีสมุนไพรดี ๆ อีก ปู้จิงตัดสินใจเดินลึกเข้าไปอีกทางซึ่งมืดมิดยิ่งกว่าตรงที่นางอยู่ตอนนี้ ในใจของนางหวังแค่ว่าจะได้พบกับสมุนไพรล้ำค่ามากกว่าโสมยักษ์ต้นก่อนหน้านี้
“เอ๊ะ! ตรงนั้นเหมือนเป็นหน้าผาเลย ไม่รู้ว่าจะมีสมุนไพรดี ๆ บ้างไหมนะ” ปู้จิงได้ยินเสียงลมพัดแรงไม่ไกลนัก นางจำได้ว่าในหนังสือมีสมุนไพรดี ๆ ที่เกิดตามหน้าผาไม่น้อย ปู้จิงจึงคิดอยากเสี่ยงดวงดูสักครั้ง อย่างไรวิชาตัวเบานางก็เรียนรู้มาเป็นอย่างดี การปีนหน้าผาจึงไม่ยากสำหรับปู้จิงเลยแม้แต่นิดเดียว
“เหตุใดจึงไม่มีใครไปเล่า หรือที่นั่นมีสัตว์อันตรายอยู่” ปู้เซียวถามขึ้นบ้าง“ได้ข่าวว่าภูเขานั้นมีหมีดำตัวใหญ่อยู่น่ะขอรับ ข้าเองก็ยังไม่เคยขึ้นไปสูงมากนักจึงไม่รู้ว่าที่คนเขากล่าวขานมานั้นจริงหรือไม่” ชินอ๋องตอบอย่างที่ทราบมา“อืม… น่าสนใจ น่าสนใจ” ปู้จิงที่เคยฆ่าหมีดำเมื่อครั้งไปช่วยท่านปู่อดพูดขึ้นมาไม่ได้“อะไรของเจ้าน้องสาว เจ้าเป็นพระชายาแล้วนะยังจะขึ้นเขาอีกหรือ” ปู้ตี้อดปรามน้องไม่ได้“อ้าว ข้าเป็นพระชายาแล้วอย่างไรเล่าพี่รอง ข้าก็ยังชอบล่าสัตว์อยู่ดี ไม่รู้ล่ะ ยังไงข้าก็จะไปดูว่าที่นั่นมีหมีดำอยู่จริงหรือไม่” ปู้จิงกล่าวอย่างไม่สนใจท่าทีของชินอ๋องสามีแม้แต่น้อย“เอาล่ะ ๆ หากอยากไปก็ไปด้วยกันหมดนี่แหละ ถือว่าไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาดีไหม” จางซื่อได้แต่ต้องตามใจหลานสาวที่ถึงจะเป็นพระชายาแล้วก็ยังคงรักในอาชีพเก่าอยู่“เย้! ท่านย่าใจดีที่สุดเจ้าค่ะ” ปู้จิงวิ่งปรื๋อเข้าไปกอดร่างเล็กของจางซื่อ“เช่นนั้นอีกสองวันเราค่อยไปกันนะ ค้างคืนที่ภูเขาสักคืนหนึ่งค่อยกลับ” ปู้ซานเห็นว่าภูเขาที่กำลังจะไปนั้นไม่คุ้นเคย เขาจึงอยากพักอยู่ที่นั่นสักคืน“ได้สิ ให้ลูกสะใภ้อยู่จวนก็พอ พวกเราค่อยเตรียมกระโ
ก่อนถึงฤกษ์รับตัวเจ้าสาวหนึ่งเค่อ ขบวนสินสอดยาวนับสิบลี้ของชินอ๋องก็เดินทางมาถึงหน้าจวนท่านหญิง พิธีรับตัวเป็นไปตามราชประเพณี กระทั่งปู้จิงขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวเพื่อเดินทางไปทำพิธีต่อในวังหลวง บรรดาญาติสนิทมิตรสหายต่างก็ติดตามขบวนชินอ๋องไปด้วย ชาวเมืองที่มารอรับขบวนเสด็จตามข้างถนนต่างกล่าวอวยพรชินอ๋องกับพระชายาเสียงดังด้วยความชื่นชมยินดี พวกเขารู้ดีว่าพระชายาช่วยเหลือราชสำนักมากมายเพียงใด“พวกท่านรับขนมงานแต่งไปด้วยนะเจ้าคะ” บ่าวไพร่ในจวนท่านหญิงต่างถือตะกร้าขนมสำหรับงานมงคลเอาไว้คนละตะกร้าสองตะกร้าเพื่อแจกจ่ายชาวเมืองตามธรรมเนียม“ขอบคุณพวกท่านมาก” ชาวเมืองมากมายยิ้มกว้างออกมา ขนมเหล่านี้นับว่าเป็นเกียรติให้กับพวกเขาที่ได้มาร่วมแสดงความยินดีกับชินอ๋องและพระชายายิ่งแล้ว ขบวนเสด็จใช้เวลาไม่ถึงสองเค่อก็ไปถึงหน้าพระราชวัง ชินอ๋องลงจากหลังม้าและมาเปิดเกี้ยวเพื่อรับเจ้าสาวคนงามของพระองค์“จิงเอ๋อ ถึงแล้วล่ะ” ชินอ๋องยื่นมือเรียวยาวขาวผ่องไปให้ปู้จิงจับเอาไว้“อื้อ ข้าตื่นเต้นจังเลยอาหยวน” ปู้จิงยื่นมือเล็กออกมาแล้วกระซิบบอกชินอ๋อง“ไม่ต้องกลัวนะ ข้าอยู่ข้างเจ้า” ชินอ๋องกระซิบกลับและค่อย ๆ พาป
ชินอ๋องนั่งสนทนากับครอบครัวปู้จิงจนถึงมื้อเที่ยง พระองค์ยังขอร่วมวงทานมื้อเที่ยงก่อนจะเดินทางกลับจวนอ๋องไปในช่วงบ่ายอย่างสบายใจ ชุดแต่งงานของชินอ๋องกับพระชายาจะมีคนในวังจัดการให้ตามธรรมเนียม งานอภิเษกในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าถือว่าเป็นงานมงคลครั้งแรกหลังจากเกิดการกบฏขึ้นในเมืองหลวง ฮ่องเต้หลังจัดการกับพวกกบฏเสร็จสิ้น พระองค์ก็เริ่มพิจารณาความดีความชอบให้กับเหล่าจอมยุทธที่มาช่วยเหลือในครั้งนี้ด้วย รวมถึงครอบครัวปู้จิงที่สร้างคุณูปการด้วย“เจ้าว่าหากมอบตำแหน่งกั๋วกงให้ตระกูลปู้จะเหมาะสมหรือไม่” ฮ่องเต้หันไปตรัสกับขันทีประจำพระองค์ที่ยืนคอยรับใช้ไม่ห่าง“กระหม่อมคิดว่าเหมาะสมมากพะย่ะค่ะ อย่างไรเสียท่านหญิงก็กำลังจะแต่งเข้าราชวงศ์ด้วย หากครอบครัวนางได้รับยศตำแหน่งก็จะช่วยหนุนหลังท่านหญิงได้ด้วยพะย่ะค่ะ” ขันทีกุ่ยเอ่ยพร้อมรอยยิ้มกว้าง เขาเคยพบท่านหญิงผู้น่ารักหลายครั้งจึงรู้สึกเอ็นดูไม่น้อย ยิ่งพอรู้ว่าท่านหญิงกับครอบครัวทุ่มเทกำลังจัดการกลุ่มกบฏจำนวนมากไปได้ เขาก็ยิ่งนับถือนางมากขึ้น“อืม… เช่นนั้นเราจะเขียนราชโองการให้ พรุ่งนี้เจ้าค่อยไปประกาศก็แล้วกัน” ฮ่องเต้ตัดสินใจที่จะมอบตำแหน่งใหญ่ใ
ที่หน้าคุกหลวง การต่อสู้ยังคงดุเดือดอยู่เมื่อปู้จิงกับเสือขาวไปถึง ทั้งสองเข้าร่วมวงต่อสู้ทันทีอย่างไม่เกรงกลัว กระทั่งหนึ่งชั่วยามต่อมา ในที่สุดชินอ๋องกับเหล่าองครักษ์เงาก็สามารถเข้าไปช่วยเหลือฮ่องเต้กับฮองเฮาออกมาได้เสียที“จิงเอ๋อ ข้าจะพาเสด็จพี่กับพี่สะใภ้ไปรักษาตัวที่วังหลวงก่อนนะ ฝากเจ้าจัดการพวกกบฏที่เหลือเหล่านี้ได้หรือไม่” ชินอ๋องทั้งเป็นห่วงพี่ชายและห่วงคู่หมั้น“ได้สิ ข้าจัดการเสร็จแล้วจะไปหาเจ้าในวังนะ” ปู้จิงยิ้มแป้นบอก นางเห็นอยู่ว่าสภาพของพี่ชายอาหยวนนั้นไม่ค่อยดีนัก“ขอบใจเจ้ามากนะ พวกเจ้าฟังคำสั่งท่านหญิงให้ดีเล่า” ชินอ๋องหันไปกำชับกองกำลังทหารที่ติดตามพระองค์มาตั้งแต่เข้าเมืองหลวงด้วยน้ำเสียงจริงจัง“กระหม่อมรับบัญชาพะย่ะค่ะท่านอ๋อง” เหล่าทหารต่างร้องรับคำเสียงดัง พวกเขามีหรือจะกล้าไม่ฟังคำสั่งท่านหญิงสุดแกร่งกันเล่า ยิ่งสายตาเย็นชาของเสือขาวที่กวาดมองมาทางพวกเขาด้วยแล้ว ทุกคนถึงกับขนลุกซู่ขึ้นมาอย่างหวาดกลัว ปู้จิงมองส่งอาหยวนของนางไม่นาน ก่อนจะหันมาออกคำสั่งให้ทหารตรวจสอบคนที่ถูกขังในคุกหลวงอีกครั้ง หากเป็นขุนนางดีที่ถูกพวกกบฏขังก็ให้นำพวกเขาออกมา ส่วนถ้าเป็นคนร้า
ปู้จิงใช้วิชาตัวเบาวิ่งเข้าใส่ประตูใหญ่ของเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว นางชักกระบี่ออกมาปัดป้องลูกธนูมากมายที่ยิงเข้าใส่จากบนกำแพงเมืองอย่างสบาย ๆเปรี้ยง! ครืน!! โครม!!! ประตูที่ทุกคนคิดว่าแข็งแกร่งนักแข็งแกร่งหนาถูกปู้จิงเตะด้วยฝ่าเท้าน้อย ๆ เพียงครั้งเดียวก็ล้มครืนลงไปด้านในเมืองหลวงทันที ทหารกบฏที่อยู่ด้านในถูกประตูไม้ขนาดใหญ่ทับต่างก็ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด พวกเขากำลังซุ่มรอให้คนของชินอ๋องพังประตูเข้ามาจะได้ลอบจัดการได้โดยละม่อม แต่ใครจะคิดเล่าว่าปู้จิงเพียงคนเดียวจะจัดการประตูเสียผิดแผนของพวกเขาไปหมด“บัดซบ!!! พวกเจ้ามัวทำอันใดอยู่ รีบลงไปจัดการมันสิ” แม่ทัพอู๋เถี่ยตวาดนักฆ่าเงาและแม่เฒ่าพิษที่ยังคงยืนงงกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ด้วยความโกรธ สองคนนี้ถูกเสนาบดีซ้ายจ่ายเงินจำนวนมากให้มาช่วยก่อการกบฏ แต่พวกเขากลับไม่ค่อยได้ทำประโยชน์อะไรนัก เมื่อแม่เฒ่าพิษและนักฆ่าเงาได้สติ พวกเขาก็หายวับไปจากกำแพงเมืองอย่างรวดเร็ว และลงไปยืนประจัญหน้ากับปู้จิงที่ตอนนี้กำลังเหยียบย่ำประตูใหญ่ที่พังลงอย่างเมามัน“ตายซะเถอะนังเด็กปีศาจ!” แม่เฒ่าพิษยังจำความทรมานเมื่อครั้งลองยาพิษที่เคยใส่ให้ปู้จิงได้เข้ากร
งานเลี้ยงคืนนั้นดำเนินยาวไปจนถึงยามจื่อ ปู้จิงที่กินอิ่มจนท้องแทบแตกแยกตัวกลับไปนอนในกระโจมกับเสือขาวก่อนหน้านี้แล้ว นางเพิ่งรู้ว่าการทำศึกเหนื่อยมากก็วันนี้นี่แหละ เพราะเรี่ยวแรงที่มหาศาลของนางแทบจะหมดสิ้นจากการกรำศึกครานี้ พอปู้จิงหัวถึงหมอนนางก็หลับไม่รู้เรื่องจนกระทั่งตื่นมาอีกครั้งก็เป็นช่วงสายมากแล้ว“อื้อ เกิดอะไรขึ้นเนี่ย เหตุใดจึงได้เสียงดังวุ่นวายเช่นนี้” ปู้จิงเอาผ้าห่มคลุมหัวอย่างรำคาญ นางไม่รู้ว่านอกกระโจมเกิดสิ่งใด แต่ได้ยินเสียงของคนหลายคนดังเข้ามาในกระโจมของนาง ที่กระโจมของชินอ๋องนั้นวุ่นวายกันตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว เพราะองครักษ์เงาของฮ่องเต้ที่มีบาดแผลทั่วตัวมาขอเข้าพบและรายงานให้ชินอ๋องทราบว่ากองทัพกบฏยึดครองเมืองหลวงไปได้นานถึงครึ่งเดือนแล้ว อีกทั้งพวกมันยังจับฝ่าบาทและฮองเฮาเอาไว้ด้วย เขาถูกสหายช่วยให้หลบหนีออกมาส่งข่าวได้อย่างหวุดหวิดแต่ก็บาดเจ็บไม่น้อย เมื่อรายงานเรื่องราวจบลง องครักษ์เงาก็สลบเหมือดไปจากความเหนื่อยล้า“พวกเจ้าไปบอกคนอื่น ๆ ให้รีบเตรียมตัวเสีย เก็บของเสร็จเราจะออกเดินทางกลับเมืองหลวงทันที ครั้งนี้อาจไม่มีเวลาให้ทุกคนพักผ่อนมากนัก เรากลัวว่าหากไปช้าเ
เสียงพูดคุยจากชาวบ้านดังไปทั่วบริเวณลานหน้าบ้าน ปู้จิงที่เพิ่งเดินออกมาเตรียมดื่มเหล้าขอบคุณถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง นางเองก็ไม่รู้ว่าต้องทำสีหน้าอย่างไรกับการที่ตนเองไม่มีแม่สื่อมาร่วมงานเลยแม้แต่คนเดียว
“เช่นนั้นพวกท่านรอสักครู่ ข้าจะไปเอาตั๋วเงินมาให้” เถ้าแก่ยิ้มกว้างออกมาทันทีที่สามารถซื้อสมุนไพรล้ำค่าหายากทั้งสามต้นได้ด้วยราคาเพียงหนึ่งหมื
เกวียนวัวของบ้านปู้ไปถึงเมืองฝูเป่ยในเวลาต่อมา ปู้ซานบังคับเกวียนไปยังร้านอาหารเจ้าประจำที่บ้านพวกเขาขายสัตว์ป่าให้ก่
ขณะที่ปู้จิงกำลังจะเดินไปส่องดูหน้าผาว่ามีสมุนไพรตามหนังสือหรือไม่ กลับมีเสียงลมดังขึ้นในโสตประสาทของนางเสียก่อน







