LOGIN[ติ๊ง! มิชชันใหม่เปิดใช้งาน: ทำให้ฝ่าบาทหัวเราะครั้งแรก!]
[รางวัล: +10 คะแนนความอบอุ่น / ปลดล็อกฉากหลังวัยเยาว์ของพระเอก] เช้าวันรุ่งขึ้นในตำหนัก หลินซินเยว่ยังไม่หายจากอาการมึนงงจากภารกิจเมื่อวาน เธอนั่งพิงหน้าต่างมองสวนหิมะโปรยบาง ๆ ด้านนอก พร้อมชาร้อนในมือ “...นายแน่ใจนะว่าเขาหัวเราะเป็น?” [ระบบ: ตามบันทึกในคลังจักรวรรดิ ไม่พบข้อมูลว่าฝ่าบาทเคยหัวเราะ แม้ในวัยเด็ก] [เพิ่มเติม: ขันทีคนหนึ่งเคยลองเล่นกลลิงควงดาบหน้าตำหนัก ผลคือถูกส่งไปชายแดนทันที] “...พระเจ้าช่วยกล้วยทอด” หลินซินฟุบหน้าลงบนโต๊ะ ลูบแก้มตัวเองอย่างปลง ๆ ก่อนจะลุกขึ้นพลางพูดเสียงฮึดฮัด “ก็ได้! ถ้าเขาจะไม่เคยหัวเราะกับใครเลย ฉันจะเป็นคนแรกของเขาเอง!” ประโยคที่ออกมาจากปากของหลินซินเยว่นี้ ทำเอาระบบอย่างเสี่ยวหลิงถึงกับหลุดเสียงขลุกขลักคล้ายคนสำลักอะไรบางอย่าง ……. ซินซินให้ระบบช่วยสร้างรายการ “มุกตลกยุคใหม่” พร้อมภาพประกอบแบบ hologram (แน่นอนว่าเธอเป็นคนเดียวที่มองเห็น) เธอฝึกมุกตลก 3 มิติ, เลียนเสียงสัตว์, แสดงละครใบ้กลางห้องบรรทมจนสาวใช้เริ่มมองแปลก ๆ “ฮองเฮา...พระองค์กำลังฝึก...ท่าเต้นเทพธิดาหรือเพคะ?” “เอ่อ...อา...ก็...ประมาณนั้นแหละ” ซินซินยิ้มเกร็ง [เสี่ยวหลิง: หม่าม๊าอย่าลืม ห้ามล้ม ห้ามปล่อยมุกลามก ห้ามใช้คำหยาบนะครับ! ฝ่าบาทมีโหมด ‘ตัดคออย่างรวดเร็ว’ เปิดอยู่ตลอดเวลา] จักรพรรดิอวี้เหยียนนั่งอยู่หลังโต๊ะชาขนาดเล็กในศาลาริมน้ำ นิ้วเรียวคีบใบชาหย่อนลงในกาน้ำร้อน กลิ่นหอมจาง ๆ ของชาขาวลอยอบอวลในอากาศ พระพักตร์ยังคงไร้รอยยิ้ม ราวกับสลักจากหยกน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย ขันทีเฒ่าเอ่ยรายงานด้วยเสียงนอบน้อม “ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ฮองเฮา…ประสงค์จะเข้าเฝ้า” ดวงตาสีดำสนิทตวัดมองเพียงนิด ก่อนเสียงทุ้มเย็นเอื้อนเอ่ย “ให้เข้ามา” หลินซินเยว่ใจเต้นตึกตัก เมื่อโอกาส “แสดงตลกต่อหน้าเขา” มาถึงแบบไม่ได้ตั้งตัว เธอเตรียมไม้ไผ่ 1 ท่อน / ก้อนหิน / และเสื้อคลุมของขันทีที่แอบยืมมาแสดงละครสั้นเรื่อง “ขันทีน้อยกับเต่าโบราณ” แบบด้นสด เมื่อฝ่าบาททรงนั่งลงและรับชาจากนางกำนัล หลินซินเยว่ก็ปรากฏตัวด้วยสีหน้าเรียบเฉยเกินจริง มือข้างหนึ่งถือไม้ไผ่ ข้างหนึ่งถือลูกมะพร้าววาดหน้าเต่า “ฝ่าบาท หม่อมฉัน...ขอแสดงมุทิตาจิตแด่วันพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว ด้วยการแสดง...เต่ากระโดดน้ำ!” เสียงในลานเงียบกริบ... จักรพรรดิอวี้เหยียนวางถ้วยชาอย่างแผ่วเบา ดวงตาคมกริบจ้องนางเหมือนกำลังประเมิน “สติสัมปชัญญะ” ของฮองเฮา หลินซินเยว่กลืนน้ำลายดังเอื๊อก แต่เธอไม่ถอย! หญิงสาวแสดงละครใบ้ เต่ายืนสองขา เดินชนต้นไม้ พลัดตกน้ำ แล้วสรุปด้วยเสียงใสว่า “รักแท้...ทำให้เต่าว่ายน้ำได้!” เงียบ... เงียบสนิทจนได้ยินเสียงใบไม้ตกใส่ผิวน้ำ ขันทีข้างพระวรกายตัวแข็งราวรูปสลัก และแล้ว... เสียงเบาราวกระซิบหลุดออกจากริมฝีปากชายหนุ่มผู้ไม่เคยยิ้ม “...เต่าโง่” เฮือก! เสียงกระแอมเบา ๆ ตามมาพร้อมกับ... มุมปากที่กระตุกขึ้นเล็กน้อย! [ระบบ: ตรวจพบ! มุมปากพระเอกกระตุกขึ้น 7 องศา!] [ประกาศ: หัวเราะเบาสุดในรอบสิบปี มิชชันสำเร็จ!] [คะแนนอบอุ่นหัวใจ +12 / ความสนใจ: เพิ่มระดับ “น่ารำคาญน้อยลง”] หลินซินเยว่แทบทรุด ดีใจจนน้ำตาคลอ “ฉันทำให้เขาหัวเราะได้จริง ๆ เหรอ…” หลินซินเยว่นั่งกอดเข่าที่ระเบียง หัวใจเต้นแรงอย่างประหลาด ระบบเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเสียงใส ๆ ของเสี่ยวหลิงจะดังขึ้นช้า ๆ [ครับ… และท่านคือคนแรกในชีวิตเขาที่ทำได้] หญิงสาวหลุบตาลง เห็นภาพมุมปากของอวี้เหยียนที่ขยับเพียงเล็กน้อย แต่กลับตราตรึงใจอย่างน่าประหลาด “เวลาที่เขายิ้มเนี่ย ก็ดูดีเหมือนกันนะ ดีกว่าตอนทำหน้าเก๊กขรึม ตึงอย่างกับเพิ่งฉีดโบท็อกซ์มา” ติ๊ง! [รางวัลภารกิจสำเร็จ: ปลดล็อก “ความลับลำดับที่ 1” ฉากลับแรก – ความทรงจำในวัยเยาว์ของอวี้เหยียน] [โหมด: การมองเห็นความทรงจำ] แสงรอบกายหลินซินเยว่พร่ามัว ร่างเธอเหมือนถูกดูดลงไปในเงามืด ก่อนภาพใหม่จะค่อย ๆ ปรากฏ เธอกำลังยืนอยู่บนลานหินกรวดเย็นเยียบของเรือนเก่า ๆ แห่งหนึ่ง เสียงฝนซัดสาดกระทบหลังคากระเบื้องดัง “เปาะแปะ” ราวกับค้อนนับพันทุบลงมาพร้อมกัน กลิ่นฝนชื้นปนกลิ่นดินโคลนลอยตีจมูก เด็กชายตัวเล็กอายุราวเจ็ดหรือแปดขวบ นั่งกอดเข่าอยู่ตรงมุมระเบียง ผ้าฝ้ายสีซีดบนร่างเปียกชุ่มจนแนบกับผิวกาย น้ำฝนที่ซัดมากับลมเย็นจัดตีกระทบผิวหน้าและต้นคอ ทำให้ไหล่เล็ก ๆ นั้นสั่นไหว เส้นผมดำขลับเปียกจนเกาะติดแก้ม ใบหน้าเรียวเล็กซีดเซียว แต่ยังคงมีเค้าความสง่างาม ใช่แล้ว…เด็กคนนั้นคืออวี้เหยียนตอนยังเยาว์วัย ฝ่ามือเล็กโอบบางสิ่งเอาไว้แนบอก พอหลินซินเยว่เพ่งมองจึงเห็นชัดว่าเป็นตุ๊กตาผ้าขนาดฝ่ามือ รูปร่างคล้ายมังกรน้อยเย็บด้วยด้ายสีทอง แม้ฝีเข็มจะไม่เรียบร้อย แต่ก็มองออกว่าทำด้วยความตั้งใจสุดหัวใจ สองมือน้อย ๆ นั้นถูกผ้าสีขาวพันไว้รอบนิ้ว บางนิ้วมีจุดสีแดงซึมออกมาหลายแห่ง ทว่า…ตุ๊กตาผ้าบางส่วนถูกฉีกขาด ด้ายหลุดลุ่ย และตรงลำตัวของมันมีรอยเปื้อนโคลนกับรอยเหยียบแบนราบ เหมือนถูกกระทืบซ้ำหลายครั้ง “องค์ชายสิบสี่! ทำไมพระองค์ยังนั่งอยู่นี่เล่าเพคะ” เสียงหญิงวัยกลางคนในชุดข้ารับใช้รีบเข้ามา ใช้ผ้าคลุมบาง ๆ โอบไหล่เขา เด็กชายเพียงเหลือบตามองเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “แม่นม ท่านแม่…ไม่ให้ข้าเข้าไปในตำหนักนาง” แม่นมหลี่นั้นชะงักเล็กน้อย สายตาเต็มไปด้วยความสงสารแต่ไม่กล้าแสดงออกมากนัก “องค์ชายเพคะ คืนนี้อากาศเย็น ทรงเสวยข้าวต้มสักหน่อยก่อนเถอะเพคะ เดี๋ยวหม่อมฉันจะพาพระองค์ไปกินที่เรือนเล็กด้านหลัง” เขาส่ายหน้าเบา ๆ แล้วมองไปยังตำหนักใหญ่ที่อยู่ไกลออกไป แสงโคมสีทองส่องวับวาว เสียงหัวเราะคิกคักของเด็ก ๆ ลอยมาตามลม เด็กเหล่านั้นคือองค์ชายองค์หญิงที่เกิดจากฮองเฮาและพระสนมชั้นสูง อวี้เหยียนไม่พูดไม่จา ดวงตาดำสนิทนิ่งคู่นั้นเพียงมองไปยังภาพไกล ๆ ราวกับกำลังจดจำทุกอย่างเอาไว้ในหัวใจ เสียงหัวเราะสดใสของเด็กเหล่านั้นดังลอยมาตามลม เสียงที่ควรจะมีเขาร่วมอยู่ด้วย…แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น เด็กชายเพียงกอดตุ๊กตาผ้าไว้แน่นขึ้น น้ำฝนไหลจากปลายคางลงบนหัวมังกรผ้าที่ถูกย่ำยี หัวใจเด็กชายเจ็บแปลบจนต้องเอามือเล็กนั้นนวดวนไปมาตรงอกข้างซ้าย เขารู้สึกถึงน้ำอุ่น ๆ ที่หลั่งรินออกมาจากสองตา ‘ดีเหลือเกินที่ฝนตกพอดี’ ภาพฝนที่ซัดลงมาอย่างไม่ปรานีซึมลึกเข้าไปในใจหลินซินเยว่ เธออยากจะก้าวไปคว้าตัวเด็กคนนั้นเข้ามาในอ้อมกอดเสียเดี๋ยวนั้น ปลอบประโลมเขาด้วยถ้อยคำอ่อนโยน แต่ก็ทำได้เพียงแค่มอง เสียงฝนเลือนหาย กลายเป็นเสียงน้ำชาหยดลงถ้วย เธอสบตากับอวี้เหยียนในปัจจุบันที่ยังคงจิบชาเงียบ ๆ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทว่าหัวใจของเธอกลับหนักอึ้ง…พร้อมความตั้งใจใหม่ ว่าเธอจะไม่มีวันยอมให้เขากลับไปอยู่ในความหนาวเหน็บนั้นอีก [ข้อมูลลับที่ 1 ได้ถูกบันทึก] [เคล็ดลับ: หากใช้ความทรงจำนี้ในจังหวะที่เหมาะสม จะเพิ่มค่าความใกล้ชิดอย่างมาก])ชิงหรงไม่ได้สะทกสะท้าน นางเริ่มวางอุปกรณ์เสียงดัง กึกกัก ทั้งล้างพู่กัน ฝนหมึก และฮัมเพลงเบาๆ อย่างอารมณ์ดี ผ่านไปหนึ่งเค่อ จื่อเยี่ยนที่ทนไม่ไหวจึงเงยหน้าขึ้นมาหมายจะดุ "เจ้าไม่เห็นหรือว่าข้าใช้สมาธิอยู่? ที่อื่นมีตั้งกว้างขวาง เหตุใดต้องมาวุ่นวายตรงนี้" ชิงหรงไม่กลัวสักนิด แถมยังเขยิบเข้าไปใกล้ "ก็ตรงนี้แสงตกกระทบผิวพระองค์สวยที่สุดนี่เพคะ! ดูสิ... หม่อมฉันวาดพระองค์เสร็จแล้วนะ" ชิงหรงยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้จื่อเยี่ยนดู มันไม่ใช่ภาพวาดเหมือนจริงแบบที่ครูสอน แต่เป็นภาพวาดพู่กันที่ลายเส้นดูมีชีวิตชีวา เป็นรูปจื่อเยี่ยนนั่งอ่านหนังสือ แต่บนหัวมี "ลูกนกตัวน้อย" เกาะอยู่หนึ่งตัว และรอบๆ มีมวลดอกไม้สีสันสดใสที่ดูแล้วรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด จื่อเยี่ยนชะงักไป แววตาที่เคยแข็งกร้าวสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อเห็นภาพนั้น นางไม่เคยเห็นใครกล้าวาดภาพนางในลักษณะ "อ่อนโยน" เช่นนี้มาก่อน ทุกคนมักจะวาดนางให้ดูสง่า น่าเกรงขาม เหมือนรูปปั้นเทพธิดา "พระองค์ดูนิ่งเกินไป หม่อมฉันเลยเติมลูกนกให้ จะได้ไม่เหงาไงเพคะ... อ๊ะ! สีตรงนี้เลอะนิดหน่อย ขอหม่อมฉันซ่อมหน่อยนะเพคะ" พูดจบ ชิงหรงก็ถือวิสาสะขยับเข้าไป
สำนักศึกษาอวี้หลัน เมื่อก้าวผ่านซุ้มประตูหินแกะสลักลายดอกอวี้หลัน สิ่งแรกที่ปะทะสายตาคืออาคารไม้หมู่อันสง่างามที่ไม่ได้มีเพียงสีแดงทองตามขนบวังหลวง แต่กลับใช้ สีขาวนวลของหินอ่อน ตัดกับ สีน้ำตาลเข้มของไม้กฤษณา หลังคามุงกระเบื้องเคลือบสีน้ำเงินน้ำทะเลที่สะท้อนแสงแดดยามเช้าเป็นประกายระยิบระยับ อาคารเรียนหลักถูกออกแบบให้มี โถงระเบียงกว้างเปิดโล่ง ผนังบางส่วนถูกแทนที่ด้วยกระจกใสที่ซินเยว่สั่งหุงขึ้นเป็นพิเศษ ทำให้มองเห็นทัศนียภาพของสวนหย่อมด้านนอกที่จัดวางตามหลักเรขาคณิต ผสมผสานกับการจัดสวนป่าแบบเซน มีน้ำพุหินที่ไหลรินลงสู่สระมงคลซึ่งเต็มไปด้วยใบบัวสีเขียวขจี บรรยากาศในอวี้หลันไม่ได้มีเพียงกลิ่นกำยานฉุนกึกแบบวังหลัง แต่กลับอบอวลไปด้วย กลิ่นหอมสะอาดของกระดาษใหม่ และ กลิ่นหมึกจีน ที่ผสมกลิ่นเปลือกไม้หอมสดชื่น ลอยมาตามลมพร้อมกับ กลิ่นดอกอวี้หลัน สีขาวนวลที่บานสะพรั่งอยู่รอบสำนัก หากเดินผ่านห้องทดลองสมุนไพร จะได้กลิ่นจาง ๆ ของ ใบมิ้นต์และอบเชย ที่ให้ความรู้สึกตื่นตัว ในขณะที่ห้องสมุดกลับให้กลิ่น ไม้เก่าและชาอูหลง ที่นุ่มนวลชวนให้สงบนิ่ง เสียงที่นี่คือดนตรีแห่งชีวิต คุณจะได้ยิน เสียงฉะฉ
ท้องพระโรงจื่อเฉิน, ยามเฉิน บรรยากาศในท้องพระโรงวันนี้ดูแปลกตาไปกว่าทุกวัน เมื่อข้างพระราชบัลลังก์มังกรของ อวี้เหยียน มีเก้าอี้แกะสลักตัวเล็กอีกสองตัวตั้งขนาบซ้ายขวา อวี้เฉินซี และ อวี้จื่อเยี่ยน ในชุดพิธีการเต็มยศนั่งหลังตรงสง่างาม แววตาของทั้งคู่กวาดมองเหล่าขุนนางเบื้องล่างด้วยความนิ่งสงบ เหล่าขุนนางต่างกระซิบกระซาบด้วยความแปลกใจ บางคนลอบยิ้มเยาะในใจว่าเด็กเพียงสี่ขวบจะมาทำอะไรได้ นอกจากมานั่งเล่นเป็นเพื่อนบิดา อวี้เหยียนสุรเสียงทรงอำนาจ "เริ่มการประชุมได้! วันนี้ใครมีเรื่องอันใดจะรายงาน เกี่ยวกับสถานการณ์เมืองท่าทางใต้ที่ยังคาราคาซังอยู่บ้าง?" เสนาบดีเฉิน ขุนนางเก่าแก่ผู้มีเครือข่ายผลประโยชน์ลับๆ ก้าวออกมาเบื้องหน้าพร้อมรอยยิ้มที่ดูประจบสอพลอ เขารายงานด้วยท่าทางขึงขัง "ทูลฝ่าบาท... เรื่องการลักลอบขนสินค้าเถื่อนที่ป่าโกงกาง หม่อมฉันได้ส่งคนไปตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วพ่ะย่ะค่ะ พบว่าเส้นทางน้ำนั้นตื้นเขินและมีรากไม้หนาแน่น เรือเล็กมิอาจผ่านได้เลย ข่าวลือเรื่องโจรใช้เส้นทางนั้นจึงเป็นเพียงเรื่องเล่าไร้สาระของชาวบ้านพ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันเกรงว่าหากเราส่งทหารไปจะเสียแรงเปล่า..." เข
ทิศตะวันออกของวังหลวง, ยามเฉินอาคารไม้หอมหลังใหญ่ที่สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างความโอ่อ่าของราชวงศ์อวี้และฟังก์ชันการใช้งานแบบโลกอนาคตตั้งเด่นตระหง่าน ที่นี่คือ "สำนักศึกษาอวี้หลัน" โรงเรียนหลวงที่ อวิ๋นซินเยว่ เนรมิตขึ้นเพื่อปฏิรูปการศึกษาของเหล่าเชื้อพระวงศ์และลูกหลานขุนนาง ที่นี่ไม่มีการท่องจำตำราขงจื๊อแบบนกแก้วนกขุนทองเพียงอย่างเดียว แต่มีห้องทดลองวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ห้องสมุดที่บรรจุแผนที่โลก และลานกีฬาที่เน้นการทำงานเป็นทีม อวิ๋นซินเยว่ ในชุดฮองเฮาเรียบง่ายแต่สง่างาม "การปกครองแผ่นดินไม่ใช่แค่การรู้วิธีข่มขวัญคน แต่คือการรู้วิธีสร้างคน... และวันนี้ ครูคนแรกของพวกเจ้าคือ 'ความสงสัย' "ท่ามกลางกลุ่มเด็กชายลูกท่านเสนาบดี อวี้เฉินซี ในวัยสี่ขวบโดดเด่นออกมาด้วยออร่าที่เข้าถึงง่ายอย่างน่าประหลาด พระโอรสตัวน้อยมีใบหน้าที่คมคายทว่ามีลักยิ้มสองข้างแก้มแฝงความขี้เล่นแฝงอยู่ ดวงตาพราวระยับเหมือนอวิ๋นซินเยว่ไม่มีผิดเพี้ยนเฉินซีหัวเราะร่าพลางอธิบายการทำงานของกังหันน้ำให้เพื่อนๆ ฟัง "ดูสิ! หากเรากั้นน้ำไว้ตรงนี้ แรงกดจะดันไม้ให้หมุน เห็นไหม? ไม่ใช่เวทมนตร์หรอก แต่มันคือพลังงาน!
พระตำหนักคุนหนิง ยามเว่ย ภายในโถงกว้างที่ปูด้วยพรมขนสัตว์หนานุ่ม และมีเครื่องเล่นไม้เสริมสร้างทักษะที่ อวิ๋นซินเยว่ ออกแบบเองวางกระจายอยู่ บรรดานางกำนัลและแม่นมต่างพากันกลั้นหายใจด้วยความตื่นเต้น แววตาของทุกคนจับจ้องไปที่ร่างป้อมๆ สองร่างที่กำลังพยายามหยัดยืนด้วยขาเล็กๆ ของตนเอง โดยปกติแล้ว เด็กทารกทั่วไปจะเริ่มตั้งไข่เมื่ออายุใกล้ขวบปี แต่สำหรับ อวี้เฉินซี และ อวี้จื่อเยี่ยน ในวัยเพียง แปดเดือน พวกเขากลับทำในสิ่งที่คนทั้งวังต้องเรียกขานว่า "ปาฏิหาริย์" แม่นมหลี่กระซิบตัวสั่น “ทอดพระเนตรสิเพคะฮองเฮา... พระโอรสทรงเริ่มปล่อยมือจากราวไม้แล้วเพคะ!” อวี้เฉินซี พระโอรสแฝดผู้พี่ที่มีแววตาเด็ดเดี่ยวถอดแบบมาจากอวี้เหยียน ทรงยันพระวรกายขึ้นจากพื้นพรมอย่างมั่นคง พระหัตถ์เล็กๆ ปล่อยออกจากคอกกั้นไม้ ก่อนจะเตาะแตะก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว... สองก้าว... และสามก้าว ตรงไปหา อวี้เหยียน ที่นั่งย่อพระวรกายรอรับอยู่เบื้องหน้า อวี้เฉินซีส่งเสียงอ้อแอ้ชัดเจน “เสด็จ... ป้อ... (เสด็จพ่อ)” อวี้เหยียนถึงกับพระเนตรเบิกกว้าง ทรงโผเข้าอุ้มพระโอรสขึ้นมาแนบพระอุระด้วยความปิติอย่างที่สุด สุรเสียงที่เคยดุดันกลับสั
พระที่นั่งเป่าเหอเตี้ยน ยามซื่อท้องพระโรงกลางที่ยิ่งใหญ่ที่สุดถูกเนรมิตให้กลายเป็นสรวงสวรรค์บนดิน โคมไฟไหมสีทองและผ้าแพรห้าสีถูกประดับประดาอย่างวิจิตรบรรจง กลิ่นกำยานมงคลโชยอบอวลไปทั่วงานเลี้ยงฉลองครบรอบหนึ่งเดือน ของพระโอรส อวี้เฉินซี และพระธิดา อวี้จื่อเยี่ยนอวี้เหยียน ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรในฉลองพระองค์สีทองอร่าม ข้างกายคือ อวิ๋นซินเยว่ ที่ดูงามสง่าและทรงอำนาจในอาภรณ์หงส์เพลิงสีแดงเลือดนก ปักลายเมฆมงคลด้วยดิ้นทองแท้ ผิวพรรณของนางที่ผ่านการบำรุงด้วยโอสถลับดูผุดผ่องจนสตรีทั้งงานต้องอิจฉาอวี้เหยียนประกาศก้อง “วันนี้คือวันมงคลของแคว้นอวี้ ข้าขอขอบใจเหล่านักรบและราษฎร รวมถึงมิตรสหายจากแคว้นต่างๆ ที่มาร่วมยินดีกับรัชทายาทและพระธิดาของเรา!”หลังจากพิธีการเริ่มต้นขึ้น บรรดาทูตจากแคว้นต่างๆ ก็เริ่มทยอยออกมาถวายพระพร“ทูตจากแคว้นซีเหลียง... ถวายไข่มุกราตรีสิบลังและผ้าแพรพันพับ!”แต่สิ่งที่ทำให้คนทั้งโถงต้องหยุดหายใจ คือทูตจาก แคว้นเป่ยหลัว ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความงดงามของสตรี ทูตอาวุโสเดินออกมาพร้อมกับหญิงสาวนางหนึ่งที่คลุมหน้าด้วยผ้าโปร่งบาง“ทูลฝ่าบาท แคว้นเป่ยหลัวยินดียิ่งที่พระองค์ได







