Masuk...วังหลวงแห่งต้าหยวน...
เรือนกายอรชรผสานกับใบหน้างดงาม เรียวปากเล็ก ดวงตากลมโตใสแจ๋วสีม่วงงดงาม ใบหน้าเล็กเรียวเพียงฝ่ามือเท่านั้น กับการแต่งกายด้วยอาภรณ์เรียบง่ายแต่ก็หรูหรา กับเครื่องประดับบนศีรษะที่บอกถึงตำแหน่งของนางได้เป็นอย่างดีว่า สาวน้อยงดงามราวเทพธิดาตัวน้อยนั้นนางมิใช่ธรรมดา แต่เป็นพระชายาอี้ที่ฮ่องเต้ยังต้องเกรงใจบิดากับท่านปู่ของนาง
“พระชายาอี้”
ขันทีอายุราวห้าสิบกว่าปีโค้งกายจนศีรษะแทบโขกกับพื้น จู่ๆ แววตาใสแจ๋วสีม่วงก็บังเกิดความเจ้าเล่ห์ขึ้นมาวูบหนึ่งก่อนที่เรียวปากจิ้มลิ้มสีแดงระเรื่อตามธรรมชาติมิได้แต้มชาดให้ความงดงามต้องจืดจางลงไป ภายในใจของเด็กสาวก็คิดว่า หากนางเลือกจะไปเข้าเฝ้าฮองเฮาแทนที่จะเป็นฮ่องเต้ ตาเฒ่าผู้นั้นจะ ‘ร้อน’ ไปทั้งกายหรือไม่?
“กงกง เปิ่นหวางเฟยต้องการมาเฝ้าเข้าเสด็จแม่ ท่านช่วยไปกราบทูลให้เปิ่นหวางเฟยจะได้หรือ?”
เรียวปากจิ้มลิ้มนั้นกล่าวด้วยวาจาไพเราะ ส่วนจื่อชิงคนติดตามของพระชายาอี้ก็จับมือของท่านขันทีสูงวัยแล้วยัดบางสิ่งไปให้ ครั้นพอ ‘เหวินกงกง’ เปิดออกดูจึงพบ ‘ทอง’ ถึงสิบตำลึง ภายในใจจึงชื่นชมพระชายาอี้ว่าเป็น ‘เด็กสาว’ ที่เฉลียวฉลาดไม่น้อย
“ขอพระชายาอี้รอสักครู่นะพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะไปกราบทูลฮองเฮาเดี๋ยวนี้เลย”
มุมปากจิ้มลิ้มแย้มยิ้มสาแก่ใจยามที่หางตาเรียวงามของนางเหลือบไปพบ ‘คนของฮ่องเต้’ เร่งรีบไป ‘รายงาน’ หรือจะเรียกให้ถูกว่า ‘ส่งข่าว’ ก็คงมิผิดนัก คาดว่าป่านนี้ ‘บัลลังก์’ มังกรคงร้อนราวมีเตาถ่านซุกซ่อนอยู่เป็นแน่
“กราบทูลเพ่ยฮองเฮา บัดนี้พระชายาอี้ขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
สตรีวัยราวห้าสิบหกปีที่กำลังนั่งปักผ้าเช็ดหน้าสีอ่อนบนเก้าอี้แสนเรียบง่ายภายในตำหนักเหลียงเว่ยที่ทั้งเล็กและคับแคบ ภายในห้องที่นั่งก็เป็นเพียงโถงขนาดเล็กที่อี้หลานฮวามองเข้าไปแล้วแอบนึกในใจว่าเรือนของอนุภรรยาของบิดาของนางยังใหญ่และหรูหรากว่านี้ราวหกในสิบส่วน นั้นหันหน้ามามองดูขันทีอาวุโสด้วยแววตากับสีหน้าที่แสดงออกชัดเจน เนื่องจากผ่านมาจนป่านนี้น้อยคนนักที่จะมาเยี่ยมเยียนฮองเฮาที่ไร้อำนาจวาสนาที่สุดแล้วเช่นนาง
“ฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ พระชายาอี้ทรงรอเข้าเฝ้าอยู่” เหวินกงกงต้องเอ่ยย้ำอีกครั้ง สตรีที่วัยยังไม่มากและอาจน้อยกว่ามารดาของอี้หลานฮวาเสียอีก แต่กลับมีสภาพทรุดโทรมจนเห็นเส้นผมหงอกขาวประปราย ใบหน้าซีดขาว เรียวปากคาดว่าอดีตคงงดงามใช่น้อย หากแต่บัดนี้กลับดูแห้งจนมีรอยแตกเห็นชัดเจน
“อ้อ...เอ่อ เชิญพระชายาอี้เข้ามาด้านในสิ” นางดูมีแววตาแตกตื่นเล็กน้อย หากแต่สุดท้ายก็กลับมาสงบเยือกเย็นอีกครั้ง นางวางงานในมือลงแล้วคลี่ยิ้มให้กับเด็กสาวตรงหน้าที่เข้ามาย่อกายถวายพระพรครบถ้วนพิธีการ
“หม่อมฉันอี้หลานฮวา ถวายพระพรเสด็จแม่เพคะ / จื่อชิงถวายพระพรฮองเฮาเพคะ”
สองสาวถวายพระพรฮองเฮาด้วยกิริยาให้เกียรติอีกฝ่ายจากใจจริง สตรีตรงหน้าที่เคยได้ฟังว่าน่าสงสารแล้ว พอได้พบเห็นกับตาอี้หลานฮวานั้นกลับสะเทือนใจจนพูดไม่ออก หากไม่บอกว่าสตรีตรงหน้าเป็นฮองเฮา แต่บอกว่านี่คือนางกำนัลอาวุโสเด็กสาวก็เชื่อสนิทใจ!
“ตามสบายเถอะ ต้าลู่ไปเตรียมขนมมาต้อนรับพระชายาอี้เร็วเข้า” พระนางหันไปสั่งขันทีวัยคงราวสิบหกถึงสิบเจ็ดปีให้เร่งไปยกขนมที่ดีที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าย่อมเป็นฝีมือฮองเฮาที่ปรุงขึ้นมาเองอยู่แล้ว ช่างใจดำอำมหิตกับสตรีน่าสงสารผู้นี้ยิ่งนัก พลันนั้นเด็กสาวก็เหมือนกับตนเองจะได้เห็นภาพอนาคตของตนเองซ้อนทับสตรีตรงหน้าขึ้นมาเลือนราง
"ขอเสด็จแม่อย่าได้ว้าวุ่นใจไปเลยเพคะ วันนี้เสี่ยวหลานตั้งใจมายกน้ำชาให้กับเสด็จแม่ เพราะแต่งเข้าสกุลหยวนมาถึงสิบแปดวัน กลับเสียมารยาทมิได้มายกน้ำชาเลยสักครา"
เด็กสาวทรุดกายอรชรลงนั่งบนเก้าอี้ตัวเตี้ยที่มีเบาะรองนั่งแสนจะเรียบง่ายอย่างไม่คิดมาก แล้วเรียกเอาขนมไร้กังวลที่ตนเองตั้งใจทำจะนำมาถวายฮ่องเต้ แต่เพราะคนผู้นั้นจนป่านนี้จะพบหน้าของนางยังไม่กล้า แล้วของที่นางตั้งใจทำ เขามีคุณค่าพอจะมากินขนมฝีมือนางที่ใดกัน
...ตาเฒ่าสารพัดพิษผู้นั้นต้องทราบทุกสิ่งดีกว่าผู้ใดเป็นแน่...
หาไม่นางแต่งงานมาจนครบสิบแปดวัน แต่กลับมิได้เข้าวังยกน้ำชาเขาจะยังนิ่งเฉยเสแสร้งมึนเบลอเช่นนี้ได้อย่างไร สามวันนางมิได้ตามพระสวามีกลับบ้าน นี่ตกลงนางแต่งงานมานอนกอดหนังสือสมรสอย่างเดียวแล้วกระมัง ดังนั้นพอเห็นสภาพฮองเฮาจึงคิดว่าไม่แน่ว่าอนาคตนางอาจมีสภาพไม่ต่างจากสตรีตรงหน้าผู้นี้ก็เป็นไปได้
"ขนมนี้เสี่ยวหลานตื่นมาทำตั้งแต่ยามอิ๋น เสด็จแม่ลองชิมดูสิเพคะ"
นิ้วเรียวแต่เหี่ยวยับย่น มองเห็นได้เพียงตาเปล่าของผู้ที่เป็น ‘ท่านหมอ’ แล้วก็ทราบทันทีว่ามือคู่นั้นทำงานหนักกว่าจื่อชิงที่เป็นสาวใช้ข้างกายของนางเสียอีก หึ! ตาเฒ่านั่นช่างสารเลวเสียจริง ภรรยารองเช่นเฉิงกุ้ยเฟยแต่งกายงดงามด้วยอาภรณ์เนื้อดีหรูหรา เครื่องประดับเกินหน้าเกินตาฮองเฮาไปหลายส่วน
แล้วดูสภาพของสตรีตรงหน้าของนางเถิด เสื้อผ้าอาภรณ์เรียบง่ายแสนจะธรรมดากับมีเพียงนางกำนัลสูงวัยหนึ่งนางและขันทีน้อยหนึ่งคน เรือนก็ทั้งเล็กทั้งคับแคบจนอี้หลานฮวาอยากเปลี่ยนชื่อตำหนักนี้เป็น ‘ตำหนักร้างรา’ เสียเหลือเกิน
“เสด็จแม่น้ำชาเพคะ” หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ พูดคุยกันพอหอมปากหอมคอ เด็กสาวก็จัดการยกน้ำชาให้แก่ฮองเฮาด้วยจิตใจที่รู้สึกเป็นครั้งแรกนับจากแต่งงานเข้ามาในราชวงศ์ ว่าเพ่ยฮองเฮานั้นเป็นผู้ใหญ่ที่สมควรนับถือที่สุดแล้ว
“หน้าของเสด็จแม่ซีดเหลืองยิ่งนัก เสี่ยวหลานพอมีวิชาแพทย์ติดกายอยู่บ้าง มิทราบว่าหากจะขอตรวจชีพจรเสด็จแม่จะทรงยินดีหรือไม่เพคะ?”
บทส่งท้ายผ่านไปคงราวครึ่งเค่อ เสียงฝีเท้าคุ้นหูก็ดังใกล้เข้ามาทุกขณะ ใจดวงน้อยเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ความตื่นเต้นนี้เพราะนางไม่ไร้เดียงสาแล้ว ทราบดีถึงราตรีนี้ว่าตนเองจะต้องพบเจอกับสิ่งใด แก้มใสพลันร้อนวูบวาบ…แอ๊ด…กึก! …“รอนานหรือไม่”พอปิดประตูเรียบร้อยหยวนลี่หยางจึงหมุนกายมาหาคนที่นั่งในท่าเทพธิดาอยู่กลางเตียงสีแดงร้อนแรงไม่พอ ชุดที่นางสวมก็ ‘เร่าร้อน’ เสียยิ่งกว่าสีของเตียง และของตกแต่งประดับห้องหอมากมายยิ่งนัก“มะ…ไม่นานเพคะ”สุราบนโต๊ะข้างเตียงถูกมือเรียวยาวเทสุราลงน้ำเต้าคู่แล้วจึงยื่นมาตรงหน้าของอี้หลานฮวา เขาดื่มด้านหนึ่งนางก็ดื่มอีกด้านหนึ่ง จากนั้นน้ำเต้าคู่นั้นก็ถูกวางเก็บเอาไว้ที่เดิม แล้วหยวนลี่หยางจึงทรุดกายลงนั่งบนเตียงปลดอาภรณ์ตัวนอกโยนทิ้งไปส่งเดช จากนั้นก็ไม่มีผู้ใดเอ่ยสิ่งใดอีก เพราะเพียงมองตาก็รู้ใจกันแล้วเรือนกายแกร่งขยับไปหยิบสุรามงคลมาเทใส่ปากตนเองแล้วก็แนบเรียวปากแกร่งกับเรียวปากจิ้มลิ้มป้อนให้นางได้ดื่มไปด้วยกันคำแล้วคำเล่าจนหมดกาทองคำใบนั้น ทำเอาอี้หลานฮวาร้อนท้องวูบวาบไปหมด แต่เพียงครู่หนึ่งหยวนลี่หยางจึงปลดอาภรณ์ออกจากกายจนหมดโยนลงไปด้านล่างของพื้นห้องจา
ทุกคนเจอคำตอบเช่นนี้ของท่านแม่ทัพใหญ่แห่งต้าหยวนต่างก็ถึงกับไปต่อไม่ถูกกันถ้วนหน้า ไม่เว้นแม้แต่เพ่ยเสียนเฟยเองก็ตาม…และแล้วก็ถึงวันที่หยวนลี่หยางรอคอยมาหากนับเวลาที่ทำได้เป็นเพียงคนแอบรักแอบมองลงไปด้วยก็นานถึงสิบเอ็ดปี สุดท้ายวันแต่งงานก็มาถึงสักครา พิธีช่วงเช้าและบ่ายจนถึงค่ำช่างมากมายจนอี้หลานฮวาที่เคยแต่งงานมาแล้วหนึ่งครั้ง แต่ครั้งนั้นนางไม่ได้เหนื่อยแต่ก็มีความสุขเช่นวันนี้เลยแม้นจะเหน็ดเหนื่อยเพียงใด แต่แค่เพียงนางหันหน้าไปมองใบหน้าของผู้เป็นเจ้าบ่าว นางกลับหายเหนื่อยราวกับถูกปลิดทิ้ง เพราะหยวนลี่หยางในวันนี้เขายิ้มทั่วใบหน้า ในอดีตนางช่างเด็กและไร้เดียงสาจนเกินไป วันนี้ถึงเพิ่งรู้แจ้งอดีตนั้นหาใช่ความรักอันใดทั้งสิ้น ระหว่างนางกับหยวนเยี่ยเจา เขาแต่งกับนางเพียงแค่ถูกบีบบังคับหวังผลประโยชน์ ส่วนนางก็แค่อารมณ์ลุ่มหลงบุรุษรูปงามไปตามประสาเด็กสาววัยเพียงสิบสามถึงสิบห้าแต่วันนี้นางแยกแยะได้แล้วว่าอันใดคือรักกับอันใดแค่หลงรูปกายภายนอกเท่านั้น ห้าปีที่ผ่านมานางคงต้องขอบคุณครอบครัวทุกคน และที่จะลืมไม่ได้คือเขาผู้นี้…ผู้ที่กุมมือนางก้าวเดินผ่านทุกพิธีการจนผ่านสำเร็จไปด้วยดี“ขอบพระท
ตอนพิเศษวันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไปสำหรับคนรอนั้นช่างเชื่องช้าอย่างยิ่ง แต่เพราะความรัก จึงไม่อยากไปรบกวนในยามที่นางทำงาน อยากให้นางได้มีอิสระเสรีอย่างที่สุด นางเป็นคนเช่นไร เติบโตมาแบบไหนเขารู้แจ้ง ดังนั้นสามปีที่ต้องจากกันไกล ถึงเขานั้นจะส่งองครักษ์เงาที่มากฝีมือคอยติดตามคุ้มกันนาง สลับสับเปลี่ยนกันถึงยี่สิบชีวิต แต่ตนเองไม่เคยผิดสัญญาติดตามนางไป เขาอยู่เมืองหลวงก็กำจัดทุกข์บำรุงสุขให้กับชาวบ้านชาวเมือง ทุกปมปัญหายุ่งเหยิงที่อดีตฮ่องเต้สร้างเอาไว้ถูกขจัดออกไปทีจะปมทีละเปลาะ อาจยากเย็นแต่ก็ส่งผลดี เขายุ่งกับงานจึงไม่ต้องคิดฟุ้งซ่านถึงคู่หมั้นคู่หมายจนเกินไปส่วนสวนดอกกุหลาบนั้นก็ถูกดูแลอย่างดีเช่นเดิม ที่เพิ่มเติมคงเป็นสีและสายพันธุ์ที่มากมายหลากหลายขึ้น กับทุ่งดอกปี้อันฮวาที่บัดนี้นอกจากสีแดงก็มีสีขาวแทรกแซมไปด้วย อักทั้งยังมีต้นดอกเฟื่องฟ้าหลากสีกับกล้วยไม้ที่มีทั้งแบบแขวนเอาไว้ตามระเบียง บางสายพันธุ์ก็ปลูกลงดินซึ่งสวนนั้นกว้างใหญ่ขึ้นกว่าเมื่ออดีดหลายเท่า ป่าต้นเฟิ่งกับป่าไผ่เขียวถูกขยับตัดออกไปให้กว้างขวางขึ้น ส่วนเรือนที่อดีตเป็นเพียงไม้ไผ่ขนาดกลางก็ถูกขยายให้ใหญ่ขึ้น และสร้างจาก
หลังจากพูดคุยเปิดใจต่อกันแล้ว อี้หลานฮวานั้นก็ขอตัวออกเดินทางไปยังตำหนัก ‘เสินเซียนฉือ’ ตามที่ได้นัดหมายฝากข้อความไปถึงหยวนลี่หยาง เขาคือคนดีนางคงยากจะเถียง เพราะตลอดร่วมสี่เดือนกับตำแหน่งองค์จักรพรรดิผู้เป็นใหญ่แห่งต้าหยวนแห่งนี้ ทุกอย่างกำลังถูกเขาค่อยๆ ‘สะสาง’ ซึ่งแน่นอนว่ามันยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด นางย่อมทราบดี อดีตฮ่องเต้ผูกแต่ปัญหามากมายจนคล้ายดินพอกหางหมู เป็นคนขมวดปมยุ่งเหยิง ทิ้งทุกสิ่งมากมายให้ชายหนุ่มวัยเพียงยี่สิบมาคอยตามเก็บตามแก้มันไม่ง่ายเลย…ไม่ง่ายสักเพียงนิดเดียว…“อี้หลานฮวา ถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ”เถียนอิงอิงที่เพิ่งได้พบฮ่องเต้ตัวจริงถึงกับตัวสั่นงันงก ทำให้หญิงสาวต้องสั่งสอนอีกฝ่ายอย่างใจเย็น“ไม่ต้องมากพิธีไปหรอก เชิญเจ้าไปยังระเบียงด้านนั้นดีกว่า ข้าให้คนเตรียมยาดีเอาไว้รอเจ้าแล้ว ในยามนี้ขาดก็เพียงขนมไร้กังวลของเจ้าเท่านั้น”“ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท”อี้หลานฮวาในวัยสิบหกปีนั้นงดงามเฉิดฉายราวกับดอกทานตะวันอันสดใส หากชีวิตของเขามืดมนก็คงเป็นนางที่คอยเป็นตะเกียงดวงน้อยเป็นแสงสว่างเดียวให้หยวนลี่หยางนั้นไม่ท้อแม้ ไม่หยุดพัก“การสอบเป็นเช่นไรบ้างราบรื่นดีหรือไม่”พอทรุดกายล
“ตื่นแล้วหรือเจ้าตัวแสบ”ในห้องโถงกลางนั้นมีสตรีอยู่ร่วมกันหลายชีวิต มิใช่มีเพียง ‘ท่านย่า’ เพียงลำพัง แต่ยังมี ‘ท่านแม่’ กับเหล่าสาวใช้และหลิงหนี่ว์เอ๋อร์ที่นางละอายแก่ใจตนเอง ขอกลับไปใช้นามกับแซ่เดิมที่บัดนี้ใกล้คลอดเต็มทน เหล่าฮูหยินอี้จึงให้นางมาพักนอนค้างมันเสียที่จวนหลักส่วนกลาง เพราะหากนางเกิดเจ็บท้องคลอดจะได้ดูแลช่วยเหลือกันได้ทันท่วงทีนั่นเอง“หิวหรือไม่ จะดื่มน้ำชาหรือกินขนมรองท้องก่อนไหม ย่าจะสั่งแม่บ้านฉวนไปจัดมาให้” พอเรือนกายของหลานรักพุ่งเข้ามากอดมาหอมแก้มและคลอเคลียไม่ห่าง คนที่เห็นว่าเจ้าตัวดีนั้นหลับไปนานข้ามคืนกับอีกครึ่งวันก็อดจะห่วงใยว่าอีกฝ่ายจะหิวเสียมิได้“ไม่ต้องเจ้าค่ะอีกสักครู่เสี่ยวหลานจะไปดื่มน้ำชากับฝ่าบาทที่ตำหนักเสินเซียนฉือเจ้าค่ะ คงจะกลับมากินมื้อค่ำเลยทีเดียว”สองมือเหี่ยวย่นพอได้ฟังว่า ‘เจ้าตัวดี’ จะไปดื่มน้ำชายามบ่ายกับฮ่องเต้หนุ่มก็ถึงกับประคองใบหน้างดงามมองจ้องให้แน่ใจว่าภายในใจของอี้หลานฮวานั้นบัดนี้ได้มีความรักครั้งใหม่แล้วหรือไม่“ยังไม่ถึงขนาดที่ท่านย่ากับท่านแม่คิดไปไกลหรอกเจ้าค่ะ ในยามนี้เสี่ยวหลานอยากไปเป็นหมอรักษาคนเจ็บคนป่วยยังชายแดนอัน
…สำนักแพทย์หลวงแห่งต้าหยวน…พอถึงปลายยามเว่ยเรือนกายบอบบางของสตรีอาจนับได้ว่าปีนี้มีเพียงหนึ่งเดียวนั่นก็คือ ‘คุณหนูสาม’ จากสกุลอี้ สำหรับในสายตาของผู้อื่นนั้นอาจจะมองว่า ‘แปลกยิ่งนัก’ ทว่าเหล่าสหายร่วมรุ่นไปจนถึง ‘ท่านอาจารย์’ ล้วนคุ้นเคยกับสาวน้อยวัยสิบหกปีนามว่าอี้หลานฮวากันเป็นอย่างดีในสาขาวิชาด้านสมุนไพรอาจมีสตรีอยู่เกินสิบคน แต่สำหรับวิชาสาขาการแพทย์มีเพียงสตรีหนึ่งเดียว แต่อี้หลานฮวานั้นไม่ใส่ใจสายตาของผู้อื่น เพราะนางเหน็ดเหนื่อยมาร่วมสามเดือนแล้ว พอมาถึงการสอบวันสุดท้ายนางก็ไม่อยากไปที่ใดนอกจากกลับจวนไปนอนแช่น้ำอุ่น กินอาหารให้อิ่มแล้ว จากนั้นนางก็จะขอทิ้งกายลงไปแทรกสถิตเป็นหนึ่งเดียวกับเตียงนอนแล้วหลับยาวๆ ไปสักสองวันสองคืนถึงจะสาแก่ใจที่สุ่มเทไปกับความฝันอันสูงสุดของตนเองซึ่งทุกสิ่งที่นางคิด อี้หลานฮวาเมื่อถึงจวนลงจากรถม้า หญิงสาวก็ไม่สนใจสิ่งใดนอกจากแผนที่นางวาดมาตลอดบนรถม้า โดยที่ท่านพ่อท่านแม่ ไปจนถึงท่านปู่กับท่านย่า ต่างก็ไม่ไปรบกวนลูกและหลานสาวคนเดียวอย่างทราบดีว่าร่างกายของอี้หลานฮวาต้องการ ‘พักผ่อน’ อย่างจริงจังที่สุดในรอบหลายเดือนมานี้ มีเพียงจื่อชิงที่คอยอยู่ดูแ
ตอนที่ 2ในยามเช้ามาเยือนอีกครั้งยังแผ่นดินต้าหยวน แต่วันนี้ฐานะของเด็กสาวผู้หนึ่งเปลี่ยนไปราวกับพลิกปฐพีเนื่องจากวันนี้ ‘อี้หลานฮวา’ นั้นหาใช่คุณหนูแห่งจวนอี้อีกแล้ว ทว่านางคือ ‘พระชายาอี้’ ที่ตื่นขึ้นมาอย่างเดียวดายโดยไร้เงาของพระสวามี เด็กสาวจึงไม่ทราบว่าตนเองจะออกจากห้องหอไปยกน้ำชาให้แก่เฉิงกุ้
...ย้อนกลับไปเมื่อหกวันก่อนหน้างานสมรสพระราชทาน...“เจ้าเสียสติหรือเยี่ยเจา?!” บุรุษสูงวัยแต่ยังดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงไปหลายปี ภายใต้อาภรณ์สีดำปักลวดลายเป็นมังกรสีทองอร่ามเรืองรองบอกได้ถึงฐานะอันไม่ธรรมดา ทว่าใบหน้าของเขานั้นดำทะมึนไปถึงเก้าส่วน ด้วยเพลิงโทสะซึ่งกำลังถาโถมออกมา เนื่องจากบุตรชายที่
ตอนที่1 ||เจ้าสาวในฝัน(ที่สลาย)เด็กสาวนั่งกำด้ามพัดเอาวางไว้บนตักหลังจากเฉิงกุ้ยเฟยและเหล่านางกำนัลอาวุโสทั้งหลายจากไปจนหมด เหลือเพียงนางกับจื่อชิงที่จากสาวใช้บัดนี้ก็กลายมาเป็น ‘คนสนิทของพระชายาอี้’ ถึงทราบดีว่าเหล่าองค์ชายแต่งพระชายาได้มากถึงสี่นาง แต่เด็กสาวที่อยู่ในวัยเพ้อฝันก็คิดไปก่อนแล้วว่า
บทนำแสงสีทองผ่องอำไพกระจ่างตรงขอบฟ้าด้านทิศตะวันออก บอกได้ว่าบัดนี้ยามเช้าได้หมุนเวียนมาบรรจบยังมหานคร ‘ฉิงสุ่ย’ อาณาจักร ‘ต้าหยวน’ อีกหนึ่งวันแล้ว และบรรยากาศต้นยามเฉินของต้นเดือนหกที่มีอากาศสดชื่นนี้ก็เป็นวันมหามิ่งมงคลได้ฤกษ์ดี ที่ตำหนักขององค์ชายใหญ่ ‘หยวนเยี่ยเจา’ บุรุษผู้องอาจสง่าผ่าเผย แต่เ





![ขย่มรัก ขย่มบัลลังก์ [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

