Masukพิธีแต่งตั้งฮองเฮาถูกจัดอย่างสมเกียรติ อาภรณ์ลวดลายมงคลถูกปักอย่างประณีตนั้นถูกสั่งทำด้วยช่างฝีมือดีเพื่อให้สตรีผู้ครอบครองดวงใจบุรุษสูงศักดิ์ได้สวมใส่ในงานอภิเษกสมรส นับเป็นงานมงคลใหญ่รองลงมาจากการขึ้นครองราชสมบัติของฮ่องเต้รัชกาลนี้ ประชาชนต่างพากันยินดีกับฮ่องเต้ที่ได้สตรีผู้งดงามเปี่ยมล้นด้วยความเมตตามาเคียงข้างบัลลังก์ นางต้องเข้ามาดูแลวังหลังแทนไทเฮาที่ทรงชราภาพมากแล้ว ช่วงแรกมีเรื่องติดขัดอยู่บ้างแต่นางก็ค่อย ๆ ปรับตัวเข้ากับยุคสมัยได้โดยที่ไม่ฝืนตนเองมากนัก ฮ่องเต้เองก็ไม่ได้บังคับให้นางทำในสิ่งที่ลำบากใจ นับว่าเป็นการเริ่มชีวิตใหม่ที่ดีไม่น้อย 3 ปีต่อมา “ฮือ!!!! ฮือ!!!!” องค์ชายน้อยร้องไห้สะอึกสะอื้นมองไปทางตำหนักฮองเฮาอย่างมีความหวัง “โอ๋ ๆ ลูกพ่อเจ้าอยากได้สิ่งใดกัน ไยร้องไห้เช่นนี้เล่า” ฮ่องเต้อุ้มร่างอ้วนกลมมานั่งบนตักโดยที่พระองค์นั้นนั่งอยู่บนบัลลังก์คอยปลอบพระโอรสวัยเพียงสองหนาว องค์ชายหลงเซียนมองพระพักตร์ฮ่องเต้ครู่หนึ่งก่อนจะแผดเสียงร้องไห้ดังขึ้นเสียจนพระองค์ตกพระทัย หันมองหน้าเหลากงกงอย่างขอความช
ตำหนักไทเฮาบัดนี้มีสตรีร่างน้อยส่งยิ้มหวานให้ผู้เป็นเจ้าของที่ นางไม่ได้แวะมาเข้าเฝ้าเลยตั้งแต่ฟื้นจากการหลับใหล พบพระนางบ้างบางคราก็ยามที่ไทเฮาเสด็จนำของบำรุงร่างกายไปให้ในตำหนักฮ่องเต้ที่น้อยนักจะได้พบ บางคราวฮ่องเต้อยากอยู่กับนางมากก็ให้เหลากงกงทูลต่อไทเฮาว่านางหลับเพราะเสวยโอสถจากหมอหลวงบ้างแล้วเป็นแบบนี้อยู่หลายวันจนนางรู้สึกสงสารไทเฮาที่ต้องเสด็จกลับไปอย่างผิดหวังตลอด นางทนไม่ไหวจนต้องทูลขออนุญาตแกมข่มขู่ฮ่องเต้เพื่อให้ตนเองได้มาเข้าเฝ้าไทเฮา ทว่าข้อแลกเปลี่ยนก็ดูหนักหนาพอควรเพราะฮ่องเต้ทรงรับสั่งให้นางรับตำแหน่งฮองเฮา “ไทเฮาเพคะ หม่อมฉันขออยู่ด้วยหรือไม่เพคะ” เสียงสดใสเจื้อยแจ้วดัง น้ำขิงคนเดิมกลับมาสร้างความรู้สึกคลายกังวลของไทเฮาไปได้หลายส่วน เดิมทีไทเฮารับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดเย็นชาจากนางเมื่อครั้งฟื้นใหม่ ๆ พระทัยไทเฮาเหี่ยวเฉาด้วยเกรงว่านางจะอาฆาตไม่ยอมญาติดีกับฮ่องเต้ผู้ที่มอบพระทัยทั้งหมดให้กับสตรีต่างแคว้นผู้นี้ “ข้านึกว่าเจ้าจะลืมเสียแล้วว่ามีหญิงชราคอยอยู่” แม้ดีพระทัยจนแทบกลั้นรอยความสุขบน
พระสนมเอกตื่นจากการหลับใหลแทบไม่ต้องเอ่ยปากขอสิ่งใด เพราะฮ่องเต้รับสั่งให้เหล่านางกำนัลคอยเตรียมให้นางหมดพร้อมทั้งให้นางอยู่ตำหนักของพระองค์โดยที่นางไม่อาจขัดขืนได้แม้แต่น้อย เรื่องของนางกับฮ่องเต้เมื่ออดีตนั้นก็เป็นเพียงฝันเล่าไปคงไม่มีผู้ใดเชื่อ สุดท้ายแล้วนางก็ต้องอดทนอยู่ใต้อำนาจของบุรุษใจร้ายผู้นี้ที่ลงทุนเอาใจสารพัด หวังให้ช่วยลบเลือนความผิดในอดีต “เสวยเถอะนะเพคะ หากฝ่าบาททราบว่าพระสนมเอกไม่ยอมแตะอาหารพวกนี้หม่อมฉันต้องแย่แน่” เสียงอ้อนวอนขอร้องนั้นทำให้น้ำขิงสะอึกนิ่งไป นางกำนัลนั่งหน้าเศร้าเมื่อเห็นเครื่องเสวยไม่พร่องแม้แต่น้อยหากว่าฮ่องเต้ทรงทราบพวกนางต้องถูกลงโทษแน่ นางกำนัลหลายนางก้มหน้าเศร้า เครื่องเสวยพระสนมเอกทุกอย่างฮ่องเต้ล้วนเป็นผู้ปรุงเองสตรีใดได้โอกาสลิ้มลองย่อมสุขกว่าฝัน ทว่ามันกลับไม่ใช่สำหรับสตรีงดงามตรงหน้านี้ เพราะไม่ว่านำสิ่งใดมาถวายก็ไม่แตะสักอย่าง “เหอะ นิสัยเสียทุกภพทุกชาติ” น้ำขิงยอมจำนนด้วยสงสารเหล่านางกำนัลที่ต้องถูกลงทัณฑ์เพียงเพราะนางไม่ยอมเสวยอาหารตรงหน้านี้ แต่น้ำขิงก็ไม่วายบ่นไปด้
ตำหนักไทเฮาถูกจัดทำพิธีคืนชีพพระสนมเอกโดยการขุดหาร่างบริเวณต้นเหมยก็พบกับแทนหินอ่อนประดับหยกที่ด้านในบรรจุร่างของทั้งสองคนที่เหลือเพียงกระดูก แต่ที่สังเกตแยกแยะได้เพราะอีกร่างสวมใส่เครื่องประดับหยกกับอาภรณ์สีขาวปักมุก พอมองออกได้ว่าเป็นสตรี อีกร่างสวมชุดหนังสือดำข้างกายมีกระบี่ลายมังกร ท่านราชครูเชิญท่านผู้เฒ่ามาทำพิธีสวดอยู่สามราตรีเพื่อถอนคำอธิษฐานที่พระสนมเคยกล่าวเอาไว้ก่อนปลิดชีวิตตนเองโดยมีฮ่องเต้กับพระสนมเอกนอนอยู่เคียงข้างกันไม่ห่างจากโครงกระดูกสองร่าง ท่ามกลางทหารอารักขาที่คอยเฝ้าแน่นหนาแม้แต่ไทเฮาก็ไม่อาจเข้าร่วมพิธีกรรมในครั้งนี้ หลังจากทำการล้างคำอธิษฐานถัดมาอีกสามราตรีพระสนมเอกฟางเซียนก็ตื่นจากการหลับใหลที่แสนยาวนาน นางได้รู้ได้เห็นทุกสิ่งไม่ต่างจากที่ฮ่องเต้นั้นได้เห็น ทุกความทรงจำทุกความเจ็บปวดทรมานนางจดจำมันได้ไม่ลืมเลือน “เหตุใดไม่ปล่อยข้าไป” ร่างที่หลับสนิทค่อย ๆ กะพริบตาก่อนจะเปิดเปลือกตามองบุรุษที่กำลังนั่งกุมมือนางไม่ห่างจึงดึงมือออกไม่ต้องการให้คนผู้นี้จับ ความรักของบุรุษผู้นี้ไม่มีจริง นางเชื่อเช่นนั้นและเชื่อตลอด
ฮูหยินเอกของท่านประมุขของหมู่บ้านจากไปด้วยความโศกเศร้าของชาวบ้านที่เคยได้รับความช่วยเหลือจากฟางเซียนพากันเกลียดชังหลินฮวาที่มาทีหลังกลับทำให้หมอประจำหมู่บ้านต้องปลิดชีพตนเอง ทางเดียวที่หลินฮวาจะกลับมาเป็นที่นับหน้าถือตาก็คือนางต้องได้เป็นฮูหยินเอก คราวนี้ชาวบ้านก็ไม่กล้าเอานางไปเอ่ยในทางเสียหาย ‘ท่านพี่ นางจากไปแล้วอย่าได้โศกเศร้าไปเลยเจ้าค่ะ’ ร่างบอบบางเดินเข้ามาในเรือนสามีกับอดีตฮูหยินเอกผู้ล่วงลับด้วยสีหน้าอ่อนโยนคล้ายกับสงสารสามี แต่ผู้ใดเลยจะรู้ว่านางรู้สึกน้อยใจทุกครั้งที่สามีไม่เคยรักไม่เคยแตะต้องนาง มือเล็กวางบนท่อนแขนกำยำของสามีพร้อมกับนั่งเบียดกายเข้าหาอย่างยั่วยวน หวังให้เขาหันมาสนในตัวนางบ้าง ‘ข้าต้องการอยู่คนเดียว’ จางเฟยหลงลุกพรวดไม่ยอมให้ร่างบอบบางเข้าใกล้ราวกับรังเกียจ ‘ท่านพี่ตอนนี้หมูบ้านเรามีท่านเป็นประมุข ฟางเซียนจากไปผู้ใดจะช่วยท่านดูแลหมู่บ้านต่อ ข้าคิดว่าท่านควรให้ข้าขึ้นเป็นฮูหยินเอกแทนนาง’ ความปรารถนาที่มีนั้นเอ่อล้นจนหลินฮวากล้าแสดงกิริยาน่ารังเกียจออกมาให้จางเฟยหลงเห็นได้ชัดขึ้น
ฮ่องเต้พาท่านราชครูออกมานอกห้องบรรทมขณะตรงไปยังห้องตรวจฎีกานั้นทรงไตร่ตรองซ้ำหลายคราว่าสิ่งที่ประสบพบเจอมานั้นควรเล่าออกมาหรือไม่ ท่านราชครูเฝ้ามองพระพักตร์เป็นกังวลของฮ่องเต้ด้วยความรู้สึกไม่ดีนัก ด้วยอยู่รับใช้มานานจึงรู้ว่าพระองค์นั้นไม่เคยแสดงความรู้สึกเช่นนี้กับผู้ใดมากก่อน พระสนมเอกผู้นี้ไม่ใช่เพียงสตรีที่หลงมาอย่างไร้สาเหตุเป็นแน่ “ข้าเป็นผู้ทำให้เซียนเอ๋อร์กลับมา” กลับมาเจอกับความทุกข์เช่นในอดีตที่บุรุษเช่นพระองค์แก้ไขให้นางไม่ได้เสียที “ฝ่าบาททรงหมายความว่าที่พระสนมพลัดหลงมานั้นพระองค์เป็นผู้กระทำ” “ตัวข้าในอดีต” ผู้ใดเล่าจะเชื่อว่าความฝันที่พระองค์เห็นยามหลับตาจะพาความเจ็บปวดกลับมาสู่พระทัยให้ร้าวรานยิ่งกว่าถูกศรธนูนับพันทิ่มแทง “กระหม่อมโง่เขลาไม่อาจเข้าใจได้” ท่านราชครูคิ้วขมวดฟังแล้วก็ยังคงไม่กระจ่าง “เรียกว่าฝันก็ได้แต่ข้ามั่นใจว่าคือเรื่องจริง เรื่องจริงที่ข้าคือคนที่ทำร้ายนาง” ความฝันอันยาวนานนี้เกิดขึ้นตั้งแต่นางห่างหายไปอยู่ตำหนักไทเฮาใหม่ ๆ หลับตาคราใดก็มักมีภาพนางร
เว่ยเสวี่ยคุนทำได้เพียงมองผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินโอบกอดสตรีที่ตนเผลอปันใจไปให้ด้วยความเจ็บแปลบอยู่ลึก ๆ นึกน้อยใจในวาสนาของตนเองที่แม้มีของรักตรงหน้าก็ไม่อาจเอื้อมคว้ามาเป็นของตนเองได้ แววตาเจ็บปวดฉายเพียงนิดเดียวก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นรองแม่ทัพผู้เคร่งขรึมเช่นเดิม แต่ทว่ามันกลับไม่รอ
วาจาเจ็บแสบจากคนบนตักเริ่มทำให้ฮ่องเต้ทรงกริ้วกับสิ่งที่นางกล้ากล่าวออกมา ‘ครั้งเดียวไม่นับ’ นางคิดว่าคืนนั้นทำไปกี่รอบถึงกล้าไม่นับมัน หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาดในท้องนางอาจมีเจ้าตัวน้อยแล้วก็เป็นได้ “คิดว่าข้าอยากนับอย่างนั้นเหรอ” แววตาเย่อหยิ่งจากสตรีผู้นี้ถือเป็นเชื้อเพ
ผู้ปกครองแคว้นนึกครึ้มใจเมื่อได้หาทางกลั่นแกล้งหวังให้นางเครียดบ้าง เพราะตั้งแต่ตกลงมาน้ำขิงไม่มีท่าทีเป็นกังวล อาจมีตกใจบ้างแต่สุดท้ายแล้วสายตานางก็เจิดจรัสกว่าพระอาทิตย์ ยามสำรวจใบหน้ากับเรือนร่างของพระองค์ ทว่าผิดคาด นอกจากนางไม่เครียดยังปีนไปบนเตียงจนพระองค์ต้องรีบลุกถอยหลัง
สตรีเรือนร่างงามลุกขึ้นปลดอาภรณ์ประหลาดจากกาย เผยให้เห็นผ้าชิ้นน้อยลายลูกไม้สีหวานห่อหุ้มเต้าทรวงใหญ่กับแผ่นผ้าสามเหลี่ยมปิดกายสาวไม่ให้เห็น แต่นางรู้หรือไม่ว่าการอยู่ในอาภรณ์ประหลาดล่อแหลมเช่นนี้มีเสน่ห์ชวนหลงใหลกว่าเปลือยกายเสียอีก “ฝ่าบาทอยู่เฉย ๆ เถอะเพคะ เดี๋ยวน้ำขิงทำเอง”







