Masukภายในตำหนักที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ของเด็กสาวที่อยู่ในห้วงนิทราจากฤทธิ์สุรา จวิ้นเหยาวางร่างบางลงบนเตียงกว้างอย่างเบามือ กลิ่นหอมจางๆ จากกายสาวผสมกลิ่นหอมกรุ่นของเหล้าหมักทำให้สติของชายหนุ่มเริ่มสั่นคลอน
“งื้ออ... อึดอัด...”
อิงฟ้าในยามนี้ไร้ซึ่งการระวังตัว เธอขมวดคิ้วแน่นด้วยความรู้สึกอึดอัดจากอาภรณ์รัดรึง ก่อนจะเริ่มใช้มือเรียวบางดึงทึ้งสาบเสื้อของตนเองอย่างเอาแต่ใจจนปมผ้าหลุดลุ่ย สาบเสื้อที่เคยปกปิดมิดชิดเลื่อนไถลเผยให้เห็นผิวขาวนวลเนียนและเนินอกอวบอิ่มที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจ
ดวงตาคมกริบของท่านอ๋องจ้องมองภาพเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่พุ่งพล่านยากจะสะกดกลั้น พระหัตถ์หนาสั่นเทาเล็กน้อยค่อยๆ เอื้อมไปสัมผัสความนุ่มหยุ่นนั้นอย่างระมัดระวังราวกับกลัวว่ามันจะสลายไป ผิวเนื้อที่สัมผัสได้นั้นช่างร้อนผ่าวและเนียนละเอียดเกินกว่าที่พระองค์จะจินตนาการถึง
“อา... เหม่ยอิง”
ทรงอาศัยจังหวะที่นางกำนัลออกไป ลงมือฟอนเฟ้นโนมเนื้อเต้าอวบของเด็กสาว สอดมือเข้าไปบีบยอดถัน ถลกเสื้อตัวบางแล้วปลดเอี๊ยมให้พวงถันดีดเด้งออกมา
“งามนัก... เหม่ยอิง” ร่างกำยำครางกระเส่า ใช้นิ้วดีด โนมเนื้อสั่นไหวเด้งดึ๋งเพราะดีดสลับไปมาทั้งสองข้าง เมื่อนิ้วแกร่งลูบไล้ผ่านหัวนมสีหวาน อิงฟ้าก็ส่งเสียงครางแผ่วเบาในลำคอด้วยความสับสนและเคลิบเคลิ้ม เสียงนั้นเปรียบเสมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองเพลิง จวิ้นเหยาไม่รอช้า เขาโน้มใบหน้าลงครอบครองยอดอกสีชมพูหวานฉ่ำนั้น ดูดดื่มด้วยความหิวกระหายและทะนุถนอมในคราวเดียวกัน
“อ๊ะ... อ๊า...”
ริมฝีปากหนาจรดลงบนยอดเต้า ปลายลิ้นเขี่ยเบาๆ แล้วตวัดรับยอดเต้านั้นเข้าอุ้งปากร้อนผ่าว
จ๊วบบ จ๊วบบ จ๊วบบ...
“อ๊ะ อา... อูยย...”
พระองค์ก้มลงดูดเลีย สูดกลิ่นอายหอมหวานของเด็กสาวแล้วบีบคลึงยอดถันสีชมพูทั้งสองข้าง ดึงแล้วปล่อย ดึงแล้วก็ปล่อย เนื้อนมสาวก็สั่นไหวเร่าร้อน
“อ๊ะ... อ๊ะ...” อิงฟ้ารู้สึกถึงความเสียวซ่านที่แล่นปราดไปทั่วร่าง เธอครางระงมจนรั้งความอดทนสุดท้ายของชายหนุ่มให้ขาดสะบั้น จวิ้นเหยารีบจัดการแยกเรียวขางามของนางออกกว้าง เผยให้เห็นความงามล้ำ กลีบกุหลาบกำลังฉ่ำเยิ้มด้วยหยาดน้ำค้างแห่งความกำหนัด
“สีชมพูสวย สดมาก น้ำออกเยอะดียิ่งนัก”
“อา... อา...” ก่อนที่นิ้วยาวจะค่อยๆ แทรกซึมเข้าเขี่ยถ่างกลีบชื้นแฉะนั้นอย่างช่ำชอง และเมื่อความกระสันถูกปลุกเร้าจนถึงขีดสุด พระองค์ก็โน้มใบหน้าลงไปสัมผัสความหอมหวาน ดูดดื่มรสชาติแห่งความสิเน่หาอย่างไม่รู้จักพอ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยไฟพิศวาสภายในตำหนัก
อิงฟ้าหลับสนิท ทว่าหอบหายใจแรง ไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกเลียร่องเสียวสีชมพูใส ตวัดลิ้นดื่มกินน้ำหวานจากกายสาว
จ๊วบบ จ๊วบบ จ๊วบบ ซู้ดดด แผล่บๆ
“อ๊า... อูยย”
“ระวังจะเป็นแผนลวงให้ท่านไปติดกับของแม่ทัพคนนี้”คำตอบนี้ราวกับทะลุเปรี้ยงเข้าไปในสมองของชายหนุ่มจนนิ่งอึ้งไปชั่วครู่ ในที่สุดสติก็กลับมาแจ่มใสสมบูรณ์เป็นปกติอีกครั้ง“ถูกของเจ้า... มิ้นต์ หากเจ้าไม่เอ่ยเตือนขึ้นมา เราก็คงไม่ทันคิด ข่าวที่ได้รับก็ส่งมาจากมันเพียงผู้เดียว ส่วนแม่ทัพขุนพลคนอื่น ๆ ต่างเงียบหายไม่มีข่าวคราว เรื่องในคราวนี้มันยังใช้เป็นข้ออ้างในการรวบรวมทัพจากหัวเมืองมาประชิดเมืองหลวงได้เป็นอย่างดี”ทรงคำรามอย่างคั่งแค้น ทรงเป็นถึงท่านอ๋องแต่กลับถูกแม่ทัพวางแผนปั่นหัวเล่น มินตรากลับดีดมะกอกใส่หน้าผากของพระองค์เสียก่อน“บ้ารึ! ตาบ๊อง ก็รู้อยู่ว่าเค้าวางกับดักไว้ยังจะเดินดุ่ม ๆ ไปหาอีก เราก็แกล้งวางแผนหลอกบ้างสิ ฮิฮิ ว่าแต่ถอนคำสั่งที่สั่งกับองครักษ์ไปเมื่อครู่ได้ทันหรือไม่ เร็วเข้า!” แม้จะไม่เข้าใจแต่ก็ทรงยอมทำตาม ฝ่ายตรงข้ามจึงยังไม่ได้รับแจ้งความเคลื่อนไหวใด ๆ จากพระองค์ทั้งสิ้น“ทำทีเป็นว่าจะทรงอยู่แคว้นเซี่ยต่อตามคำเชิญของจวิ้นเหยาอ๋องสักพักเพื่อรักษาอาการป่วยที่ยังไม่ทุเลา และต้องพูดคุยราชกิ
บทที่ 52 กุนซือตรานางพยาบาล“เจ้าหัวเราะอะไรรึ?”“เปล่านะเพค้า ทรงหล่อมาก” แม่ตัวแสบแกล้งลากเสียงพร้อมทำหน้าทะเล้นโดยย้ำคำว่า ”หล่อมาก” เป็นพิเศษ แต่ในใจแล้วไม่เลย ทรงสวยมากต่างหาก สายตาของมินตราไม่เคยพลาด“แน่นอน! เจ้าเพิ่งจะรู้ว่าเราหน้าตาดีรึ มิ้นต์”รับสั่งหยอกเย้าตอบกลับมาอย่างอารมณ์ดี ทำให้คนที่เพิ่งเอ่ยชมหน้ายู่ สองมือจึงคว้าปอยพระเกศามามัดเปียถวายเพิ่ม ให้อ๋องจอมหลงองค์เองกลายร่างเป็นหญิงถึกเปียดอกไม้รอบหัวจนเสร็จสมบูรณ์‘นึกว่าหล่อนักหรือไงกัน แค่น่าจูบเท่านั้นแหละ’ ประจวบเหมาะที่เผอิญมีองครักษ์แห่งหน่วยยมทูตขอเข้าเฝ้าเพื่อนำจดหมายเข้ามาถวาย มินตราจึงได้สติออกมาจากภวังค์จนแอบหน้าแดงก่ำอยู่คนเดียว แล้วนึกอยากเอาหัวโขกกำแพงที่คิดอะไรบ้า ๆ บอ ๆเฉินหลงเทียนรับจดหมายฉบับนั้นขึ้นมาอ่าน ไม่ได้สังเกตสีหน้าของลูกน้องเลยว่าตกใจกับทรงผมใหม่ของพระองค์เพียงใด สีพระพักตร์ที่มินตราอุตส่าห์แต่งแต้มให้มีรอยสร
มินต์ซบใบหน้าลงกับแผงอกกว้าง หลบสายตากรุ้มกริ่มด้วยความเขินอาย ส่ายหน้าเบาๆ "มะ... ไม่เหนื่อยเพคะ... แต่ว่าท่านแกล้งหม่อมฉันอีกแล้วนะเพคะ..." นางเอ่ยเสียงอู้อี้ ตัดพ้อด้วยความหมั่นไส้เล็กน้อยเฉินหลงเทียนทรงแย้มพระสรวลกว้าง ขยับสะโพกสอดรับจังหวะเนิบนาบช้าๆ อีกครั้งอย่างไม่รีบร้อน "เราไม่ได้แกล้งเสียหน่อย... ก็เจ้าน่ารักน่าเอ็นดูขนาดนี้ จะให้เรอดใจไหวได้อย่างไรเล่า จริงไหม?"แรงขยับเบาๆ แต่ลึกซึ้งที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความวาบหวามระลอกใหม่เริ่มตีตื้นขึ้นมาอีกครั้ง ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบและอบอวลไปด้วยความหวานล้ำภายในห้องบรรทม“อา... อา... อูยย...”จังหวะโยกคลอนเนิบนาบและนุ่มนวลที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางอ้อมกอดอันอบอุ่นบนเตียงนอน เริ่มจุดประกายความวาบหวามระลอกใหม่ให้กลับมาตื่นตัวขึ้นอีกครั้งอย่างเงียบเชียบ ร่องเสียวยังคงโอบล้อมท่อนหอกอุ่นร้อนเริ่มบีบรัดขมิบถี่ขึ้นเรื่อยๆ ตามแรงอารมณ์ที่ค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นทีละน้อยเฉินหลงเทียนทรงทอดพระเนตรมองดรุณีในอ้อมกอดด้วยแววตาลึกซึ้ง พระองค์ทรงกระซิบคำหวานชิดริมฝีปากนุ
แผล่บ... แจะ...แรงกดและสัมผัสวนรอบจุดไวต่อความรู้สึกนั้นทำเอาเฉินอ๋องถึงกับสะดุ้งเฮือก พระวรกายกำยำกระตุกเกร็งอย่างแรง พระเนตรคมกวาดมองการกระทำอันอุกอาจแต่แสนเย้ายวนของดรุณีตัวน้อย พระองค์ทรงหงายพระเศียรไปด้านหลังเล็กน้อย เผลอหลุดเสียงครางกระเส่าต่ำๆ ออกมาด้วยความเสียวซ่านเกินต้านทาน “อูยย... อื้อส์... มิ้นต์... อ๊า...”เมื่อเห็นว่าเฉินอ๋องทรงเคลิบเคลิ้มและปล่อยให้นางทำตามใจชอบ มินตราก็ยิ่งได้ใจ ปรับเปลี่ยนเทคนิคโดยการใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้ประกบเข้าหากันเป็นรูปห่วงวงแหวน แล้วรูดรั้งลงมาจากโคนจรดปลายอย่างเป็นจังหวะ พร้อมกับใช้ฝ่ามือขยี้วนส่วนหัวไปด้วยในคราเดียวกัน“อ๊าาา... อูยยย... ซี๊ดดด...!”เฉินอ๋องทรงทนรับความเสียวซ่านที่โหมกระหน่ำไม่ไหว อาการเริ่มหลุดจนสติพร่าเลือน พระองค์ทรงแอ่นสะโพกกระเด้าเอวสวนรับวงแหวนนิ้วมือและฝ่ามือของมินตราเข้าหาอย่างลืมตัว แรงกระแทกสวนจากสะโพกสอบประสานกับจังหวะรูดรั้งของมือเล็ก ยิ่งทำให้ห้องบรรทมเต็มไปด้วยเสียงหอบหายใจกระเส่าและเสียงเนื้อกระทบกันระรัวอย่างเร่าร้อนความเสียวซ่านที่พุ่งทะ
บทที่ 51 ใจลอยหลังจากกลับมาจากอุทยาน ดวงตาสีดำกลมโตของมินตราจับจ้องชายหนุ่มที่กำลังทรงงานอยู่ไม่วางตา ความรู้สึกแปลก ๆ ที่อธิบายไม่ได้เริ่มก่อเกิดขึ้นในหัวใจ มีบางครั้งที่มินตราเคลิ้มไปกับเจ้าสายลมอ่อนหวาน นั่งอยู่เฉย ๆ ก็ยังแอบยิ้มอยู่คนเดียว เห็นยอดไม้ไหวก็หวนย้อนถึงจุมพิตอ้อยอิ่ง เธอนั่งมองก้อนเมฆก็ยังเผลอเห็นเป็นดวงเนตรของพระองค์ นี่มันเรื่องอะไรกัน?!“เอ่อ...ท่านเฉินหลงเทียนเพคะ”เสียงเรียกจากมินตราที่นั่งอยู่ไม่ไกล เรียกความสนใจจากพระองค์ให้เงยหน้าขึ้นมอง มินตราก้มหน้างุด มือข้างหนึ่งกอดหมองอิงไว้ อีกมือก็จิ้มไปที่พื้นเตียงหนานุ่มอย่างประหม่าจนชายหนุ่มที่อยู่สุดฟากหนึ่งของห้องเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ จู่ ๆ นางก็อ่อนหวานและมีกิริยาน่ารักน่ากอดเช่นนี้ ชายหนุ่มแทบอยากลุกไปรวบตัวนางมาแนบไว้ในอ้อมอก แต่ก็ยั้งใจไว้ก่อน“มีอะไรรึมิ้นต์?”“คะ...คือ มิ้นต์มีเรื่องอยากจะขอพระองค์ จะได้มั้ย นะนะ”
ในจังหวะรอยต่อที่สติกำลังค่อยๆ กลับคืนมา อิงฟ้าก็เอื้อมมือไปปลดปมผ้าแพรที่ปิดตาออกอย่างเบามือ แสงแดดสาดส่องเข้ามาจนมินตราต้องกะพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับโฟกัสภาพตรงหน้าอิงฟ้าประคองร่างของมินตราให้ยืนทรงตัวดีขึ้น ก่อนจะยกยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วเอ่ยถามย้ำด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า"เอาล่ะ มิ้นต์... ช่วยตอบคำถามฉันให้แน่ใจอีกสักทีซิว่า... ตกลงแล้ว เธอน่ะคิดอย่างไรกับเฉินอ๋องกันแน่?"“อะ...อะไรเหรอ”“ยังจะทำไขสือ ขนาดเธอเอากับเสด็จพี่จวิ้นเหยา แต่ใจเธอเอาแต่นึกถึงพี่หลงเทียน ไหนบอกมาสิ ตกลงคิดยังไงแน่”คำถามจี้ใจดำนั้นทำเอามินตราที่ยังหน้าตาตื่นถึงกับสะดุ้งสุดตัว ใบหน้าที่แดงระเรื่ออยู่แล้ว ยิ่งซับสีเลือดฝาดเข้มจัดลามลึกไปจนถึงใบหูและลำคอขาวผ่อง เธอเม้มริมฝีปากแน่นอย่างคนจนมุม สมองย้อนนึกถึงสัมผัสอบอุ่นและเสียงเรียกหาที่หลุดปากออกไปโดยไม่รู้ตัวเมื่อครู่มินตราก้มหน้ามุด หลบสายตารู้ทันของอิงฟ้าและจวิ้นเหยาอ๋อง ก่อนจะพยักหน้ารับหงึกหงัก ยอมจำนนต่อความจริงในหัวใจด้วยท่าทางขัดเขินสุดขีด"มะ... มิ้นต์..." มิ้นต์อึกอัก เสียงสั่นพร่าเบาหว







