LOGINหลินซินเยว่นั่งเงียบอยู่ในศาลากลางน้ำที่อยู่ไม่ไกลจากตำหนักคุนหนิงเท่าใดนัก เดินเพียงหนึ่งเค่อก็ถึง บริเวณรอบ ๆ มีขันทีและนางกำนัลรายล้อมคอยดูแลรับใช้ไม่ห่าง ไม่เพียงเท่านั้นยังมีทหารคอยเดินตรวจตราอยู่รอบนอก ระมัดระวังความปลอดภัยรอบด้านให้แก่สตรีผู้มีศักดิ์สูงส่งที่สุดในวังหลัง
“ระบบ” หลินซินเยว่พึมพำเสียงเบาที่สุดเท่าที่จะเบาได้ ไม่นานรอบตัวก็เหมือนถูกหยุดเวลา ทุกสิ่งหยุดนิ่ง หลินซินเยว่รับรู้ได้เลยว่ามันได้ผล [หม่าม๊าเรียกหาผมมีอะไรเหรอครับ?] คราวนี้ไม่ใข่แค่เสียงอีกต่อไป แต่กลับปรากฏร่างของเด็กชายตัวน้อยดูแล้วอายุน่าจะไม่เกินห้าขวบ ผมหยักศกสีดำสนิทดูนุ่มน่าสัมผัส ริมฝีปากสีแดงเรื่อ ๆ ดูจิ้มลิ้มนั้นกำลังบอกข้อมูลเธออยู่ เด็กน้อยบอกว่าตนเองชื่อเสี่ยวหลิง เป็นระบบเอไอสุดอัจฉริยะที่จะคอยเป็นผู้ช่วยของเธอในโลกนี้ อวิ๋นซินเยว่มองริมฝีปากช่างเจรจานั้นอย่างเพลิดเพลิน เสียงเสี่ยวหลิงดังเจื้อยแจ้วอยู่ใกล้หู ขณะร่างโฮโลแกรมลอยวนรอบ ๆ ซินซินด้วยความกระตือรือร้น “ขอบใจมากนะเสี่ยวหลิง แล้ววันนี้มีภารกิจอะไรที่ฉันต้องทำไหม” [ขอแสดงความยินดี! มิชชันของวันนี้: จีบผ่านกระเพาะ ทำอาหารให้ฝ่าบาทด้วยตนเอง!] เสียงใสกิ๊งของระบบดังลั่นราวกับกำลังประกาศผลรางวัลระดับจักรวาล “ทำอาหารเหรอ!?” ร่างบางร้องเสียงหลง “นี่ฉันมาเป็นฮองเฮา ไม่ใช่เชฟกระทะเหล็กนะยะ!” [เป้าหมายภารกิจ: กระตุ้นความทรงจำด้านกลิ่นและรสชาติให้เชื่อมโยงกับความรู้สึก “บ้าน” และ “คนสำคัญในหัวใจ”] หลินซินเยว่อยากจะกรี๊ด แต่ไม่มีเวลาพอจะโต้เถียง เมื่อระบบแจ้งว่าฝ่าบาทจะมาเสวยพระกระยาหารเที่ยงที่ตำหนักของนางในอีก 2 ชั่วยาม [ความเสี่ยง: หากฝ่าบาทไม่ประทับใจ = ระดับภัยพิบัติระดับ 3 ท่านอาจจบลงด้วยการโดนสั่งโบยหลายสิบไม้] หญิงสาวลุกพรวดจากที่นั่ง เรียกนางกำนัลให้ไปตามพ่อครัวหลวงมาตระเตรียมครัวของตำหนักในทันที ในใจสวดมนต์ภาวนารัว ๆ ว่า “ขอให้โลกนี้ไม่พังเพราะการทำอาหารของฉันเลยยย…” กลิ่นเปลวถ่านอุ่น ๆ ปะทะปลายจมูก อุปกรณ์ในครัวสะอาดสะอ้าน เครื่องครัวเรียงเป็นระเบียบบนโต๊ะไม้ บ่าวไพร่ยืนขนาบสองฝั่ง ไม่กล้าถามแม้แต่ว่าฮองเฮาคิดจะลงมือทำอาหารเองจริงหรือ “ระบบ! ขอสูตรที่ง่ายที่สุด! ขอแบบอร่อยแต่ไม่ต้องมีเตาอบไฟนรกอะไรทั้งนั้น!” [มิชชันปลดล็อกเมนู: “เป็ดอบน้ำผึ้งวังหลัง” ระดับความยาก: ปานกลาง ความเสี่ยง: สูง โอกาสสร้างความประทับใจต่อพระเอก 20%] [คำแนะนำ: อย่าให้เปลวไฟสูงเกิน 10 เมตร มิฉะนั้นจะโดนกล่าวหาว่าคิดลอบวางเพลิง] ซินซินตวัดตาใส่ข้อความระบบ แล้วถอนหายใจแรง ใครมันจะบ้าทำอะไรแบบนั้นกัน ต่อให้นางจะทำอาหารได้ไม่กี่อย่าง แต่ก็ไม่เคยทำไหม้ก็มาก่อน หลินซินเยว่ล้างมือ หยิบเนื้อเป็ดตัวโตมาล้างทำความสะอาด ลูบเบา ๆ เหมือนกำลังขอโทษ ‘เจ้าเป็ดเอ๋ย ช่วยฉันด้วยนะ หากภารกิจนี้สำเร็จ ฉันจะบวชให้แกเลย เฮ้ย! ไม่ได้สิ เอาเป็นทำบุญให้แกชุดใหญ่ไฟกระพริบเลย’ หลังจากอธิษฐานในใจต่อเป็ดในมือแล้ว ร่างโปร่งบางก็ลงมือคลุกซอสที่ระบบบอกสูตรมาแบบโบราณ ซึ่งมีวัตถุดิบที่หาได้ไม่ยากในครัวหลวงประจำตำหนักคุนหนิงนี้ ซึ่งมีน้ำผึ้งอุ่น ซอสถั่วเหลือง พริกแดง หอมแดง ขิงบด และเหล้าจีน เมื่อนำมาตำและยัดเข้าไปภายในตัวเป็ดรวมถึงทาทั่วบริเวณลำตัวด้านนอก หลินซินเยว่ก็สั่งให้พ่อครัวนำไปอบให้ ผ่านไปครึ่งชั่วยาม กลิ่นหอมละมุนอบอวลทั่วห้อง จนแม้แต่ขันทีที่ยืนเฝ้าด้านหน้ายังเผลอกลืนน้ำลายอึกใหญ่ “ฮองเฮาทรงทำด้วยพระองค์เองจริง ๆ…” “นั่นสิ ปกติมีแต่สั่งอย่างเดียว น่าแปลกพิกล” “ฉันได้ยินนะ!” ผู้ถูกนินทาระยะเผาขนหันขวับ เสียงหัวเราะของระบบดังขึ้นราวกับเด็กน้อยขำคนลื่นเปลือกกล้วย [เสี่ยวหลิงบันทึกไว้ในฐานข้อมูล: ฮองเฮากำลังอยู่ในโหมด “แม่บ้านขุ่นเคือง”] ก่อนเวลาเสวย 15 นาที กลิ่นเป็ดย่างคลุ้งทั่วตำหนัก น้ำซอสสีทองฉ่ำถูกตักราดบนตัวเป็ดกรอบนอกนุ่มใน เสิร์ฟคู่หมั่นโถวฟูนุ่มละลายในปาก รากบัวลวกโรยหน้าสีขาวใสเรียงอย่างงดงาม [วิเคราะห์ระดับความน่ากิน: 98%] [ระดับกลิ่น: 91%] หลินซินเยว่ยกมือปาดเหงื่อ สูดลมหายใจลึกยาว “ถ้าโลกจะรอดด้วยความอร่อย ฉันก็จะทำให้มันรอด!” ห้องเสวย จักรพรรดิอวี้เหยียนเสด็จเข้ามาในชุดผ้าต่วนสีดำปักมังกรเงิน สง่างาม เย็นชา ไม่แสดงสีหน้าใด ๆ ขันทีและสาวใช้คุกเข่าก้มหน้าจนแทบติดพื้น หลินซินเยว่ยืนก้มหน้า ประสานมืออยู่หน้าโต๊ะเสวย “ถวายพระกระยาหารฝีพระหัตถ์ฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีประกาศ อวี้เหยียนปรายตามองจานเป็ดย่างในความเงียบ ไม่มีคำพูด ไม่มีสีหน้า ไม่มีแม้แต่การขมวดคิ้ว [เริ่มกระบวนการ “ชิมครั้งแรก”] [คลื่นสมอง: นิ่งสนิทแบบทะเลทรายไร้ฝน] ‘แหม ขนาดทำน่ากินขนาดนี้ยังไม่รู้สึกอะไรสักนิดเลยเหรอเนี่ย แต่ว่าไม่ได้หรอก อะไรบ้างที่ฮ่องเต้อย่างเขาอยากกินแต่ไม่ได้กิน รู้งี้ทำเพิ่มอีกสักอย่างสองอย่างดีกว่า’ หลินซินเยว่คิดในใจอย่างเสียดาย ก่อนที่ฝ่าบาทจะเสวย ได้มีขันทีคนสนิทที่ยืนใกล้เคียง ชิมก่อนหนึ่งคำ ขันทีเฒ่าถึงกับตาลุกวาว ทำท่าจะคีบกินอีกอย่างลืมตัว แต่เมื่อสายตาของเขาเหลือบไปเห็นสายตาของฝ่าบาทที่มองมาทางตน มือที่จับตะเกียบก็สั่นไหวรุนแรงจนแทบจะจับตะเกียบในมือไว้ไม่อยู่ หลินซินเยว่ที่เห็นเหตุการณ์ถึงกับเกือบจะหลุดขำดังพรืดออกมา หญิงสาวกลั้นขำจนตัวสั่น นางก้มหน้านิ่ง สองมือกำชายกระโปรงแน่น แน่นอนว่ากิริยาตัวสั่นเป็นลูกนกตกน้ำนั้นของหลินซินเยว่ไม่อาจรอดพ้นสายตาของอวี้เหยียนไปได้ ‘นางกลัวข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ’ “เชิญพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีเฒ่าถอยหลังอย่างรู้งาน ปล่อยให้โต๊ะนั้นเหลือเพียงฝ่าบาทและฮองเฮาประทับนั่ง ฮ่องเต้หนุ่มหยิบตะเกียบมาถือในมือ ภาพเป็ดสีเหลืองทองอร่ามเป็นมันวาวด้วยน้ำผึ้งและซอสเคลือบผิวชั้นนอก ประกอบกับกลิ่นหอมโชยมาแตะจมูกก็เพิ่มความอยากอาหารมาได้หน่อย พระหัตถ์คีบเป็ดคำแรกเข้าพระโอษฐ์... หลินซินเยว่กลั้นหายใจ คำแรกถูกเคี้ยวด้วยจังหวะช้า ๆ จากนั้นก็หยุดนิ่ง ‘รสชาติเช่นนี้เหมือนข้าเคยได้กินที่ไหนมาก่อน’ [อัปเดต: ไม่มีการคายทิ้ง / ไม่มีการหยิบจานฟาดใส่หัวคน] ‘แค่ไม่ตายก็บุญแล้วโว้ย!’ หลินซินเยว่กรีดร้องในใจ ยามที่ฝ่าบาททรงหยุดเคี้ยวหลังจากกินคำแรกไปนาน โดยไม่มีคำที่สองต่ออีก หลินซินเยว่ก็คอตก เตรียมรับชะตากรรมของตนเอง ในขณะที่ขันทีเฒ่าเห็นเป็นเรื่องปกติ จึงเตรียมอ้าปากสั่งนางกำนัลให้เข้ามายกจานออกไป แต่แล้วตะเกียบในมือของฝ่าบาทก็เคลื่อนไหวอีกครั้ง คำที่สอง… คำที่สาม… คำที่สี่… [อัปเดตคลื่นหัวใจ: เพิ่ม 0.2 / ตะเกียบเคลื่อนไหวเร็วขึ้นเล็กน้อย / คิ้วกระดิก 1 มิลลิเมตร] ‘พระเจ้าช่วยกล้วยแขกทอด…เขากินต่อ! เขาไม่หยุด! เขากินต่อ!’ หลินซินเยว่ดีใจจนแทบจะลุกขึ้นเต้น คำแล้วคำเล่าผ่านเข้าริมฝีปากหยักหนา จากเป็ดตัวโตในตอนแรก ณ เวลานี้เป็ดในจานหมดเกลี้ยง หลินซินเยว่แทบจะเข่าทรุด [มิชชันสำเร็จขั้นสูงสุด!] [คะแนนอบอุ่นหัวใจ +5] [ปลดล็อก: พระเอกเริ่มยอมรับอาหารจากมือท่านเท่านั้น] [ปลดล็อกสกิล: ข้าวกล่องฮองเฮา] เมื่อเป็ดอบน้ำผึ้งหมดไปทั้งจาน ความเงียบในห้องเสวยกลับกดทับเหมือนหมอกหนา จักรพรรดิอวี้เหยียนทรงยกสายพระเนตรขึ้นเพียงชั่วขณะ แววตาคมเข้มสะท้อนเปลวไฟจากเชิงเทียน เย็นชาแต่แฝงเงาลึกที่หลินซินเยว่ไม่อาจเข้าใจได้ เพียงเสี้ยวอึดใจนั้น นางกลับรู้สึกเหมือนถูกดึงเข้าไปในห้วงบางอย่าง... หัวใจเต้นแรงจนเกือบลืมหายใจ อวี้เหยียนไม่พูดคำใด ไม่เอ่ยชม หรือตำหนิ แต่ลุกขึ้นช้า ๆ เหลือบตามองหญิงสาวเพียงนิด หากจะมีใครลองสังเกตสักนิดจะพบว่า ฝ่าบาทลอบยิ้มบางเบาก่อนเสด็จกลับอย่างเงียบงัน ทิ้งไว้เพียงความเงียบในห้อง และสายตาของขันทีเฒ่าที่มองฮองเฮาด้วยแววตาเปลี่ยนไปเป็นเคารพมากขึ้น “ฝ่าบาท... เสวยหมดจาน...นานเพียงใดแล้วที่พระองค์ไม่ได้เสวยอย่างเอร็ดอร่อยเช่นนี้” เขาพึมพำราวกับฝัน …… หลินซินเยว่กลับมายังห้องบรรทมของตน ทิ้งตัวลงกับเบาะนวมทันที หัวใจนางเต้นแรงไม่แพ้ตอนสบตากับพระเอกในวันแรก “ฉัน...รอดตายอีกหนึ่งวัน...เฮ้ออออออ” [ติ๊ง! มิชชันพิเศษเปิดใช้งานใหม่: “ทำให้ฝ่าบาทหัวเราะให้ได้!”] “...เสี่ยวหลิง นายเกลียดฉันใช่ไหม!?” [ไม่ครับ เสี่ยวหลิงรักหม่าม๊าเสมอ <3] “แต่ว่านะ เสี่ยวหลิง?” [ครับ?] “ทำไมเธอถึงเรียกฉันว่าหม่าม๊าล่ะ” เด็กน้อยโฮโลแกรมนั่งขัดสมาธิ หว่างคิ้วขมวดมุ่น ราวกับคิดหนักกับการหาคำตอบสำหรับคำถามนี้ อวิ๋นซินเยว่ที่รอคำตอบเห็นสีหน้าเด็กน้อยก็เตรียมจะเอ่ยขัดว่าไม่ต้องตอบก็ได้ แต่เด็กน้อยกลับโพล่งออกมาว่า [แม้เสี่ยวหลิงจะเป็นเอไอ แต่คนแรกที่เสี่ยวหลิงลืมตาขึ้นมาและเห็นเป็นคนแรกก็คือ หม่าม๊า เสี่ยวหลิงแค่อยากเรียนรู้ และอยากมีแม่เหมือนคนอื่น แต่ถ้าหม่าม๊าไม่ชอบ เสี่ยวหลิงจะไม่เรียกแบบนี้อีก] จากนั้นริมฝีปากน้อย ๆ ก็ปิดสนิท ไม่พูดสิ่งใดอีก คำตอบของเสี่ยวหลิงน้อยทำเอาหญิงสาวถึงกับอดสงสารไม่ได้ ไหนใครบอกว่าเอไอไม่มีความรู้สึกไง ในโลกเดิมที่เธออยู่นั้นโลกพัฒนาไปไกลถึงขนาดที่มีหุ่นยนต์และเอไอประจำตัวทุกคน แต่พวกมันไร้อารมณ์และตอบโต้แบบบอท ๆ แต่อวิ๋นซินเยว่ยังไม่เคยเห็นระบบเอไอที่ดูมีชีวิตจิตใจและทำให้เธอรู้สึกเอ็นดูได้ขนาดนี้ “เอาเถอะ อยากเรียกแบบไหนก็เรียกละกัน” หลังจากที่ได้ยินคำตอบเช่นนี้จากปากอวิ๋นซินเยว่ เสี่ยวหลิงก็ยิ้มกว้างทันใด ก่อนจะพุ่งมากอดเธอ แต่เพราะเสี่ยวหลิงไม่มีร่างกาย ภาพโฮโลแกรมของเด็กน้อยจึงพุ่งทะลุผ่านตัวของอวิ๋นซินเยว่ไป หญิงสาวรู้สึกสงสาร จึงเรียกเสี่ยวหลิงให้กลับมาหา และทำท่ากอดร่างของเสี่ยวหลิงไว้ น่าแปลกที่หูของเธอกลับได้ยินเหมือนเสียงหัวใจเต้นถี่รัว เสียงมันดังมาจากที่ไหนกัน! หรือว่า…เป็นไปได้ยังไง? อวิ๋นซินเยว่เลิกใส่ใจคิดว่าเธอคงนอนน้อยเกินไปเสียมากกว่าชิงหรงไม่ได้สะทกสะท้าน นางเริ่มวางอุปกรณ์เสียงดัง กึกกัก ทั้งล้างพู่กัน ฝนหมึก และฮัมเพลงเบาๆ อย่างอารมณ์ดี ผ่านไปหนึ่งเค่อ จื่อเยี่ยนที่ทนไม่ไหวจึงเงยหน้าขึ้นมาหมายจะดุ "เจ้าไม่เห็นหรือว่าข้าใช้สมาธิอยู่? ที่อื่นมีตั้งกว้างขวาง เหตุใดต้องมาวุ่นวายตรงนี้" ชิงหรงไม่กลัวสักนิด แถมยังเขยิบเข้าไปใกล้ "ก็ตรงนี้แสงตกกระทบผิวพระองค์สวยที่สุดนี่เพคะ! ดูสิ... หม่อมฉันวาดพระองค์เสร็จแล้วนะ" ชิงหรงยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้จื่อเยี่ยนดู มันไม่ใช่ภาพวาดเหมือนจริงแบบที่ครูสอน แต่เป็นภาพวาดพู่กันที่ลายเส้นดูมีชีวิตชีวา เป็นรูปจื่อเยี่ยนนั่งอ่านหนังสือ แต่บนหัวมี "ลูกนกตัวน้อย" เกาะอยู่หนึ่งตัว และรอบๆ มีมวลดอกไม้สีสันสดใสที่ดูแล้วรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด จื่อเยี่ยนชะงักไป แววตาที่เคยแข็งกร้าวสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อเห็นภาพนั้น นางไม่เคยเห็นใครกล้าวาดภาพนางในลักษณะ "อ่อนโยน" เช่นนี้มาก่อน ทุกคนมักจะวาดนางให้ดูสง่า น่าเกรงขาม เหมือนรูปปั้นเทพธิดา "พระองค์ดูนิ่งเกินไป หม่อมฉันเลยเติมลูกนกให้ จะได้ไม่เหงาไงเพคะ... อ๊ะ! สีตรงนี้เลอะนิดหน่อย ขอหม่อมฉันซ่อมหน่อยนะเพคะ" พูดจบ ชิงหรงก็ถือวิสาสะขยับเข้าไป
สำนักศึกษาอวี้หลัน เมื่อก้าวผ่านซุ้มประตูหินแกะสลักลายดอกอวี้หลัน สิ่งแรกที่ปะทะสายตาคืออาคารไม้หมู่อันสง่างามที่ไม่ได้มีเพียงสีแดงทองตามขนบวังหลวง แต่กลับใช้ สีขาวนวลของหินอ่อน ตัดกับ สีน้ำตาลเข้มของไม้กฤษณา หลังคามุงกระเบื้องเคลือบสีน้ำเงินน้ำทะเลที่สะท้อนแสงแดดยามเช้าเป็นประกายระยิบระยับ อาคารเรียนหลักถูกออกแบบให้มี โถงระเบียงกว้างเปิดโล่ง ผนังบางส่วนถูกแทนที่ด้วยกระจกใสที่ซินเยว่สั่งหุงขึ้นเป็นพิเศษ ทำให้มองเห็นทัศนียภาพของสวนหย่อมด้านนอกที่จัดวางตามหลักเรขาคณิต ผสมผสานกับการจัดสวนป่าแบบเซน มีน้ำพุหินที่ไหลรินลงสู่สระมงคลซึ่งเต็มไปด้วยใบบัวสีเขียวขจี บรรยากาศในอวี้หลันไม่ได้มีเพียงกลิ่นกำยานฉุนกึกแบบวังหลัง แต่กลับอบอวลไปด้วย กลิ่นหอมสะอาดของกระดาษใหม่ และ กลิ่นหมึกจีน ที่ผสมกลิ่นเปลือกไม้หอมสดชื่น ลอยมาตามลมพร้อมกับ กลิ่นดอกอวี้หลัน สีขาวนวลที่บานสะพรั่งอยู่รอบสำนัก หากเดินผ่านห้องทดลองสมุนไพร จะได้กลิ่นจาง ๆ ของ ใบมิ้นต์และอบเชย ที่ให้ความรู้สึกตื่นตัว ในขณะที่ห้องสมุดกลับให้กลิ่น ไม้เก่าและชาอูหลง ที่นุ่มนวลชวนให้สงบนิ่ง เสียงที่นี่คือดนตรีแห่งชีวิต คุณจะได้ยิน เสียงฉะฉ
ท้องพระโรงจื่อเฉิน, ยามเฉิน บรรยากาศในท้องพระโรงวันนี้ดูแปลกตาไปกว่าทุกวัน เมื่อข้างพระราชบัลลังก์มังกรของ อวี้เหยียน มีเก้าอี้แกะสลักตัวเล็กอีกสองตัวตั้งขนาบซ้ายขวา อวี้เฉินซี และ อวี้จื่อเยี่ยน ในชุดพิธีการเต็มยศนั่งหลังตรงสง่างาม แววตาของทั้งคู่กวาดมองเหล่าขุนนางเบื้องล่างด้วยความนิ่งสงบ เหล่าขุนนางต่างกระซิบกระซาบด้วยความแปลกใจ บางคนลอบยิ้มเยาะในใจว่าเด็กเพียงสี่ขวบจะมาทำอะไรได้ นอกจากมานั่งเล่นเป็นเพื่อนบิดา อวี้เหยียนสุรเสียงทรงอำนาจ "เริ่มการประชุมได้! วันนี้ใครมีเรื่องอันใดจะรายงาน เกี่ยวกับสถานการณ์เมืองท่าทางใต้ที่ยังคาราคาซังอยู่บ้าง?" เสนาบดีเฉิน ขุนนางเก่าแก่ผู้มีเครือข่ายผลประโยชน์ลับๆ ก้าวออกมาเบื้องหน้าพร้อมรอยยิ้มที่ดูประจบสอพลอ เขารายงานด้วยท่าทางขึงขัง "ทูลฝ่าบาท... เรื่องการลักลอบขนสินค้าเถื่อนที่ป่าโกงกาง หม่อมฉันได้ส่งคนไปตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วพ่ะย่ะค่ะ พบว่าเส้นทางน้ำนั้นตื้นเขินและมีรากไม้หนาแน่น เรือเล็กมิอาจผ่านได้เลย ข่าวลือเรื่องโจรใช้เส้นทางนั้นจึงเป็นเพียงเรื่องเล่าไร้สาระของชาวบ้านพ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันเกรงว่าหากเราส่งทหารไปจะเสียแรงเปล่า..." เข
ทิศตะวันออกของวังหลวง, ยามเฉินอาคารไม้หอมหลังใหญ่ที่สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างความโอ่อ่าของราชวงศ์อวี้และฟังก์ชันการใช้งานแบบโลกอนาคตตั้งเด่นตระหง่าน ที่นี่คือ "สำนักศึกษาอวี้หลัน" โรงเรียนหลวงที่ อวิ๋นซินเยว่ เนรมิตขึ้นเพื่อปฏิรูปการศึกษาของเหล่าเชื้อพระวงศ์และลูกหลานขุนนาง ที่นี่ไม่มีการท่องจำตำราขงจื๊อแบบนกแก้วนกขุนทองเพียงอย่างเดียว แต่มีห้องทดลองวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ห้องสมุดที่บรรจุแผนที่โลก และลานกีฬาที่เน้นการทำงานเป็นทีม อวิ๋นซินเยว่ ในชุดฮองเฮาเรียบง่ายแต่สง่างาม "การปกครองแผ่นดินไม่ใช่แค่การรู้วิธีข่มขวัญคน แต่คือการรู้วิธีสร้างคน... และวันนี้ ครูคนแรกของพวกเจ้าคือ 'ความสงสัย' "ท่ามกลางกลุ่มเด็กชายลูกท่านเสนาบดี อวี้เฉินซี ในวัยสี่ขวบโดดเด่นออกมาด้วยออร่าที่เข้าถึงง่ายอย่างน่าประหลาด พระโอรสตัวน้อยมีใบหน้าที่คมคายทว่ามีลักยิ้มสองข้างแก้มแฝงความขี้เล่นแฝงอยู่ ดวงตาพราวระยับเหมือนอวิ๋นซินเยว่ไม่มีผิดเพี้ยนเฉินซีหัวเราะร่าพลางอธิบายการทำงานของกังหันน้ำให้เพื่อนๆ ฟัง "ดูสิ! หากเรากั้นน้ำไว้ตรงนี้ แรงกดจะดันไม้ให้หมุน เห็นไหม? ไม่ใช่เวทมนตร์หรอก แต่มันคือพลังงาน!
พระตำหนักคุนหนิง ยามเว่ย ภายในโถงกว้างที่ปูด้วยพรมขนสัตว์หนานุ่ม และมีเครื่องเล่นไม้เสริมสร้างทักษะที่ อวิ๋นซินเยว่ ออกแบบเองวางกระจายอยู่ บรรดานางกำนัลและแม่นมต่างพากันกลั้นหายใจด้วยความตื่นเต้น แววตาของทุกคนจับจ้องไปที่ร่างป้อมๆ สองร่างที่กำลังพยายามหยัดยืนด้วยขาเล็กๆ ของตนเอง โดยปกติแล้ว เด็กทารกทั่วไปจะเริ่มตั้งไข่เมื่ออายุใกล้ขวบปี แต่สำหรับ อวี้เฉินซี และ อวี้จื่อเยี่ยน ในวัยเพียง แปดเดือน พวกเขากลับทำในสิ่งที่คนทั้งวังต้องเรียกขานว่า "ปาฏิหาริย์" แม่นมหลี่กระซิบตัวสั่น “ทอดพระเนตรสิเพคะฮองเฮา... พระโอรสทรงเริ่มปล่อยมือจากราวไม้แล้วเพคะ!” อวี้เฉินซี พระโอรสแฝดผู้พี่ที่มีแววตาเด็ดเดี่ยวถอดแบบมาจากอวี้เหยียน ทรงยันพระวรกายขึ้นจากพื้นพรมอย่างมั่นคง พระหัตถ์เล็กๆ ปล่อยออกจากคอกกั้นไม้ ก่อนจะเตาะแตะก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว... สองก้าว... และสามก้าว ตรงไปหา อวี้เหยียน ที่นั่งย่อพระวรกายรอรับอยู่เบื้องหน้า อวี้เฉินซีส่งเสียงอ้อแอ้ชัดเจน “เสด็จ... ป้อ... (เสด็จพ่อ)” อวี้เหยียนถึงกับพระเนตรเบิกกว้าง ทรงโผเข้าอุ้มพระโอรสขึ้นมาแนบพระอุระด้วยความปิติอย่างที่สุด สุรเสียงที่เคยดุดันกลับสั
พระที่นั่งเป่าเหอเตี้ยน ยามซื่อท้องพระโรงกลางที่ยิ่งใหญ่ที่สุดถูกเนรมิตให้กลายเป็นสรวงสวรรค์บนดิน โคมไฟไหมสีทองและผ้าแพรห้าสีถูกประดับประดาอย่างวิจิตรบรรจง กลิ่นกำยานมงคลโชยอบอวลไปทั่วงานเลี้ยงฉลองครบรอบหนึ่งเดือน ของพระโอรส อวี้เฉินซี และพระธิดา อวี้จื่อเยี่ยนอวี้เหยียน ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรในฉลองพระองค์สีทองอร่าม ข้างกายคือ อวิ๋นซินเยว่ ที่ดูงามสง่าและทรงอำนาจในอาภรณ์หงส์เพลิงสีแดงเลือดนก ปักลายเมฆมงคลด้วยดิ้นทองแท้ ผิวพรรณของนางที่ผ่านการบำรุงด้วยโอสถลับดูผุดผ่องจนสตรีทั้งงานต้องอิจฉาอวี้เหยียนประกาศก้อง “วันนี้คือวันมงคลของแคว้นอวี้ ข้าขอขอบใจเหล่านักรบและราษฎร รวมถึงมิตรสหายจากแคว้นต่างๆ ที่มาร่วมยินดีกับรัชทายาทและพระธิดาของเรา!”หลังจากพิธีการเริ่มต้นขึ้น บรรดาทูตจากแคว้นต่างๆ ก็เริ่มทยอยออกมาถวายพระพร“ทูตจากแคว้นซีเหลียง... ถวายไข่มุกราตรีสิบลังและผ้าแพรพันพับ!”แต่สิ่งที่ทำให้คนทั้งโถงต้องหยุดหายใจ คือทูตจาก แคว้นเป่ยหลัว ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความงดงามของสตรี ทูตอาวุโสเดินออกมาพร้อมกับหญิงสาวนางหนึ่งที่คลุมหน้าด้วยผ้าโปร่งบาง“ทูลฝ่าบาท แคว้นเป่ยหลัวยินดียิ่งที่พระองค์ได







