Share

บทที่ 4

Penulis: ผีผาแสนหวาน
"เยว่อิง ยามนี้เจ้ามีหน้ามีตาแล้ว ก็ลืมไปแล้วหรือว่าใครเป็นผู้มอบโอกาสนี้ให้แก่เจ้า

เป็นเจ้า...เป็นเจ้าที่แย่งชิงโชคชะตาของข้าไป!

หากวันนั้นข้าเป็นผู้ยอมรับด้วยตนเอง ยามนี้ผู้ที่ได้เป็นพระสนมก็คือข้า! ผู้ที่ได้พักอยู่ตำหนักปีกก็คือข้า! ผู้ที่ได้ปรนนิบัติอยู่ข้างพระวรกายฝ่าบาทก็ต้องเป็นข้าเช่นกัน!"

ข้านั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ มองนางด้วยสายตาเรียบเฉย

"พี่หญิงโปรดสำรวมวาจา วันนั้นเป็นท่านเองที่อ้อนวอนให้ข้ายอมรับแทน และท่านก็เคยสาบานแล้วด้วย"

นางแสยะหัวเราะ น้ำตาร่วงหล่นลงมา

"คำสาบานมันจะไปสำคัญอะไร!

ยามนี้ข้ายังเป็นเพียงนางกำนัลที่ต้องทำงานหนัก! แต่เจ้ากลับเสวยสุข มีทั้งอาหารดี ๆ กับข้าทาสบริวารคอยปรนนิบัติ!"

นางสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่ง ก่อนจะปรับเปลี่ยนน้ำเสียงใหม่

"เยว่อิง เจ้าช่วยย้ายข้าไปทำงานที่สบาย ๆ หน่อย แล้วก็ช่วยเอ่ยคำยกยอข้าต่อหน้าท่านอ๋องจิ้งด้วย มิเช่นนั้น ข้าจะไปกราบทูลความจริงต่อหน้าฝ่าบาท ฉุดเจ้าให้ร่วงลงมาจากฟ้า ให้ตายโดยไร้ผืนดินฝังกลบ!"

ลึก ๆ ในดวงตาข้าฉายแววเย็นเยียบทีละน้อย

ก่อนหน้านี้ที่ข้ายอมถอยให้ก้าวหนึ่ง เป็นเพราะไม่ต้องการให้เกิดเรื่องราวลุกลามใหญ่โต

แต่ยามนี้นางกลับได้คืบจะเอาศอก เก็บนางไว้คงต้องกลายเป็นภัยพิบัติครั้งใหญ่ในวันหน้าเป็นแน่

ข้าไม่แสดงสีหน้าท่าทางใด ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้น

"หอตำรากำลังขาดคน งานที่นั่นค่อนข้างเงียบสงบ ข้าจะช่วยย้ายท่านไปที่นั่นก็แล้วกัน"

ข้ายังหยิบเงินอีกไม่กี่ตำลึงยื่นให้นางด้วย "เงินพวกนี้ ท่านรับไปใช้ก่อนเถิด"

หนานเซียงรับเงินไป สีหน้าของนางดูคลายความตึงเครียดลงเล็กน้อย แต่ในใจกลับยังไม่ยอมแพ้

"เงินแค่นี้จะไปพออะไร สิ่งที่ข้าต้องการคือท่านอ๋องจิ้ง คือลาภยศสรรเสริญ!"

นางถลึงตาใส่อย่างดุดัน "เจ้ารีบช่วยข้าจะดีกว่า ไม่เช่นนั้น พวกเราก็จะพังไปด้วยกันทั้งคู่!"

ข้ามองคล้อยหลังนางเดินจากไป รอยยิ้มบนใบหน้าค่อย ๆ หายไปจนหมด

นับตั้งแต่วันนั้น ข้าก็เริ่มคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของนางอยู่เงียบ ๆ ในเงามืด

คอยสั่งให้ขันทีน้อยตามดูว่านางเดินทางไปที่ใด พบปะกับผู้ใดบ้าง

ดูเหมือนว่าหนานเซียงเองก็กำลังเฝ้ารอคอยอยู่เช่นกัน

รอคอยโอกาส โอกาสที่จะเหยียบย่ำข้าให้จมลงดินได้อย่างราบคาบ

ข้ารู้ดี ว่านางไม่มีวันยอมเลิกลาไปง่าย ๆ

และสิ่งที่ข้าต้องทำ ก็คือการคิดหาทางหนีทีไล่เตรียมไว้ก่อนที่นางจะลงมือ

ผ่านไปพริบตาเดียวก็ถึงงานเฉลิมพระชนมพรรษาของฮ่องเต้ ขุนนางนับร้อยเข้ามายืนประจำตำแหน่ง

ข้าคัดอักษรคำว่าอายุยืนจำนวนหนึ่งร้อยตัวด้วยตนเองเพื่อเป็นของขวัญถวายพระพร

ฮ่องเต้ทรงพอพระทัยยิ่งนักจึงมีพระบัญชาทันที

"เลื่อนขั้นฮวาตาอิ้งขึ้นเป็นฮวาผิน พระราชทานทองคำร้อยตำลึง ผ้าไหมสิบพับ"

ข้าคุกเข่าน้อมรับพระมหากรุณาธิคุณ ยามนี้สวมชุดหรูหราอลังการ รายล้อมไปด้วยไข่มุกและอัญมณี ไม่ใช่นางกำนัลแห่งกองซักล้างในวันวานอีกต่อไป

หนานเซียงยืนปะปนอยู่ท่ามกลางกลุ่มนางกำนัลรับใช้ นางจ้องข้าไม่ละสายตา แววตาแดงก่ำราวกับจะมีเลือดหยดออกมา

เมื่องานเลี้ยงดำเนินไปได้ครึ่งทาง ในที่สุดนางก็เริ่มเคลื่อนไหว

นางอาศัยข้ออ้างว่ารินสุรา ค่อย ๆ ขยับกายเข้าไปใกล้เบื้องพระพักตร์ ก่อนจะแสร้งเอ่ยขึ้นมาอย่างลอย ๆ เหมือนไม่ได้ตั้งใจ

"หากกล่าวถึงดอกเหมย หม่อมฉันกลับนึกขึ้นได้ถึงเรื่องบางอย่าง คืนนั้นที่สวนอี่เหมย ดอกเหมยเบ่งบานงดงามยิ่งนัก ยามนั้นหม่อมฉันเกิดคิดถึงบ้าน จึงอดใจไม่ไหวจนต้องท่องบทกวีออกมาประโยคหนึ่ง..."

นางชะงักไปชั่วครู่ เสียงพูดไม่ได้ดังมาก แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนโดยรอบได้ยินอย่างชัดเจน

"หากสายลมทวนรู้ความในใจ โปรดอย่าพัดทำลายดอกเหมยเลย"

ภายในตำหนักตกอยู่ในความเงียบทันที

สายตาทั้งหมดจับจ้องมาบนร่างข้า

ทั้งสายตาที่สมน้ำหน้า สายตาที่เมินเฉยดูแคลน และสายตาที่สืบเสาะจับผิด

สิ่งเหล่านี้กดทับเข้ามาอย่างมืดฟ้ามัวดิน จนแทบจะหายใจไม่ออก

พระพักตร์ของฮ่องเต้พลันมืดครึ้มลงทันที

เขามองหนานเซียง แล้วก็หันมามองข้าอีก แววตาคู่นั้นเยือกเย็นราวแผ่นน้ำแข็งในเดือนสิบสอง

"ฮวาผิน" เสียงเขาไม่ได้ดังนัก แต่กลับกดดันคนจนแทบหายใจไม่ออก

"บทกวีนี้ ตกลงว่านางเป็นคนท่อง หรือเจ้าเป็นคนท่องกันแน่"

ลี่ผินยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นป้องปากหัวเราะ

เสียนเฟยยกชาขึ้นจิบพลางก้มหน้าต่ำ ราวกับไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น

หนานเซียงยืนอยู่ด้านข้าง นางก้มหน้าก้มตา แต่แอบยกมุมปากยิ้มเล็กน้อยอย่างผู้มีชัย

ภายในตำหนักเงียบกริบ

ฮ่องเต้จับจ้องข้าเขม็ง เน้นย้ำทีละคำ "เรากำลังถามเจ้าอยู่"

ข้าค่อย ๆ ลุกขึ้น เดินไปคุกเข่ากลางตำหนัก ขยับริมฝีปากเบา ๆ

"ทูลฝ่าบาท บทกวีนี้... แท้จริงแล้วเป็นหนานเซียงที่ร่ายขึ้นมาก่อนเพคะ"

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • พระสนมส้มหล่น พลิกชะตานางกำนัลสวมรอย   บทที่ 10

    "ฝ่าบาท... หม่อมฉัน...เจ็บเหลือเกิน...""หมอหลวง! รีบตามหมอหลวงมา!"ตอนที่ข้าถูกหามกลับมาถึงตำหนักหย่งเหอ ตรงหว่างขาก็เต็มไปด้วยเลือดแล้วบรรดาหมอหลวงคุกเข่าอยู่เต็มพื้น แต่ละคนหน้าซีดราวกับดิน"ทูลฝ่าบาท ฮวาเฟยทรง...ทรงคลอดยากพ่ะย่ะค่ะ มีคนวางยาเร่งคลอด ทรงครรภ์ได้เพียงเจ็ดเดือน เกรงว่าจะต้องคลอดก่อนกำหนด..."ฝ่าบาทหน้าซีดเผือด แม้แต่มือที่กุมมือข้าไว้ก็ยังสั่นระริก"รักษาชีวิตนางไว้! ต้องรักษาชีวิตนางไว้ให้เรา! ทั้งแม่ทั้งลูกต้องปลอดภัย!"ในระหว่างที่ปวดท้องเป็นพัก ๆ ข้าฝืนลืมตาขึ้นมองเขาขอบตาเขาแดงก่ำ ริมฝีปากเม้มแน่นเป็นเส้นตรง เหมือนดั่งปีนั้นที่ถูกข้าอ่านใจได้ทะลุปรุโปร่งไม่มีผิด"เยว่อิง เจ้าต้องทนให้ไหวนะ" เขาเสียงสั่น "เจ้าเคยรับปากเราไว้ว่าจะไม่หลอกลวงเรา เจ้าจะกลืนคำพูดตัวเองไม่ได้นะ"ข้าเจ็บปวดจนพูดไม่ออก ได้แต่ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดบีบมือเขาไว้ภายในห้องคลอด บรรดาหมอหลวงและหมัวมัวทำคลอดต่างวิ่งวุ่นส่วนภายนอกห้องคลอดนั้น ฝ่าบาทยืนเฝ้าอยู่ตลอดทั้งคืนกระทั่งฟ้าใกล้สว่าง เสียงทารกร้องไห้ก็ดังทำลายความเงียบงัน"ยินดีด้วยพะยะค่ะฝ่าบาท เป็นองค์ชายพะยะค่ะ!"ข้านอนหมด

  • พระสนมส้มหล่น พลิกชะตานางกำนัลสวมรอย   บทที่ 9

    เมื่อสามสิ่งนี้รวมเข้าด้วยกัน ผลลัพธ์ก็คือตายคำเดียวเป็นอย่างที่คาดไว้ ข่าวลือสะพัดออกไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ฮองเฮาก็ทรงส่งคนมา 'เยี่ยมเยียน'"ฮองเฮาทรงมีรับสั่งว่า ฮวาเฟยทรงพระครรภ์นับเป็นเรื่องมลคลของวังหลัง ฮองเฮาจึงประทานโอสถบำรุงครรภ์มาให้หนึ่งถ้วย ขอพระสนมโปรดดื่มยามยังอุ่นเพคะ"ข้าจ้องมองน้ำยาสีดำสนิทในจอกนั้น แล้วยิ้มบาง ๆ"ฝากขอบพระทัยในความเมตตาของฮองเฮาแทนเราด้วยเถิด เราเพิ่งจะดื่มโอสถบำรุงครรภ์ที่หมอหลวงจัดให้ไปเมื่อครู่ ถ้วยนี้ขอเก็บไว้ดื่มในช่วงค่ำ"นางกำนัลผู้นั้นสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง นางวางถ้วยโอสถลงแล้วเดินออกไปกระทั่งอีกฝ่ายไปแล้ว ข้าจึงยกจอกโอสถนั้นขึ้นมา แล้วเทราดลงในกระถางต้นไม้วันรุ่งขึ้น ดอกไม้ในกระถางนั้นก็เหี่ยวตายไปข้าจ้องมองดอกไม้ที่เหี่ยวตายอย่างเงียบ ๆ นานมากศึกครั้งนี้...เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้นเพิ่งท้องได้ห้าเดือน ท้องของข้าก็ขยายใหญ่จนเห็นได้ชัดเจนแล้วฮ่องเต้ทรงกลัวว่าข้าจะได้รับอันตราย จึงสั่งวางกำลังอารักขาตำหนักหย่งเหอหนาแน่นราวกับกำแพงเหล็กผู้ใดจะเข้าจะออกต้องตรวจป้ายผ่านทาง สำรับคาวหวานต้องมีคนทดสอบพิษ แม้แต่เครื่องหอมยังต้องผลัด

  • พระสนมส้มหล่น พลิกชะตานางกำนัลสวมรอย   บทที่ 8

    "เจ้าไปฝึกมาตั้งแต่เมื่อใดกัน" เขาเบิกตากว้าง "ฝ่าบาททรงสอนให้เพคะ" ข้ากลั้นยิ้ม "เป็นเพราะฝ่าบาททรงสอนอย่างดี"เขาจ้องมองกระดานหมากอยู่เนิ่นนาน แล้วจู่ ๆ ก็เริ่มหัวเราะลั่น เสียงดังลั่นจนได้ยินไปทั่วทั้งตำหนักหย่งเหอ"ช่างดีนักนะ ฮวาผิน เจ้าบังอาจกล้าชนะเราแล้วหรือ!""หม่อมฉันไม่กล้าเพคะ เป็นเพราะฝ่าบาททรงออมมือให้ต่างหาก""เราไม่ได้ออมมือ" เขาหยุดหัวเราะแล้วจ้องมองข้าอย่างจริงจัง "เจ้าแตกฉานในศาสตร์นี้แล้วจริง ๆ"เขายื่นมือมา ลูบไล้ข้างแก้มของข้าอย่างแผ่วเบา"รอจนเจ้าพ้นกำหนดกักบริเวณเมื่อใด เราจะพาเจ้าไปชมดอกเหมย"วันที่พ้นกำหนดกักบริเวณ คนทั่วทั้งวังหลังต่างค้นพบว่าข้าได้เปลี่ยนไปแล้วไม่ใช่เพราะการแต่งกายหรือเครื่องประดับที่เปลี่ยนไป แต่เป็นสง่าราศีที่แผ่ออกจากร่างกายที่เปลี่ยนไปแล้วยามเข้าเฝ้าถวายบังคม ฮองเฮาทรงทอดพระเนตราเนิ่นนานขึ้น "ฮวาผิน ช่วงนี้ดูผิวพรรณผุดผ่องขึ้นไม่น้อย""ขอบพระทัยฮองเฮาที่ทรงห่วงใย หม่อมฉันถูกกักบริเวณไปหนึ่งเดือน กลับกลายเป็นการบำรุงร่างกายให้ดีขึ้นเพคะ"ลี่ผินที่นั่งอยู่ด้านข้างหัวเราะหึในลำคอ "ถูกกักบริเวณแล้วยังบำรุงร่างกายได้อีกหรือ เพิ

  • พระสนมส้มหล่น พลิกชะตานางกำนัลสวมรอย   บทที่ 7

    เขาตะลึงงัน จากนั้นก็เดินเข้ามา ยื่นมือลูบผมของข้าอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าจะทำสิ่งใดแตกสลาย"วันหลังเราจะสอนเจ้าอ่านตำราคัดอักษรเอง" เขาว่า "ไม่ใช่เพราะเจ้า 'กลัวว่าจะไม่คู่ควร' แต่เป็นเพราะเราอยากสอนเอง"ข้าเงยหน้ามองเขา เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าบุรุษผู้นี้ไม่ใช่ฮ่องเต้ หากแต่เป็นเพียงผู้ชายธรรมดาที่แสนอ้างว้างคนหนึ่ง"เพคะ" ข้าตอบเขายิ้มแล้ว เป็นรอยยิ้มที่สมจริงกว่าครั้งใด ๆ ที่ผ่านมาในช่วงวันเวลาที่ถูกกักบริเวณ เขามาหาข้าทุกวันไม่เคยขาดบางครั้งมาตอนสาย อยู่เป็นเพื่อนข้าคัดคัมภีร์สองสามหน้า ทั้งยังสอนให้ข้ารู้จักตัวอักษรใหม่ ๆ บางครั้งมาตอนบ่าย นำของว่างที่ทำใหม่มาจานหนึ่ง บอกว่าเป็นของว่างที่ห้องเครื่องเพิ่งคิดค้นขึ้นมา อยากให้ข้าได้ลิ้มลองวันที่สาม เขาตำรารวมกวีมาเล่มหนึ่ง"เราคัดบทที่ดีมาให้สองสามบท เจ้าลองคัดดู ถือโอกาสท่องจำด้วย"ข้ารับตำรานั้นมา เปิดดูสองสามหน้า พบว่าเป็นลายมือที่เขาคัดด้วยตนเอง ตัวอักษรเรียบร้อย ทั้งยังมีอักษรตัวเล็ก ๆ กำกับไว้ด้านข้าง เพื่ออธิบายที่มาของคำและหลักการใช้ขอบตาข้าร้อนผ่าว ได้แต่ก้มหน้ากล่าวขอบคุณเขาโบกมือเบา ๆ ก่อนจะไปนั่งจ

  • พระสนมส้มหล่น พลิกชะตานางกำนัลสวมรอย   บทที่ 6

    กักบริเวณวันแรก เรือนปีกตะวันตกของตำหนักหย่งเหอเงียบเชียบราวกับสุสานร้างนางกำนัลน้อยยกพู่กัน หมึก กระดาษและจานฝนหมึกเข้ามา แล้วลอบมองข้าอย่างระมัดระวัง"พระสนม ท่านต้องคัดร้อยจบจริง ๆ หรือเพคะ""เลิกพูดจาไร้สาระ ฝนหมึก"ข้าถือพู่กันจุ่มน้ำหมึก ตวัดเขียนทีละเส้นอย่างบรรจง ข้าท่อง 'คัมภีร์สตรี' จนจำขึ้นใจตั้งนานแล้ว ยามอยู่กองซักล้างก็แอบท่องอยู่บ่อยครั้งครั้งนั้นคิดเพียงว่า หากวันใดได้ผงาดขึ้นมา ในสมองก็ควรมีวิชาความรู้ติดอยู่บ้างยามนี้ได้นำมาใช้จริงแล้ว กลับรู้สึกว่าน่าขันยิ่งนักขณะที่กำลังคัดถึงรอบที่สาม เสียงฝีเท้าก็ดังแว่วมาจากนอกประตู"ถวายบังคมฝ่าบาท"ข้ามือสั่นทันที น้ำหมึกหยดลงบนเนื้อกระดาษ แผ่ขยายเป็นวงสีดำพร่าเลือนประตูถูกผลักเปิดออก ฮ่องเต้ฉลองพระองค์ชุดลำลองเสด็จเข้ามา ด้านหลังไม่มีขันทีติดตาม เสด็จมาเพียงลำพังพระองค์เดียว"คัดต่อเถิด" เขานั่งลงตรงหน้าข้า หยิบกระดาษที่ข้าเพิ่งคัดเสร็จขึ้นมาตรวจดู "เราจะดูว่าเจ้าแอบอู้บ้างหรือไม่"ข้าตั้งสติ แล้วเขียนต่อไปเขาดูอยู่สองสามแผ่น แล้วจู่ ๆ ก็เอ่ยขึ้นว่า "ตัวอักษรมีความก้าวหน้าแล้ว""ขอบพระทัยที่ทรงตรัสชมเพคะ

  • พระสนมส้มหล่น พลิกชะตานางกำนัลสวมรอย   บทที่ 5

    หนานเซียงยังไม่ทันยกมุมปากให้กว้างกว่าเดิม ข้าก็เอ่ยประโยคที่สองออกมาเสียก่อน"แต่ในคืนนั้นที่สวนอี่เหมย หลังจากที่นางร่ายบทกวีนี้จบ สิ่งแรกที่นางทำคือทิ้งโคมไฟ แล้วลนลานวิ่งกลับมาที่กองซักล้าง ร้องไห้พลางเอ่ยกับหม่อมฉันว่า 'ฝ่าบาททรงน่ากลัวยิ่งนัก นี่คือเคราะห์ภัย ข้าต้องหลบไปให้ไกลแสนไกล' เพคะ"ภายในตำหนักพลันมีคนสูดหายใจลึกด้วยความตื่นตระหนกฮ่องเต้แววตาเย็นเยียบลงจนถึงขีดสุด เขาไม่ได้มองมาที่ข้า แต่มองไปยังหนานเซียงหนานเซียงหน้าซีดราวทันที นางโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน "เปล่านะเพคะ! หม่อมฉันไม่เคยเอ่ยเช่นนี้เลยแม้ครึ่งคำ""ไม่เคยเอ่ยอย่างนั้นหรือ" ข้าค่อย ๆ หยิบกระดาษสองแผ่นออกมาจากแขนเสื้อ แล้วชูขึ้นเหนือศีรษะ "เช่นนั้นสิ่งนี้คืออะไรเล่า"กระดาษแผ่นแรก คือบทกวีที่หนานเซียงเขียนขึ้นด้วยมือของนางเองเพื่อมอบให้แก่ท่านอ๋องจิ้งลายมืองดงามชดช้อย ลงนามท้ายกระดาษด้วยรูปกิ่งดอกเหมยหนึ่งกิ่งด้านบนเขียนไว้ว่า 'ปรารถนาฝากปลาหลีฮื้อส่งต่อความคนึงหา' ทั้งยังแนบพระนามของท่านอ๋องจิ้งเอาไว้ด้วยกระดาษแผ่นที่สอง คือจดหมายข่มขู่ที่นางส่งให้ข้าเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้บนนั้นเขียนไว้ชัดเจน

  • พระสนมส้มหล่น พลิกชะตานางกำนัลสวมรอย   บทที่ 3

    การปรนนิบัติดูแลผู้ป่วยนั้นเหนื่อยยาก ซ้ำยังติดโรคได้ง่าย มีแต่ความเสี่ยง ไม่ได้มีประโยชน์อันใดข้าลุกขึ้นมา เดินไปคุกเข่าลงตรงกึ่งกลางห้องโถง"หม่อมฉันยินดีแบ่งเบาพระราชภาระของฮองเฮาเพคะ ขอประทานอนุญาตไปปรนนิบัติฝ่าบาทที่ตำหนักหย่างซินเพคะ"ทั้งตำหนักตกอยู่ในความเงียบฮองเฮามองข้าปราดหนึ่งด้วยแ

  • พระสนมส้มหล่น พลิกชะตานางกำนัลสวมรอย   บทที่ 2

    "หม่อมฉันเห็นดอกเหมยเบ่งบานลำพังอยู่ท่ามกลางลมหนาว จึงคิดว่าสตรีในวังที่แสนลึกก็คงเป็นเช่นนี้ ต้องทรหดอดทนและหยัดยืนอยู่ท่ามกลางหิมะเพคะ"ภายในตำหนักตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะฮ่องเต้ยิ้มแล้ว ลึก ๆ ในดวงตาฉายแววสนใจเขายกจอกน้ำชาขึ้น "ช่างเป็นความทรหดอดทนที่ดีนัก""เจ้าชื่อว่าอะไร สังกัดอยู่ต

  • พระสนมส้มหล่น พลิกชะตานางกำนัลสวมรอย   บทที่ 1

    "เจ้าตอบตกลงจริงหรือ"หนานเซียงพลันบีบมือข้าแน่น ความหวาดกลัวในแววตาหายไปหมดสิ้น ถูกแทนที่ด้วยความยินดีปรีดาอย่างเปิดเผยข้าพยักหน้าให้นางนางดูเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก ทรุดนั่งลงข้างเตียง แล้วเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสวนอี่เหมยออกมาจนหมดเปลือก"คืนนั้นข้าเพียงคิดถึงท่านอ๋องจิ้ง รู้สึกอัดอั้นใน

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status