Se connecterหรงฟู่ฮ่านนึกไปนึกมายังคงนึกไม่ออกแม้แต่ตอนที่นางกำลังเดินตามเจียงเว่ยไปหาอวี้เหิง จวนอวี้เหิงใหญ่พอสมควรจึงใช้เวลาเดินสักพักหนึ่งกว่าจะถึงเรือนรับรองแขกที่อวี้เหิงกำลังรอ
ทันทีที่เจียงเว่ยเดินนำฟู่ฮ่านเข้ามา นางมองเห็นร่างสูงใหญ่ของอ๋องทรราชกำลังยืนชมต้นไม้นอกหน้าต่าง แววตาของเขาดูเลื่อนลอยต่างกับแววตาที่เขามองนางอย่างลิบลับจนหรงฟู่ฮ่านรู้สึกแตกต่างออกไป ราวกับว่าอวี้เหิงกำลังตกอยู่ในภวังค์ที่มีเพียงเขาอยู่จนไม่ได้สังเกตว่านางมาถึงแล้ว
“บ่าวขอลา” เจียงเว่ยเอ่ยพลางถอยจากไปทิ้งไว้ให้หรงฟู่ฮ่านอยู่กับอวี้เหิงตามลำพัง
หญิงสาวย่างเท้าอย่างเชื่องช้าไปยังเก้าอี้รับแขกไม่ไกลจากตัวอวี้เหิงก่อนจะค่อย ๆ นั่งลงอย่างเงียบเชียบพลางมองดูท่าทีของอ๋องผู้นี้ราวกับกำลังมองภาพวิจิตรอะไรบางอย่าง
“ท่านอ๋องกำลังคิดอะไรอยู่?” หรงฟู่ฮ่านเอ่ยถามทำให้อีกฝ่ายตื่นจากภวังค์
อวี้เหิงหันมามองหรงฟู่ฮ่านช้า ๆ แววตาที่นางคุ้นชินมองมายังตัวของนาง แววตาที่เย็นชาไร้ความรู้สึก ชายผู้นั้นมองใบหน้าของหรงฟู่ฮ่านสักพักไม่แม้นแต่จะตอบคำถามของนาง ตัวของพระชายาเองก็มองตอบกลับอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัวจนอวี้เหิงถอนหายใจเชิงยอมจำนน
“ไปกันเถิด เสด็จพ่อและเสด็จแม่กำลังรอพวกเราอยู่” อวี้เหิงกล่าว ก้าวเท้าของเขาก้าวย่างออกจากห้องโดยไม่รีรอภรรยาของตน
หรงฟู่ฮ่านเห็นเช่นนั้นทำได้เพียงเดินตามไปติด ๆ ชายผู้นั้นเดินเร็วมากเสียจนนางต้องลุกลี้ลุกลนเดินตามอย่างทุลักทุเล เสื้อผ้าที่นางใส่ก็หาใช่คุ้นชินไม่ไหนจะเครื่องประดับผมระโยงระยางจนนางทรงตัวแทบไม่อยู่
“แล้วเจียงชิงล่ะ?” อวี้เหิงเอ่ยถามขณะเดินนำหน้าฟู่ฮ่าน ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองหน้าของนาง
“ข้าให้จิงลั่วสอนงานนาง ให้นางคุ้นชินวิธีปรนนิบัติข้าอย่างที่ท่านหวัง” หรงฟู่ฮ่านเอ่ยตอบ คำตอบนั้นทำให้อวี้เหิงหยุดเดินและหันกลับมามองหน้าของนางจริง ๆ เสียที
ครั้งแรกที่เขามองใบหน้าของหรงฟู่ฮ่านอย่างชัดเจน แม้ว่าใบหน้าของหญิงสาวตรงหน้าจะเหมือนหรงฟู่ฮ่านทุกประการทว่าประกายตาของนางไม่ใกล้เคียงกับหรงฟู่ฮ่านแม้แต่น้อยจนอวี้เหิงเริ่มประหลาดใจ เขาไม่กล่าวอันใดต่อเพียงแค่มองหน้าของพระชายาตนเอง
“ท่านอ๋องมีเรื่องอันใดไม่สบายใจหรือ?” หรงฟู่ฮ่านเอ่ยถามอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ นางหาใช่หรงฟู่ฮ่านคนเก่าที่ต้องคอยเอาอกเอาใจชายที่ไม่รักนางเสียหน่อย การที่ทำเช่นนี้ย่อมสมควรแล้ว
“เจียงเว่ยไม่ได้บอกเจ้าหรือว่าเจียงชิงต้องคอยอยู่ปรนนิบัติเจ้าข้างกาย?” อวี้เหิงถามย้อนน้ำเสียงไม่พอใจเล็กน้อย
“บอกแต่ข้าคิดว่านางยังต้องเรียนรู้อีกมาก ท่านส่งบ่าวที่เงอะงะซุ่มซ่ามเช่นนี้มาให้ข้า ข้าจำต้องสอนให้นางพอทำงานให้เป็น” หรงฟู่ฮ่านกล่าว “ท่านคงไม่ว่าอะไร หากจิงลั่วจะสอนนาง ในระยะนี้นางคงไม่ได้อยู่รับใช้ข้า”
“หาไม่ได้” อวี้เหิงตอบกลับ ไม่คิดจะมีปากมีเสียงกับผู้หญิงตรงหน้าเพราะ ‘บ่าวรับใช้’ แค่คนเดียว
“ท่านบอกเราเองว่าฝ่าบาทกับพระสนมกำลังรอพวกเราอยู่ ไปกันได้แล้วท่านอ๋อง” หรงฟู่ฮ่านเดินผ่านอวี้เหิงทันทีที่สิ้นคำพูดจนมาถึงเกี้ยวรถม้าที่กำลังรอพวกเขาอยู่หน้าจวนท่านอ๋อง
หรงฟู่ฮ่านก้าวเท้าขึ้นรถม้ารวดเร็วไม่รอให้อวี้เหิงหรือคนขับรถม้ามาพยุงนางขึ้นไปจนอวี้เหิงตามขึ้นมาทัน หรงฟู่ฮ่านเหลือบมองชายที่นั่งตรงข้ามนางด้วยหางตาพลางเล่นลูกผมแก้เบื่อ
“นับว่ายังโชคดีที่เราสองคนได้นั่งเกี้ยวคันเดียวกัน หาต้องแยกกันเช่นห้องนอนไม่” หรงฟู่ฮ่านกล่าววาจาทิ่มแทงอวี้เหิงอย่างเจ็บแสบแม้ว่าจะรู้ตัวดีคำพูดแค่นี้ไม่อาจทำอะไรหัวใจที่แข็งกระด้างของผู้เป็นสามีได้
อวี้เหิงยังคงนิ่งเงียบตลอดทางไปยังราชวัง ไม่แม้นแต่จะเหลียวมามองฟู่ฮ่าน นางเองก็คร้านจะสนใจคนผู้นี้ไม่ต่างกับอีกฝ่าย แต่แล้วความคิดบางอย่างก็แล่นเข้ามาในหัวของฟู่ฮ่าน
นางเอ่ยวาจาที่น้อยคนนักจะเอ่ย…คำพูดที่ไม่มีทางออกมาจากปากของฟู่ฮ่านอย่างแน่นอน
“ท่านอ๋อง ข้าคิดว่าหลังจากนี้ไปหนึ่งปี เราสองคนควรจะหย่ากัน”
คำพูดของฟู่ฮ่านทำให้อวี้เหิงที่นิ่งเงียบ ไม่ยอมพูดไม่จากับฮูหยินตนเองถึงกับหันมามองหน้าของฟู่ฮ่าน แววตาของเขาเต็มไปด้วยประกายความฉงนและงงงวย ไม่ทันตั้งตัว ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบงันเปี่ยมด้วยแรงตึงเครียดในเกี้ยว หรงฟู่ฮ่านมองตาของสามีตนเองอย่างแน่วแน่
“ข้าคิดว่าเราสองคนควรหย่ากัน” หรงฟู่ฮ่านย้ำอีกครั้ง
“เพิ่งจะแต่งงานกันได้ไม่เท่าไหร่ก็กล่าววาจาเช่นนี้กับข้าแล้วหรือ?” อวี้เหิงแสยะยิ้มเล็กน้อย เท้าคางมองฮูหยินตนเองอย่างสนใจ “หย่ากันเช่นนี้จะสมแรงที่เจ้าทุ่มเทไปไหมเล่า?”
หรงฟู่ฮ่านส่ายหน้าเบา ๆ “คุ้มไม่คุ้ม ข้าจะเป็นคนตัดสินเอง”
“ช่างเป็นผู้หญิงที่เอาแต่ใจอะไรเช่นนี้” อ๋องสามกล่าวน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ทันทีได้ยินคำตอบเช่นนั้น “เจ้าเพิ่งแสดงละครตบตาเสด็จแม่และเสด็จพ่อเพื่อให้ได้พระราชทานสมรสมาแล้วไยวันที่เจ้าได้สมปรารถนาทุกอย่างถึงคิดจะทิ้งมันอย่างไร้เยื่อใยเช่นนี้”
“ข้าเห็นว่าการแต่งงานของเราสองคนไม่ทำให้ใครมีความสุขโดยเฉพาะตัวท่านเอง หากชีวิตคู่ไม่ราบรื่นแล้วจะหวังอะไรให้รอดไปถึงฝั่งกันล่ะ?” หรงฟู่ฮ่านกล่าวเสียงแข็ง “เพราะเป็นเช่นนี้เราสองคนจึงควรหย่ากัน”
“แล้วเสด็จพ่อจะว่าเช่นไร ท่านเป็นคนที่พระราชทานงานสมรสให้ข้าและเจ้า” อวี้เหิงถามย้อนกลับ
“ถ้าพระองค์พระราชทานการแต่งงานให้ได้ก็ย่อมประทานการหย่าให้ได้เช่นกัน ผู้เป็นเจ้าชีวิตคนทำไมจะทำให้ไม่ได้”
อวี้เหิงนิ่งเงียบ ไม่ตอบอีกฝ่าย
“ท่านจะรับเซี่ยชิวมาเป็นอนุภรรยาท่านก็สุดแล้วท่านต้องการ ข้าหรงฟู่ฮ่านไม่ขอเกี่ยวข้องกับชีวิตของท่านอ๋อง” ฟู่ฮ่านยื่นคำขาดทั้งยังเอ่ยชื่อของสตรีผู้หนึ่งที่ติดค้างในใจของอวี้เหิง
อวี้เหิงกัดริมฝีปากตนเองเล็กน้อยทั้งยังมองมาที่ฟู่ฮ่านตาเขม็งเมื่อได้ยินชื่อของเซี่ยชิว
“ทำไมเจ้าถึง…” อวี้เหิงถาม หมายได้ยินคำตอบที่เหมาะสมจากปากของอีกฝ่าย
“เรื่องที่เกิดขึ้นทางใต้ หม่อมชั้นรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”
ไร้ซึ่งเสียงโต้ตอบ
สิ้นเสียงของหรงฟู่ฮ่านรถม้าได้มาถึงประตูหลังของพระราชวังหลวงเสียแล้ว หรงฟู่ฮ่านไม่รอช้ารีบก้าวลงจากเกี้ยว ไม่ขออยู่ตามลำพังกับอวี้เหิงอีก ไม่ช้านักขันทีของราชวังมารับพวกเขาทั้งสองเข้าวังหลวง ลัดเลาะตามทางไปยังส่วนของวังหลัง ภาพเบื้องหน้าของฟู่ฮ่านคือกำแพงสีแดงสูงใหญ่ตระหง่านขนาบข้างสองฝั่งไกลออกไปสุดลูกหูลูกตา ไม่ช้านักพวกเขาทั้งสองเดินมาถึงตำหนักของพระสนม
“ถึงแล้วหรือ?” หรงฟู่ฮ่านเอ่ยเบา ๆ พลางมองดูตำหนักโอ่อ่าตรงหน้าตนเองอย่างสนอกสนใจ นับว่าตนช่างมีวาสนาได้มาเห็นพระราชวังต้องห้ามในตอนที่ผู้คนในสมัยนั้น ๆ ยังใช้ชีวิตกันอยู่ นึกถึงช่วงที่ตนเองทำวิทยานิพนธ์ คิดได้เช่นนั้นนางเริ่มมองต่ำลงแววตาเศร้าสร้อยฉายออกมา เมื่อไรกันที่ชีวิตในร่างกายของหรงฟู่ฮ่านจะสิ้นสุดลง สุดท้ายได้แค่ถอดอนหายใจในร่าง ๆ นี้
สามเดือนผ่านไป ไวยิ่งกว่าโกหก หิมะสีขาวโพลนเริ่มละลายหายไปเปลี่ยนเป็นหญ้าเขียวขจีต้อนรับใบไม้ผลิที่กำลังมาเยือน ลมหนาวยังคงอยู่เช่นเดิม ดอกไม้เริ่มผลิดอกออกใบเป็นภาพที่งดงามหรงฟู่ฮ่านนั่งเก้าอี้โยกมองดูต้นไม้ในสวนหลังบ้าน เดือนที่แล้วยังแห้งแล้งไร้สีเขียว พอฤดูใหม่มาสีแดงของดอกเริ่มชัดเจน นางลูบท้องตนเองที่เริ่มใหญ่ขึ้น คิดทบทวนอะไรหลาย ๆ อย่างชีวิตของหรงฟู่ฮ่านมาถึงจุด ๆ นี้ จุดที่นางใฝ่ฝันมาตลอด มีสามีที่รักนางยิ่งกว่าอะไร อีกไม่นานตนเองจะเป็นแม่ หากเรื่องทั้งหมดเป็นแค่ความฝันล่ะ? หรงฟู่ฮ่านเริ่มเหม่อลอยอีกครั้งหากช่วงชีวิตที่เป็นหรงฟู่ฮ่านจบลงแล้วต้องกลับไปใช้ชีวิตของโจวหลาน ทุก ๆ อย่างที่ตนประสบพบเจิมันก็จะเป็นแค่ฝัน ทั้งรอยยิ้มที่อ่อนโยนของสามี ลูก ๆ ที่ตนเองอุ้มท้อง คนที่นางรู้จักทั้งหมด จะมีค่าไม่ต่างอะไรกับภาพที่สลายหายไปเป็นฝุ่น อยู่แค่ในความทรงจำแต่มิอาจจับต้องได้“พระชายา หม้อถังฟ่อจื้อเจ้าค่ะ” จิงลั่วยื่นหม้อน้ำขนาดเล็กห่อผ้าสีชนพูให้นายหญิงถือไว้คลายหนาว ก
หรงฟู่ฮ่านค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ แสงแดดจากหน้าต่างแยงเข้ามาในตาจนตื่นจากฝัน เมื่อจะขยับตัวก็เจ็บท้องมากเสียจนต้องกุมท้องอว จิงลั่วที่กำลังเข้าห้องมาพร้อมข้าวต้มร้อน ๆ เมื่อเห็นว่าพระชายาตื่นแล้วจึงวางข้าวต้มลงบนโต๊ะและรีบมาดูอาการของนายหญิงตนเอง“พระชายาเจ้าคะ พระชายาฟื้นแล้ว นี้! ใครอยู่ข้างนอกรีบไปแจ้งท่านอ๋องว่าพระชายาฟื้นแล้ว” จิงลั่วตะโกนบอกคนข้างนอกก่อนจะหันมามองใบหน้าอิดโรยของหรงฟู่ฮ่าน“นี้มัน…” หรงฟู่ฮ่านสะลึมสะลือ กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ไม่คุ้นเคยสถานที่แม้แต่น้อย“ที่นี้คือสำนักยาของหมอเจ้าค่ะ พระชายาล้มกระแทกรถเข็นขนผักจนสลบมาหนึ่งวันแล้วเจ้าค่ะ” จิงลั่วอธิบายหรงฟู่ฮ่านเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ต้องเรียบเรียงความทรงจำอีกทีหนึ่งจิงลั่วหลุบตาต่ำลง หรงฟู่ฮ่านสังเกตเห็นท่าทีของบ่าวคนสนิทตนเองเป็นเช่นนั้นจึงฉงนใจว่าเกิดอะไรขึ้น“มีอะไรอีกหรือเปล่า?”“อ…เอ่อ พระชายาเจ้าคะ&rd
วินาทีนั้นเด็กคนหนึ่งเผลอสะดุดขาตนเองล้มลงกระแทกจิงลั่วที่หันหลังให้ ร่างของนางเสียหลักล้มลงกระแทกร่างของหรงฟู่ฮ่านอีกทีจนพระชายาสามร่างล้มไปโดนรถขนผักที่อยู่ข้าง ๆ เข้าอย่างจัง“โอ๊ย!” เสียงร้องโอดครวญของพระชายาสามดังลั่นจนคนในตลาดกรูเข้ามาดูจิงลั่วรีบตั้งสติ พยุงร่างตนเองไปหานายหญิงด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “พระชายาเจ้าคะ พระชายา” จิงลั่วเห็นใบหน้าเจ็บปวดของนายหญิงตนเองถึงกับตกตะลึงนางรีบตะโกนขอความช่วยเหลือราวจนมีชาวบ้านใจดีคนหนึ่งเดินมาดูอาการของหรงฟู่ฮ่าน จิงลั่วรีบแจ้งไปตามตรงว่านายหญิงตนเองมีอาการเหมือนหญิงตั้งครรภ์แต่ยังไม่แน่ว่าจริงหรือไม่“ไปตามหมอมาสิ! เอาหมอคนไหนก็ได้” ชาวบ้านที่มาดูอาการหรงฟู่ฮ่านตะโกนบอกชาวบ้านอีกคนที่อยู่ไม่ไกลไม่นานนักมีชายที่ท่าทางเหมือนหมอเข้ามาดูอาการของหรงฟู่ฮ่าน เขาคลำดูข้อมือของนางอย่างชำนาญ สีหน้าเคร่งเครียดเมื่อเห็นว่าหน้าตาของคนไข้ไม่สู้ดีเท่าไหร่นักก่อนจะหันมาถามจิงลั่ว“ท่านหญ
หรงฟู่ฮานเริ่มขบนิ้วตนเอง อยู่ไม่เป็นสุขราวกับว่ากำลังโดนอีกฝ่ายกดดัน“ข้ารอมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว” นางพูดพลางสะบัดเสื้ออย่างไม่สบอารมณ์พร้อมหันไปบอกจิงลั่ว “ข้าจะไปตลาด เจ้าไปบอกพ่อบ้านเจียงเว่ยให้เตรียมรถม้าให้ข้าหน่อย”“เจ้าค่ะ” จิงลั่วรีบรับคำทันทีหรงฟู่ฮ่านเห็นว่าจิงลั่วเดินจากไปแล้วจึงเดินไปทีห้องครัวเพื่อดำเนินการแผนตนเองต่อ“คารวะพระชายา” พ่อครัวในครัวกล่าวทั้งประหลาดใจที่พระชายามาในครัวด้วยตนเอง “ช่วงนี้พระชายาตั้งครรภ์ ไม่ควรเข้ามาในครัว”หรงฟู่ฮ่านถอนหายใจอย่างไม่สบอารมณ์ “ข้ารู้แล้ว ๆ ตอนนี้เจ้าทำอะไรอยู่”“อ…เอ่อ…บ่าวกำลังเตรียมเนื้อสัตว์ทำน้ำซุปให้พระชายากับท่านอ๋อง” พ่อครัวตอบเก้ ๆ กัง ๆ“ข้าขอเลือดสัตว์หน่อย เอาใส่ตลับนี้ให้เต็ม” หรงฟู่ฮ่านยื่นตลับขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือคำขอของพระชายาทำให้พ่อครัว
หญิงสาวตอบรับพลางโอบคอเขาเพื่อรับรสจูบให้ดีขึ้น“อืม…อ่าห์…” นางครางในลำคอชายหนุ่มใช้ลิ้นตวัดเข้ามาในปาก มืออีกข้างหนึ่งบีบคลำดอกบัวขนาดใหญ่ของหญิงสาวจนแทบจะแหลกคามือ“อ่าห์...ซี้ด…” หรงฟู่ฮานครางอออกมา ร่างบางบิดไปมาเพราะความเสียวซ่านที่กำลังปะทุ“มันใหญ่ซะเหลือเกิน” อวี้เหิงครางออกมา ยิ้มกระเหี้ยนกระหายเปี่ยมด้วยความพึงพอใจ ยิ่งเสื้อผ้าที่หลุดรุ้ยของอีกฝ่ายทำให้เขาอยากเห็นมันมากกว่าเดิมมืออีกข้างจับความเป็นชายถู ๆ ตรงกลางลำตัวอีกฝ่ายแม้ว่าจะมีอาภรณ์กั้นแต่หญิงสาวสัมผัสถึงไอร้อนจากแท่งขนาดใหญ่นั่น“ไม่ไหวแล้ว…” สิ้นเสียงนั้น ชายหนุ่มจับถอดเสื้อผ้าของอีกฝ่ายออกอย่างรวดเร็ว“ทำอะไรน่ะ” หรงฟู่ฮ่านเบิกตากว้างด้วยความตกใจแต่นั้นไม่หยุดความกระหายของอ๋องสามได้ ยิ่งได้เห็นเรือนร่างขาวนวลของภรรยา ยิ่งปลุกอารมณ์แม้ว่าหญิงสาวเอามือป้องปิด
ตกเย็น อวี้เหิงกลับจากงานว่าราชการของราชสำนัก สีหน้าของเขาดอ่อนเพลียเล็กน้อยจนหรงฟู่ฮ่านเข้าไปถามอย่างห่วงใยพร้อมมอบหม้อน้ำร้อนขนาดเล็กที่หอผ้าให้สามีคลายความหนาว“เริ่มหนาวแล้ว ถือไว้จะได้อุ่นมือ”อวี้เหิงรับของภรรยามาพลางโอบไหล่ภรรยาตนเองหวังไออุ่นจากภรรยามาคลายหนาวอีกแรง“พระชายาของข้าใส่ใจข้าเหลือเกิน” อวี้เหิงกระซิบกระซาบข้างหูของหรงฟู่ฮ่านก่อนจะถือโอกาสหอมแก้มภรรยา“ท่านพี่ เดี๋ยวบ่าวเห็น” หรงฟู่ฮ่านพยายามผลักเขาออก“บ่าวเห็นจนชินแล้ว ไม่มีใครว่าอะไรหรอก” พูดแล้วก็หอมภรรยาไปอีกฟอดหนึ่งจนพอใจหรงฟู่ฮ่านเดินจับมือสามีไปห้องทาอาหารเช่นปกติพร้อมถามไถ่ระหว่างทาง“ข้าเห็นท่านดูเหนื่อย ๆ ประชุมเรื่องสอบจองหงวนหรือ?”“ก็เรื่องหนึ่ง อีกเรื่องหนึ่ง…” อวี้เหิงทำเสียงอ่อน ไม่กล้าบอกกับภรรยา หรงฟู่ฮ่านหยุดและมองสามีเพื่อรอฟัง “เสด็จแม่ให้ข้า







