LOGINแสงแรกของวันลอดผ่านม่านเมฆที่ยังหลงเหลือจากพายุฝนเมื่อคืน อาบวังหลวงด้วยแสงสีทองอ่อนนุ่ม อากาศเย็นสบายจากละอองฝนที่ยังคงซึมซาบอยู่ในดินและกำแพงหิน ทำให้บรรยากาศสดชื่นจนสัมผัสได้ถึงกลิ่นดินและความเขียวขจีของต้นไม้ใบหญ้า หยาดน้ำฝนยังคงเกาะพราวอยู่บนใบไม้ ล้อกับแสงอาทิตย์จนเกิดประกายแวววาวราวอัญมณี
ลานกว้างกลางวัง มีเสียงนกที่เริ่มโผบินต้อนรับวันใหม่ดังแว่วมาเป็นระยะ สระบัวในสวนข้างตำหนักกลางนิ่งสงบ มีเพียงคลื่นเล็กๆ จากปลาที่ว่ายวนใต้ผืนน้ำใสสะอาด ใบไม้ที่ร่วงหล่นเมื่อคืนถูกเก็บกวาดจนเรียบร้อย โดยเหล่าขันทีที่เพิ่งเริ่มต้นวันด้วยความกระฉับกระเฉง
ตึก ๆๆๆๆๆ
“หลบ ๆ หลีกหน่อยจ้า ...สายแล้ว หลบไปจ้า”
เสียงองค์หญิงน้อยร้องโหวกเหวก ถลาวิ่งฝ่าแหวกกลางกลุ่มนางกำนัลที่บรรจงเดินรักษากิริยาชาววังแช่มช้อยจนแตกกระเจิง อิงฟ้าวิ่งสู้ฟัดจนชายกระโปรงปลิวว่อน ส่วนนางกำนัลติดตามก็วิ่งกันจนลิ้นปี่จุกกันไปข้างหนึ่ง
จวิ้นเหยาอ๋องประทับรออิงฟ้าอยู่ในห้องทรงงานได้ยินเสียงมาแต่ไกลยังต้องส่ายหน้า ยิ่งได้เห็นสภาพสาวงามในชุดยับเยินและเหงื่อแตกพลั่กเต็มหน้า แถมเรียวปากบางยังคาบขนมเปี๊ยะคาอยู่ จะโกรธก็โกรธไม่ลงที่ปล่อยให้พระองค์รอนาน จวิ้นเหยาอ๋องยังนึกอยู่ว่าขนาดเรียนวันแรกยังกล้ากระตุกหนวดเสือ แต่เห็นสภาพเยินราวกับไปฟัดกับวัวบ้ามาแบบนี้แล้ว
‘ช่างเถอะ จะยอมยกให้สักวัน’
“มะ...มาแล้วเพคะ... เสด็จพี่.. แฮ่ก” เหนื่อยเป็นหมาลิ้นห้อยไปเลยองค์หญิงน้อย
“เจ้ามาสายป่านนี้ยังไม่อิ่มอีกรึ? ทิ้งขนมนั่นไปเสียแล้วมานั่งที่โต๊ะนี่ให้เรียบร้อย เราจะเริ่มเรียนกันทันที”
จวิ้นเหยาอ๋องชี้ไปที่โต๊ะทองคำตัวย่อมกว่าของพระองค์ แต่สวยงามไม่แพ้กัน ชายหนุ่มหยิบม้วนเอกสารที่จะต้องใช้สอนลงไปที่โต๊ะของลูกศิษย์ เริ่มการเรียนการสอนกันสักที
“ดะ...เดี๋ยวนะพี่ ...แฮ่ก นี่เป็นอาหารเช้าของน้องนะนะ แป๊บเดียวจริง ๆ” นางไม่รอคำอนุญาตแล้วก้มหน้าก้มตากินมันเข้าไปทันที
“อะอุ๊ก ..นะน้ำ น้ำ เร็ว!” อิงฟ้าตาเหลือกเพราะขนมเปี๊ยะจุกคอ พระองค์ต้องกุลีกุจอส่งน้ำให้แทบไม่ทัน
“เจ้าตื่นสายรึ?” ชายหนุ่มไม่รู้ว่าจะสงสารหรือจะดุดี อ๋องปวดพระเศียรจี๊ด
“ใช่ เกือบโดนไม้เรียวแน่ะเพคะ” คำตอบเรียกรอยยิ้มจากอีกฝ่าย แต่หญิงสาวไม่ได้สนใจ
“วู้ว ว้าว... โต๊ะสวยจัง วู้ว ๆ อ่ะแฮ่ม ๆๆ” อิงฟ้าเดินไปนั่งที่โต๊ะเรียนสีทองสง่าของเธอในมาดนางพญา ท่าทางน่าหมั่นไส้กวนพระบาทเป็นที่สุด
“อรุณสวัสดิ์เพคะท่านอาจารย์ วันนี้จะเรียนอะไรเพคะ สอนมาได้เลยเร็ว ๆ น้องอุตส่าห์รีบนะ” ใบหน้าหวานสวยเชิดขึ้น ยียวนกวนสุดชีวิต
โป๊ก! เขกมะเหงกพระราชทานจึงบังเกิดขึ้นโดยพลัน
“โอ๊ย โดนเรื่องอะไรอ่ะ” สองมือกุมที่จุดเกิดเหตุแน่น ทรงเขกมาได้ น้ำตาแทบเล็ด อิงฟ้าจึงหันไปค้อนคนเขกที่ยืนอยู่ข้าง ๆ จนตาถลนออกนอกเบ้า
“เจ้ามาสายยังไม่สำนึก” รับสั่งพลางถอนหายใจ วันนี้คงจะต้องปวดหัวกับนางไม่น้อยแน่ ๆ
“แฮะ แฮะ ขอทรงอภัยเพคะ น้องลืม” อิงฟ้าส่งยิ้มแห้ง ๆ ให้พี่ชายผู้สูงศักดิ์แล้วลูบหัวตัวเองป้อย ๆ
“เอาล่ะ.. นี่คือตัวอักษรของเราทั้งหมดที่เจ้าจะต้องเรียนรู้” ทรงคลี่ม้วนกระดาษแผ่นใหญ่ เขียนตัวอักษรนับร้อยนับพันจนละลานตา ตรงหน้าอิงฟ้าที่ตอนนี้สุดแสนจะตื่นตาตื่นใจ
“โอ้โห! เก๋ไก๋สุด ๆ”
“แต่ละอักษรมีความหมายแทนแต่ละสัญลักษณ์ แต่ละอักษรแตกต่างกันออกไป เมื่อนำมาประกอบกันก็จะผสมคำ เกิดความหมายใหม่ไม่มีที่สิ้นสุด อย่างเช่น อักษรตัวนี้แทนความหมายของประตู ส่วนตัวนี้แทนความหมายของภูเขา”
“อืม อืม...” เมื่อก่อนไม่เคยรู้เลย น่าสนใจดี ถ้าได้กลับไปก็จะได้เป็นนักแปลภาษาโบราณก็สนุกดี
จวิ้นเหยาวางพู่กันในมือลงอย่างพระทัยเย็น ก่อนจะคว้าข้อมือเรียวของอิงฟ้า แรงดึงนั้นไม่หนักหนา แต่กะทันหันจนร่างของเด็กสาวเสียหลัก ถลาลงมาบนตักแกร่งของพระองค์อย่างพอเหมาะพอเจาะ
"ว้าย! เสด็จพี่... ท่านทำอะไรเพคะ?" อิงฟ้าอุทานด้วยความตกใจ ดวงตากลมโตเบิกกว้าง
"การฝึกเขียนอักษรที่ถูกต้อง... ไม่ใช่แค่เพียงการขยับมือ" จวิ้นเหยาสวนกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแฝงไปด้วยอำนาจที่ปฏิเสธไม่ได้ มือแกร่งตวัดโอบรอบเอวคอดกิ่วของเธอทันที รั้งให้ร่างบางที่นั่งตักอยู่ขยับเข้ามาจนแผ่นหลังของอิงฟ้าแนบสนิทกับอกแกร่ง "หากเจ้าไม่ตั้งใจ เจ้าจะไม่มีวันเข้าใจเส้นสายที่ถูกต้องได้"
"แต่... นั่งเช่นนี้มันไม่ค่อยถนัดเลยนะเพคะ"
"ถนัดหรือไม่... ข้าจะเป็นคนตัดสินเอง" จวิ้นเหยากระซิบชิดใบหู พระองค์โน้มใบหน้าลงต่ำจนปลายจมูกโด่งสันเฉียดผ่านซอกคอหอมกรุ่นของอิงฟ้า
“เอาล่ะ ตั้งใจดูให้ดี”
จวิ้นเหยาจับมือของอิงฟ้าขึ้นมาอีกครั้ง กุมมันไว้ในอุ้งมือหนาของพระองค์ ก่อนจะเริ่มชักนำให้มือของเธอจับพู่กันและลากเส้นลงบนกระดาษอย่างช้าๆ แต่ละจังหวะที่ขยับ พู่กันที่ลากผ่านกระดาษกลับสั่นไหวเล็กน้อยตามอารมณ์ที่พุ่งพล่านของชายหนุ่ม
“โอ้โห ลายมือเสด็จพี่สวยจัง”
"อิงเอ๋อร์... จงตั้งใจให้ดี" พระองค์กดเสียงต่ำลงอีกขณะที่สะโพกสอบขยับบดเบียด "ทุกจังหวะการเขียนของเจ้า... หากเจ้าพลาดไปแม้แต่น้อย ข้าจะต้องทำโทษ"
"ลงโทษหรือ? น้องยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลยนะ..."
เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม มินตราก็พร้อมเต็มที่ ร่างกายตื่นตัวทุกอณูพร้อมดำเนินการตามอุบายที่วางไว้ ร่างบางจะขยับตัวออกจากตรอกมืด ๆ ข้างกำแพงวัง สองมือจับเชือกที่เหวี่ยงขึ้นไปเกี่ยวกับกำแพงไว้เพื่อโหนตัวขึ้นไป แต่มือหนาก็ฉุดข้อมือเล็กไว้ก่อนแล้วรั้งตัวเธอมาจุมพิตอย่างดูดดื่ม บรรดาเหล่าลูกน้องหันหลังหลบกันแทบไม่ทัน“สัญญากับเราก่อนสิว่าเจ้าจะต้องปลอดภัยกลับมาหาเรา” รับสั่งถามอย่างเป็นกังวลหลังจาก ดวงเนตรเต็มไปด้วยความเป็นห่วงแทบคลุ้มคลั่ง มินตราก็เข้าใจพระองค์“เพคะ..มิ้นต์สัญญา”“ยอดรักของเราโปรดระวังตัวด้วย อย่าลืมว่าเจ้ามิใช่ตัวคนเดียวอีกต่อไปแล้ว มีหัวใจของเราที่ฝากไว้อยู่ที่เจ้า มิ้นต์คือทั้งหมดของชีวิตเฉินหลงเทียน ...เรารักเจ้า” มือแกร่งดึงมือของเธอมาแนบไว้ที่อกข้างซ้ายเพื่อยืนยันรับสั่ง“บะ...บ้า มาบอกรักอะไรกันตรงนี้ คนอยู่เยอะแยะ ท่านก็เหมือนกันนะ ระวังตัวด้วย..มิ้นต์รักหลงเทียนนะ”พูดจบก็ยืดตัวเขย่งปลายเท้าขึ้นประทับจูบอีกครั้งอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหมุนตัวไปจับเชือกปีนไต่ขึ้นกำแพงอย่างทะมัดทแมงด้วยใบหน้าแดงก่ำ แล้วรีบทิ้งตัวลงไปท
บทที่ 57 Mission Complete บรรยากาศภายในเมืองยามค่ำคืนเงียบเหงาวังเวงเพราะมีเหตุการณ์ไม่ปกติ ร้านค้าจึงพากันปิดตัวเงียบตั้งแต่ยามบ่าย ข้าวของขึ้นราคาจนน่าอนาถใจ แม้มีเหรียญเต็มถุงก็มิอาจหาซื้ออาหารมาเลี้ยงคนในบ้านได้เพียงพอ ส่วนคนที่จนตรอกก็ถูกบีบให้ต้องออกลักวิ่งชิงปล้น มิช้านานก็อาจล่มสลายไปทั้งแคว้นเสียงสาปแช่งดังพึมพำไปทั่วเมื่อ “ขบวนเสด็จ” อันแสนหรูหราของเกาซื่อเคลื่อนผ่านเมือง หญิงที่สูญเสียสามี ชายชราที่ต้องพรากจากบุตร เด็กกำพร้าที่ต้องทนทุกข์ทรมาน เฝ้าสาปแช่งและยังคงจดจำกลิ่นเลือดของผู้เป็นที่รักได้ดี เลือดนั้นยังติดอยู่ในซอกเล็บและกลิ่นคาวก็ยังติดกาย ความชั่วร้ายของผู้ที่พรากชีวิตของพวกเขาไปจะไม่มีวันชำระล้างอีกเลยตลอดกาล เมื่อตกกลางคืน ชาวบ้านชาวตลาดและประชาชนต่างก็ปิดประตูและปิดไฟเงียบสนิท ไม่มีแม้แต่เสียงหัวเราะพูดคุยแว่วออกมาให้ได้ยิน ราวกับเป็นเมืองร้างที่มีเพียงแมวจรจัดอาศัยอยู่ บางเวลาจะมีทหารกบฏกลุ่มย่อย ๆ ออกเดินลาดตระเวนผ่านเป็นระยะทั้งวันทั้งคืน จนเป็นที่หวาดกลัวไปทั่ว ซ้ำเติมชาวเมืองหนักขึ้นไปอีกมินตราผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าที่นำติดตัวมาด้วย ร่างเพรียวระหงในชุดหน
“มีทหารตั้งค่ายอยู่ราว ๆ 5,000 นายพ่ะย่ะค่ะ” สือชงเข้ามารายงานอย่างหนักใจ หลังจากที่ออกไปซุ่มมองที่ค่ายทหารกบฎ ไหนจะประตูเมืองอันแข็งแกร่งมั่นคงที่มีการตรวจตราอย่างเข้มงวด ขบวนสินค้าของเฉินหลงเทียนจึงรั้งรออยู่ที่หมู่บ้านนอกเมืองจนเย็นย่ำเพื่อหยั่งสถานการณ์ สีพระพักตร์เริ่มเคร่งเครียดเมื่อพยายามคิดหาวิธีเข้าเมืองโดยปลอดภัยและหาวิธีจัดการกับทหารที่ล้อมเมืองอยู่ แต่มินตรากลับยิ้ม ๆ “5,000 นี่ล่ะคือกำลังของเราที่เกาซื่ออุตส่าห์หอบมาให้เรา” มินตราเอ่ยความคิด ชายหนุ่มนิ่งคิดไปชั่วครู่ก็แย้มสรวลออกมา พระองค์จึงรีบหันไปสั่งการทันที “เจ้าจงรีบกลับไปดูที่ค่ายทหารว่ามีคนของเกาซื่อคอยควบคุมสั่งการกี่คน แล้วคืนนี้จัดการลอบสังหารมันซะ แล้วชิงตราคำสั่ง สั่งให้เคลื่อนพลมาบุกทั้งนอกและในพร้อม ๆ กัน คืนนี้เราจะเข้าไปบัญชาการทัพจากในเมืองเอง แล้วจงบุกเข้ามาทันทีที่ประตูเมืองเปิด”เหล่าองครักษ์รับบัญชา ก่อนจะรีบถอยฉากออกไปเตรียมตัวลงมือ แผนการยืมกำลังของคู่ต่อสู้ช่างเฉียบขาด เหล่าทหารที่ยก
เพล้ง! เสียงจอกสุราที่ถูกเขวี้ยงตกแตก ดังสะท้อนไปทั่วโถงว่าราชการแคว้นเฉิน หลังจากที่ระบายโทสะ ความหงุดหงิดงุ่นง่านก็มิได้บรรเทาลง กลับหันไปตวาดไล่เหล่านางกำนัลให้ออกไปจนหมดชายพันธุ์ต่ำเนื้อตัวหยาบกร้าน เมื่อยืนเต็มความสูงแล้วแทบรู้สึกว่าสามารถจับคนหักกลางได้ด้วยมือเปล่า ใบหน้าดุดันไว้หนวดเครารุงรัง กำลังไม่สบอารมณ์อย่างยิ่งที่อ๋องแคว้นเฉินไม่กลับมาตามแผนที่วางไว้ เขาอุตส่าห์สร้างหลักฐานเท็จและกุเรื่ององค์ชายเฉินหยวนฟงก่อกบฏอย่างแนบเนียนไร้ช่องโหว่แล้ว แต่เจ้าอ๋องงี่เง่ากลับมัวแต่ชักช้ายืดยาด‘จะรอตรวจสอบข่าวซ้ำไปมาสักอีกกี่รอบกันถึงจะพอใจ รีบ ๆ เสด็จมาสู่กับดักที่กระหม่อมสู้อุตส่าห์บรรจงสร้างถวายเสียโดยดีเถิด แล้วจะสบายพ่ะย่ะค่ะ’แม่ทัพเกาซื่อเดินอาด ๆ ไปนั่งบนบัลลังก์ทองคำอย่างถือสิทธิ์ ภายในวังหลวงแห่งแคว้นเฉินถูกพวกทหารของมันเข้ายึดครองไว้โดยสิ้นเชิงแล้ว แล้วปล่อยข่าวลือให้ร้ายองค์ชายเฉินหยวนฟงแทน ส่วนตนเองก็แสดงบทบาทเป็นท่านแม่ทัพผู้เสียสละจงรักภักดี รอคอยการกลับมาบัญชาการรบของฝ่าบาทอยู่ที่นอกเมือง&
“ไม่ต้องกอดแน่นขนาดนี้ก็ได้เพคะ” เสียงกระซิบแว่วคำรามให้ได้ยินกันแค่สองคน แต่ชาวบ้านร้านตลาดต่างนึกเอ็นดูคู่พ่อค้าหนุ่มกับเมียสาวบนหลังม้า คนขายเนื้อยังนึกอิจฉาจึงหันไปกอดเมียของตัวเองบ้าง“จะนั่งชิดติดกันจนมิ้นต์ท้องเลยรึไงมิทราบ”“เพิ่งจะรู้ว่าเมียของเราท้องได้เหมือนปลาหางนะ ถึงจะออกลูกมาเป็นครอก เราก็เลี้ยงไหวนะ” เมียพ่อค้าคนสวยอยากต่อยคนขึ้นมาตะหงิด ๆ“ปล่อยนะเพคะ กอดอยู่ได้ มิ้นต์นั่งเองได้ ไม่ตกม้าหรอกน่า” แต่ท่อนแขนกลับรวบเอวบางมาแนบพระวรกาย ซ้ำยังกระชับแน่นขึ้นกว่าเดิมจนเธอแทบจะกระดิกตัวไม่ได้“เรากอดเมียของตัวเองมันผิดตรงไหนรึ?” มินตราชักปลงเพราะเรียนรู้แล้วว่าความชีกอแบบดื้อตาใสของพระองค์นั้นไร้เทียมทาน ไหนจะสายพระเนตรหวานฉ่ำที่ส่งมาให้ตลอดเวลาก็เริ่มทำให้ขนแขนลุกเกรียว ถึงมินตราจะเป็นสาวห้าวแรงเกินร้อยแต่ก็เขินเป็น เธอจึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุย“อะ...เอ่อ... เอ่อ ทำไมหลงเทียนถึงจูบเก่งนักล่ะเพคะ?” พอถามออกไปแล้วก็อยากให้ม้ากัดปาก ทำไมจู่ ๆ เธอก็วกไปเรื่องจูบเสียนี่
บทที่ 56 Mission impossible“ที่น่าเป็นห่วงก็คือ พระนางเฉินไทเฮาและองค์ชายเฉินหยวนฟงที่เงียบหายไร้ข่าวคราวสินะเพคะ”ร่างบางเอ่ยผ่านผ้าคลุมหน้าสีดำสนิท โผล่แต่เพียงดวงตากลมโตสุกใส ยิ่งทำให้ดูลึกลับน่าค้นหา ในเช้าวันนี้ขบวนสินค้าปลอม ๆ ได้ขึ้นฝั่งที่เมืองท่าฟู่ห่าวแล้วอย่างปลอดภัยโดยไร้ปัญหา เพราะมีใบผ่านทางที่ได้รับจากจวิ้นเหยาอ๋องโดยตรง ทำให้นายท่าไม่กล้าเข้ามาวุ่นวายมากแต่สองคืนที่ผ่านมาช่างแสนสาหัส มินตราต้องนอนตัวแข็งไม่กล้ากระดุกกระดิก เพราะมีคนตัวใหญ่ถือวิสาสะมานอนกอดด้วย พ่อเจ้าประคุณใช้เหตุผลว่าเป็นผัวเมียกัน ก็ไม่ควรแยกห้องนอน มินตราอยากจะหักคอคนช่างคิดนักแต่พอย้อนนึกแล้วก็หน้าแดงทุกครา“นี่เฉินหลงเทียน แล้วจะให้มิ้นต์นอนห้องไหนเหรอเพคะ?” ตอนนั้นเธอเดินสำรวจรอบเรือสินค้าจนทั่วเพื่อประเมินกำลังและอาวุธทั้งหมด ด้านล่างของเรือก็แบ่งเป็นห้องต่าง ๆ อยู่หลายห้อง ใช้เก็บสินค้าปลอม ๆ และเป็นที่พัก







